พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข

10 เพลงในหัวใจ เล่าชีวิตคนดนตรี ปั๊บ โปเตโต้ – พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข

พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข
พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข

เพราะชีวิตมีความหลากหลาย เช่นเดียวกับความรู้สึก ที่ถูกปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ต่าง ๆ การบอกเล่าเรื่องราวชีวิตผ่านเพลง กับช่วงเวลาพิเศษ Goodtime Soundtrack of Live ที่คลื่นวิทยุ Goodtime 98.5 FM สร้างสรรค์ไว้ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ที่จะทำให้คุณได้รู้จักตัวตนของศิลปินมากขึ้น ซึ่งวันนี้ “ปั๊บ โปเตโต้” หรือ พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข พร้อมแล้วที่จะมาเปิดเผยตัวตน ความเป็นคนดนตรี เล่าชีวิตผ่าน 10 บทเพลงที่ถูกคัดเลือกมาแล้วว่า เพลงเหล่านี้คือชีวิตของเขา

พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข

1. เธอคือความฝัน – พราว

“เพลงแรกที่ผมเลือกมา คือเพลง “เธอคือความฝัน” ของพี่ ๆ วงพราว เพลงนี้ เป็นเพลงที่ทำให้ผมเริ่มเล่นกีต้าร์โปร่งครั้งแรก เมื่อก่อนผมเล่นดนตรีไม่เป็นเลย แต่ว่าชอบร้องเพลงนะ สมัยก่อนเวลาจะอัดเพลงแต่ละเพลงต้องใช้วิทยุ 2 เครื่องเครื่องนึงเปิดแบบ Backing Track สมัยก่อนวิธีการทำ Backing Track คือ เอาสำลีเข้าไปอุดตรงตัวเทป และใส่ไปเนี่ยเสียงร้องมันจะเบาลง เสียงดนตรีมันจะดังกว่า ส่วนอีกเครื่องนึงกดอัด สิ่งที่ได้ออกมามันจะเหมือนคาราโอเกะ จากนั้นเราก็เปิดเครื่องนึงร้อง แล้วก็เอาอีกเครื่องมาอัด เพื่อที่เราจะได้ฟังว่าเราร้องเพลงเป็นยังไง ผมทำแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ เลย ตอนนั้นน่าจะประมาณ ม.2 คือทำเก็บเอาไว้ฟังเอง จนมันเริ่มรู้สึกว่า มันไม่เวิร์คเท่าไหร่ก็เลยเริ่มหยิบกีต้าร์ครับ เพราะว่าแบบอยากเล่นแล้วก็อัดเลย และเพลงแรกที่เริ่มหัดเล่น ก็คือ เพลงเธอคือความฝัน ตอนนั้นอยู่ประมาณ ม.4 เป็นช่วงที่ย้ายโรงเรียนพอดี แล้วได้เจอเพื่อนคนนึงเค้าเล่นกีต้าร์ได้ ก็เลยบอกเค้าว่าให้สอนหน่อย เค้าก็โอเค สำหรับผมเพลงนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับความรัก เพลงนี้มันเกี่ยวกับอารมณ์ตอนนั้น คืออยากเล่นกีต้าร์จริง ๆ อยากเล่นดนตรีให้เป็น เพราะจะได้เหมือนให้ตัวเองเป็นเครื่องดนตรีไม่ต้องไปเปิดจากเทปอีกแล้ว เวลาที่ได้ยินเพลงนี้หรือพูดถึงเพลงนี้ ก็จะมีภาพบรรยากาศเพื่อนๆ สมัยเรียนตอนนั้นตลอด

