เหลี่ยน โสฬัส อมาตยกุลกุล

พบรักจากคอร์สเรียน สานรักจนได้แต่งงาน วิวาห์หวาน เหลี่ยน โสฬัส อมาตยกุล-ต้นน้ำ

เหลี่ยน โสฬัส อมาตยกุลกุล
เหลี่ยน โสฬัส อมาตยกุลกุล

จัดขึ้นอย่างอบอุ่น สำหรับวิวาห์หวานของ เหลี่ยน-โสฬัส อมาตยกุล และ ต้นน้ำ วรเดช ฉันทศาสตร์โกศล ลูกนายพล นักพัฒนาธุรกิจด้านพลังงาน ซึ่งทั้งคู่ได้เปลี่ยนวิถีการแต่งงานสุดอลังการเชิญแขกเป็นพันคน เป็นแบบนิวนอลมอลที่เชิญเพียง 100 คนมาเป็นพยานรัก

พบรักจากที่เรียน สานรักจนได้แต่งงาน วิวาห์หวาน เหลี่ยน โสฬัส อมาตยกุล-ต้นน้ำ

เหลี่ยน โสฬัส อมาตยกุล

เหลี่ยน โสฬัส อมาตยกุล

สำหรับพิธีมงคลสมรสในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น ณ โรงแรม แมนดาริน โอเรียนเต็ล คุณเหลี่ยนได้ให้สัมภาษณ์กับแพรวว่า งานวันนี้ไม่มีธีมอะไรเป็นพิเศษเลยค่ะ เป็นแบบไทยๆ ค่ะ เน้นพิธีการเป็นสำคัญค่ะ คือ เราอยากทำพิธีการตาม ประเพณี ให้ถูกต้องครบถ้วน ตั้งแต่พิธีสงฆ์ ช่วงเช้า ตามด้วยแห่ขันหมาก สวมแหวน รับไหว้ และ รดน้ำสังฆ์ และ ส่งตัวคะ จะมีนายพิธีมา เป็นเจ้าพิธีทำให้ถูกต้องตามขนบธรรมเนียมค่ะ

และให้สมกับงานแต่งงานแบบพิธีไทย คุณเหลี่ยนได้ใส่ชุดไทยจากห้องเสื้อ Finale โดยเธอเผยว่า ส่วนตัวเหลี่ยนอยากใส่ชุดไทยในงานพิธีแบบไทย แล้วเลือกดูทั้งหมด ชุดไทยที่นี่เขาสวยที่สุดจริงๆ ค่ะ สรุปไม่ผิดหวังมีแต่คนชมค่ะ

เรียกได้ว่าดำเนินไปอย่างเรียบง่าย และอบอุ่น เป็นกันเองสำหรับพิธีสมรสของ คุณเหลี่ยน-โสฬัส อมาตยกุล และ วรเดช ฉันทศาสตร์โกศล เช่นเดียวกับชีวิตรักของทั้งคู่ที่แม้ไลฟ์สไตล์และแบ็คกราวนด์จะต่างกัน แต่เมื่อมาพบกันแล้ว เรื่องราวดีๆ จึงเกิดขึ้น ราวกับชะตาชีวิตลิขิตรักมาแล้ว ทั้งนี้คุณเหลี่ยน และ คุณต้นน้ำได้เปิดใจสัมภาษณ์กับนิตยสารแพรวว่า

“เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เหลี่ยนพอจะมีเวลาว่าง จึงอยากหาความรู้เพิ่มเพื่อสร้างคอนเน็คชั่นอีกทางหนึ่งด้วย แต่เคยเรียนหลักสูตรธุรกิจแล้ว จึงเลือกเรียนที่แหวกแนวออกไป คือ “หลักสูตรผู้นำยุคใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย” ของสถาบันพระปกเกล้า เพื่อจะได้พบกลุ่มคนหลากหลาย ทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ทนายความ ฯลฯ

แต่การจะเข้าเรียนได้ไม่ง่าย เพราะเป็นการเรียนที่จริงจังและยาวนานถึงแปดเดือน เรียนจบแล้วได้ประกาศนียบัตร มีคนสอบเข้ากว่าสี่ร้อยคน คัดเหลือ 120 คน แบ่งเป็นกลุ่มละ 12 คน 10 กลุ่ม ทำให้ได้พบกันตลอด ที่สุดเหลี่ยนกับต้นน้ำได้เข้าเรียนกลุ่มเดียวกัน เขาอายุน้อยกว่าเหลี่ยนสองปี”

