9 ของใช้ส่วนพระองค์ของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ดูแล้วรู้ซึ้ง พ่อทรงงานหนักเพียงใด

ความมัธยัสถ์ถือเป็นคุณูปการสำคัญที่ทำให้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเรียนรู้หลักความพอเพียง สมถะมาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ จนกระทั่งสมเด็จย่ามีพระดำรัสในเวลาต่อมาว่า “ในสวนจิตรเนี่ย คนที่ประหยัดที่สุดคือในหลวงรัชกาลที่ 9 ประหยัดที่สุดทั้งน้ำ ทั้งไฟ เรื่องฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยไม่มี” ดังเช่นของใช้ส่วนพระองค์ที่รวบรวมมาให้ชมนี้ ซึ่งทำให้รู้ว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงพอเพียงและทรงงานหนักเพียงใดเพื่อปวงชนชาวไทย   ฉลองพระบาท ภาพจาก Facebook ต้นแบบแห่งชีวิต รองเท้าของพ่อ ฉลองพระบาทคู่โปรดของพระองค์ท่านนั้น ถึงจะเก่าแต่ก็นำมาซ่อมเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่สามารถซ่อมได้แล้วจึงหยุด รองเท้าหนังสีดำธรรมดา สภาพชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากการใช้งานหลายสิบปี ภายในรองเท้าผุกร่อนหลุดล่อนหลายแห่ง ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วไปก็อาจจะทิ้งไปแล้ว เป็นสิ่งที่คุณศรไกร แน่นศรีนิล ช่างทำรองเท้าร้าน ก.เปรมศิลป์ (สี่แยกพิชัย) ได้เล่าย้อนถึงวันวานอันแสนประทับใจ ในสมัยนั้นคุณศรไกรหลังจากที่เป็นลูกจ้างร้านซ่อมรองเท้ามาสิบกว่าปี ก็ได้มาเปิดร้านของตัวเองแถบถนนพิชัย วันหนึ่งเจ้าหน้าที่ของสำนักพระราชวังก็ได้ถือพานใส่รองเท้าเข้ามาในร้าน และนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นอันทรงเกียรติที่ได้มีโอกาสถวายงานแก่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยาวนานเป็นเวลาหลายสิบปี ซึ่งในครั้งแรกนั้นนอกจากจะใช้เวลาซ่อมฉลองพระบาทคู่สีดำเกือบเดือน เขายังถือโอกาสตัดฉลองพระบาทถวายพระองค์ท่านเพิ่มอีกคู่หนึ่งด้วย หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสซ่อมฉลองพระบาทอีก 4 คู่ที่ทรุดโทรมแตกต่างกันไป ปัจจุบันนี้ร้าน ก.เปรมศิลป์ (สี่แยกพิชัย) […]

5 เหตุการณ์เดือนตุลาฯ แห่งความทรงจำ ในหลวงรัชกาลที่ 9 มหาราชแห่งแผ่นดิน

นับตั้งแต่เดือนตุลาคมเมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ.2559) ความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติก็ไม่เหมือนเดิม และคงเป็นเดือนแห่งความทรงจำที่ทุกคนระลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งอย่าง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปตลอดกาล

วีรสตรีคู่พระบารมี สมเด็จพระบรมราชินีนาถ 2 รัชกาล

วีรสตรีคู่พระบารมี สมเด็จพระบรมรชินีนาถ 2 รัชกาล …อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ไทยที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกาล แม้จะเป็นคนละรัชสมัยของการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

งดงามตราตรึง พระบรมสาทิสลักษณ์ 2 มหาราช ผลงานจรดพู่กันของ 10 ศิลปินระดับชาติ

งดงามตราตรึง พระบรมสาทิสลักษณ์ 2 มหาราช ผลงานจรดพู่กันของ 10 ศิลปินระดับชาติ..นับว่าเป็นครั้งแรกของการรวมเหล่าศิลปินระดับประเทศที่มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานชิ้นพิเศษ ซึ่งปรากฏอยู่ในแพรวฉบับพิเศษ “ตุลามหาราช” ในการวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ของสองมหาราชที่ทรงเป็นดังศูนย์รวมจิตใจของคนไทยท้ังชาติ

