ทำดีด้วยหัวใจ… ปอ-ศีกัญญา ลุยซ่อมอุโมงค์ดอกไม้ปากคลองฯถวาย ‘พ่อหลวง’

จัดว่าเป็นสาวไฮโซสาวคุณภาพตัวจริง ปอ-ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์ ทายาทกิจการโรงแรมดัง เรอเนซองส์ ในเครือแมริออท และผู้บริหารแบรนด์  Kilping Thailand ย้อนกลับไปเมื่อปีก่อน ช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตไม่นาน ตอนนั้นประชาชนต่างหลั่งไหลเข้าไปในพื้นที่ท้องสนามหลวงอย่างเนืองแน่น เพื่อรอเข้าสักการะพระบรมศพ หลายคนน่าจะยังจำภาพ สาวปอ ที่ลงลุยเป็นจิตอาสาคอยแจกพัดให้แก่คนที่มารอเข้าแถวยาวสุดลูกหูลูกตาได้ แล้วอีกแพร้บเธอก็ไปถอยรถตุ๊กๆ ออกมาขับบริการรับ-ส่งผู้ที่ต้องการจะเข้าไปในพื้นที่แบบฟรีๆ  พอมีคนไม่ยอมนั่งฟรี  จ่ายเงินให้ เธอก็นำเงินทั้งหมดนั้นไปมอบให้มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งถือเป็นความใจที่น่ายกย่องสุดๆ และล่าสุด ก่อนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ชาวแม่ค้าปากคลองตลาดรวมตัวกับจิตอาสา ช่วยกันจัดงาน ‘ดอกไม้เพื่อพ่อ’ ถนนดอกไม้ยาว 400 เมตร ช่วงระหว่างวันที่ 21-27 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการถวายสักการะแด่ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ปรากฏว่าหลังจากเปิดให้ประชาชนเข้าชมได้เพียง 2 วัน อุโมงค์ดอกไม้ที่ทุกแรงกายแรงใจช่วยกันทุ่มเทจัดอย่างสวยงามอลังการก็มีเหตุชำรุดจากจำนวนคนที่เข้าชมเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องประกาศหาจิตอาสาเข้าช่วยซ่อมแซมเป็นการด่วน และหนึ่งในจิตอาสาที่ลงพื้นที่ซ่อมแซมอุโมงค์ดอกไม้ท่ามกลางสายฝนก็คือไฮโซสาว ปอ-ศีกัญญา คนสวยนี่เอง โดยมีคุณสามี กอล์ฟ-ณชนก รัตนทารส  คอยช่วยอยู่ข้างๆ บอกตรงๆ ว่าเห็นภาพในไอจีแล้วตื้นตันกับใจที่เธอมีเหลือเกิน ยิ่งอ่านแคปชั่นของภาพๆ นึงที่เธอโพสต์ โอ้ย…น้ำตาปริ่ม   “พวกเราจะทำความดีให้มากกว่านี้ พวกเราจะรักและสามัคคีกันไปจนวันสุดท้าย […]

สิ้นขบวนสุดท้าย เสด็จสู่สวรรคาลัย ธ สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ร่วมพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วขบวนสุดท้าย ทรงอัญเชิญพระผอบ พระบรมราชสรีรางคารในหลวงรัชกาลที่9 บรรจุ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 60 เวลา 17.30 น.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประทับรถยนต์พระที่นั่ง ทรงอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ออกจากพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรีไปบรรจุ ณ ฐานพุทธบัลลังก์ พระพุทธอังคีรส วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร โดยมีขบวนพระบรมราชอิสริยยศริ้วที่ 6 ซึ่งพันโทหญิง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ องค์ผู้บังคับการกองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์ ทรงม้านำขบวนอย่างสมพระเกียรติ      โดยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วขบวนที่ 6 ใช้เส้นทางออกประตูวิเศษไชยศรี เลี้ยวขวาไปตามถนนหน้าพระลาน แล้วเลี้ยวขวาไปตามถนนสนามไชย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนกัลยาณไมตรี ข้ามสะพานช้างโรงสี […]

