“อยากฟังแม่สอนอีก” สมเด็จย่า ต้นแบบแห่งชีวิต

“อยากฟังแม่สอนอีก” สมเด็จย่า ต้นแบบแห่งชีวิต…

ตลอดระยะเวลาของการทรงเป็นยุวกษัตริย์ ในหลวงทรงเชื่อฟังพระราโชวาทของสมเด็จพระบรมราชชนนีเป็นอย่างดี

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความเป็นจอมปราชญ์ที่ทรงพระอัจฉริยภาพในหลากหลายศาสตร์ศิลป์นั้น ล้วนเกิดจากการน้อมนำเอาพระราโชวาทของพระราชมารดามาปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชปณิธานที่ทรงปรารถนาให้พสกนิกรไทยอยู่ดีมีสุขกันถ้วนหน้า

ถ้อยรับสั่งของสมเด็จย่าที่มีต่อในหลวงนั้น มักทรงเน้นย้ำในเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมในด้านความรับผิดชอบเป็นหลัก ดังพระราโชวาทหนึ่งที่มีความว่า “ในครอบครัวเรา ความรับผิดชอบเป็นของที่ไม่ต้องคิด เป็นธรรมชาติ สิ่งที่สอนอันแรกคือ เราจะทำอะไรให้เมืองไทย ถ้าไม่มีความรับผิดชอบจะไปช่วยเมืองไทยได้อย่างไร…”

ทุกครั้งที่สมเด็จย่าตรัสสอนไม่ว่าเรื่องใด ในหลวงจะทรงนำกระดาษมาจดและมีพระราชดำรัสตอบว่า “อยากฟังแม่สอนอีก” อยู่เสมอ

ต้นแบบของชาวพุทธ “พระราชาผู้ทรงธรรม” เผยพระราชจริยวัตรในหลวงรัชกาลที่ 9

“พระราชาผู้ทรงธรรม”…ช่วงเวลาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงผนวชเมื่อปี พ.ศ. 2499 ถือเป็นช่วงเวลาของการบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรมในพระราชหฤทัยได้อย่างดียิ่ง ซึ่งเป็นไปตามพระราชปณิธานที่ตั้งมั่นในการทรงผนวชมาก่อนหน้านี้แล้วว่า

“…พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของเรา ทั้งตามความศรัทธาเชื่อมั่นของข้าพเจ้าเอง ก็เห็นเป็นศาสนาดีศาสนาหนึ่ง เนื่องในบรรดาสัจธรรมคำสั่งสอนอันชอบธรรม คำสั่งสอนอันชอบด้วยเหตุผล ซึ่งเคยคิดอยู่ว่าถ้าโอกาสอำนวย ข้าพเจ้าควรจักได้บวชสักเวลาหนึ่งตามราชประเพณี…”

แม้พระองค์ทรงผนวชในระยะเวลาอันสั้น แต่ธรรมะที่ทรงน้อมนำมาใช้ในการปกครองไพร่ฟ้าประชาชนกลับสืบทอดยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน เพราะไม่ได้ทรงผนวชด้วยพระวรกายแค่เพียงอย่างเดียว ทว่ากลับทรงผนวชด้วยพระราชหฤทัยที่ถึงพร้อม ดังพระโอวาทของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ความว่า

“…การทรงผนวชวันนี้เป็นประโยชน์มาก…บวชด้วยกายอย่างหนึ่ง บวชด้วยใจอย่างหนึ่ง ถ้าทั้งสองอย่างผสมกันเข้าแล้วจะเป็นกุศล…”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีความสนพระราชหฤทัยในธรรมะชั้นสูงในขั้นปฏิบัติกรรมฐาน เพื่อให้ทรงมีสมาธิตั้งมั่นอยู่กับการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรได้อย่างเต็มพระกำลัง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระตำหนักบำเพ็ญธรรมส่วนพระองค์ไว้ภายในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน อันเป็นสถานที่วิเวก เหมาะอย่างยิ่งแก่การเจริญภาวนา ทั้งนี้ทรงปฏิบัติสมาธิเป็นประจำและประทับเป็นเวลานานด้วย

ก่อนที่จะทรงงานทุกครั้ง พระองค์จะเสด็จฯเข้าห้องสวดมนต์ ไหว้พระ ทำสมาธิจิตใจให้สงบระยะหนึ่งแล้วจึงทรงงาน ทรงเคยมีพระราชปรารภว่า การที่พระองค์ทำเช่นนั้นรู้สึกว่างานได้ผลดี เพราะเมื่อมีสมาธิในการทำงาน งานที่ทำก็ทำได้อย่างมีระเบียบเรียบร้อยได้คุณภาพดี และจิตใจก็ปลอดโปร่งแจ่มใส

นอกจากนี้ยังมีพระราชจริยวัตรที่พิเศษอีกประการหนึ่งซึ่งคนทั่วไปปฏิบัติได้ยากคือ ในคืนวันธรรมสวนะ (วันพระ) พระองค์จะทรงรักษาอุโบสถศีลอย่างเคร่งครัด และทุกวันจันทร์พระองค์จะทรงถวายสังฆทานเป็นนิตย์ ด้วยตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพ ซึ่งราชกิจวัตรนี้ได้ทรงกระทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยทรงอาราธนาพระสงฆ์จากวัดต่างๆมารับสังฆทานภายในพระตำหนัก

พระราชจริยวัตรอันงดงามเช่นนี้ทำได้ยากยิ่ง ถ้าจะต้องใข้ความสม่ำเสมอเช่นนี้ แต่พระองค์ก็ทรงเป็นแบบอย่างให้เห็นว่า หน้าที่ของพระมหากษัตริย์นั้นไม่ใช่แค่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่เรื่องของพระพุทธศาสนา พระองค์ก็ยังทำหน้าที่เป็นต้นแบบ เพื่อให้ราษฎรเห็นความสำคัญของการทะนุบำรุงศาสนาอีกด้วย

 

ทั้งชีวิตอุทิศเพื่อประชาชน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานตลอด 70 ปี (ตอนที่ 1)

หลังการขึ้นครองราชย์ของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ได้เสด็จฯกลับไปยังสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้ง เพื่อทรงศึกษาวิชากฎหมายและการปกครอง เนื่องจากต้องรับพระราชภาระเป็นพระมหากษัตริย์ ในด้านวิชาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ ทรงตั้งพระทัยศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศเกี่ยวกับพื้นฐานและวัฒนธรรมของแต่ละชาติ เพื่อนำมาเป็นแนวปรับปรุงแก้ไขประเทศไทยให้เจริญขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ทรงเป็นตัวอย่างของผู้ที่เสียสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวมอย่างแท้จริง ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ คอยบำบัดทุกข์บำรุงสุขของพสกนิกรมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เพราะทรงถือว่า “การให้และการเสียสละเป็นการกระทำอันมีผลกำไร” กล่าวคือ กำไรแห่งความอยู่ดีมีสุขของปวงประชา ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็น “มูลค่า” แต่กลับมี “คุณค่า” ทางจิตใจมากกว่า เข้าทำนองที่ว่า “ขาดทุนคือกำไร”

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีความเพียรพยายาม อันเป็นหนึ่งในคุณธรรมและจริยธรรมที่บริบูรณ์ยิ่ง สังเกตได้จากหลากหลายโครงการพระราชดำริที่ทรงริเริ่มขึ้น ล้วนประสบสัมฤทธิผลได้ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะเป็นสำคัญ สอดคล้องกับวิริยบารมีของพระโพธิสัตว์ในบทพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก แปลว่า “พ่อผู้ยิ่งใหญ่” ซึ่งมีพระราชประสงค์ในการปลูกฝังให้คนไทยทุกภาคส่วนมีความเพียรพยายามในการทำงานและทำความดี สอดคล้องกับพระราชปรารภที่ว่า “ขอจงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม กำลังกายที่สมบูรณ์”

พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เคยเล่าถึงการจดจ่อทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า “พระองค์ทรงประยุกต์พระสมาธิในการประกอบพระราชกรณียกิจทุกอย่างทั้งน้อยและใหญ่ จึงทรงสามารถเผชิญกับพระราชภาระอันหนักในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ได้โดยไม่ทรงสะทกสะท้านหรือหวั่นไหว ไม่ทรงคาดการณ์ล่วงหน้าไปไกลๆ อย่างเลื่อนลอยและเปล่าประโยชน์ ไม่ทรงอาลัยอดีตหรืออนาคต ไม่ทรงเสียเวลาหวั่นไหวไปกับความสำเร็จหรือความล้มเหลวอันเป็นเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ทรงจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ทรงสนพระราชหฤทัยอยู่แต่กับพระราชกรณียกิจเฉพาะพระพักตร์เท่านั้น”

พระองค์ทรงตระหนักอยู่เสมอว่าความทุกข์ยากของพสกนิกรย่อมเปรียบเสมือนความทุกข์ยากของพระองค์เอง จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมคนไทยจึงมักเห็นภาพพระพักตร์ของพระองค์ที่เต็มไปด้วยหยาดพระเสโท อันเป็นผลมาจากความตรากตรำพระวรกาย จนไพร่ฟ้าประชาชนต่างกล่าวขานกันว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก ทรงเอาพระราชหฤทัยจดจ่อ ไม่ทรงยอมให้ขาดจังหวะจนกว่าจะเสร็จ และไม่ทรงทิ้งขว้างแบบทำๆ หยุดๆ ดังนั้นพระราชกรณียกิจทั้งหลายนั้นจึงสำเร็จลุล่วงไปเป็นส่วนใหญ่