2. คนดีไม่มีที่อยู่ – POTATO

สำหรับเพลงนี้ มันทำให้ผมนึกถึงสมัยก่อนครับ ยุคที่เมื่อเราอัดเพลงและจะมีช่วงโปรโมท เราก็จะเดินสายไปตามคลื่นวิทยุต่าง ๆ เวลาโปรโมทก็จะมีการวางแผนว่า ในอัลบั้มนั้นเราจะโปรโมทเพลงไหน ซึ่งสมัยนั้นจะชอบมีเพลงที่้อยู่ดี ๆ ก็มีคนรู้จักขึ้นมา โดยที่ไม่ได้ถูกหยิบมาโปรโมทด้วยซ้ำ อารมณ์แบบมีคนเคยฟังแล้วก็โทรมาขอเพลงเหล่านั้นจากคลื่นวิทยุต่างๆ ซึ่งเพลง“คนดีไม่มีที่อยู่” ก็เป็นที่รู้จักได้เพราะแบบนี้ มันก็เป็นเพลงแรกๆ ด้วยแหละที่เหมือนทำให้หลายๆคน หันมารู้จักวงโปเตโต้มากขึ้น เป็นยุคโปเตโต้อัลบั้มที่หนึ่งเลยครับ แบบ pop ใสเลย ผมจำได้เลยเพลงนี้ คือ เป็นยุคที่ยังไม่ได้คิดเพลงเอง ยังไม่ได้ทำอะไรเองครับ เหมือนเรามีหน้าที่เป็นคนถ่ายทอด คือ เค้าเรียกไปอัดเราก็ไปอัด และเพลงนี้ก็เป็นเพลงแรกด้วย ที่ผมเข้าห้องอัด ต้องบอกว่าเป็นความโชคดี ที่ผมเป็นคนไม่มีประสบการณ์เยอะ เราไม่มีภาพอะไรในหัวเลย ว่าคนฟังจะเป็นยังไง เราก็ทำเหมือนตอนที่เราทำสมัยเราเด็กๆ พอไม่มีประสบการณ์มันทำอะไร มันก็สนุกไปหมด มีแต่ความสนุก มีแต่ความตื่นเต้น ตื่นเต้นไปในทางที่ดี ไม่ได้ตื่นเต้นแบบประหม่า เป็นเพลงแรก ๆ ด้วยที่ผมได้เข้าห้องอัด เป็นเพลงที่เราร้องด้วย ต้องบอกก่อนว่า ตัวผมเป็นคนที่มาหลังสุดในวงโปเตโต้ ผม Audition เข้ามาผ่านทางแกรมมี่Screen Test เข้ามา เป็นจังหวะที่วงเค้าต้องการนักร้องที่ร้องเพลงช้า เพราะว่า พี่ปีย์ จะเป็นคนที่มีลุคสนุกสนาน เพลงก็หนักไปทางสนุก เค้าก็อยากให้มีคนที่สื่อสารเพลงช้าอีกคนนึง ผมก็สกรีนเทสต์เข้ามา เลยได้มีโอกาสเข้ามาตรงนี้ เมื่อก่อนเค้าชื่อวง Backstage Boy เราก็ไปซ้อมดนตรีกัน เค้าก็เลือก แล้วก็ได้ร้องเพลงนี้ เวลาฟังเพลงนี้อีกครั้ง ก็รู้สึกเขิน ๆ เพราะตอนนั้นที่เราร้องยังเป็นตามวัย กลับไปฟังก็มีแต่จับผิดเสียงตัวเอง แต่เพลงนี้สำหรับผม คือเพลงสำคัญสำหรับผมเลย เป็นเพลงที่ทำให้เราได้รู้จักกันครับ”

พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข

3. เจ้าหญิง – บอย โกสิยพงษ์

“สำหรับเพลงนี้ ผมว่าน่าจะอยู่ในชีวิตของคนมากมายเลยแหละ ตัวผมเองน่าจะฟังตอน ม.3 – ม.4 นะครับ สมัยเด็กๆ เราก็จะฟัง พี่เบิร์ด เป็นหลักฟังพี่ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง แล้วช่วงเวลานั้น เพลง ตระกูลของ พี่บอย โกสิยพงษ์ เพิ่งโผล่เข้ามา และเด็กเชียงใหม่ตอนนั้น เค้าชอบฟังเพลงอะไรประมาณนี้ คือฟังเพลงที่เป็นกลุ่มทางเลือก แล้วก็จะมาแชร์กัน ตัวผมเองตอนที่ฟังเพลง พี่บอย ครั้งแรก รู้สึกว่าทำนองเมโลดี้เพลงนี้ ทำไมมันเเปลก ๆ อาจจะเพราะผมไม่ค่อยได้ฟังเพลงสากล คือเชียงใหม่เวลานั้นจะเป็นต่างจังหวัดมากเลยนะ สมัยผมเด็กๆอ่ะ คือ เป็นทุ่งนา เพราะฉะนั้นเพลงสากลเนี่ยน้อยมากที่จะได้ฟัง สำหรับเพลงของพี่บอยเป็นเพลงไทย ที่ฟังแล้วดูมันมีความเป็นสากลอยู่เยอะมากครับ ในแต่ละเพลงเนี่ยมันก็ต้องใช้เวลาฟัง ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกชอบ เพลง “เจ้าหญิง” เป็นเพลงที่ พี่ป๊อด ร้อง เพลงนี้เป็นอีกเพลงนึงที่เอาไว้ใช้ฝึกร้องเพลงเลยแหละ และจังหวะที่ผมได้ฟังเพลงนี้ ก็เป็นช่วงที่ผมเริ่มมีความรัก เป็นช่วงเวลาที่ผมอยู่ ม.4 ซึ่งอยู่สหะแล้ว ก่อนหน้านั้นเรียนชายล้วนมา พอมีความรักก็จะเป็นอีกฟีลหนึ่ง ผมก็เพิ่งเข้าใจว่าเวลามีความรักชอบฟังเพลงกัน เพลงที่ทำให้ชีวิตรู้สึกสดชื่น ตอนนั้นกำลังเริ่มเล่นกีตาร์แล้ว แต่สารภาพตามตรงว่าไม่ดีดกีตาร์ให้ผู้หญิงฟัง แต่ตอนนั้นผมยังไม่ได้มีความกล้าที่จะแสดงตัวตนออกมาเท่าไหร่ พ่อแม่ผมยังไม่รู้เลย คือ รู้แค่ว่าชอบเล่นดนตรี แต่ก็ไม่ได้รู้แบบว่าผมบ้าขนาดไหน บ้าแบบทุกครั้งเวลาเค้าขึ้นไปนอน ผมก็แอบเข้าไปในรถ ไปเปิดเพลงร้องในรถ แอบร้องเพลงในรถ มีความสุขมาก ในรถเป็นที่ฝึกการร้องเพลงได้ดี เป็นช่วงแรก ๆ ที่เหมือนเปิดโลกการฟังเพลงของผม ช่วงนั้นเป็นปั๊บปี้เลิฟของผม แล้วยุคนั้นก็จะต้องอัดเพลงให้สาว ๆ ฟัง ซึ่งเพลงนี้ทำให้ผมนึกถึงความหลังช่วงเวลานั้นขึ้นมาจริง ๆ ครับ”