ความโทมนัส ในพระราชหฤทัยแลพระทัย ใครเล่าจะรู้หรือเข้าใจได้ทั้งหมด

ความโทมนัส ใดเล่าจะสาหัสยิ่งใหญ่เท่าทุกข์จากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ทว่าสังขารมีความเสื่อมฉันใด เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เป็นธรรมดาโลกฉันนั้น และแม้ผู้คนจะรู้ถึงสัจธรรมความจริงข้อนี้ ก็ยังยากเหลือเกินที่จะหักห้ามความเศร้าโศกไม่ให้เกิด โดยเฉพาะห้วงเวลาปีกว่าที่ผ่านมา นับจากวันที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสู่สวรรคาลัย ซึ่งหากเราสามารถแปรความเสียใจเป็นมวลสารหนึ่งก้อน น้ำหนักความเสียใจของลูกหลานไทยครั้งนี้ก็ช่างหนักอึ้งจนเกินบรรยาย คำถามคือ แล้วจะมีสักกี่คนที่รู้หรือเข้าใจถึงน้ำหนักแห่ง ความโทมนัส ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงต้องเผชิญอยู่ หลายครั้งที่เราได้ยินคำว่า… ขัตติยมานะ ทำให้เจ้านายพระองค์นั้นพระองค์นี้ต้องทรงความเข้มแข็ง ต้องไม่ทรงเผยความอ่อนแอให้ประชาชนเห็น ทว่าในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งผ่านพ้นไปแล้วทุกกระบวนการขั้นตอนอย่างสง่างาม สมพระเกียรติสูงสุด แต่ท่ามกลางเสียงร่ำไห้อาดูรของประชาชนที่อยู่ในพระราชพิธีฯพระผู้เสด็จสวรรคาลัย สิ่งที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดสดด้วยระบบ HD โดยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย รวมกับการที่โลกขับเคลื่อนด้วยสื่อโซเชียล ก็ทำให้พสกนิกรที่ชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอยู่หน้าจอทีวีหรือช่องทางออนไลน์ได้เห็นถึงแววพระเนตรทุกข์ตรม และสีพระพักตร์โศกศัลย์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์   เพราะนับจากวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ไทยต้องสูญเสีย ‘พ่อแห่งแผ่นดิน‘ วันนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ก็ต้องทรงสูญเสีย ‘ทูลกระหม่อมพ่อ ทูลกระหม่อมปู่ หรือทูลกระหม่อมตา’ เช่นกัน เทียบกับยามที่เราอ่านพบว่า ในหลวงรัชกาลทื่ ๙ เคยทรงเปล่งสัจจะวาจาไว้ว่า “ไม่ต้องจำว่าฉันคือใคร […]

ริ้วขบวนพระอิสริยยศที่ ๕ อัญเชิญพระบรมอัฐิประดิษฐานพระวิมาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

วันนี้ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๖๐ ซึ่งถือเป็นวันที่พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ในช่วงบ่ายที่ผ่านมาก็ได้มีการอัญเชิญพระบรมอัฐิประดิษฐานพระวิมาน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

หรือนี่คือเหตุผลที่พระบรมราชสรีรางคาร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ต้องแบ่งบรรจุ ๒ วัด