ภาพที่พระองค์มักทรงถือแผนที่ด้วยพระหัตถ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทรงจับปากกา พระศอสะพายกล้องถ่ายรูป ได้กลายเป็นภาพที่ชินตาและอยู่ในหัวใจของราษฎรไทยทุกภาคส่วน อุทิศพระองค์เพื่อทรงงานหนัก โดยไม่ทรงเห็นแก่ความตรากตรำพระวรกาย ในบางครั้งรถพระที่นั่งต้องฝ่าเข้าไปในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก หากรถไม่สามารถต้านทานกระแสน้ำได้ พระองค์ก็เสด็จฯลงจากรถเพื่อทรงพระดำเนินต่อไปด้วยสองพระบาท

พระองค์มีพระราชประสงค์ในการใช้ “สายพระเนตร” สอดส่องสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตราษฎร ใช้ “สองพระกรรณ” สดับรับฟังความเดือดร้อนของพสกนิกรจากปากของพวกเขาเอง แล้วทรงใช้ “พระปัญญา” คิดวิเคราะห์หาแนวทางในการแก้ไขปัญหา จากนั้นทรงใช้ “พระหัตถ์” ลงมือปฏิบัติทดลองด้วยพระองค์เอง ทั้งหมดนี้ด้วยทรงเล็งเห็นว่าความทุกข์ยากของประชาชนนั้น หากไม่ลงมือแก้ไขให้เป็นรูปธรรม ก็ย่อมไม่เกิดคุณประโยชน์อันใดขึ้นมา

 

 

‘วินัย อดออม ให้’ คัมภีร์แห่งความพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9

คัมภีร์แห่งความพอเพียง : “ลูกอยากได้ก็ต้องเก็บค่าขนมไว้สิ หยอดกระป๋องวันละเหรียญ ได้มาก ค่อยเอาไปซื้อ”…

ในฐานะ “แม่” ของยุวกษัตริย์ที่กำลังเจริญพระชนมพรรษามากขึ้นทุกวัน ในวันนั้นสมเด็จย่า (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) มีพระราโชวาทสำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงน้อมนำมาปฏิบัติเสมอมา และยังทรงเป็นต้นแบบให้แก่ประชาชนด้วยก็คือ การประหยัดอดออม แม้พระองค์จะทรงอยู่ในฐานะที่สามารถเลือกหาสิ่งต่างๆ มาให้พระโอรสได้อย่างไม่ยากลำบากก็ตาม

ดังนั้นเมื่อพระองค์มีพระประสงค์สิ่งใด ก็จะทรงอดออมเก็บเงินค่าขนมที่ได้สัปดาห์ละครั้งอย่างมัธยัสถ์ และยังทรงรู้จักนำเงินไปต่อยอด ทรงรับจ้างเก็บผักผลไม้ไปขาย แล้วนำเงินที่ได้มาซื้อเมล็ดผักปลูกเพิ่ม ซึ่งทำให้ยุวกษัตริย์พระองค์นี้ทรงเรียนรู้หลักพอเพียงสมถะมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ โดยจะมีคัมภีร์แห่งความพอเพียง 3 ข้อ คือ “วินัย อดออม ให้”

และเมื่อถึงวันปีใหม่ สมเด็จย่าจึงรับสั่งกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า

“ปีใหม่แล้ว เราไปซื้อจักรยานกัน ให้แคะกระปุกดูว่ามีเงินเท่าไหร่” และสมเด็จย่าก็ทรงแถมเงินเพิ่มให้อีกด้วย

 

4 ข้อคิดการทำงานของหน่วยแพทย์อาสา ตามเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9

พระราชกรณียกิจที่สำคัญของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงปฏิบัติมาเป็นเวลายาวนานอย่าง การเสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารพร้อมกับสมาชิกหน่วยแพทย์อาสา เพื่อเข้าไปดูแลเรื่องสุขภาพอนามัยของประชาชน เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นกันจนชินตามาโดยตลอด

พลเอกชูฉัตร กำภู ณ อยุธยา อดีตนายแพทย์ที่ได้มีโอกาสตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นานเกือบ 20 ปี ไม่ว่าจะขึ้นเหนือหรือลงใต้ก็จะเห็นการทรงงานของพระองค์ที่นึกถึงแต่ประชาชนก่อน และไม่คิดถึงความยากลำบากเลยแม้แต่น้อย พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างให้แก่บรรดาจิตอาสาทุกคนได้เห็นว่าความทุกข์ของประชาชนต้องมาก่อนอย่างแท้จริง ซึ่งข้อคิดในการทำงานของหน่วยแพทย์อาสา 4 ข้อนี้ พลเอกชูฉัตรก็ยังจำได้ไม่มีวันลืม คือ

  1. มีความรู้ความสามารถในวิชาการนั้นๆ
  2. รักภักดีต่อราชวงศ์
  3. เข้ากับสังคมในพระราชสำนักได้
  4. มีความเต็มใจ เพราะงานนี้ไม่มีการบังคับ

ข้อที่ 4 นั้นสำคัญมาก เพราะการทำงานแบบจิตอาสาให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ขึ้นอยู่กับหัวใจที่ทุ่มเทและมุ่งมั่น ไม่กลัวความลำบากมาเป็นอันดับแรก

นิตยสารแพรว คอลัมน์สัมภาษณ์ ฉบับที่ 781

ไม่มีขาย แต่แจกฟรี “หนังสือราชรถ ราชยาน” ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพระบรมมหาราชวัง อีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่อยากให้คนไทยไปเยือนก็คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่นี่เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ไว้มากมาย รวมถึงยังเป็นที่ตั้งของราชรถ ราชยาน ที่จะนำมาใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีกด้วย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล หรือส่วนหนึ่งของที่ประทับวังหน้า (พื้นที่พระราชวังของสมเด็จพระบวรราชเจ้าตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา) ที่นี่เป็นแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ โดยแบ่งการจัดแสดงเป็น 3 หัวเรื่องใหญ่ๆ คือ ประวัติศาสตร์ชาติไทย จัดแสดงในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในประเทศไทย จัดแสดงตามยุคสมัย คือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จัดแสดงในอาคารส่วนหลังของพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน และสมัยประวัติศาสตร์ จัดแสดงในอาคารใหม่ 2 หลังที่สร้างขนาบสองข้างของหมู่พระวิมานเมื่อ พ.ศ.2510 โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สมัยก่อนพุทธศักราช 1800 ได้แก่ สมัยทวารวดี สมัยศรีวิชัย และสมัยลพบุรี จัดแสดงในอาคารมหาสุรสิงหนาท และส่วนที่ 2 คือ สมัยหลังพุทธศักราช 1800 เป็นต้นมา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จัดแสดงในอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์

ด้านประณีตศิลป์และชาติพันธุ์วิทยา จัดแสดงในหมู่พระวิมาน คือ พระที่นั่งวสันตพิมาน พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ และพระที่นั่งพรหมเมศธาดา ศิลปโบราณวัตถุที่จัดแสดง ได้แก่ เครื่องทอง เครื่องถม เครื่องมุก เครื่องดนตรี เครื่องไม้จำหลัก ผ้าโบราณ เครื่องถ้วย เครื่องสูง ราชยาน คานหาม อาวุธโบราณ เครื่องใช้ในพิธีพระพุทธศาสนา และอัฐบริขารของสงฆ์ และเครื่องการละเล่นต่างๆ เช่น หัวโขน หุ่นกระบอก หุ่นเล็ก และหนังใหญ่

นอกจากนี้ยังมีราชรถที่ใช้ในกระบวนแห่พระบรมศพ คือ พระมหาพิชัยราชรถ เวชยันตราชรถ ราชรถน้อย และเครื่องประกอบการพระราชพิธีต่างๆ ที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยจะจัดแสดงในอาคารโรงราชรถ ซึ่งใครที่ไปเยือนพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในช่วงนี้ จะได้รับหนังสือราชรถ ราชยาน ซึ่งภายในเนื้อหาจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติของราชรถ ราชยานทั้งหมด

สำหรับใครที่ตั้งใจจะไปเคารพพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สามารถแวะเวียนไปที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้เช่นกัน นอกจากจะได้ซึมซับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชาติแล้ว ยังได้รับหนังสือเล่มนี้เก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย

ภาพ : คิมคานา

 

พระอัจฉริยภาพในศาสตร์และศิลป์ของในหลวงรัชกาลที่ 9

พระอัจฉริยภาพในศาสตร์และศิลป์ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยการวาดภาพตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาและฝึกหัดการวาดภาพด้วยการทรงซื้อตำราการเขียนภาพมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระองค์เอง และทรงฝึกหัดวาดภาพเรื่อยมา

กระทั่งเสด็จนิวัตประเทศไทยก็โปรดให้จิตรกรที่มีความสามารถเข้าเฝ้าฯเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อให้เหล่าศิลปินร่วมโต๊ะเสนอ และทรงให้แต่ละบุคคลวิจารณ์ผลงานฝีพระหัตถ์ ซึ่งทรงเปิดพระทัยรับคำติชมอย่างไม่มีอคติ

