จากบ้านเกิดสู่เวทีโลก เปิดเส้นทางถ่ายทอดความเป็นไทยของ ลิซ่า ลลิษา
ไม่นานนี้ ทุกคนคงได้เห็นวีดีโอทีเซอร์ และโปสเตอร์แรกของ “ลิซ่า ลลิษา” ในฐานะแอมบาสเดอร์ Amazing Thailand เป็นที่เรียบร้อย เรียกว่าภาพของลิซ่าที่อยู่ท่ามกลางฉากหลังวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ทำให้เราได้สัมผัสถึงความงดงาม ลึกลับ และเสน่ห์ที่ไม่อาจละสายตา ตามคอนเซ็ปต์ “Feel all the Feeling สัมผัสถึงทุกความรู้สึกที่เมืองไทย” ได้อย่างครบถ้วน

สำหรับการปรากฏตัวในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ของลิซ่า ถือว่าได้รับกระแสตอบรับทั้งจากชาวไทยและต่างประเทศเป็นอย่างดี เพราะเธอถือเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่พยายามผลักดันความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลกอยู่เสมอ เพื่อให้คนทั่วโลกได้เห็นความสวยงามทางวัฒนธรรม และความสามารถที่ไร้ขีดจำกัดของคนในประเทศบ้านเกิด
แพรวจึงขอรวบรวม เส้นทางการถ่ายทอดความเป็นไทยของ ลิซ่า ลลิษา มาให้ทุกคนได้อ่านและร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ของแดนสยามไปพร้อมกัน
LALISA MV
เริ่มต้นด้วยเพลงโซโล่อย่าง LALISA ที่ไม่ว่าใครก็ต้องเคยได้ยิน ซึ่งเพลงดังกล่าวลิซ่าตั้งใจถ่ายทอดตัวตนลงไปในบทเพลงอย่างเต็มที่ เธอจึงเลือกนำเสนอความเป็นไทยผ่านฉากปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ พร้อมกับคอสตูมในชุดไทยประยุกต์

สำหรับคอสตูมนี้ได้ไทยดีไซเนอร์แบรนด์ดังอย่าง ASAVA มารังสรรค์ความงดงามผ่านฝีมือการตัดเย็บ โดยการนำผ้าไหมไทยดั้งเดิมสีทอง ลวดลายโลหะโบราณจากจังหวัดลำพูน มาปักประดับเข้ากับคริสตัลของสวารอฟสกี้ให้ความระยิบระยับทั่วตัว

อีกทั้งยังมีเครื่องประดับอย่างรัดเกล้า ที่ออกแบบโดย Hook’s by Prapakas คุณผักกาด ประภากาศ พร้อมทั้งเครื่องประดับหูและสร้อยสังวาลย์จาก SARRAN โดยดีไซเนอร์เปิดเผยว่า ในความเชื่องของไทย ดอกพุดซ้อน หมายถึงความแข็งแรงสมบูรณ์และความเจริญมั่นคง เขาจึงนำมาถ่ายทอดลงบนเครื่องประดับหู ในขณะที่ดอกโป๊ยเซียนที่ประดับบนสร้อยสังวาลย์ ยังสื่อถึง ความโชคดี เช่นกัน
Proud to be Thai
หากให้ยกตัวอย่างไฮไลท์ที่ได้รับการพูดถึงใน BLACKPINK WORLD TOUR <DEADLINE> in BANGKOK ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ยังไงก็ต้องมีโชว์โซโล่ของลิซ่าที่นอกจากสนุกแล้ว คอสตูมที่เธอสวมใส่บนคอนเสิร์ตยังเรียกเสียงฮือฮาได้มากมาย เพราะทั้งสวยงาม และแสดงอัตลักษณ์ของไทยได้เป็นอย่างดี รวมถึงคอสตูมทั้งหมด ยังเป็นฝีมือการออกแบบของดีไซเนอร์ชาวไทยอีกด้วย