เข็มกลัดสุดที่รัก ของขวัญล้ำค่า แทนความหมายลึกซึ้งของ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เข็มกลัดสุดที่รัก ของขวัญล้ำค่าที่เปี่ยมไปด้วยความรัก และความหมาย กลั่นกรองออกมาจากน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ที่ทรงมีให้กับ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นอกจากมงกุฎของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่แพรวดอทคอมเคยได้รายงานว่ามงกุฎทุกๆ องค์นั้นทรงมีความหมาย และสำคัญกับพระองค์เป็นอย่างมาก เป็นสิ่งที่สง่างาม สูงค่า สมพระเกียรติ การนี้ยังมี เครื่องถนิมพิมพาภรณ์  (เครื่องประดับ) ที่พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงรัก และหวงแหนยิ่งนัก คือ เข็มกลัดสุดที่รัก ที่ทรงได้รับพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ แห่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา โดยทุกๆ ดีเทลในเข็มกลัดชิ้นนี้ มีความหมายลึกซึ้งซ่อนไว้ทุกส่วน ซึ่งตัวเรือนนั้นทำจากทองคำรูปพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ประดับเพชรภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎล้อมด้วยอัญมณีรูปหัวใจ ๖ ชนิด จำนวน ๗ เม็ด ได้แก่ เพชร (Diamond), มรกต (Emerald), อะเมธิส (Amethyst), […]

สานต่อพระราชไมตรีจากรุ่นสู่รุ่น ราชวงศ์ไทย-ญี่ปุ่น ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยาวนาน

สานต่อพระราชไมตรีจากรุ่นสู่รุ่น ราชวงศ์ไทย-ญี่ปุ่น ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยาวนาน… นับเป็นเรื่องราวความบังเอิญที่น่าปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับในช่วงเวลานี้ของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเสด็จขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์พระองค์ใหม่ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 และสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ที่เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 และจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 แต่เรื่องราวที่น่าปลาบปลื้มใจไปกว่านั้น คือความสัมพันธ์ของทั้งสองราชวงศ์ ไทยและญี่ปุ่น ที่แน่นแฟ้นและยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่รัชสมัยของกษัตริย์พระองค์ก่อนหน้า หรือพระราชบิดาของกษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ที่ทรงมีพระราชไมตรีต่อกันดุจพระเชษฐาและพระอนุชา จวบจนวาระสุดท้ายของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ในขณะที่ทรงเจริญพระชนมพรรษามากแล้ว แต่ก็ยังตั้งพระทัยในการเสด็จฯเยือนประเทศไทย เพื่อถวายพระราชสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยพระองค์เอง แม้ในวันนี้ทั้งสองแผ่นดินจะผลัดเปลี่ยนยุคสมัยแล้วก็ตาม แต่พระราชไมตรีของพระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ก็ได้รับการสานต่อจากพระราชโอรสเป็นอย่างดี ซึ่งจะเห็นได้จากเหตุการณ์น่าประทับใจดังต่อไปนี้ ที่แสดงให้เห็นถึงพระราชไมตรีจากรุ่นสู่รุ่นของทั้งสองราชวงศ์ เหตุการณ์เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 ครั้งที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เสด็จฯเยือนประเทศไทย เพื่อทรงเข้าร่วมงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร […]

ที่มาและความหมาย “ทีปังกร” พระนามมงคลพระราชทานจากทูลกระหม่อมปู่

วันที่ 29 เมษายน 2562 เป็นวันคล้ายวันประสูติของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ซึ่งประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน 2548 และทรงเจริญพระชันษาครบ 14 ปี ในวันนี้ เนื่องในโอกาสนี้ แพรวดอทคอม จึงขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับที่มาและความหมายของพระนาม “พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ” ซึ่งเปี่ยมด้วยความหมายอันเป็นมงคลและที่มาอันน่าประทับใจ โดยพระนาม “พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ” พระราชทานโดยพระอัยกา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2548 ซึ่งในการนี้ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอธิบายความหมายของพระนามดังกล่าวไว้ว่า ผู้ทำประทีปคือปัญญาให้สว่างกระจ่างแจ้ง และผู้ทำเกาะคือที่พึ่งให้รุ่งเรืองโชติช่วง ต่อมาในวันที่ 4 กรกฎาคม 2548 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เขียนพระนามของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เป็นภาษาอังกฤษว่า His […]