เมื่อพระองค์เสด็จฯไปยังที่ใดก็มักจะทรงนำกล้องถ่ายภาพติดพระองค์เสมอ โปรดที่จะถ่ายภาพบันทึกความก้าวหน้าของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอยู่เนืองๆ และบันทึกเหตุการณ์สำคัญ ทรงสนับสนุนให้ใช้การถ่ายภาพเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือสังคม ไม่ใช่เพียงเพื่อบันทึกความสวยงามหรือเพียงเพื่อความรื่นเริงใจ ดังพระราชดำรัสว่า…

“ศิลปะเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาประเทศได้อีกทางหนึ่ง”

การถ่ายภาพยนตร์เป็นอีกพระอัจฉริยภาพหนึ่งของในหลวง โดยเมื่อครั้งเสด็จนิวัตพระนครนั้น ทรงนำกล้องถ่ายภาพยนตร์มาทรงถ่ายประชาชนที่เฝ้าฯรับเสด็จอยู่ทั้งสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย ทรงริเริ่มให้สร้างภาพยนตร์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดี คือ ภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ซึ่งได้มีการจัดฉายเพื่อหารายได้จากผู้บริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล โดยทรงนำไปช่วยเหลือพสกนิกรในด้านต่างๆ เช่น สภากาชาดไทย โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กิจกรรมป้องกันรักษาโรคโปลิโอ เป็นต้น

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยเรื่องดนตรีมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงศึกษาวิชาดนตรีขั้นพื้นฐานอย่างจริงจังตามคำแนะนำจากพระอาจารย์อย่างเข้มงวดนานกว่า 2 ปี ทรงได้รับการฝึกฝนตามแบบการดนตรีอย่างจริงจัง เครื่องดนตรีที่โปรดคือเครื่องเป่าทุกชนิด เช่น แซ็กโซโฟน คลาริเน็ต ทรัมเป็ต และยังทรงกีตาร์ ทรงเปียโนได้ด้วย โปรดการทรงดนตรีมาก โดยเฉพาะดนตรีแจ๊ส ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญดนตรีประเภทนี้มาก โดยหนังสือพิมพ์โฮโนลูลู แอดเวอร์ไทซิ่ง ได้ถวายพระนามว่าพระองค์ทรงเป็น “ราชาแห่งดนตรีแจ๊ส”

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตั้งวงดนตรี อ.ส.วันศุกร์ สำหรับการทรงดนตรีกับวงนี้ เพื่อพระองค์จะได้ทรงใช้เวลานี้เป็นการทรงพระสำราญพระอิริยาบถ และบรรเลงดนตรีออกอากาศเผยแพร่ทางสถานีวิทยุ อ.ส.ที่พระองค์ทรงตั้งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสื่อสารกับพสกนิกรของพระองค์ในอีกทางหนึ่ง

ทั้งชีวิตอุทิศเพื่อประชาชน ในหลวงรัชกาลที่9 ทรงงานตลอด 70 ปี (ตอนที่ 2)

ทุกครั้งที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯไปทรงเยี่ยมเยือนราษฎรในท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ จะทรงไต่ถามทุกข์สุขหรือความต้องการของประชาชน เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกร ทรงมีเป้าหมายหลักคือ ต้องการเห็นประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้โดยไม่ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้แก่ผู้อื่น

พระองค์มีพระราชภาระอันใหญ่ยิ่งในการดูแลทุกข์สุขของพสกนิกรทั่วทั้งประเทศ ซึ่งการทรงงานของพระองค์นั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แม้ในยามที่ทรงพระประชวรก็ยังไม่เคยละเว้นจากการปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพ่อแห่งแผ่นดิน ที่ต้องดูแลลูกไทยมากกว่า 60 ล้านคนให้อยู่ดีมีสุขกันถ้วนหน้า ดังเหตุการณ์เมื่อปี 2518 พระองค์ทรงพระประชวรด้วยเชื้อไมโคพลาสมา พระอาการหนักมากจนเป็นที่วิตกของคณะกรรมการการแพทย์ที่ถวายการรักษา แต่ทรงห่วงใยราษฎรมากกว่าความปลอดภัยของพระองค์เอง ถึงกับรับสั่งกับนายแพทย์ว่า

“จะใช้เวลารักษานานเท่าไร ขอรอไว้ก่อนนะ ฉันทนได้ วันนี้ขอไปดูราษฎรและช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วมก่อน”

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีกระบวนการพระราชดำริอย่างเป็นระบบและมีเหตุผล เห็นได้จากพระราชดำริเพื่อการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองหลายกรณี อาทิ แนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แนวพระราชดำริ “บวร” หมายถึง บ้าน วัด และโรงเรียน เพื่อร่วมสร้างความสมานฉันท์ภายในสังคม แม้แต่แนวพระราชดำริ “ระเบิดจากข้างใน” ก็เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาชุมชนจากภายในสู่ภายนอกสังคมตามลำดับ

ครั้งหนึ่งที่พระองค์เสด็จฯไปทรงเยี่ยมโครงการห้วยสัตว์ใหญ่ เมื่อเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งไปถึง ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างหนัก ข้าราชการและราษฎรที่เข้าแถวรอรับเปียกฝนกันทุกคน เมื่อทรงเห็นดังนั้นจึงรับสั่งให้องครักษ์เก็บร่ม แล้วทรงเยี่ยมข้าราชการและราษฎรท่ามกลางสายฝน ทรงนึกถึงแต่ประชาชน แม้กระทั่งวันที่พระองค์ทรงกำลังจะเข้าห้องผ่าตัดพระปิฐิกัณฐกัฐิ (กระดูกสันหลัง) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2549 ก็ยังรับสั่งให้ข้าราชบริพารไปติดตั้งคอมพิวเตอร์เดินสายออนไลน์ไว้ เพราะกำลังมีพายุเข้าประเทศ เพื่อพระองค์จะได้ทอดพระเนตรมอนิเตอร์ เผื่อน้ำท่วมจะได้ช่วยเหลือทัน

นอกจากนี้ยังทรงตระหนักว่าทุกข์ที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นั้นเป็นทุกข์ดังพุทธพจน์ที่ว่า “อโรคยา ปรมาลาภา” ความไม่มีโรคย่อมเป็นลาภอันประเสริฐ ทำให้พระองค์ทรงส่งเสริมพัฒนาการแพทย์และสาธารณสุขของไทยให้เกิดความเจริญก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง

ครั้งหนึ่งพระองค์มีพระราชดำรัสว่า “ข้าวกล้องมีประโยชน์ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ข้าวขาวเม็ดสวย แต่เขาเอาของดีออกไปหมดแล้ว มีคนบอกว่าคนจนกินข้าวกล้อง เรากินข้าวกล้อง เรานี่ก็คนจน” สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ราษฎร ไม่เว้นกระทั่งเรื่องสุขอนามัย

ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริให้ก่อตั้ง “มูลนิธิชัยพัฒนา” เพื่อสนับสนุนส่งเสริมโครงการหรือกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการพัฒนาตนเองและพัฒนาชุมชน จนกระทั่งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สอดรับกับพระราชดำรัสเกี่ยวกับมูลนิธิชัยพัฒนาตอนหนึ่ง ความว่า “มูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งมีหน้าที่ที่เขาตั้งไว้สำหรับมูลนิธิ ให้พัฒนาประเทศจนมีชัยชนะ ชัยของการพัฒนานี้มีจุดประสงค์คือ ความสงบ ความเจริญ ความอยู่ดีกินดีของประชาชน…”

ทรงมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในระดับรากหญ้าตามพื้นที่ชนบท ด้วยทรงเล็งเห็นว่าความเป็น “รากหญ้า” ย่อมเต็มเปี่ยมด้วย “รากเหง้า” ทางภูมิปัญญาอันเป็น “รากฐาน” ทางสังคมที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง อุปมาดั่งต้นไม้ที่มี “รากแก้ว” ซึ่งสามารถเจริญเติบโตไปเป็น “รากแกร่ง” ที่ลำเลียงธาตุอาหารไปหล่อเลี้ยงลำต้นจนแตกกิ่งก้านสาขา ผลิร่มเงาได้อย่างยั่งยืน เป็นที่มาของโครงการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ โดยมีพระราชประสงค์ให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง จนชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด

โครงการพระราชดำริทุกโครงการล้วนเกิดขึ้นจากพระราชหฤทัยที่ทรงพระเมตตาต่อพสกนิกรเป็นสำคัญ ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่ว่า “…การพัฒนาจะต้องเป็นไปตามภูมิประเทศ ทางภูมิศาสตร์ และทางสังคมศาสตร์ในสังคมวิทยา ภูมิประเทศตามสังคมวิทยาคือนิสัยใจคอของคนเรา จะไปบังคับให้คนคิดอย่างอื่นไม่ได้ เราต้องแนะนำ เราต้องเข้าไปช่วย โดยที่จะดัดเขาให้เข้ากับเราไม่ได้ แต่เราต้องเข้าไปดูว่าเขาต้องการอะไรจริงๆ หลักการของการเข้าไปพัฒนาจึงจะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง”