เริ่มต้นลุคแรกด้วยคอสตูมสีทองอร่ามจาก Hook’s โดย ประภากาศ อังศุสิงห์ กับชุดที่ประดับด้วยพวงมาลัยบริเวณสะโพก โดยรังสรรค์จากการนำโลหะแผ่นกลมทองมาประกอบคล้ายเสื้อเกราะนักรบ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรง แข็งแกร่ง ที่แฝงความนุ่มนวลในแบบสาวไทย


ต่อมาลุควันที่สอง ลิซ่าปรากฏตัวในคอสตูมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการต่อสู้ประจำชาติอย่าง มวยไทย ซึ่งดีเทลของชุดโดดเด่นด้วยกางเกงมวยและเสื้อคลุมที่ปักประดับคริสตัลด้วยชื่อ “ลลิษา” โดยผลงานดังกล่าวได้ I wanna Bangkok เป็นผู้ออกแบบ ในส่วนของเครื่องประดับมาจาก Bunyakorrn ดีไซเนอร์ชาวไทยเช่นกัน

และลุคสุดท้ายปิดท้ายอย่างตราตรึงด้วยบอดี้สูทประดับคริสตัล SWAROVSKI ทั้งชุด ซึ่งนอกจากความระยิบระยับแล้ว ดีเทลที่ได้รับการพูดถึงที่สุดคือลวดลายธงชาติไทยที่อยู่บริเวณด้านหลัง ผลงานดังกล่าวออกแบบโดย Unkuniya
The White Lotus Season 3
หนึ่งผลงานจดจำของลิซ่า ต้องยกให้กับ The White Lotus Season 3 เพราะถือเป็นการเดบิวต์ในฐานะนักแสดงครั้งแรกของเธอ แน่นอนว่ากระแสตอบรับดีเช่นเคยกับบทบาทของ พนักงานโรงแรมสาวชื่อว่า มุก ที่ลิซ่าได้รับ
สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ ลิซ่าถ่ายทอดความงดงามของวัฒธรรมไทยผ่าน ระบำศรีวิชัย ซึ่งถือเป็นการแสดงของภาคใต้ ที่นำท่ารำนาฏศิลป์ของชวามาผสมกับภาพจำหลัก มีเอกลักษณ์พิเศษอยู่ที่การใช้ มือ เท้า และศีรษะที่โดดเด่น

ไม่เพียงแค่ในซีรีส์เท่านั้น แต่ตลอดการโปรโมทซีรีส์เรื่องดังกล่าว ลิซ่าเลือกสวมชุดและเครื่องประดับจากไทยดีไซเนอร์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นมินิเดรสในงาน After Party การเปิดตัวซีรีส์ The White Lotus SS.3 ในประเทศไทย ที่ลิซ่าเลือกส่วนใส่ชุดจาก Meshmuseum และ SARRAN ผู้นำผ้าไหมไทยปักลูกแก้วมานำเสนอผ่านดีไซน์เดรสสั้น เสริมความโดดเด่นช่วงไหล่ด้วยดอกมะลิ 2,000 ดอก ซึ่งแต่ละดอกได้รับการออกแบบให้มีรูปแบบและโทนสีแตกต่างกัน



นอกจากนี้ในงานฉายซีรีส์ในรอบปฐมทัศน์ ณ ลอสแอนเจลิส เธอยังถือดอกบัว ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ‘Light of Lotus’ ที่ได้แบรนด์ไทยจิเวลรี่อย่าง SARRAN by Sarran Youkongdee มาเป็นผู้ออกแบบผ่านแนวคิด “การจำลองแสงอาทิตย์แรกที่สะท้อนสู่ผิวน้ำและดอกบัวสีขาวที่กำลังเบ่งบานในยามเช้า ถือเป็นการบอกเล่าสู่การเดินทางและการเริ่มต้นในทุกเช้าวันใหม่”


อีกทั้งในช่วง After Party ของงาน Emmy Awards 2025 เธอยังสวมเครื่องประดับจาก Rojanatorn จิเวลรี่แบรนด์ไทย ที่มีทั้งสร้อยคอ, โชคเกอร์ และสร้อยข้อมือ อีกด้วย