เมื่อถามถึงคุณต้นน้ำว่าประทับใจคุณเหลียนตอนไหน เขาตอบว่า

“ในหลักสูตรต้องทำกิจกรรมร่วมกันตลอด ทำให้ได้เห็นตัวตนของแต่ละคนในกลุ่มว่าใครเป็นอย่างไร ซึ่งเพื่อนในกลุ่มทุกคนติดดินและแฮปปี้กับการทำกิจกรรมมาก เช่น เราไปทำกิจกรรมส่งเสริมวิถีชีวิตที่จังหวัดลพบุรี ระหว่างที่แดดเปรี้ยงๆ พี่เหลี่ยนถึงขั้นลงไปดำนาเอง ส่วนผมนั่งหลบแดดใต้ต้นไม้ (หัวเราะ) หัวหน้ากลุ่มเราเป็นทหารที่ลพบุรี จึงพาไปดูชีวิตในค่ายทหาร พร้อมกับจัดให้โดดหอ พี่เหลี่ยนขอโดดสองรอบ ส่วนผมเป็นลูกทหาร ใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารตั้งแต่เด็ก แต่กลัวความสูง ขอโดดเป็นคนสุดท้าย ทำใจกล้าๆ โดดไปอย่างนั้นแหละ โชว์หล่อ แต่ร้องลั่นเลย” (หัวเราะ)

คุณเหลี่ยน : “เห็นแมนๆ แบบนี้ เขาสำอางกว่าเราอีก ยังถามเขาว่าเคยทำอะไรที่แอดเวนเจอร์บ้าง เขาบอกโดดหอนี่แหละสุดแล้ว พี่หัวหน้ากลุ่มพาไปยิงปืน เขาก็ไม่ไป บอกว่ากลัวเสียงปืน กลับถึงบ้านพัก อาบน้ำอาบท่าเรียบร้อย พอกหน้าก่อนนอนอีกต่างหาก”

คุณต้นน้ำ : “พอได้มาทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น ก็รู้ว่าเขาร้องเพลงดีมาก ครั้งนั้นเขาร้องเพลง “How Do I Live” จากหนังเรื่อง “Con Air” แล้วเขามีบุคลิกภาพดี แต่งตัวดูดี จนผมรู้สึกประทับใจ แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจีบอะไร”

มั่นใจในรัก

คุณต้นน้ำ : “กระทั่งช่วงที่ผมมีปัญหาด้านธุรกิจ ไม่กล้าคุยกับใคร บังเอิญมีโอกาสได้คุยโทรศัพท์กับพี่เหลี่ยน จึงได้คุยปรึกษา แล้วต่อเนื่องถึงเรื่องชีวิตประจำวัน ประสบการณ์ความรักที่ผ่านมาของเราสองคน ปกติผมไม่ค่อยชอบคุยโทรศัพท์ แต่วันนั้นผมคุยกับเขาตั้งแต่สี่ทุ่มถึงตีห้า ถ้าเป็นคนอื่น อาจไม่อยากฟังปัญหาของผม หรืออาจไม่อยากคุยด้วยซ้ำ แต่เขากลับรับฟังและเป็นกำลังใจให้ ซึ่งหลังจากนั้น เขายังเป็นห่วงเรื่องงานของผม คอยโทรมาถามสารทุกข์สุขดิบตลอด ทำให้รู้สึกประทับใจสุด”

“หลังจากนั้น ผมถามตัวเองว่าเราคิดอะไรกับผู้หญิงคนนี้มากกว่าเพื่อนหรือเปล่า จนตอนสามทุ่มของวันที่ 11 ตุลาคม 2558 ผมกำลังสังสรรค์กับเพื่อน จู่ๆ ก็โทรหาพี่เหลี่ยน ห้าทุ่มขับรถมาเพื่อบอกรักเขาถึงบ้านวันนั้นเมาๆ ด้วยจึงกล้าบอก จากนั้นเราสองคนก็คบต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ”

รู้สึกแปลกๆ ไหม ที่คบแฟนอายุน้อยกว่า แล้วเขาเรียกเรา ‘พี่’

คุณเหลี่ยน : ชินแล้วค่ะ เพราะตั้งแต่เล็ก คุณพ่อ-คุณแม่ พี่ ป้า น้า อา ทุกคนที่บ้านชอบเรียกว่า ‘พี่เหลี่ยน’ อยู่แล้ว เพื่อให้น้องๆ เรียกตาม กลายเป็นทุกคนเรียกพี่เหลี่ยนกันจนติดปาก จนเราไม่ได้รู้สึกแปลก ที่ต้นน้ำเรียกพี่    เหลี่ยน เพราะบางครั้งเขาก็เรียกเราว่า ‘ที่รัก’ สลับกันไปค่ะ (ยิ้ม)