จากข่าวรายละเอียดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีการระบุว่า เวลา ๑๐.๓๐ น. ของวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๐ จะมีพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลและเชิญพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท สถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิพระเจ้าแผ่นดินทุกรัชกาล โดยริ้วกระบวนที่ ๕ ส่วนเวลา ๑๗.๓๐ น. เป็นพระราชพิธีเชิญพระบรมราชสรีรางคาร(เถ้ากระดูก)ไปบรรจุ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร โดยริ้วกระบวนที่ ๖ ซึ่งพันโทหญิงพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงม้านำในริ้วขบวนนี้ ทำให้มีบางคนสงสัยว่า เหตุใดพระบรมราชสรีรางคาร ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จึงต้องแบ่งไปบรรจุถึง ๒ วัด เพราะตามราชประเพณีโบราณ การถวายพระเพลิงพระบรมศพและการบรรจุพระบรมอัฐิ พระบรมราชสรีรางคารนั้น มีธรรมเนียมว่าหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว ในวันรุ่งขึ้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะเสด็จมาทรงเก็บพระบรมอัฐิลงพระโกศด้วยพระองค์เอง โดยจะทรงเก็บพระบรมอัฐิอย่างละชิ้นจนครบพระสรีระ จากนั้นอัญเชิญใส่พระโกศเพื่อไปประดิษฐานที่ “หอเก็บพระบรมอัฐิ” ซึ่งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ส่วนพระบรมอัฐิที่เหลือ จะมีทั้งที่ให้พระราชโอรส พระราชธิดา และพระประยูรญาติใกล้ชิดทรงเก็บไปบูชา และให้เจ้าหน้าที่ทำการแปรสภาพเป็นพระบรมราชสรีรางคาร […]

ถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง ความเศร้าปกคลุมใจคนไทยทั้งประเทศ

สัญญาณถวายพระเพลิงพระบรมศพ กลุ่มควันสีขาวลอยเหนือพระเมรุมาศ ประชาชนรอบโดยรอบก้มกราบส่งพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 60 เวลา  23.20 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนบริเวณโดยรอบสนามหลวงได้หันหน้าไปยังพระเมรุมาศพร้อมก้มกราบพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ภายหลังกลุ่มควันสีขาวลอยเหนือพระเมรุมาศซึ่งเป็นสัญญาณการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อย่างแท้จริง ทั้งนี้ประชาชนหลายคนร้องไห้เสียใจอย่างที่สุดนับเป็นบรรยากาศเศร้าโศกที่หลายคนคงจดจำไปชั่วชีวิต ภาพจาก : dhammatan

จารึกภาพค่ำคืนสุดท้าย ก่อนถวายพระเพลิงในหลวงรัชกาลที่๙

จารึกภาพค่ำคืนสุดท้าย ก่อนถวายพระเพลิงในหลวงรัชกาลที่๙…

ถ้าจะถามว่าค่ำคืนนี้เหมือนหรือแตกต่างจากวันที่ 13 ตุลาคม 2559 อย่างไร?… คงตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้จากค่ำคืนของวันนี้ ก็คงอารมณ์เดียวกับคนไทยทุกคน ที่กำลังเฝ้ารอวันที่คนไทยอยากให้มาถึงช้าที่สุด ในพระราชพิธีถวาพระเพลิงพระบรมศพ พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของชาวไทยมาตลอด 70 ปี “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร”

‘พระองค์ที’ ร่วมทำหน้าที่จิตอาสา ถวายงานเพื่อทูลกระหม่อมปู่ครั้งสุดท้าย

แม้จะสเด็จกลับมายังประเทศไทยได้ไม่นาน แต่ก็ทำให้คนไทยปลื้มใจอีกครั้งเมื่อได้เห็นเจ้าชายพระองค์น้อย “พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ” หรือ “พระองค์ที” ได้มาร่วมทำหน้าที่จิตอาสา บริการประชาชนที่มาร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่๙

สถิตในใจตราบนิรันดร์ นิตยสารแพรวฉบับพิเศษ “รักพ่อไม่เปลี่ยนแปร”

