เพียงแค่ปรับพฤติกรรม ก็ต้านมะเร็งได้

เพียงแค่ปรับพฤติกรรม ก็ต้านมะเร็งได้
เพียงแค่ปรับพฤติกรรม ก็ต้านมะเร็งได้

แต่เมื่อไรก็ตามที่เราไม่ดูแลตัวเองจนทำให้ร่างกายอ่อนแอ เซลล์มะเร็งจะสามารถเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นได้จนทำให้อวัยวะบางอย่างในร่างกายทำงานผิดปกติ และมีโอกาสแสดงความผิดปกติออกมา และเมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งอย่างต่อเนื่องจนแพทย์ระบุว่าผู้ป่วยรายนั้นหายจากโรคมะเร็งแล้ว นั่นหมายความว่ามะเร็งมีจำนวนน้อยลงจนกระทั่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ไม่สามารถตรวจพบได้

1

ซึ่งในแต่ละช่วงชีวิตของคนเรา มะเร็งจะมีโอกาสเพิ่มจำนวนขึ้นประมาณ 6-10 ครั้ง แต่อาจจะถูกทำลายและไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้หากเรามีการดูแลสุขภาพที่ดีหรือมีร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งก็หมายถึงหากร่างกายของเรามีภูมิต้านทานที่แข็งแรงนั่นเอง โดยปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ 1) เกิดจากสิ่งแวดล้อมภายในร่างกาย เช่น ความผิดปกติที่มีมาแต่กำเนิด แต่จะพบได้น้อย 2) เกิดจากปัจจัยภายนอกร่างกาย ซึ่งปัจจุบันเชื่อว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง เช่น ภาวะโภชนาการ หรือการรับประทานอาหารไม่ถูกสัดส่วนที่เหมาะสม หรืออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ยกตัวอย่างเช่น น้ำตาล เป็นสารที่มีแนวโน้มที่จะก่อมะเร็งในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลธรรมชาติหรือน้ำตาลเทียม (น้ำตาลเทียม-Aspartame เป็นสารเคมีที่ถูกประกาศว่าเป็นสารอันตรายที่อาจจะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง) ดังนั้น หากเป็นคนที่ติดทานหวานหรือรับประทานน้ำตาลมากเกินไป อาจเสี่ยงที่จะทำให้เกิดมะเร็งได้

2

เภสัชกรหญิงวิชชุลดา ผรณเกียรติ์ กล่าวว่า “มะเร็งเป็นโรคร้ายแรงและเรื้อรังที่หลายๆ คนคงไม่อยากให้เกิดกับตัวเอง แนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็งจึงย่อมดีกว่าการรักษา เราจะเห็นว่าปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมของคนเรานั่นเอง ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการรับประทานอาหารเสริมสุขภาพบางชนิด จะช่วยควบคุมการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์มะเร็งได้ โดยเราควรเริ่มที่จะจัดการเรื่องวิถีการดำเนินชีวิตให้เหมาะสมตามแบบที่ทำให้เรามีสุขภาพดีทั้งกายและใจ อันดับแรกควรเลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำลายสุขภาพ ได้แก่ เลือกรับประทานอาหารที่เค็มน้อยและหวานน้อย โดยเราควรรับประทานเกลือไม่เกิน 1 ช้อนชาหรือ 6 กรัมในอาหารทั้งหมดที่รับประทานในแต่ละวัน และรับประทานน้ำตาลไม่เกิน 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน หรือเลือกใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาล ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง อาทิ เนื้อสัตว์ปิ้ง ย่าง รมควัน และลดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เป็นต้น ให้เหลือไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน เพราะคาเฟอีนนอกจากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพแล้ว ยังส่งผลถึงคุณภาพการนอนหลับในตอนกลางคืน ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับร่างกาย หรือเราอาจเลือกดื่มชาเขียวแทนกาแฟ เพราะชาเขียวมีคุณสมบัติในการต่อต้านโรคมะเร็ง”

isolated colorful vegetable arrangement

นอกเหนือจากนั้น การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารจำเป็นต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสมกับวัย โดยรับประทานอาหารที่หลากหลายจากแหล่งที่ถูกสุขอนามัย ควรเลือกอาหารที่มีไขมันต่ำปราศจากไขมันทรานส์ (Trans Fat) และควรเน้นอาหารที่ประกอบจากธัญพืช เช่น เมล็ดถั่วต่างๆ งา ข้าวโพด ข้าวกล้อง รวมถึงผักสดและผลไม้ให้มากเป็นประจำประมาณวันละ 500 กรัม หรือมากกว่าครึ่งของปริมาณอาหารโดยรวมที่เรารับประทานเข้าไปในร่างกาย เพราะในธัญพืช ผักและผลไม้สดเหล่านี้จะเป็นแหล่งที่ดีของสารอาหารและวิตามินที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะวิตามินซี ซึ่งอนุมูลอิสระนี่เองที่ถือได้ว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ร่างกายของเราอ่อนแอ และยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้ออกมาทำลายสุขภาพ ดังนั้น การรับประทานอาหารหรือผักผลไม้ที่มี วิตามินซีสูงๆ เช่น ผักคะน้า บร็อคโคลี่ ผักตระกูลกะหล่ำ ส้ม มะขามป้อม ฝรั่ง หรือกีวี่ ฯลฯ จะช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดความเสี่ยงให้เกิดมะเร็งได้

เรื่อง : แพรวดอทคอม

ภาพ : mega wecare

keyboard_arrow_up