ซิ่นฟีเวอร์
มาถึงโหมดเบื้องหลังการทำงานกันบ้าง ลิซ่าก็ยังตั้งใจส่งต่อความสวยงามของหัตถศิลป์ไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น ครั้งหนึ่งที่ลิซ่าเคยทำให้ “ผ้าซิ่น” จากร้านชานเรือนขาดสต็อก โดยเหตุเกิดจากเธอสวมผ้าฝ้ายหมักโคลนย้อมคราม ไปไหว้พระ ณ วัดมหาธาตุ วัดหน้าพระเมรุ และ วัดแม่นางปลื้ม ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนทำให้เกิดการนุ่งซิ่น พร้อมตามรอยลิซ่าที่จังหวัดอยุธยานั่นเอง

สำหรับ “ผ้าฝ้ายหมักโคลนย้อมคราม” สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย ได้ให้เกร็ดความรู้ว่า เป็นงานหัตถกรรมผ้าทอมือที่ขึ้นชื่อของจังหวัดอุดรธานี เกิดจากวิถีของชาวบ้านที่นุ่งผ้าออกไปทำงาน ทำไร่ ทำนา เปื้อนดินโคลน เมื่อกลับมาบ้านนำผ้าไปซักจึงพบว่าผ้ามีความนุ่มและเงาอย่างน่าประหลาด จนเป็นที่มาของผ้าฝ้ายหมักโคลนในปัจจุบัน ส่วนการย้อมครามนั้นเป็นการย้อมสีจากธรรมชาติ โดยสีที่ได้มาจากต้นครามซึ่งผ่านกระบวนการในการนำมาหมักครามจนเกิดเป็นสีน้ำเงินที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์

ในส่วนผ้าผืนที่ลิซ่าใส่นั้น นางสุวิมล ไชยวงศ์ เจ้าของร้านชานเรือนได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผ้าที่น้องลิซ่าใส่นั้นเป็นผ้ามัดหมี่ย้อมครามหมักโคลนเป็นลายดั้งเดิม ชื่อ ลายขอนาค ที่ชาวบ้านตั้งขึ้น การผลิตผ้าชิ้นนี้ใช้เวลาทำนานร่วมเดือน กว่าจะมัดลายย้อมคราม จากนั้นนำไปปั่นใส่หลอดและทอทีละเส้น ซึ่งจะต้องใช้ความชำนาญของช่าง
Thai Designer
ฝีมือของคนไทยเป็นสิ่งที่ลิซ่าตกหลุมรักอยู่เสมอ เพราะไม่ว่าจะโอกาสสำคัญ หรือวันธรรมดา เรามักจะเห็นลิซ่าหยิบแฟชั่นไอเท็มจากเหล่าไทยดีไซเนอร์มาใช้เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นมินิเดรสจาก PIPATCHARA ที่เธอเลือกสวมใส่ในงานปาร์ตี้ Monaco F1 Grand Prix 2024 เรียกว่าเป็นครั้งที่ทำให้แบรนด์ดังกล่าวได้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว

รวมถึงในครั้งที่ 4 สมาชิก BLACKPINK ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิบริติช (Most Excellent Order of the British Empire) จากสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ก็ยังเลือกสวมเดรสจาก ASAVA อีกด้วย

และในชีวิตประจำวัน เราก็มักได้เห็นแฟชั่นไอเท็มแบรนด์ไทยดีไซน์เก๋จากเธออยู่เสมอ เช่น กระเป๋ารูปทรงพริกจาก BOYY ที่ได้รับการพูดถึงหลังจากลิซ่าหยิบมาแมตช์ลุคเท่ๆ ในวันสบายๆ

ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ลิซ่า ลลิษา เป็นหนึ่งในคนดังที่ใช้โอกาสพาวัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาชาวโลกนั่นเอง
ภาพ: Getty Images, Instagram @lalalalisa_m, @unkuniya และ @iwannabangkok