เรียกได้ว่าตลอดพระชนมายุ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงยอมเสียสละความสุขส่วนพระองค์ในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อมวลพสกนิกรไทย โดยไม่มุ่งหวังสิ่งตอบแทนอื่นใด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความโปร่งใสแห่งห้วงพระราชหฤทัยที่ใฝ่เมตตาธรรมเป็นสำคัญ

 

ในหลวงรัชกาลที่ 9 อัครศาสนูปถัมภกแห่งสยามประเทศ

แม้ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธมามกะ หรือธรรมทายาททางพระพุทธศาสนา แต่ก็ทรงดำรงพระองค์ในฐานะ อัครศาสนูปถัมภก ควบคู่กันไปด้วย

เพราะทรงให้อิสระแก่ราษฎรในการเลือกครรลองเสริมสร้างความปกติสุขในชีวิตด้วยหลักคำสอนของแต่ละศาสนาอย่างเท่าเทียม ด้วยทรงตระหนักดีว่าจุดมุ่งหมายของแต่ละศาสนาล้วนแล้วแต่ปรารถนาให้ศาสนิกชนดำรงตนเป็นคนดี มีจริยธรรมด้วยกันทั้งสิ้น นี่เป็นเหตุว่าทำไมพระองค์จึงทรงส่งเสริมทะนุบำรุงทุกศาสนาโดยทั่วถึงกันมาตลอด

ครั้งหนึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระราชกระแสให้จุฬาราชมนตรีแปลความหมายของคัมภีร์อัลกุรอานจากฉบับภาษาอาหรับให้เป็นภาษาไทย และได้พิมพ์แจกจ่ายแก่มัสยิดหลายแห่งทั่วราชอาณาจักร โดยมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับคัมภีร์อัลกุรอานตอนหนึ่ง ความว่า

“…คัมภีร์อัลกุรอานมิใช่จะเป็นคัมภีร์สำคัญในศาสนาอิสลามเท่านั้น แต่ยังเป็นวรรณกรรมสำคัญของโลกเล่มหนึ่ง ซึ่งมหาชนยกย่องและได้แปลเป็นภาษาต่างๆ การแปลออกเผยแพร่เป็นภาษาไทยครั้งนี้ เป็นการสมควรชอบด้วยเหตุผลอย่างแท้จริง เพราะจะเป็นการช่วยเหลือในอิสลามิกบริษัทในประเทศไทยที่ไม่รู้ภาษาอาหรับ ได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะในศาสนาได้สะดวกและแพร่หลาย”

รัฐธรรมนูญไทย ตลอดรัชสมัยในหลวงรัชกาลที่ 9 (ตอนที่ 1)

ตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนารัฐธรรมนูญของไทยที่มีความผันผวนมาตลอด เพราะเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติในช่วงที่เมืองไทยเพิ่งเปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เมื่อปี พ.ศ. 2475 มาเป็นประชาธิปไตยได้เพียง 14 ปี
ความผันผวนของรัฐธรรมนูญในช่วงต้นรัชสมัย
นับตั้งแต่ประชาชนชาวไทยได้รับทราบถึงการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ความโศกสลดก็ครอบงําไปทั่วราชอาณาจักร รัฐบาลไทยออกแถลงการณ์ให้ประชาชนไว้ทุกข์ถวาย มีกําหนด 1 ปี และในเวลา 20.00 น. ของวันเดียวกัน รัฐสภาได้ประชุมร่วมกันเป็นกรณีพิเศษ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม นายปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา ความตอนหนึ่งว่า
“ที่ประชุมรัฐสภาได้รับทราบการสวรรคตด้วยความโทมนัสเป็นอย่างยิ่ง และมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ให้อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นทรงราชย์สืบสันตติวงศ์ต่อไป”
จากนั้นนายวิลาศ โอสถานนท์ ประธานพฤฒสภา นายไต๋ ปาณิกบุตร รองประธานพฤฒสภา นายเกษม บุญศรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายมงคล รัตนวิจิตร รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ไปเข้าเฝ้าฯถวายพระพรและกราบบังคมทูลอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ให้ครองราชย์ตามมติของรัฐสภา และได้มีประกาศของทางราชการว่า
“ขอประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ได้ขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 เป็นต้นไป”
ณ บัดนั้น ปีที่หนึ่งแห่งรัชกาลปัจจุบันได้เริ่มต้นขึ้น แต่เวลานั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังทรงพระเยาว์ รัฐธรรมนูญได้กําหนดให้มีผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งคณะผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราวในครั้งแรก ได้แก่ พระสุธรรมวินิจฉัย (ชม วณิกเกียรติ) พระยานลราชสุวัจน์ (ทองดี นลราชสุวัจน์) และนายสงวน จูฑะเตมีย์ สมาชิกพฤฒสภา ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร และพระยามานวราชเสวี (ปลอด วิเชียร ณ สงขลา) ในวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2489 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯกลับไปทรงศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
สถานการณ์การเมืองหลังจากนั้นก็มีความผันผวนเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา แต่ข่าวการสวรรคต การสืบสวนสอบสวน การจับผู้ต้องสงสัย และการฟ้องร้อง ตลอดจนพิจารณาคดี เป็นเรื่องใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศ ในช่วงนั้นประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติลําดับที่ 55 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2489 และมีการเปลี่ยนแปลงนายกรัฐมนตรี
จากนายปรีดีเป็น พล.ร.ต.ถวัลย์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ ในวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 คณะรัฐประหารนําโดย
พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ น.อ.กาจ กาจสงคราม และบุคคลอื่น เข้ายึดอํานาจจากรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ พร้อมกับยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 มีประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และตั้งรัฐบาลให้
อ่านต่อหน้า 2

เลี้ยงลูกอย่าให้เป็นเทวดา! พ่อดู๋ สัญญาส่งน้องเอมฝึกงาน สอนให้เป็น ‘ลูกผู้ชาย’ เต็มตัว

เกิดเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่รักดั่งดวงใจ…แต่ถ้าเลี้ยงแบบโอ๋เกินไป เห็นทีจะไม่ได้เรื่อง! ในเมื่อคุณพ่อคนเก่งอย่าง ดู๋ สัญญา คุณากร ก็ผ่านชีวิตมาเยอะกว่าจะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ได้ทีที่ลูกชายโตเป็นหนุ่มเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว พ่อดู๋ สัญญา เลยส่งน้องเอมไปฝึกงานซะเลย

เป็นอีกหนึ่งครอบครัวคนดังที่อบอุ่นและเลี้ยงลูกได้มีคุณภาพมาก สำหรับดู๋ สัญญา คุณากร พิธีกรชื่อดัง ซึ่งมีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวนั่นก็คือน้องเอม-สรรเพชญ์ คุณากร นับวันฉายความหล่อสไตล์โอปป้ามากขึ้นเรื่อยๆ แต่การเกิดมาเป็นลูกชายบ้านนี้ ถึงจะเป็นลูกคนเดียวก็ไม่ได้จะถูกเลี้ยงให้เป็นเทวดาเสมอไป เพราะฝ่ายคุณพ่อคนเก่งเน้นอยากฝึกให้ลูกชายได้เรียนรู้ประสบการณ์จริงเพื่อปลูกฝังให้รู้จักความอดทนในทุกๆ ด้าน

นักศึกษาวิชาทหารปีที่2แล้ว นึกถึงตอนตัวเองเด็กๆ ผมว่าโดยรวมมันก็สนุกดีนะ … และก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากลำบากอะไรนัก … บางที การหาที่ฝึกวิชา”อดทน” เป็นเเรื่องดี และจำเป็น.. ของชีวิต ครับ IG@sanyakunakorn

โดยก่อนหน้านี้พ่อดู๋ก็แลดูจะภูมิใจลูกชายมากๆ ที่สามารถอดทนกับการเรียนวิชาทหาร จะคลุกฝุ่นตากแดดตากลมมากเท่าไหร่พ่อยิ่งปลื้ม และล่าสุดยังส่งลูกชายไปฝึกงานเป็นเบลบอยอยู่ที่โรงแรงหรูใจกลางเมืองอีกด้วย งานนี้เลยอดภูมิใจไม่ได้ที่เห็นลูกชายขยันขันแข็งและรู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้

จริงๆงานที่ลูกทำก็ไม่ได้ลำบากมาก หรือยิ่งใหญ่มากแต่อย่างใด แต่ผมสอนเขาว่า งานทุกงานมีคุณค่าเสมอ อยู่ที่แง่มุมมองและกำลังสติปัญญาของเรา ว่าเข้าใจอย่างถ่องแท้หรือไม่ … ผมไม่เคยสอนให้ลูกโตขึ้นไปเป็นเจ้าคนนายคน … ถ้าทุกคนเป็นนายหมด ใครจะเป็นผู้ปฏิบัติ แล้วโลกจะขับเคลื่อนอย่างไร….IG@sanyakunakorn
ตอนนี้เอมอายุ17 สองปีแล้วที่ผมทำแบบนี้ เมื่อลูกปิดเทอม ผมจะให้ลูกหางานทำ หาที่ฝึกงาน ให้ได้รู้จักชีวิตคนทำงาน ต้องตื่นเช้า กลับค่ำ รถติด เดินทางเองด้วยระบบขนส่งสาธารณะ อดทน เป็นผู้รับใช้ ให้บริการผู้อื่น ทำวันละ8ชั่วโมง ให้รู้ว่า กว่าผู้คนจะหาเงินมาเลี้ยงตน เป็นอย่างไร……
โชคดีจัง …. ลูกเห็นด้วย IG@sanyakunakorn

