กว่าจะมาเป็นสมบัติล้ำค่า มงกุฎหนามแห่งNotre-Dame สัญลักษณ์แห่งความเจ็บปวดของพระเยซู

ข่าวของมหาวิหาร Notre-Dame ที่ถูกเพลิงไหม้ นับว่าเป็นข่าวใหญ่ในสัปดาห์นี้ที่ทั่วโลกกำลังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นมหาวิหารที่มีความสำคัญและมีอายุมากถึง 850 ปีแล้ว ซึ่งมีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์ศิลปะอันวิจิตรงดงาม รวมไปถึงข้าวของที่ถูกเก็บอยู้ในมหาวิหารอย่าง มงกุฎหนามแห่งNotre-Dame ก็ล้วนเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่มีอายุนับหลายพันปี

บาทหลวงFournier

ซากปรักหักพังของมหาวิหาร Notre-Dame ที่ถูกเพลิงไหม้ แม้ว่าจะไม่ได้ถูกทำลายไปทั้งหมด แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ศิลปะสถาปัตยกรรมหลายส่วนโดยเฉพาะบริเวณหลังคา,กระจกสีบริเวณโถงขวาง รวมทั้งยอดของมหาวิหารถูกไฟไหม้ แต่ก็ยังโชคดีที่ โดยบาทหลวงFournier ยอมเสี่ยงชีวิตฝ่ากองเพลิงเข้าไปในมหาวิหารเก็บสมบัติชิ้นสำคัญอย่าง มงกุฎหนามกว่าจะมาเป็นสมบัติล้ำค่า มงกุฎหนามแห่งNotre-Dame (The Holy Crown of Thorns) เอาออกมาได้ ของล้ำค่าต่างๆ ที่ถูกเก็บอยู่นั้นจึงไม่ได้รับความเสียหายตามไปด้วย

สำหรับ มงกุฎหนามมงกุฎหนามแห่งNotre-Dame  (The Holy Crown of Thorns) ถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ และเป็นหนึ่งในสมบัติอันล้ำค่าที่มีอายุมากเกือบ 2 พันปี ปรากฏขึ้นเมื่อครั้งที่พระเยซูถูกนักรบโรมันจับตรึงกางเขน และบังคับให้สวมมงกุฎนี้เพื่อทรมานพระองค์จนกระทั่งสิ้นพระชนม์

กว่าจะมาเป็นสมบัติล้ำค่า มงกุฎหนามแห่งNotre-Dame สัญลักษณ์แห่งความเจ็บปวดของพระเยซู

หลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์จากการถูกตรึงกางเขน มงกุฎนี้ได้กลายเป็นสิ่งล้ำค่า เดิมทีถูกเก็บรักษาไว้อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มและประเทศตุรกี อีกทั้งเปลี่ยนมือผู้เก็บรักษาอยู่หลายครั้ง ตัวหนามของมงกุฎก็ถูกตัดออกไปเพื่อเป็นของกำนัลให้กับเหล่ากษัตริย์นักรบอยู่หลายพระองค์ เพราะเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และสามารถป้องกันอันตรายได้ จนกระทั่งในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 ของฝรั่งเศส พระองค์มีความสนพระทัยที่จะครอบครองมงกุฎหนามชิ้นนี้ จึงได้เสนอไถ่มงกุฎคืนมาแทน ในช่วงที่พระเจ้า Baldwin ที่ 2 แห่งอาณาจักร Byzantine (ตุรกี) กำลังเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก และได้นำสมบัติในพระคลังรวมถึง มงกุฎหนาม ไปจำนำกับพวก Venetian จนไม่สามารถไถ่คืนมาได้ และนับตั้งแต่นั้นมา มงกุฎหนาม จึงได้มาอยู่ในฝรั่งเศส ซึ่งช่วงแรกนั้นถูกเก็บไว้ที่มหาวิหารแซงต์ แชแปล แต่หลังจากการปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ.1801 มงกุฎหนาม จึงถูกย้ายไปเก็บไว้ที่มหาวิหารNotre-Dame

ทั้งนี้ของชิ้นสำคัญที่อยู่ในมหาวิหารนอกจาก มงกุฎหนาม แล้ว ยังมีเสื้อคลุมที่สวมใส่โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 ในสมัยศตวรรษที่ 13 ซึ่งเชื่อกันว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 ทรงใส่เสื้อคลุมตัวนี้ขณะที่ทรงอันเชิญมงกุฎหนามของพระเยซูมายังฝรั่งเศส โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 ยังทรงเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวของฝรั่งเศส ที่ได้รับการประกาศให้เป็นนักบุญด้วย รวมถึงระฆังที่ระบุชื่อตามนักบุญจำนวน 10 ใบ โดยระฆังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีชื่อว่าเอ็มมานูเอล มีน้ำหนักกว่า 23 ตัน และติดตั้งบริเวณหอคอยทางทิศใต้ของมหาวิหารในปี 1685

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

คุณ Treephob Tiangtrong

  เพจ ย่อยประวัติ

ภาพ : Amarin TV และ [email protected]@Eloraillere

 

 

อ่านเรื่องราวอื่นๆ ได้ที่นี่

มหาเศรษฐีพันล้าน เมืองน้ำหอม ร่วมบริจาคเงินกว่าหมื่นล้าน บูรณะ Notre Dame

 

keyboard_arrow_up