SEAFOOD, IZOLA & HALLOWEEN @SLOVENIA (ตอนที่ 1)

นักชิม นักเที่ยว เตรียมออกเดินทางไปดื่มด่ำ SEAFOOD, IZOLA & HALLOWEEN ที่ SLOVENIA ตอนแรกกันเล้ย…ย!

ซีฟู้ดหรืออาหารทะเลจัดว่าเป็นอาหารที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบ ยิ่งถ้าได้รับประทานกันแบบสดๆ แล้ว คงยากจะปฏิเสธ และหากได้ไปนั่งรับประทานในภัตตาคารหรู บรรยากาศดีถึงเมืองท่องเที่ยวริมฝั่งทะเลเอเดรียติก (ฝั่งทะเลตรงข้ามกับเมืองเวนิส) ยุโรปโน่น แถมยังราคาถูกกว่าตามเมืองชายทะเลดังๆ ในบ้านเราด้วย คุณผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่…ตามผมมาพิสูจน์กันเลยครับ

จุดหมายปลายทางที่ Izola

หลังจากขับรถผ่านด่านตรวจบนออโต้บาห์นพรมแดนฮังการี เข้าสู่เขตประเทศสโลวีเนียแล้ว สังเกตเห็นชัดว่าทางด่วนแบบออโต้บาห์นของประเทศนี้ดูดีกว่าทางฮังการีมาก มองด้วยสายตาแล้ว ผมว่าดีพอ ๆ กับประเทศต้นตำรับคือเยอรมนีทีเดียว จุดหมายปลายทางของเราคือ อิโซลา (Izola) เมืองท่องเที่ยวตากอากาศริมฝั่งทะเลเอเดรียติกเล็ก ๆ น่ารักของประเทศสโลวีเนีย

ขอเล่าประวัติของสโลวีเนีย (Slovenia) นี้สักเล็กน้อยครับ ประเทศนี้มีพื้นที่เพียง 20,273 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าเชียงใหม่ 20,107 ตารางกิโลเมตร) อาณาเขตติดกับประเทศฮังการี อิตาลี ออสเตรีย และโครเอเชีย มีประชากรเพียง 2 ล้านคนเศษ อดีต 1 ใน 6 ชาติสมาชิกของประเทศ สาธารณรัฐยูโกสลาเวียเดิม และเป็นประเทศแรกที่ประกาศแยกตัวออกมาเป็นอิสระก่อนใครเมื่อครั้ง ที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย โดยปราศจากการสู้รบนองเลือดเหมือนประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน (ยูโกสลาเวียแตกออกเป็น 6 ประเทศ คือ สโลวีเนีย โครเอเชีย เซอร์เบีย มอนเตเนโกร บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และสุดท้ายคือ มาซิโดเนีย) เพราะแยกออกมาโดยความพร้อมใจของ ประชาชนและมีเศรษฐกิจที่มั่นคงกว่าอีก 5 ชาติสมาชิกเดิม จึงได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรปก่อน 5 ประเทศสมาชิกที่เหลือ

SEAFOODผมขับรถบนทางด่วนที่สภาพการจราจรค่อนข้างคล่องตัวและผิวถนนดีเยี่ยม ไม่นานนักก็ถึง กรุงลูบลิยานา (Ljubljana) เมืองหลวงของสโลวีเนีย แวะจอดในอาคารจอดรถย่านการค้าถนนคนเดิน ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านค้าสารพัด มีทั้งตลาดนัดสินค้าพื้นเมือง และอาหารจานด่วนให้เลือกซื้ออย่าง ค่อนข้างสบายกระเป๋า แถมแบรนด์เนมดัง ๆ ที่เมืองนี้ยังราคาถูกกว่าในประเทศใหญ่ทั้งหลาย (เมื่อหลายปีก่อนคนในคณะผมได้นาฬิกาข้อมือฮูโบล์ทพิ้งค์โกลด์จากร้านย่านนี้ ราคาถูกกว่า ที่อื่น) คณะเราพากันเดินเล่นเลือกชมสินค้า บ้างก็หาอาหารว่างรองท้อง จนสมควรแก่เวลาจึงออก เดินทางต่อจนถึงจุดหมายในเวลาไม่นาน