ปลูกฝังลูกได้ดีแบบนี้รับรองอนาคตไกล พร้อมสานต่อธุรกิจของพ่อดู๋ได้แน่นอน…ว่าแต่แบกกระเป๋า ยิ้มแย้มแจ่มใสขนาดนี้ สาวๆกรี๊ดไม่น้อยแน่ๆ ว่าไหม

 

กระชับรักด้วย ‘อ่างอาบน้ำ’ ไอเท็มเด็ดที่ขาดไม่ได้ในเรือนหอ

อ่างอาบน้ำ  ไอเท็มชิ้นเด็ดที่ RIYA แนะนำว่าควรมีในเรือนหอ เพราะนอกจากจะเป็นการอาบน้ำที่แสนผ่อนคลายแล้ว ใครจะไปคิดว่าอ่างอาบน้ำยังเป็นสถานที่กระชับรักให้แน่นแฟ้นได้ด้วยนะ

อ่างอาบน้ำ

อ่างอาบน้ำแบ่งบออกเป็น 2 แบบหลักๆ คือ อ่างอาบน้ำประเภท อ่างลอยตัว  ซึ่งอ่างแบบนี้มักจะมีดีไซน์สวยๆ เพราะต้องโชว์ตลอดทั้งเรือนร่าง แถมข้อดีคือซ่อมบำรุงง่าย ตัวอย่างที่เห็นกันบ่อยๆ ก็พวก อ่างถังไม้ อ่างอาบน้ำวินเทจ

อ่างอาบน้ำแบบที่สองคือ อ่างฝังตัว ที่ต้องมีการก่อปูนเป็นแท่นรองรับ หรือฝังลงไปในพื้น โผล่มาแค่ขอบอ่าง ซึ่งก็เป็นแบบที่เราเห็นได้บ่อยๆนั่นแหล่ะ แถมอ่างแบบนี้ราคายังถูกกว่าอ่างแบบลอยตัวด้วยนะ

วิธีการเลือกก็ไม่ยาก เพราะมีหลักการง่ายๆ 4 อย่าง คือ วัสดุที่นำมาผลิต ขนาด รูปร่าง และระบบของอ่าง

เธอนั่นหนา ทำมาจากอะไร

วัสดุที่นิยมนำมาทำอ่างอาบน้ำตอนนี้มีอยู่ 2 อย่าง คือ อะคิริค ที่นอกจากจะทนทานแล้ว ยังทำความสะอาดง่าย และมีความยืดหยุ่นสูง จะบิด จะเบี้ยว จะเล่นท่ายากกี่ท่าก็ได้โม้ดดดดดด

ส่วนอีกวัสดุคือ ไฟเบอร์กราสเคลือบเจล มีน้ำหนักเบา ราคาไม่แรง แต่ข้อเสียรุนแรงคือ ไม่ค่อยทนเท่าไหร่ ใช้ไปสักระยะจะปรากฏรอยแตกลายงาได้ ฉะนั้นรู้ไว้เลยนะคะว่า อ่างชนิดนี้ไม่ทนต่อกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวรุนแรง

ใหญ่โต อลังการ

อ่างอาบน้ำ

อ่างอาบน้ำมีหลายขนาด สำหรับอาบคนเดียว จะมีความกว้างแค่ประมาณ 60-80 เซนติเมตร ลงไป 2 คนเนี่ยอึดอัดทำอะไรก็ไม่ถนัดหรอก สำหรับสองคนต้องมีเนื้อที่กว้างสัก 90 -120 เซนติเมตร กำลังดี คราวนี้จะลงเดี่ยว ลงคู่ ไปพลิกคว่ำ พลิกหงายแค่ไหนก็สบาย

ทรวดทรงองค์เอว

อ่างอาบน้ำ

รูปทรงของอ่างอาบน้ำก็สำคัญเช่นเดียวกัน ว่าเหมาะกับห้องน้ำขนาดเล็กใหญ่ อย่างอ่างอาบน้ำสี่เหลี่ยมยาว ที่เราเห็นกันจนชินตาใช้พื้นที่น้อย เหมาะกับไว้ในห้องน้ำเล็กๆ

อ่างเข้ามุม สำหรับชาวห้องน้ำเล็กเช่นเดียวกัน แต่เบื่ออะไรที่มันซ้ำซากจำเจ แถมแบบเข้ามุมเนี่ย ถ้าบริหารพื้นที่ดีๆ นั่งทับซ้อนกันสักหน่อย ก็ลงพร้อมกัน 2 ได้สุขสำราญเลยละ

สุดท้ายทรงกลม อันเนี้ย กว้างใหญ่มว๊าก ถึงจะดำผุด ดำว่ายไม่ได้ แต่ปูไต่ได้สบายมาก

น้ำพุ น้ำผุด

อ่างอาบน้ำราคาแรงๆ ส่วนใหญ่มักจะมีลูกเล่นที่คล้ายเป็นการนวดผ่อนคลายไปในตัว ซึ่งก็มีอยู่ 2 ระบบเช่นเดียวกัน ระบบแรก คือ Whirlpool Jets ที่จะเป็นการดูดเอาน้ำในอ่างนั่นแหล่ะ พ่นผ่านหัวเจ็ท ให้อารมณ์การนวดที่รุนแรงถึงใจ แต่ใช้ไปสักระยะจะมีปัญหาเรื่องน้ำค้างอยู่ในระบบ ทำให้ไม่ค่อยถูกสุขอนามัยสักเท่าไหร่

อีกระบบคือ Air Pool Pump เป็นระบบที่อ่างอาบน้ำจะพ่นอากาศออกมาเป็นรูเล็ก ระบบนี้จะไม่ก่อปัญหาทางสุขอนามัย แต่ว่าสัมผัสที่ได้มันออกจะนุ่มนวลไม่เร้าใจสักเท่าไหร่ อาจต้องหันมานวดกันเองเพื่อคลายเมื่อย

สาธยายครบทั้ง 4 ด้าน น่าจะทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น แต่ว่าทางทีดีเวลาเลือกซื้อ RIYA อยากให้ไปลองเองกับตัวด้วยว่า อ่างที่เราเลือก มันเข้ากับรูปร่าง ความสูงของเราหรือเปล่า เพราะเจ้าอ่างอาบน้ำเนี่ย ราคาก็ไม่ใช่ถูกๆ แถมไม่ได้ซื้อกันบ่อยๆด้วย จริงม่ะ

ข้อมูลและภาพ : http://community.akanek.com , http://www.pqsenior.com , www.ajc.com ,www.minimalisti.com ,www.diamondspas.com

 

66 ชุดเจ้าสาวสองชิ้น จับคู่ก็ได้แยกชิ้นก็ดี…เจ๋งแบบนี้ต้องหามาใส่

ขอบอกว่า เดี๋ยวนี้ ชุดเจ้าสาว แบบสองชิ้นหรือที่เรียกกันว่า “ทูพีซ” เนี่ยมาแรงสุดๆ แต่ฮีบินไม่ได้หมายความว่าให้เหล่าเจ้าสาวไปเสาะหาบราส์สีขาวกับกางเกงในตัวจิ๋วมาใส่ในวันแต่งงานของตัวเองนะ (บัดสีบัดเถลิง มิควรสุดๆ !!!) แต่กำลังหมายถึงชุดเจ้าสาวแบบ “เสื้อหนึ่งตัว กระโปรงหนึ่งตัว” ต่างหากล่ะ ชุดแบบนี้มันดียังไง เริดตรงไหน ฮีบินจะบอกให้ฟังนะ

ความดี ความเริดของชุดเจ้าสาวแบบสองชิ้นมันอยู่ตรงที่ แปลก แหวกแนว ไม่ซ้ำจำเจกับของใคร ที่สำคัญยังคุ้มสุดๆ !!! ถามว่าคุ้มยังไงนะเหรอ ก็เพราะว่าคุณสามารถประยุกต์ชุดนี้ได้ตามชอบ ตามความเหมาะสม เจ้าสาวบางคนอาจใส่ในพิธีรดน้ำสังข์ตอนเช้า จากนั้นเลือกเปลี่ยนแค่เสื้อหรือกระโปรงแล้วเข้างานต่อในช่วงเที่ยงหรือเย็น หรืออาจใส่เสื้อตัวเดิมแล้วเปลี่ยนจากกระโปรงตัวยาวเป็นกระโปรงตัวสั้นพร้อมออกสเต็ปแดนซ์กระจายในช่วงอาฟเตอร์ปาร์ตี้ก็ยังได้ รวมไปถึงหลังงานแต่งเสร็จสิ้นคุณก็ยังสามารถนำไปแมทช์กับเสื้อผ้าที่มีอยู่เพื่อไว้ใส่ในโอกาสอื่นๆ ได้ด้วยนะ เรียกได้ว่าซื้อครั้งเดียวแต่ใส่ไปได้อีกนานนนนน!!!