“การจะคบใครสักคน ถ้ามีการตอบสนองที่ดี เราถึงจะไปต่อได้ เหลี่ยนเองก็รู้สึกดีกับเขา อยู่ด้วยแล้วสบายใจ คบกันได้หนึ่งปี เหลี่ยนก็พาเขาไปเจอเพื่อนๆ กลุ่มอื่น ส่วนเพื่อนพระปกเกล้าคงพอจะเดาๆ ได้ คู่เราต่างคนต่างมีโลกส่วนตัว ชอบอิสระ ไม่เยอะ จึงคบกันสบายๆ ไม่ค่อยมีเรื่องทะเลาะ ถ้าคบแล้วต้องมาทะเลาะกัน…เหนื่อยนะ”

“ มีบ้างที่เราทะเลาะกัน เพราะใจร้อนกันทั้งสองฝ่าย แต่ไม่ได้รุนแรงอะไร ส่วนใหญ๋จะเป็นการนำเหตุผลมาเถียงกันมากกว่า เวลาคุยนี่คุยกันเสียงดังเลย จริงจังด้วย ซึ่งถ้าหาข้อสรุปไม่ได้ ก็จะนิ่งๆ กันไปก่อน พอเย็นลงแล้วค่อยมาเจอกัน จะเป็นแบบนี้มากกว่า”

คุณต้นน้ำ : “บางคนถามว่า คู่เราไม่มีเรื่องตื่นเต้นหรือทะเลาะกันเลยเหรอ คู่ของเราถือว่าการไม่มีเรื่องอะไรแบบนั้น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา (ยิ้ม) เพราะเราสองคนผ่านประสบการณ์ความรักมาเยอะแล้วเรียนรู้จากความรักครั้งก่อนมาแล้ว เช่น ผมเคยอารมณ์ร้อน แฟนเก่าก็อารมณ์ร้อน ทำให้มีปัญหารุนแรง จึงคิดว่าแฟนคนต่อไปต้องไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก ข้อดีของพี่เหลี่ยน คือ มีความเป็นผู้ใหญ่ ผมจึงมีความเกรงใจและพยายามใจเย็น”

ความต่างอย่างลงตัว

คุณต้นน้ำ : “ตอนนี้ต่างคนต่างทำงาน พี่เหลี่ยนมีธุรกิจอยู่ที่ชลบุรี เป็นรองประธานบริษัทพีพีเอเจ (1999) ส่วนผมทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ Energy & New Business บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด เพราะฉะนั้นเราจะให้สเปซซึ่งกันและกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใครอยากทำสิ่งที่ชอบก็ทำไป ผมชอบดูหนังฟังเพลง ออกกำลังกาย พี่เหลี่ยนชอบจิบชากาแฟกับเพื่อนฝูง ออกงานสังคม ต่างคนต่างเลือกทำสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่สามารถชวนไปร่วมกิจกรรมของแต่ละฝ่ายได้ ไม่มีการบังคับ

“ถ้าถามว่าอะไรที่เป็นความเหมือนและความต่างของเรา ผมคิดว่าเป็นเรื่องไลฟ์สไตล์ที่ไม่ตรงกัน ผมเป็นลูกคนโต มีน้องสาวหนึ่งคน คุณพ่อ-คุณแม่เป็นข้าราชการทหาร (พลเอกวีรัณ–พลโทหญิงสาวิณี ฉันทศาสตร์โกศล) เติบโตมาในกรมทหาร สบายๆ เหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป

“โตขึ้นทำงาน ชีวิตไปเรื่อยๆ เรียบๆ ทำงานเหนื่อย เวลาพักก็อยากอยู่บ้านกับพ่อ-แม่ เลี้ยงสุนัข หรือไม่ก็ไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อน คุยกันเรื่องงาน การทำธุรกิจ ได้ฟังประสบการณ์ของคนที่อายุมากกว่า หรือไม่ก็ดูฟุตบอล แต่พี่เหลี่ยนจะรู้สึกว่าถ้าทำงานหนัก เขาต้องได้อะไรบางอย่างในการใช้ชีวิตให้มีความสุข เช่น ได้ไปเที่ยวทะเลหรือภูเขา กินอาหารดีๆ เป็นการให้รางวัลตัวเอง ซึ่งผมก็ไปกับเขาได้นะ บางทีเขามีเพื่อนผู้หญิงจะไปล่องเรือด้วยกันที่พัทยาสามชั่วโมง เราเห็นเพื่อนๆเขาหิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ลากลงเรือกันไป เราก็งงว่าไปล่องเรือแค่ 3 ชั่วโมง ต้องเตรียมเสื้อผ้าขนาดนี้เลยเหรอ (หัวเราะ) “อีกกิจกรรมที่ผมชอบ คือ เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ ผมคือเจ้าแห่งการช้อปปิ้งนะ ซื้อกันบ้าบอเลยทีเดียว”