อิโซลา เมืองท่องเที่ยวชายทะเลของสโลวีเนีย (ประเทศนี้มีชายฝั่งทะเลยาวเพียง 46 กิโลเมตร เท่านั้น) บ้านเรือนร้านค้า รวมถึงร้านอาหารส่วนใหญ่ ตั้งอยู่ริมถนนเลียบทะเลที่มีลักษณะเป็น อ่าวโค้งที่เรียกกันว่า มาริน่าเบย์ (Marina Bay) คือมีทั้งแนวหินกันคลื่นกับสะพานท่าเทียบเรือ ขนาดใหญ่ มีเรือจอดเทียบท่าเรียงราย เรือที่จอดอยู่นั้นมีทั้งเรือหาปลาหลายขนาด เรือใบใหญ่ เรือใบเล็ก จนกระทั่งเรือยอช์ตลำใหญ่หรูดูโอ่อ่า

SEAFOOD
ท่าจอดเรือเมืองอิโซลา

ถนนสั้นๆ เส้นเดียวนั้นเลาะเลียบทะเลไปจนสุดอ่าว เรียงรายด้วยโรงแรม ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก ผมเลี้ยวรถไปจอดริมทะเลหน้าโรงแรมมารีน่าซึ่งจองล่วงหน้า เป็นโรงแรมมาตรฐานสามดาวที่สะอาดสวยงามและได้วิวทะเลเต็มที่หลังจากเช็กอินเก็บกระเป๋าแล้วจึงไปเดินเล่นกันบนทางเดินริมทะเล ชมทิวทัศน์และเรือ

สารพัดชนิดทั้งหลายที่จอดเทียบท่าอยู่นับร้อยลำตรงทางเดินริมทะเล ส่วนนี้ในฤดูร้อนจะเปิดให้ร้านอาหารและแผงขายอาหารมาตั้งโต๊ะให้บริการแก่ผู้มาเที่ยว สามารถนั่งรับประทานกันริมทะเลได้เลย แต่ช่วงที่ผมและคณะไปถึงเป็นปลายเดือนตุลาคม อากาศเริ่มหนาวและลมแรง จึงงดให้บริการแล้ว

ผมพาคณะเดินเลาะริมทะเลต่อไปยังร้านอาหารซีฟู้ดชื่อ Parangal ซึ่งผมเคยมาในครั้งก่อนๆ ร้านตั้งอยู่ริมถนนเลียบทะเล มีหุ่นพ่อครัว สีขาวตัวใหญ่ยืนอยู่หน้าร้านเป็นจุดสังเกต วันนี้ลูกค้าค่อนข้างเต็ม คณะเราจึงได้โต๊ะนั่งด้านในสุดใกล้กับเตาผิง ซึ่งผมกลับคิดว่าได้บรรยากาศโรแมนติกและเป็นส่วนตัวดี

ผมอาสาเป็นผู้สั่งอาหาร เพราะอยากให้ทุกคนได้กินจานเด็ด ซึ่งผมเองติดใจรสชาติจากครั้งที่แล้ว เป็นซีฟู้ดย่างสามอย่าง (Grilled Seafood) เสิร์ฟพร้อมมันฝรั่งและผักสปิแนช ปริมาณกำลังอิ่มพอดี ซึ่งทุกคนต่างเห็นพ้องด้วย ผมสั่งอาหารไปพร้อมกับไวน์ขาวท้องถิ่น อีกหนึ่งขวดตามที่พนักงานผู้ดูแลโต๊ะเราแนะนำให้ลองชิมไวน์ที่มาจากแหล่งผลิตในเขตนี้ เขาว่าเป็นไวน์ที่มีคุณภาพและรสชาติดีทีเดียว