อีกหนึ่งเหตุผลดีๆ ที่ชุดเจ้าสาวแบบสองชิ้นมีให้คุณก็คือ “ประหยัด” สาวๆ หลายคนชอบคำนี้นะคะ ลองนึกดูสิว่าถ้าคุณเลือกชุดเจ้าสาวทั่วไป คุณอาจจะต้องเสียค่าตัดชุดหรือค่าเย็บปัก ถัก ร้อยดีเทลส์และสารพัดสิ่งประดับชุดให้ดูหรูหราเพิ่มขึ้นไปอีก เรียกง่ายๆ ก็ค่าอุปกรณ์ (แน่นอนว่าบวกเพิ่ม) และค่าเหนื่อยของช่างนั่นแหละ แต่ถ้าคุณลงทุนซื้อกระโปรงดีๆ สักตัว แล้วไปเดินหาผ้าลูกไม้สวยๆ ตามแหล่งขายอย่างสัมเพ็ง พาหุรัด จะเอามาปักเองหรือให้เพื่อน พี่ น้อง หรือช่างปัก ก็จะประหยัดค่าอุปกรณ์ไปได้อีกเยอะ รวมถึงคุณอาจจะเลือกเสื้อสวยๆ ที่เข้ากันกับกระโปรงมาสักตัว บวก ลบ คูณ หาร ยังไง้ยังไงก็ยังถูกกว่าตัดแบบชุดเดียวเดี่ยวๆ ที่ก็ยังไม่รู้ว่าลูกของคุณโตมาจะได้ใช้รึเปล่าด้วยนะ

ใครที่อยากดูไอเดียและตัวอย่างชุดเจ้าสาวแบบสองชิ้น ฮีบินก็รวบรวมชุดสวยๆ มาให้เรียบร้อยแล้วจ้า

เรื่อง : JeenHuiBin

ภาพ : www.pinterest.com, www.theknot.com, www.elle.com, www.buzzfeed.com

ม้วนเสื่อกลับบ้าน! “พี่ฉอด” เคลียร์ทุกประเด็นปิดฉากมหากาพย์ #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น

หลายคนอดตาหลับขับตานอนมาหลายวันกับข่าวบันเทิงสุดร้อนแรงจากแฮชแท็กร้อน #เราก็เพอร์เฟ็กต์ในระดับนึง #ต่ำตมไม่หยุด ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ล้วนเกิดจากรายการ Club Friday Show ในเทปที่ “โฟร์ – ศกลรัตน์ วรอุไร” เป็นแขกรับเชิญ

หลังออกอากาศได้เกิดศึกปะทะระหว่างแฟนคลับ “โฟร์” และอดีตแฟนหนุ่ม โดยในเวลาต่อมาก็มีฟีดแบ็กตีกลับมาที่รายการเป็นต้นเหตุทำให้เขากลับมาทะเลาะกันอีกครั้ง ทั้งๆที่เรื่องจบไปแล้ว และเกิดเป็นแฮชแท็กใหม่ #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น หลังจากที่ชาวเน็ตออกมาวิจารณ์ว่า ทำไมไม่ให้ “พี่ฉอด – สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา” พิธีกรและผู้บริหารช่อง ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นความรักบ้าง?

จากเหตุผลนี้เอง จึงเป็นที่มาให้ 3 พิธีกร “พี่ฉอด”, “ดีเจพี่อ้อย – นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล” และ “อั๋น – ภูวนาท คุนผลิน” ออกมาเคลียร์ถึงเจตนาของรายการ Club Friday Show ในส่วนของ “พี่ฉอด” นั้นก็ได้ออกมาอธิบายถึงข่าวคราวชีวิตส่วนตัวเช่นกัน

ยืนยัน Club Friday ไม่ใช่รายการแฉ แต่เป็นการนำประสบการณ์มาบอกต่อเพื่อเป็นวิทยาทานให้คนอื่นๆ
อั๋น : ที่ผ่านมาเราทำเรื่องราวของความรักมาโดยตลอด แล้วเราก็เคยบอกอยู่ตลอดว่า Club Friday เหมือนกับห้องเรียนที่เราได้มาเรียนรู้ประสบการณ์เรื่องความรักกัน ความผิดพลาดเหล่านี้เราสามารถเรียนรู้ได้จากชีวิตของคนอื่น ดังนั้นถ้า Club Friday ปกติเราเปิดโอกาสให้คุณผู้ฟังของเรานั้นโทรศัพท์เข้ามาพูดคุยกัน แต่ถ้าเป็น Club Friday Show เราก็บอกว่าเป็นเรื่องราวของคนดัง ของเซเลบ ของนักร้อง ซึ่งเราทำกันมา 2 – 3 ปีได้

พี่ฉอด : เพราะฉะนั้นวันที่ “น้องโฟร์” มาสัมภาษณ์ในรายการเราก็เป็นคนหนึ่งที่ได้มาพูด ต้องเรียนว่าปกติที่เราเชิญแขกรับเชิญมาในรายการ ทางทีมงานต้องมีการเชิญและคุยกันก่อน

พี่อ้อย : จริงๆกว่าที่จะมีแขกรับเชิญมา เรามีการประชุมกันตั้งแต่เลือกแขกและโทร.เชิญ ซึ่งแขกมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะปฎิเสธ ไม่สะดวกในการเล่าเรื่อง จนกระทั่งอยากมาค่ะ คุยกัน และให้ดูคำถามทั้งหมดก่อน ถ้าอันไหนไม่อยากตอบ เราก็ตัดทิ้งเลย หรือแม้กระทั่งการที่เราบันทึกเทปพูดจบไปแล้ว ยังกลับไปถามอีกว่าอยากจะเอาตอนไหนออกไหมคะ ดังนั้นทั้งหมดจะให้สิทธิโดยชอบธรรมของแขกรับเชิญ จะไม่มีการบังคับออก เพราะรายการของเราไม่ได้เป็นรายการที่เราจะต้องรู้ความจริงไปหมดทุกมุม อย่างที่บอก ความรักที่จบไปในแต่ละครั้งมันทิ้งบทเรียนเอาไว้เสมอ แล้วเอามาแชร์กันเป็นวิทยาทาน

อั๋น : มีคนบอกว่าเพราะรายการเป็นต้นเหตุทำให้เขากลับมาทะเลาะกันอีกครั้ง ทั้งๆที่เรื่องจบไปแล้ว แล้วในที่สุดสำหรับคนที่เกี่ยวข้องได้มีการออกมาโพสต์และให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อไปทั้งหมดแล้วว่าเขาเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเสียใจที่ได้โพสต์ไป เขากับกลุ่มเพื่อนได้มานั่งคุยกัน และบอกว่าหลายครั้งกับตัวเขาเอง กลุ่มเพื่อนและแฟน ซึ่งเลยเถิดไปเยอะในเรื่องของคำพูดและรู้สึกผิด และเขาไม่ได้มีประเด็นใดๆติดค้างคาใจกับ “คุณโฟร์” เลย พร้อมฝากขอโทษ “คุณโฟร์” ผ่านสื่อมาด้วยเช่นกัน
พี่ฉอด : อันนึงแน่นอนมันเป็นเรื่องจริง แล้วเวลาเล่ากันก็คงมีการพาดพิงถึงบุคคลที่เกี่ยวพันด้วย เราระมัดระวังมาโดยตลอด พยายามระมัดระวังไม่ให้พาดพิงจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อ่าน ดูอย่างมีสติ อย่างตั้งใจจริงๆ จะพบว่ามันมีหลายสิ่งที่ “โฟร์” พูดทั้งในแง่มุมที่ดีและปัญหาที่เกิด มันไม่ได้หมายความว่าเขามานั่งตำหนิอีกฝ่ายหนึ่ง

“พี่ฉอด” พ้อ! กลายเป็นคนผิดทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิด

อั๋น : กระแสวนกลับมาที่รายการและมีการแสดงความคิดเห็นให้ความรักของ “พี่ฉอด” มาพูดบ้าง?

พี่ฉอด : อันนึงที่น่าแปลกใจคือ วันนี้อยู่ๆก็รู้สึกเป็นคนผิดโดยอะไรก็ไม่รู้ พี่เองไม่ได้ทำอะไรผิดปกติเลย อันนึงที่แปลกคือ นั่งสัมภาษณ์อยู่ 3 คน ทำไมพี่ผิดคนเดียว ประเด็นที่สองคือ มีการขุดคุ้ยต่างๆนานา โดยเฉพาะที่บอกว่าทำไมพี่ไม่ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องตัวเองบ้าง ซึ่งฟังเผินๆก็ถูกต้อง แต่คิดสิคะ เมื่อกี้เราพูดไปแล้วว่าแขกรับเชิญที่มาในรายการนี้เขาตั้งใจและสมัครใจที่จะมาพูดในรายการ นั่นคือวัตถุประสงค์ของเขาที่อยากจะเปิดเผยเรื่องราวได้ แต่สมมุติในแง่มุมของตัวพี่เอง ใครๆต่างรู้ว่าปกติไม่ใช่คนที่ชอบพูดเรื่องตัวเอง อย่างในไอจีก็ไม่ค่อยลงชีวิตส่วนตัว เพราะฉะนั้นการที่พี่ไม่ได้เป็นคนที่ชอบพูดเรื่องตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าพี่ทำความผิดหรืออะไรที่ซ่อนอยู่ ชีวิตพี่เปิดเผยมากๆ เพราะพี่มีคนแวดล้อมอยู่เยอะ ทุกคนเห็น ไปไหน ทำอะไรกับใคร ทุกคนเห็นหมด แต่กับที่หลายคนตั้งประเด็นเสมือนหนึ่งว่าพี่มีชีวิตหลบซ่อน ถามว่าสิ่งที่เป็นประเด็นอยู่ตอนนี้เป็นปัญหาไหม ตอบเลยว่าไม่เป็นปัญหาเลย เพราะในชีวิตจริงพี่ยังดำเนินชีวิตตามปกติ คนรอบๆตัวไม่มีใครที่จะเดินมาถามว่าจริงหรือไม่จริง เพราะทุกคนเห็น ไม่ได้เกิดจากความเชื่อที่พี่ไปบอก ที่บอกว่าพี่มีผู้ชายนั่นโน่นนู่นนี่ พี่ดูสวยมาก ดูมีผู้ชายเยอะมากที่เข้ามาเกี่ยวพันในชีวิต ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ทุกคนก็เห็นกันหมด