ย้อนชมภาพตราตรึงใจ พระราชไมตรีดุจพี่น้อง “ในหลวง ร.9 – จักรพรรดิอากิฮิโตะ”

ย้อนชมภาพตราตรึงใจ พระราชไมตรีดุจพี่น้อง “ในหลวง ร.9 – จักรพรรดิอากิฮิโตะ”… ปีนี้นับเป็นปีมหามงคลของประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ด้วยเหตุอันเป็นมงคลเดียวกัน นั่นคือการเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการของพระประมุขพระองค์ใหม่ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ซึ่งจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 และเจ้าชายนารุฮิโตะ มกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ที่จะเสด็จขึ้นครองราชย์ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 และจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ทั้งนี้อีกหนึ่งความน่าปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง คือการที่พระราชบิดาของทั้งสองพระองค์ นั่นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ทรงมีพระราชไมตรีต่อกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว อีกทั้งยังทรงมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นประดุจพระเชษฐาและพระอนุชาเลยทีเดียว ซึ่งนั่นทำให้ราชวงศ์ไทยและราชวงศ์ญี่ปุ่นเปรียบดั่งมิตรแท้ รวมถึงยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในด้านอื่นๆ อีกด้วย ในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ แพรวดอทคอม จึงขอพาทุกคนย้อนไปชมภาพประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและยาวนานของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองพระองค์ ความสัมพันธ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2506 เมื่อครั้งที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จฯเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เพื่อเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ […]

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ อัญเชิญพระบรมราโชวาท ในหลวง ร.9 ‘ส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมือง’

เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 23 มีนาคม 2562 สำนักพระราชวัง ได้ออกประกาศสำนักพระราชวัง มีใจความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เลขาธิการพระราชวังอัญเชิญพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานไว้ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี วันพฤหัสบดี ที่ 11 ธันวาคม พุทธศักราช 2512 ความหนึ่งตอนว่า “ขอให้ทราบถึงสิ่งสำคัญในการปกครองไว้ว่าในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อยจึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้” ทั้งนี้ ทรงมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนในชาติ ตลอดจนข้าราชการทุกหมู่เหล่า ทั้งข้าราชการพลเรือน ทหาร และตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงของประเทศชาติและบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน ได้ทบทวนและตระหนักถึงพระบรมราโชวาทที่ได้พระราชทานไว้ ด้วยทรงมีความห่วงใยในความมั่นคงของประเทศชาติ ความรู้สึกและความสุขของประชาชน จึงได้พระราชทานเพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเป็นการเตือนสติ ให้น้อมนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อความสมัครสามานสามัคคี ความมั่นคงของชาติบ้านเมือง และความสุขของประชาชน เป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงรักและห่วงใยในชาติบ้านเมืองและประชาชนมาโดยตลอด  […]

เผยที่มาพระบรมฉายาลักษณ์สุดประทับใจของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 และ พระองค์ภาฯ