แพรว ๙๑๖ ฉบับพิเศษ พาคุณผู้อ่านไปร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และแสดงความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร กับทุกย่างก้าวของของพ่อ ที่อยู่ในความทรงจำของประชาชนชาวไทย ว่ากันว่าความรักนั้นเป็นพลังขับเคลื่อนให้เราได้มีชีวิตก้าวต่อไป ความรักทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น ความรักคอยเป็นกำลังใจให้เราแข็งแรงและพร้อมสู้ต่อไป แต่ความรักแบบไหนกันที่ทำเพื่อให้คนหมู่มากมีความสุข เรามีคำตอบให้คุณ กับ ๙ สิ่งที่พ่อรัก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ รักที่พ่อหลวงรัชกาลที่ ๙ มอบให้กับประชาชนชาวไทย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชานุญาตให้นิตยสาร แพรว เข้าเฝ้าฯเพื่อรับประทานสัมภาษณ์จาก พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ สำหรับเชิญลงในนิตยสาร แพรว ฉบับพิเศษนี้นับเป็นบทประทานสัมภาษณ์ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ยากจะหาอ่านได้จากที่ไหน หลายคนเก็บความสุขไว้ในภาพความทรงจำ หรือภาพถ่าย เมื่อคิดถึงอีกครั้งก็หยิบภาพเหล่านั้นขึ้นมาดูเพื่อนึกถึงความรู้สึกที่มีความสุขในช่วงเวลานั้น เช่นเดียวกับ ๙ ช่างภาพในรัชกาลที่ ๙ จากสายตาผ่านเลนส์ของช่างภาพผู้มีโอกาสถวายงานด้วยการฉายพระรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการตามเสด็จ พร้อมพระบรมฉายาลักษณ์อันเป็นที่สุดของความภาคภูมิใจ บันทึกเป็นประวัติศาสตร์ให้คนไทยกว่า ๖๐ ล้านคนได้ร่วมชื่นชมพระบารมี และระลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน นอกจากภาพพระราชกรณียกิจต่างๆ ของ พ่อหลวงรัชกาลที่ ๙ ซึ่งประชาชนชาวไทยได้เห็น จากฝีมือการถ่ายของ ๙ ช่างภาพ แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์มานาน […]

ไปรษณีย์ไทย เริ่มจำหน่าย แสตมป์พระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ เริ่ม 25 ต.ค. นี้

ไปรษณีย์ไทย เริ่มจำหน่ายแสตมป์พระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ 25 ต.ค.นี้ ทั่วประเทศ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เจ้าฟ้าหญิงผู้ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระทัย

ในช่วงวันที่ผ่านมา ภาพของราชวงศ์หญิงพระนาม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีพระพักตร์เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ อยู่ท่ามกลางอากาศร้อน แดดเผา และทรงร่วมเดินซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระบรมอิสริยยศเสมือนจริงอย่างแข็งแกร่ง น่าจะเป็นภาพที่ชาวไทยหลายคนมองแล้วเลื่อมใสและชื่นชมต่อพระองค์อยู่ไม่น้อย

5 เหตุการณ์เดือนตุลาฯ แห่งความทรงจำ ในหลวงรัชกาลที่๙ มหาราชแห่งแผ่นดิน

นับตั้งแต่เดือนตุลาคมเมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ.2559) ความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติก็ไม่เหมือนเดิม และคงเป็นเดือนแห่งความทรงจำที่ทุกคนระลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งอย่าง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ไปตลอดกาล