พี่ฉอด : พี่พร้อมที่จะขอโทษนะคะ แต่จะให้พี่ขอโทษใครดี เพราะวันนี้ ”น้องโฟร์” เองก็สมัครใจพูดเอง หรือผู้ที่ร่วมกรณีก็กลับออกมาขอโทษ แล้วจะให้พี่ขอโทษใคร หรืออยากให้พี่ทำอะไร พี่ยังงงอยู่ทุกวันนี้ว่าพี่ควรจะแก้ไขอะไร แก้ปัญหาอย่างไรให้ทุกคนสบายใจ

บอสใหญ่เอไทม์ขอโทษแอดมิน Club Friday แสดงความคิดเห็นไม่เหมาะสม

อั๋น : ในประเด็นที่แอดมิน Club Friday ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของ “โฟร์” โดยบอกว่าน่าจะเอาไปทำเป็นละคร

พี่ฉอด: ถ้าจะขอโทษก็จะขอโทษเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน ขอโทษแทนน้องที่ทำงานอยู่ตรงนั้น แต่เจตนารมณ์ของเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก คือเข้าใจใช่ไหมว่าในโซเชียลมันก็มีการเล่นกัน ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้มีการแจ้งไปทางน้องว่าอันนี้ไม่โอเคนะ เดี๋ยวจะมีผลกระทบกับคนอื่น ซึ่งหลังจากนั้นก็ได้เอาข้อความนั้นลงทันที อย่างที่บอก เราต้องมีสติกันเยอะๆหน่อย อันนี้เราก็เตือนน้องๆที่ทำงานไปแล้วด้วย อันนั้นคือความผิดพลาดที่ต้องยอมรับและขออภัย แต่เราก็แก้ไขทันที

ชาวเน็ตเรียกร้องให้รายการเชิญ “หยาดทิพย์ ราชปาล” มาออกรายการ ซึ่ง “พี่ฉอด” อธิบายว่า บางครั้งไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เนื่องจากดาราที่มีสังกัดต้องได้รับอนุญาตจากช่องก่อน

อั๋น : กระแสในอินเทอร์เน็ตได้แสดงความคิดเห็นว่าอยากให้เชิญดาราหลายคนมาออก

พี่ฉอด : เชิญไม่ได้ค่ะ เพราะถ้าเป็นดาราที่ติดสังกัดกับช่องบางช่องอยู่ เราก็รู้ว่าดาราที่สัมภาษณ์ได้ ทุกคนจะเชิญใครมา แต่อันนี้สัมภาษณ์ไม่ได้นะคะ ต้องทำความเข้าใจด้วย พี่อยากสัมภาษณ์ “ณเดชน์” กับ “ญาญ่า” พี่ก็คงสัมภาษณ์ไม่ได้ เพราะน้องเขามีสัญญาทางช่องอยู่ ส่วนใหญ่จะเห็นว่าเราจะสัมภาษณ์ได้เฉพาะนักแสดงที่อิสระหรือค่ายกลางๆ

ปฏิเสธไม่เคยสานสัมพันธ์อดีตดีเจ “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” จนกลายเป็นข่าว

อั๋น : ตกเป็นข่าวว่าเป็นคู่แข่ง “มาช่า วัฒนพานิช”

พี่ฉอด : เป็นอันเดียวที่พี่ส่งกลับไปในกลุ่มว่ารับไม่ได้จริงๆที่จะเป็นแฟนกับ “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูตอนที่เขาเปิดตัวเป็นแฟนกัน พี่เป็นคนจัดการให้เขา แล้วพี่จะไปแย่งเขามาทำไม จริงๆประเด็นที่เขาถามพี่ทุกคำถามพี่สามารถพูดได้หมดเลย เพราะพี่เองก็เป็นคนรีเช็กตัวเองเวลาที่มีใครมาว่า ก่อนที่จะโกรธเขาหรือรู้สึกไม่ดี พี่จะกลับมาสำรวจตัวเองทุกครั้งว่าพี่ทำแบบนั้นจริงหรือเปล่า ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เราทำ พี่จะยอมรับ เอาเป็นว่าขอให้มาถามกับพี่ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ วันนี้กับเราที่เราคิดหรือด่วนตัดสินใจกันไป พี่ว่าการชี้หน้าว่าคนนั้นนี้เลว ทุกวันนี้มันทำได้ง่ายขนาดนี้เลยเหรอ มันง่ายเกินไปหรือเปล่า

พี่ฉอด : บางทีในสิ่งที่หลายๆคนทำอยู่ ละลาบละล้วงเข้าไปในชีวิตคนอื่นมากไป ไม่ได้พูดจากตัวเอง แต่บังเอิญว่าตัวเองมาเจอกับตัว เลยขออนุญาตแชร์ต่อ บางทีผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้นอาจจะสนุกมาก แล้วเราได้อะไร อันนี้พี่ไม่ได้จะมาขอความเห็นใจใดๆ คุณแม่พี่อายุ 80 จะ 90 แล้ว ตกใจมากกับการที่อยู่ๆมีคนมาด่าทอลูก ทั้งๆที่พี่เองเป็นคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิดหรือเสียหายมาตลอดชีวิต บางทีเราอาจจะลืมนึกไปว่าสิ่งที่เราสนุกในบางทีมีผลกระทบที่ไม่ใช่ตัวคนนั้นคนเดียว แต่คนรอบๆตัวและครอบครัวก็ได้รับผลกระทบ จริงๆตรงนี้ต้องขอบคุณมากๆสำหรับคนอีกเยอะมากที่เข้ามาให้กำลังใจกันในไอจี จริงๆแล้วเขาเหล่านั้นก็ไม่รู้จักพี่เหมือนกับคนที่ด่าพี่นั่นแหละ เพียงแต่ว่ามันอยู่ที่มุมมองของคนที่มองเห็นว่าเขาเห็นตรงไหนเท่านั้นเอง จริงๆเข้าไปไล่ขอบคุณอยู่นะคะ แต่ขอบคุณไม่หมด ถ้าตกหล่นใครไปก็ขออภัยด้วย ขอบคุณในความเชื่อมั่นและกำลังใจ พี่เป็นคนที่พูดอยู่เสมอว่าพี่มีคนรอบตัวอยู่เยอะ ถ้าวันนี้โกหก พวกเขาก็ต้องรู้ พี่อยู่ในสังคมนี้ พี่ต้องสบตาทุกคนได้ ถ้าพี่เป็นคนชั่ว คนเลว คนผิด พี่คงไม่กล้าสบตาใคร

อย่างไรก็ตาม “อั๋น – ภูวนาท” ยังได้ทิ้งท้ายด้วยการเตือนสติชาวเน็ตในทุกวันนี้ด้วย โดยกล่าวว่า การเปิดใจในวันนี้ที่รายการ Club Friday Show เพราะเรื่องเกิดขึ้นที่นี่ ก็ควรจบที่นี่ เราไม่ได้ทำเฉพาะความแซ่บหรือสะใจ แต่คุณทำตามความแซ่บหรือสะใจหรือเปล่า ลองถามตัวเองดู

ปู่ทุ่มไม่อั้น! กาโม่-อาชวิน อยู่บำรุง บวชทดแทนบุญคุณ เชิดมังกร นั่งรถหรูเปิดประทุนแห่นาค

ไม่ให้เห่อลูกเห่อหลานจะให้ไปเห่อใคร งานนี้หลานชายบวชทั้งทีมีหรือจะไม่อลังการ สำหรับงานบวชของหนุ่มหล่อ “กาโม่-อาชวิน อยู่บำรุง” ซึ่งเพิ่งจะโกนหัวเป็นพ่อนาคเตรียมเป็นพระใหม่ในวันที่16 ก.ค. 60

เป็นอีกหนึ่งงานช้างของตระกูล “อยู่บำรุง” ที่ทำให้ครอบครัวมีความสุขกันมากที่ได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูก-หลานสุดที่รัก กาโม่-อาชวิน อยู่บำรุง ขึ้นสวรรค์ งานนี้คุณปู่เหลิมทุ่มไม่อั้น งานบวชหลานชายทั้งทีก็ต้องจัดให้ดีให้สมฐานะ

นอกจากจะมีแตรวงชุดใหญ่ มังกร สิงโตมาเชิดตอนแห่นาคให้ดูน่าเกรงขามกันไปแล้ว พ่อนาคกาโม่เองก็ไม่ธรรมดา งานนี้นั่งรถหรู BMW เปิดประทุนแห่นาค โดยมีคุณพ่อวัน อยู่บำรุง เป็นโชเฟอร์กิตติมศักดิ์ขับให้