เผยที่มาพระบรมฉายาลักษณ์สุดประทับใจของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช บรมนาถบพิตร และ พระองค์ภาฯ (พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา) เมื่อครั้งที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ ในขณะเสด็จร่วมพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เมื่อปี 2525 เชื่อกันว่าหลายคนคงเคยได้เห็นพระบรมฉายาลักษณ์นี้กันบ้างแล้ว แต่รู้กันบ้างไหมคะว่ามาจากฝีมือการฉายของนักข่าวที่เป็นช่างภาพชาวนิวซีแลนด์ ซึ่งทางไอจี welove_bajrakitiyabha ได้นำมาเผยเแพร่เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา โดยทางเพจได้ระบุว่า “เห็นภาพนี้ครั้งแรก ก็รู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก เพราะปกติไม่ค่อยเห็นทั้งสองพระองค์ถ่ายภาพด้วยกัน ทางเพจก็เลยบันทึกภาพนี้เก็บไว้เพื่อนำมาเผยแพร่ โดยที่ลืมดูว่าใครเป็นเจ้าของภาพ จนเวลาผ่านไปมีคนนำไปเผยแพร่มากมาย และเป็นภาพที่น่าจดจำ เป็นภาพที่น่าประทับใจของคนไทยหลายคน” สำหรับนักข่าวชาวนิวซีแลนด์คนนี้ก็คือ นาย John Stuart Laird ซึ่งเขาได้เปิดเผยว่า ตัวเขาเป็นนักข่าว Associated Press โดยพระบรมฉายาลักษณ์นี้ได้ฉายไว้เมื่อประมาณปี 2525 ในพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ใช้เลนส์ระยะ 500 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงอุ้มพระองค์ภาฯ ไว้บนพระเพลา ในขณะนั้นพระองค์ภาฯ ทรงมีพระชันษาเพียงขวบเศษเท่านั้น เป็นภาพที่ใครเห็นแล้วต้องสุขใจ และยิ้มไปกับพระอิริยาบถของเจ้าหญิงพระองค์น้อย กับสมเด็จปู่ ทั้งนี้ยังมีภาพอื่นๆ ในการประกอบพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่นายจอห์นได้ถ่ายไว้ ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยาก […]

ทำดีด้วยหัวใจ… ปอ-ศีกัญญา ลุยซ่อมอุโมงค์ดอกไม้ปากคลองฯถวาย ‘พ่อหลวง’

จัดว่าเป็นสาวไฮโซสาวคุณภาพตัวจริง ปอ-ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์ ทายาทกิจการโรงแรมดัง เรอเนซองส์ ในเครือแมริออท และผู้บริหารแบรนด์  Kilping Thailand ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน ช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตไม่นาน ตอนนั้นประชาชนต่างหลั่งไหลเข้าไปในพื้นที่ท้องสนามหลวงอย่างเนืองแน่น เพื่อรอเข้าสักการะพระบรมศพ หลายคนน่าจะยังจำภาพ สาวปอ ที่ลงลุยเป็นจิตอาสาคอยแจกพัดให้แก่คนที่มารอเข้าแถวยาวสุดลูกหูลูกตาได้ แล้วอีกแพร้บเธอก็ไปถอยรถตุ๊กๆ ออกมาขับบริการรับ-ส่งผู้ที่ต้องการจะเข้าไปในพื้นที่แบบฟรีๆ  พอมีคนไม่ยอมนั่งฟรี  จ่ายเงินให้ เธอก็นำเงินทั้งหมดนั้นไปมอบให้มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งถือเป็นความใจที่น่ายกย่องสุดๆ และล่าสุด ก่อนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ชาวแม่ค้าปากคลองตลาดรวมตัวกับจิตอาสา ช่วยกันจัดงาน ‘ดอกไม้เพื่อพ่อ’ ถนนดอกไม้ยาว 400 เมตร ช่วงระหว่างวันที่ 21-27 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการถวายสักการะแด่ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ปรากฏว่าหลังจากเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้เพียง 2 วัน อุโมงค์ดอกไม้ที่ทุกแรงกายแรงใจช่วยกันทุ่มเทจัดอย่างสวยงามอลังการก็มีเหตุชำรุดจากจำนวนคนที่เข้าชมเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องประกาศหาจิตอาสาเข้าช่วยซ่อมแซมเป็นการด่วน และหนึ่งในจิตอาสาที่ลงพื้นที่ซ่อมแซมอุโมงค์ดอกไม้ท่ามกลางสายฝนก็คือไฮโซสาว ปอ-ศีกัญญา คนสวยนี่เอง โดยมีคุณสามี กอล์ฟ-ณชนก รัตนทารส  คอยช่วยอยู่ข้างๆ บอกตรงๆ ว่าเห็นภาพในไอจีแล้วตื้นตันกับใจที่เธอมีเหลือเกิน ยิ่งอ่านแคปชั่นของภาพๆ นึงที่เธอโพสต์ โอ้ย…น้ำตาปริ่ม   “พวกเราจะทำความดีให้มากกว่านี้ พวกเราจะรักและสามัคคีกันไปจนวันสุดท้าย […]