คุณเหลี่ยน : “ใช่ๆ” “เวลาไปต่างประเทศด้วยกัน ถ้าพนักงานขายพูดดีหน่อย เขาจะซื้อทันที อย่างทริปแรกไปเที่ยวเกาหลีด้วยกัน เราเข้าดิวตี้ฟรีเพราะดูไว้แล้วจะซื้ออะไร แต่คุณต้นน้ำนี่…แค่พนักงานพูดเชียร์นิดเดียว ซื้อเหมากลับมาเลยค่ะ ใครมีโปรโมชั่น มีเซลส์อะไรขอให้บอก ซื้อแหลก ยิ่งถ้าพนักงานขายคุยดี ต้อนรับดีนะ ซื้อหมด พอเหลี่ยนถามว่าซื้อทำไมเยอะแยะ เขาบอกว่าช่วยซื้อ พนักงานต้อนรับดี (ตามองบน 555!) เขาชอบซื้อของฝากคนนั้นคนนี้ เยอะมาก”

คุณต้นน้ำ : “ผมเป็นทาสการตลาดครับ” การชอบซื้ออะไรเผื่อ อันนี้เป็นนิสัยคุณพ่อเลย ท่านจะสอนเสมอให้ลูกรู้คุณค่าของเงิน แต่ถ้าอยากกิน หรืออยากซื้ออะไร ซื้อไปเลย เหลือดีกว่าขาด เพราะเราอาจหาโอกาสมาซื้อแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว

อีกฝ่ายจึงโวยต่อ “ไลฟ์สไตล์เขาไม่ค่อยไปไหน พอมีโอกาสไปช้อปปิ้ง จึงช้อปแหลก ตัวเหลี่ยนเองก็ชอบช้อปนะ จะซื้อก็ซื้อไป ไม่ห้าม ถ้าของสวยจริง ดีจริง แต่ถ้าไม่ถึงขนาดนั้น บางทีก็ต้องปรามๆ บ้าง” (หัวเราะ)

คุณต้นน้ำ กล่าวต่อไปว่าพวกเขามีความเหมือนกันคือ “เรารักครอบครัวเหมือนกัน”

คุณต้นน้ำ : “เคยคุยกันว่าเราจะไปกันรอดไหม เพราะมีไลฟ์สไตล์ต่างกัน ต้นน้ำยังเคยพูดว่าเขาอาจเป็นคนน่าเบื่อนะ ชีวิตเขามีความสุขกับการทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้แหละ แต่เรื่องรักครอบครัวนี่ใช่เลย เพราะเขาก็เข้าใจว่าเหลี่ยนเหลือแต่คุณแม่ คุณพ่อเสียไปแล้ว เราเห็นเขารักครอบครัว เมื่อเราเข้าไปร่วมเป็นครอบครัวเดียวกับเขา เขาก็คงรักเราเหมือนที่เขารักครอบครัวเขา

“ส่วนไลฟ์สไตล์การเที่ยว หรือทำกิจกรรมอะไร ต่างคนต่างปรับเข้าหากันได้ เขาพยายามปรับเข้าหาเรา เราก็ปรับเข้าหาเขา คนที่ต้องทำงานจันทร์ถึงศุกร์ วันเสาร์-อาทิตย์คือวันพักผ่อน เขาย่อมอยากพัก จะให้เขาไปเที่ยวลุยๆ ก็คงเหนื่อยสำหรับเขา ต่างคนต่างพร้อมรับฟังและเข้าใจกัน”

คุณต้นน้ำ สำทับว่า “ถ้าเป็นคำพระ คือ ศีลเสมอกัน ทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ แม้ไลฟ์สไตล์ไม่เหมือนกัน แต่พื้นฐานเราสองคน คือ รักครอบครัวเหมือนกัน เห็นเขาเป็นสาวออกงานสังคมนะ แต่เขาเลือกที่จะดูแลครอบครัวก่อนเสมอ ซึ่งผมก็เป็นคนแบบนั้น”

คุณเหลี่ยน : “เหลี่ยนมองว่า คนเราอยู่ด้วยกันต้องช่วยเสริมกัน ให้มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในครอบครัว มีความรักความปราถนาดีต่อกัน เข้ากันได้ พ่อแม่เราก็มีความสุข หรือแม้กระทั่งการมีแบ็คกราวนด์และการซัพพอร์ตที่มาจากทางบ้าน ก็ช่วยเสริมซึ่งกันและกันได้ เราให้คุณค่าของสิ่งต่างๆ คล้ายกัน ส่วนเรื่องอะไรที่หยุมหยิม มองข้ามๆ ไป เพราะเราทั้งคู่ต่างเคยมีประสบการณ์ความรักมาพอสมควรแล้ว ทะเลาะกันให้น้อยๆ จะได้ไม่เหนื่อย นั่นละเป็นสิ่งที่ดีที่สุด”


 

Praew Recommend

keyboard_arrow_up