SEAFOOD

SEAFOODไม่นานนักพนักงานสองคนก็ยกอาหารที่สั่งไว้ สามถาดใหญ่กับหนึ่งจานเล็กมาเสิร์ฟ ดูน่ากินมาก ซึ่งทุกคนจะได้รับเหมือนกัน มีปลาซึ่งดูคล้ายกับปลากะพงขนาดกำลังดีย่างเนยหนึ่งตัว วางด้านข้างด้วย กุ้งแลงกูสตีน (Langoustine) หรือสกัมปี (Scampi) ก้ามโตสองตัวย่างเนยเช่นกัน กุ้งชนิดนี้อยู่ในตระกูลล็อบสเตอร์ แต่มีก้ามสองข้างคล้ายกับก้ามปูม้า สีส้มอ่อน เป็นที่นิยมในยุโรป รสชาติหวานอร่อยมาก นอกจากนั้นยังมีปลาหมึกตัวเล็กย่างอีกสี่ตัว เคียงด้วยมันฝรั่งกับผัก สปิแนชผัดเนยโรยด้วยใบพาร์สลีย์ ส่งกลิ่นหอมฉุย ดูน่ากินมาก ซีฟู้ดรวมในจานนั้นหวานอร่อยเพราะความสด เพียงโรยเกลือบางๆ กับบีบมะนาวเหลืองที่วางอยู่ข้างๆ ลงไปอีกหน่อยเท่านี้ก็อร่อยสุดๆ แล้วครับ แต่ที่เด็ดมากๆ อีกอย่างซึ่งเสิร์ฟมาด้วยคือ ซอสเพสโต้เนยกระเทียม สีเขียวสวย ตักเหยาะลงไปนิด เพิ่มรสชาติให้อร่อยได้มากขึ้น

ไวน์ขาวขวดที่บริกรแนะนำนั้นก็รสดีเข้ากันได้อย่างลงตัวกับอาหารทะเลมื้อนี้มาก เมื่อกินเสร็จพนักงานจึงเข้ามาจัดเก็บโต๊ะเรียบร้อย เตรียมนำของหวานจานพิเศษ ซึ่งเขาแนะนำเช่นกัน มาเสิร์ฟให้แก่คณะเราสองจานใหญ่ พร้อมจานแบ่งสำหรับทุกคน ของหวานจานที่เห็นนั้น ด้านหนึ่งเป็นเค้กช็อกโกแลตคัสตาร์ดหนึ่งชิ้น แอ๊ปเปิ้ลสตรูเดิ้ลหนึ่งชิ้น ไอศกรีมวานิลลาหนึ่งลูกโตๆ ราดด้วยซอสราสป์เบอร์รี่พร้อมวิปครีมประดับด้านบนด้วยสารพัดเบอร์รี่สด นอกจากนี้ยังมีแอ๊ปเปิ้ลสดหั่นวางมาด้านข้างอีก รวมกันแล้วเป็นคอมบิเนชั่นที่เก๋ไก๋สวยงามลงตัว และอร่อยจนทุกคนรับประทานกันเสียเกลี้ยงจาน

SEAFOODเมื่อถึงเวลาคิดเงิน ยอดออกมาคือ 160 ยูโรสำหรับเราเจ็ดคน คิดเป็นเงินไทยราว 6,400 บาท หรือตกคนละไม่ถึงพันบาทกับอาหาร ซีฟู้ดมื้อใหญ่พร้อมไวน์ขาว ของหวาน กับน้ำแร่สองขวดใหญ่ แถมได้นั่งรับประทานกันในภัตตาคารสวยงาม บรรยากาศดีเช่นนี้ หลังจากจ่ายเงินพร้อมทิปเรียบร้อยแล้ว พนักงานหนุ่มคนเดิมเข้ามาถามว่า ใครอยากได้ Liqueurs อะไรมาดื่มเพื่อช่วยย่อยอาหารระหว่างลิมอนเชลโล (Limoncello) กับแกร๊ปปา (Grappa) ซึ่งเป็นอภินันทนาการจากทางร้านคนละหนึ่งช็อต ผมเลือกแกร๊ปปา คนอื่นเลือกลิมอนเชลโล เราทุกคนพร้อมใจกันกระดกรวดเดียวจนเกลี้ยงแก้วตามเสียงเชียร์ของบริกรหนุ่ม ร้อนวูบ! ตั้งแต่ลำคอลงไปเลย…ก่อนจะกลับไปหลับฝันดีกันทุกคน

 

โปรดติดตามตอนที่ 2 ต่อในวันพรุ่งนี้


ที่มา : นิตยสารแพรว ปักษ์ 890 วันที่ 25 กันยายน 2559

keyboard_arrow_up