สิ้นขบวนสุดท้าย เสด็จสู่สวรรคาลัย ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ร่วมพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วขบวนสุดท้าย ทรงอัญเชิญพระผอบ พระบรมราชสรีรางคารในหลวงรัชกาลที่9 บรรจุ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 60 เวลา 17.30 น.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประทับรถยนต์พระที่นั่ง ทรงอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ออกจากพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรีไปบรรจุ ณ ฐานพุทธบัลลังก์ พระพุทธอังคีรส วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร โดยมีขบวนพระบรมราชอิสริยยศริ้วที่ 6 ซึ่งพันโทหญิง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ องค์ผู้บังคับการกองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์ ทรงม้านำขบวนอย่างสมพระเกียรติ      โดยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วขบวนที่ 6 ใช้เส้นทางออกประตูวิเศษไชยศรี เลี้ยวขวาไปตามถนนหน้าพระลาน แล้วเลี้ยวขวาไปตามถนนสนามไชย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนกัลยาณไมตรี ข้ามสะพานช้างโรงสี […]

ความโทมนัส ในพระราชหฤทัยแลพระทัย ใครเล่าจะรู้หรือเข้าใจได้ทั้งหมด

ความโทมนัส ใดเล่าจะสาหัสยิ่งใหญ่เท่าทุกข์จากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ทว่าสังขารมีความเสื่อมฉันใด เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เป็นธรรมดาโลกฉันนั้น และแม้ผู้คนจะรู้ถึงสัจธรรมความจริงข้อนี้ ก็ยังยากเหลือเกินที่จะหักห้ามความเศร้าโศกไม่ให้เกิด โดยเฉพาะห้วงเวลาปีกว่าที่ผ่านมา นับจากวันที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสู่สวรรคาลัย ซึ่งหากเราสามารถแปรความเสียใจเป็นมวลสารหนึ่งก้อน น้ำหนักความเสียใจของลูกหลานไทยครั้งนี้ก็ช่างหนักอึ้งจนเกินบรรยาย คำถามคือ แล้วจะมีสักกี่คนที่รู้หรือเข้าใจถึงน้ำหนักแห่ง ความโทมนัส ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงต้องเผชิญอยู่ หลายครั้งที่เราได้ยินคำว่า… ขัตติยมานะ ทำให้เจ้านายพระองค์นั้นพระองค์นี้ต้องทรงความเข้มแข็ง ต้องไม่ทรงเผยความอ่อนแอให้ประชาชนเห็น ทว่าในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งผ่านพ้นไปแล้วทุกกระบวนการขั้นตอนอย่างสง่างาม สมพระเกียรติสูงสุด แต่ท่ามกลางเสียงร่ำไห้อาดูรของประชาชนที่อยู่ในพระราชพิธีฯพระผู้เสด็จสวรรคาลัย สิ่งที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดสดด้วยระบบ HD โดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย รวมกับการที่โลกขับเคลื่อนด้วยสื่อโซเชียล ก็ทำให้พสกนิกรที่ชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอยู่หน้าจอทีวีหรือช่องทางออนไลน์ได้เห็นถึงแววพระเนตรทุกข์ตรม และสีพระพักตร์โศกศัลย์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์   เพราะนับจากวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ไทยต้องสูญเสีย ‘พ่อแห่งแผ่นดิน‘ วันนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ก็ต้องทรงสูญเสีย ‘ทูลกระหม่อมพ่อ ทูลกระหม่อมปู่ หรือทูลกระหม่อมตา’ เช่นกัน เทียบกับยามที่เราอ่านพบว่า ในหลวงรัชกาลทื่ ๙ เคยทรงเปล่งสัจจะวาจาไว้ว่า “ไม่ต้องจำว่าฉันคือใคร […]

ริ้วขบวนพระอิสริยยศที่ ๕ อัญเชิญพระบรมอัฐิประดิษฐานพระวิมาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

วันนี้ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๐ ซึ่งถือเป็นวันที่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ในช่วงบ่ายที่ผ่านมาก็ได้มีการอัญเชิญพระบรมอัฐิประดิษฐานพระวิมาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