ตุลามหาโศก ประวัติศาสตร์ไทยต้องจารึก พสกนิกรร่ำไห้ทั้งแผ่นดินหลายคราครั้งนัก

ตุลามหาโศก คือความจริงแท้ที่พสกนิกรไทยจำต้องจารึกไว้ เพราะนี่ไม่ใช่เดือนที่ไทยสูญเสียองค์ราชันผู้เป็นที่รัก ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ไปเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น  เพราะหากนับย้อนประวัติศาสตร์ราชวงศ์ไทยที่ผ่านมา เดือนตุลาคมคล้ายเป็นเดือนถูกสาป ด้วยไทยต้องร่ำไห้อาดูรต่อการจากไปของพระมหากษัตริย์และเจ้านายฝ่ายในแห่งราชวงศ์จักรีถึงอีก ๔ พระองค์ และนี่คือรายพระนาม ๓ พระมหากษัตริย์ และ ๒ เจ้านายฝ่ายใน ที่สวรรคตแลสิ้นพระชนม์ในเดือน ตุลามหาโศก เหมือนกัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ย้อนกลับไป ณ เวลา ๑๙.๐๐ น. ของวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ หลังเสียงประกาศข่าวการเสด็จสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ ๙ หัวใจไทยทุกดวงที่เคยมีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นศูนย์รวมจิตใจก็ปริแตก แหลกสลาย รัก อาดูร สูญสิ้น คือความรู้สึกร่วมของคนไทยที่เกิดในแผ่นดินไทยทุกคนนับตั้งแต่ห้วงเวลานั้นเรื่อยยาวมาจนถึงบัดนี้ ๗๐ ปีแห่งการครองราษฎร์ ด้วยพระปณิธานแน่วแน่ที่จะขจัดทุกข์ให้กับประชาชนทุกภาคส่วน เป็นสาเหตุให้พระวรกายและพระทหัยอ่อนล้ากระทั่งทรงประชวรด้วยโรคพระปัปผาสะ(ปอด)อักเสบ จนต้องเสด็จฯเข้าประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราชเป็นหลักในช่วงปลายพระชนม์ชีพ กระทั่งวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๙ ทรงมีพระปรอทต่ำ หายพระทัยเร็ว […]

แบงค์ ๒๐ บาท แห่งความทรงจำ ปรากฏพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ในหลวง ร.๙ เมื่อครั้งทรงอยู่สวิสฯ

ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดทำธนบัตรที่ระลึกด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มีตั้งแต่ธนบัตรใบละ ๒๐ บาทไล่เรียงจนถึง ๑,๐๐๐ บาท

เผยชุดภาพพระบรมฉายาลักษณ์ทรงค่า… ครั้งหนึ่งที่สองพระองค์เสด็จฯ ภูกระดึง

ภูกระดึง แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดเลยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ณ ที่แห่งนี้ เมื่อราวๆ กว่า 70 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เคยเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 มาแล้ว และนี่คือภาพพระบรมฉายาลักษณ์ทรงค่า เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ภูกระดึง ซึ่งในหนังสือ ‘ประมวลพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๘๙-๒๕๑๐’ ได้มีการบันทึกว่า ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ภูกระดึง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2498 ก่อนที่สถานที่แห่งนี้จะได้รับการประกาศให้เป็นอุทยาทแห่งชาติ 4 ปี โดยเช้าวันนั้น เวลา 9.00 น. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ไปที่สนามหน้าโรงเรียนประจำจังหวัดขอนแก่น เพื่อประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งของกองทัพอากาศ ไปภูกระดึง จังหวัดเลย แม้ระยะเวลาบินจะเป็นเพียงสั้นๆ แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งไม่โปรดการใช้เวลาแบบสูญเปล่าจึงทรงงานเอกสารไปด้วย ระหว่างนั้นเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งได้บินผ่านท้องที่อำเภอภูเวียงและอำเภอวังสะพุง เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งบินถึงยอดภูกระดึง ณ เวลา 10.00 น. […]

เปิดผังทีวีทุกช่อง พร้อมใจถ่ายทอดสดมหรสพสมโภช ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

การแสดงมหรสพสมโภชที่จะเกิดขึ้นในพระราชพิธถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นอีกหนึ่งธรรมเนียมที่มีมาแต่โบราณที่จะเกิดขึ้นในช่วงงานออกพระเมรุพระบรมอัฐิ ซึ่งเป็นแบบแผนที่สืบทอดต่อกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

รู้จัก “สมเด็จพระจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวีแห่งอิหร่าน” ราชินีผู้พลัดถิ่น