งานนี้คุณพ่อวันขับเอง เต็มที่ไปเลยลูกชาย
หมดสมัยแล้วกับการขี่คอแห่นาค มันต้องนั่่งรถหรูเปิดประทุนแบบนี้! ถึงจะสมฐานะ
แลดูคุณปู้จะปลื้มปริ่มมากๆ ก็แหงล่ะ หลานชายบวชทั้งที
ชุดใหญ่ไฟกระพริบของจริง มีทั้งมังกรและสิงโตเชิดอยู่ในขบวนแห่นาคด้วย
สาวๆที่มาร่วมในงานบวชของนาคกาโม่ สวยๆทั้งนั้น พี่สาวคนสนิทอย่างดิว อริสรา และพลอย หอวัง ก็มานะจ๊ะ

 

เกาะติดเทรนด์ #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น มีเซ็ง พี่ฉอดโพสต์IG ล่าสุด เรื่องไร้สาระไม่ขอพูดถึง

เป็นกระแแสมาทั้งสัปดาห์อย่างไม่ทันตั้งตัวเลยจริงๆ สำหรับแฮ็ชแท็กบันลือโลก #ป้าซุ่มทุ่มไม่อั้น ที่โดนเข้าจังๆกับพี่ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา จนเจ้าตัวเตรียมเปิดใจในรายการ Club Friday Show ด้วยตัวเองในวันนี้ (15 กรกฎาคม 2560)

หลายคนที่ติดตามข่าวนี้แน่นอนว่าเกาะติดหนึบหน้าจอกันแน่นอน เพราะคงจะรอดูว่าการออกมาพูดเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เขาเม้าท์สนั่นกันอยู่นั้น พี่ฉอดจะออกมาพูดในทุกประเด็นหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ก็คงไม่ต้องสงสัยกันแล้ว เพราะในอินสตาแกรมส่วนตัวของพี่ฉอดได้มีการโพสต์ข้อความแสดงจุดประสงค์ของการออกมาเผยเรื่องราวต่างๆที่เป็นประเด็นอยู่ตอนนี้ว่าจะพูดในสิ่งที่ควรพูดเท่านั้น

เคลียร์กันก่อนให้รู้แบบนี้ ใครที่คาดหวังว่าพี่ฉอดจะพูดทุกเรื่อง คงต้องแห้วแล้วล่ะจ้า

เกาะติดซีรีส์ Goblin ‘กงยู ปลื้มปริ่ม คิมโกอิน’ ความทรงจำกลับคืน ช็อตหวานสวีทหนักกว่าเดิมอีก

เกาะติดซีรีส์ดัง “Goblin” กันต่อ โดยEPหน้าก็ถึงเวลาที่ได้ดูฉากฟินๆ ของพระ-นางกันแล้ว

วันนี้แพรวดอทคอมเยมีเรื่องย่อเรียกน้ำย่อยมาฝากกันก่อน บอกเลยว่าพลาดไม่ได้เด็ดขาดนะจ๊ะ

จีอึนทัก (คิมโกอึน) รู้สึกวุ่นวายใจอยู่ที่ห้องพักของตัวเองอยู่สักพัก และก็ตัดสินใจลงไปถามก็อบลิน (กงยู)ว่าตัวอึนทักและก็อบลินเคยเจอกันมาก่อนไหม เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ซึ่งก็อบลินก็ไม่ยอมปริปากอะไรออกมา หลังจากนั้นอึนทักก็ชวนคุณลุงไปทานข้าวเย็นด้วยกัน

เช่นเดียวกันกับก็อบลินที่กำลังจะชวนอึนทักไปทานข้าวมื้อเย็นอยู่พอดี ทั้งคู่นัดไปทานเนื้อที่ร้านหรูแห่งหนึ่งที่แคนนาดา ตกเย็นอึนทักมาถึงร้านก่อนคุณลุง และอึนทักได้โทรไปเล่าเรื่องให้ซันนี่ (ยูอินนา) ฟังว่าเขากำลังเดทกับหนุ่ม หลังจากนั้นไม่นานก็อบลินก็เดินเข้ามาที่ร้าน

ก็อบลินเขินจนออกหน้าออกหน้า เขาหยุดยิ้มไม่ได้เลย เพราะภาพมันย้อนกลับมาว่าผู้ชายในอนาคตที่ลุงก๊อบลินเคยสงสัยว่าเป็นใครกันที่จะมาเดทกับอึนทักกลายเป็นก๊อบลินเองไม่ใช่ใครที่ไหน  รู้สึกโล่งใจและดีใจมาก

อึนทักกำลังพยายามนึกถึงเรื่องราวในอดีตและแล้วในที่สุดอึนทักก็จำความได้ อึนทักรีบวิ่งตามหาคุณลุง ระหว่างทางอึนทักหาเทียนเพื่อจะเป่าเรียกคุณลุงแลสุดท้ายเธอก็เจอและรีบดับเทียนเล่มนั้น จนในที่สุดอึนทักและก็อบลินก็ได้เจอกัน ทั้งคู่จูบกันด้วยความคิดถึง หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เข้าไปคุยกันในห้องพัก อึนทักไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือความจริงและเกิดขึ้นกับตัวเขา คุณลุงสัญญากับอึนทักว่าจากนี้ไปเขาจะทำให้อึนทักมีความสุขที่สุด

 

ใครไม่อยากพลาดมช็อตหวานๆแบบนี้ก็อย่าลืม ทุกวันพุธ-พฤหัส เวลา 2 ทุ่มครึ่ง ทาง True4U ช่อง 24 นะจ๊ะ

“ทอม-ว่าน” หน้ากากทุเรียน หน้ากากชายแก่ จับคู่ร้องเพลงฟีเจอริ่งครั้งแรกในเพลง เธอทั้งนั้น

เป็นศิลปินที่มีผลงานเพลงเพราะติดหูทั้งคู่ สำหรับ “ทอม-ว่าน” ทอม-อิศรา กิจนิตย์ชีว์ (ทอม Room39) และ ว่าน-ธนกฤต พานิชวิทย์ ที่หลังจากทั้งคู่จะใส่หน้ากากเป็น หน้ากากทุเรียน และ หน้ากากชายแก่ ในรายการดัง The Mask Singer หน้ากากนักร้อง รวมถึงยังได้สร้างเพจรายการ “นอนบ้านเพื่อน” ร่วมกันโดยมีอีกหนึ่งศิลปิน ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ มาแท็คทีมด้วยกันอีกแล้ว ล่าสุดทั้งคู่ยังได้ออกมาร้องเพลงฟีเจอริ่งคู่กันเป็นครั้งแรก ในงาน AIS Serenade The Ultimate Happening: Futuristic World

เอาใจแฟนๆ ทอม-ว่าน AIS เลยขอจัดปาร์ตี้ร่วมกับสยามพิวรรธน์ เพื่อมอบความสุขให้แฟนๆ ณ ใจกลางเมือง My Kitchen ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ซึ่งมีธีมคอนเสิร์ตสุดชิคแบบโลกอนาคต Futuristic World มาเป็นคอนเซ็ปต์เสริมอรรถรส โดยประเดิมเปิดบรรยากาศให้สนุกสนานบนเวทีด้วย Drag Queen ไจ๋ ซีร่า ที่จัดโชว์อลัง ก่อนจะตามด้วย คุณบุษยา สถิรพิพัฒน์กุล ผู้บริหารด้านการดูแลลูกค้าแห่งเอไอเอส มากล่าวเปิดงาน และช่วงเวลาพิเศษที่แฟนๆ รอคอยก็มาถึง เมื่อหนุ่มว่าน-ธนกฤต ควงกีต้าร์ขนเพลงมาร้องเพลงบนเวที เสิร์ฟเพลงฮิตทั้ง อยู่บำรุง, วัยทองรำลึก, คนไม่มีเวลา, ระยะปลอดภัย มาร้องพร้อมพูดสไตล์หยิกแกมหยอดให้แฟนๆ ได้หัวเราะ ก่อนหน้ากากทุเรียน หรือ ทอม Room39 จะมาร่วมร้องเพลงฟีเจอริ่งร่วมกันในเพลง เธอทั้งนั้น

และไม่ปล่อยให้ความสนุกสะดุด เพราะ ทอม Room39 ขอโชว์เดี่ยว ขนเพลงมาให้แฟนๆ ร้องเพลงสนุกไปด้วยกันทั้งเพลง เสมอ, พบกันใหม่, อ้าว และปิดท้ายด้วยเพลง ชูวับ ที่โปรยลีลาร้องเพลงได้น่ารักตะมุตะมิ ก่อนจะปิดท้ายคอนเสิร์ฟแบบมันส์เพื่อส่งให้แฟนๆ นอนหลับฝันดีด้วย After Party จาก Trasher Bangkok ซึ่งเป็น Party Maker แห่งยุค

นอกจากจะได้สัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงกันแบบจัดเต็มแล้ว เอไอเอส เซเรเนด ยังมอบส่วนลดอิ่มอร่อยสูงสุดถึง 15% กับ 6 ร้านดังภายใน My Kitchen ได้แก่ ร้าน Brix Dessert Bar, Café Chilli, Kuppadeli, Man Fu Yuan, Nara และ Yuzu By Yuutaro พิเศษสุด! สำหรับลูกค้าเซเรเนด แพลทินัม รับฟรี Serenade Coffee Set ที่ร้าน Brix Dessert Bar ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 60