หรือนี่คือเหตุผลที่พระบรมราชสรีรางคาร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ต้องแบ่งบรรจุ ๒ วัด

จากข่าวรายละเอียดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีการระบุว่า เวลา ๑๐.๓๐ น. ของวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๐ จะมีพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลและเชิญพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท สถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิพระเจ้าแผ่นดินทุกรัชกาล โดยริ้วกระบวนที่ ๕ ส่วนเวลา ๑๗.๓๐ น. เป็นพระราชพิธีเชิญพระบรมราชสรีรางคาร(เถ้ากระดูก)ไปบรรจุ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร โดยริ้วกระบวนที่ ๖ ซึ่งพันโทหญิงพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงม้านำในริ้วขบวนนี้ ทำให้มีบางคนสงสัยว่า เหตุใดพระบรมราชสรีรางคาร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จึงต้องแบ่งไปบรรจุถึง ๒ วัด เพราะตามราชประเพณีโบราณ การถวายพระเพลิงพระบรมศพและการบรรจุพระบรมอัฐิ พระบรมราชสรีรางคารนั้น มีธรรมเนียมว่าหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว ในวันรุ่งขึ้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะเสด็จมาทรงเก็บพระบรมอัฐิลงพระโกศด้วยพระองค์เอง โดยจะทรงเก็บพระบรมอัฐิอย่างละชิ้นจนครบพระสรีระ จากนั้นอัญเชิญใส่พระโกศเพื่อไปประดิษฐานที่ “หอเก็บพระบรมอัฐิ” ซึ่งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ส่วนพระบรมอัฐิที่เหลือ จะมีทั้งที่ให้พระราชโอรส พระราชธิดา และพระประยูรญาติใกล้ชิดทรงเก็บไปบูชา และให้เจ้าหน้าที่ทำการแปรสภาพเป็นพระบรมราชสรีรางคาร […]

ถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง ความเศร้าปกคลุมใจคนไทยทั้งประเทศ

สัญญาณถวายพระเพลิงพระบรมศพ กลุ่มควันสีขาวลอยเหนือพระเมรุมาศ ประชาชนรอบโดยรอบก้มกราบส่งพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 60 เวลา  23.20 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนบริเวณโดยรอบสนามหลวงได้หันหน้าไปยังพระเมรุมาศพร้อมก้มกราบพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ภายหลังกลุ่มควันสีขาวลอยเหนือพระเมรุมาศซึ่งเป็นสัญญาณการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อย่างแท้จริง ทั้งนี้ประชาชนหลายคนร้องไห้เสียใจอย่างที่สุดนับเป็นบรรยากาศเศร้าโศกที่หลายคนคงจดจำไปชั่วชีวิต ภาพจาก : dhammatan

จารึกภาพค่ำคืนสุดท้าย ก่อนถวายพระเพลิงในหลวงรัชกาลที่๙

จารึกภาพค่ำคืนสุดท้าย ก่อนถวายพระเพลิงในหลวงรัชกาลที่๙…

ถ้าจะถามว่าค่ำคืนนี้เหมือนหรือแตกต่างจากวันที่ 13 ตุลาคม 2559 อย่างไร?… คงตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้จากค่ำคืนของวันนี้ ก็คงอารมณ์เดียวกับคนไทยทุกคน ที่กำลังเฝ้ารอวันที่คนไทยอยากให้มาถึงช้าที่สุด ในพระราชพิธีถวาพระเพลิงพระบรมศพ พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของชาวไทยมาตลอด 70 ปี “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร”

‘พระองค์ที’ ร่วมทำหน้าที่จิตอาสา ถวายงานเพื่อทูลกระหม่อมปู่ครั้งสุดท้าย

แม้จะสเด็จกลับมายังประเทศไทยได้ไม่นาน แต่ก็ทำให้คนไทยปลื้มใจอีกครั้งเมื่อได้เห็นเจ้าชายพระองค์น้อย “พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ” หรือ “พระองค์ที” ได้มาร่วมทำหน้าที่จิตอาสา บริการประชาชนที่มาร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่๙

keyboard_arrow_up