วันนี้แพรวดอทคอมจะพาทุกคนมารู้จักกับราชวงศ์อิหร่าน ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งราชวงศ์ที่ไม่ค่อยคุ้นหูมากนัก เพราะหลังจากการปฏิวัติอิสลามล้มล้างระบอบราชาธิปไตย เมื่อปีพ.ศ. 2522 สมเด็จพระจักรพรรดิโมฮัมหมัด เรซา เสด็จสวรรคตต่างแดน ส่วนพระราชวงศ์คนอื่นๆ ได้ประทับลี้ภัยยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา และกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี และสมเด็จพระจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวีแห่งอิหร่าน เมื่อครั้นเสด็จพระราชดำเนินเยือนอิหร่าน เมื่อปีพ.ศ. 2510   บุคคลในราชวงศ์อิหร่านที่เราจะพาทุกคนมารู้จักกันในวันนี้คือ สมเด็จพระจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวีแห่งอิหร่าน เพราะพระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญและเป็นที่จับตามองของสื่อต่างชาติ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ของพระราชวงศ์ต่างประเทศ ก็ยังได้รับการถวายพระเกียรติยศเสมอ และในตอนนี้พระองค์ได้ใช้พระชนม์ชีพส่วนใหญ่อยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สมเด็จพระจักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวีแห่งอิหร่าน (นามเดิม ฟาราห์ ดีบา) เข้าพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส กับสมเด็จพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี และได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชินี จนกระทั่งสถาปนารัฐอิมพีเรียลอิหร่าน จึงได้เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิและสมเด็จพระจักรพรรดินี (ชาห์และชาห์บานู) มีพระราชโอรส 2 พระองค์ และพระราชธิดา 2 พระองค์ ซึ่งปีนี้ทรงเจริญพระชนมายุ […]

สำนักพระราชวังเชิญชวนชาวไทย ร่วมส่งภาพแห่งความทรงจำระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ ๙

ภาพของพ่อหลวงในความทรงจำของเราทุกคนอาจจะเหมือนกันในมุมที่เราต่างได้เห็นพระองค์ทรงงานหนักมาตลอด 70 ปี เชื่อว่าคนไทยทุกคนจะไม่มีวันลืมภาพของพ่อที่ทรงงานเพื่อพวกเรา และนอกจากภาพเหล่านี้ก็ยังมีภาพประวัติศาสตร์อีกมายที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลานับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตจนถึงปัจจุบัน ผู้คนมากมายได้บันทึกภาพการเดินทางมากราบถวายสักการะพระบรมศพ และการทำกิจกรรมจิตอาสาในด้านต่างๆ ที่ประชาชนมุ่งปฏิบัติเพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมถวายพระราชกุศลซึ่งความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริที่จะให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการประมวลภาพเหตุการณ์แห่งความทรงจำนับแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต ซึ่งบันทึกไว้ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นต้นมา เพื่อรวบรวมไว้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความจงรักความภักดีและความศรัทธาของเหล่าพสกนิกรที่มีต่อพระองค์  อันจะเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ โดยมีพระราชดำริให้มีการนำภาพที่จัดส่งมาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ไปจัดแสดงให้ประชาชนได้ร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยและประเทศชาติตลอดไป สำนักพระราชวังขอเชิญชวนประชาชนทุกหมู่เหล่าทั้งในประเทศและต่างประเทศทั่วทุกมุมโลก ร่วมส่งภาพแห่งความทรงจำและระลึกถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในมุมมองต่างๆ ที่ประชาชนได้บันทึกภาพไว้นับแต่วันเสด็จสวรรคต วันที่ 13 ตุลาคม 2559 โดยสามารถจัดส่งภาพเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรก  ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2560  และช่วงที่สองหลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ทั้งนี้สามารถส่งภาพได้ไม่เกินคนละ 10 ภาพ โดยระบุชื่อและนามสกุลของผู้ถ่ายภาพ วัน เวลา และสถานที่ของภาพ พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ […]

keyboard_arrow_up