4. รักของเธอมีจริงหรือเปล่า – P.O.P

“สำหรับเพลงนี้ ก็เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับเพลงเจ้าหญิง คือช่วงนั้นผมฟังแต่เพลงพี่บอย โกสิยพงษ์ ตระกูลของฝั่งเบเกอรี่ เพลงนี้เป็นของ P.O.P สำหรับผม เป็นเพลงแรก ๆ เลยที่ฟังแล้วแบบโหย.. นี่มันเป็นเพลงอะไร ทำไมมันเพราะจัง แล้วพอฟัง มันก็รู้สึกมีความสะใจผสมอยู่ในนั้นด้วย เพราะว่ามันเป็นการถามคำถาม คนที่เป็นคนรักในแบบที่น่ารักดี ซึ่งไม่ค่อยมีแบบนี้ในช่วงนั้น เป็นความน่ารักที่ดูแบบมีชั้นเชิง ไม่ได้แบบ คิดถึงฉันไหม? แบบเธอรักฉันจริงหรือป่าว? ผมอธิบายเป็นฟีลลิ่งไม่ถูก อาจจะด้วยเสียงพี่นภด้วย และก็ด้วยดนตรีด้วยสไตล์ของวงด้วย มันเลยทำให้ผมรู้สึกว่า เพลงนี้เป็นเพลงรัก ที่ทุกครั้งเวลาผมคิดว่า ถ้าเราส่งเพลงนี้ให้ใคร หรือว่าบอกใครว่าเราชอบเพลงนี้ เขาก็จะยิ้ม เพราะว่าเพลงนี้มันเป็นอย่างนั้น มันน่ารัก ตัวผมเป็นพวกชอบที่ฟังเพลง และก็ชอบจินตนาการกันไปเอง คือมันเหมือนคล้าย ๆ เราดูภาพยนตร์ แล้วเราก็ฟังเพลง ฟังเนื้อเพลงแล้วมันก็จะมีบรรยากาศของการสื่อสารออกมาให้เราคิดและรู้สึกตามได้ และผมฟังตอนขี่มอเตอร์ไซค์มันก็เพลิน และเพลงนี้ยังเป็นเหมือนครู เหมือนให้เทคนิค จริงๆ ครูสอนร้องเพลง คือ พี่ๆศิลปินทุกคนนี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นใคร แขนงไหนก็ตาม ผมจะชอบหยิบเทคนิคเอามาเป็นเยี่ยงอย่าง แล้วก็จำว่าเขาออกเสียงยังไงนะ ตรงนี้เขาเอื้อนเสียงแบบไหน ทำไมเขาถึงเอื้อนเสียงแบบนี้ตรงนี้ บางอย่างก็ค้นพบว่ามันทำได้ กับบางอย่างก็ค้นพบว่า อ้าวมันเป็นธรรมชาติที่เขาจะเป็นอย่างงั้นเอง”
พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข

5. แค่คน – Silly Fools

“สำหรับ Silly Fools ต้องบอกว่าเหมือนเป็นแม่พิมพ์ เป็นวงหนึ่ง ในกลุ่มศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจส่งทอดให้กับรุ่นน้องหลายๆ คนได้พัฒนาได้แบบอย่าง อยากจะเล่นดนตรี อยากจะร้องเพลง อยากจะแต่งเพลง ผมสารภาพว่าผมเพิ่งมาฟังเพลงของพี่ๆ วง Silly Fools ตอนผมอยู่วงโปเตโต้อั้ลบั้มที่ 1 ตอนนั้นคือ พี่ปีย์ นักร้องคนเก่า แล้วก็ พี่บ๋อม มือกลองคนเก่าไปเล่นคอนเสิร์ตให้กับพี่ๆ Silly Fools ที่อินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก นั่นเป็นครั้งแรกที่ผม ได้ไปดูคอนเสิร์ตเพลงร็อก ตั้งแต่นั้นมาพอกลับมาจากคอนเสิร์ตนั้น ก็ไล่ฟังทุกอย่าง ฟังแบบคิดตามไปด้วย เขาต้องการสื่อสารยังไง เขาสื่อสารด้วยความรู้สึกแบบไหน อะไรที่เป็นแบบสิ่งที่เขาอยากจะนำเสนอ ฟังไปเรื่อยๆ ผมก็มาสะดุดที่เพลงนี้ “แค่คน” เพราะมันอาจจะตรงกับเวลาที่เรารู้สึกว่า เราทำงานอยู่ตรงนี้เรามักจะโดนคนที่เขาไม่ได้รู้จักเรา เขามองว่าเราคืออะไร สมัยนั้นยังไม่ได้มีระบบออนไลน์ที่ชัดเจนแบบนี้ แต่เราจะสัมผัสได้ว่า เราจะชอบถูกอนุมานว่า เราคือสิ่งๆนี้เราคือแบบนี้ แม้กระทั่งเวลาที่เรามีประสบการณ์ความรัก เราก็มักจะถูกความคาดหวังในตัวของชีวิตของเรา คาดหวังว่าอย่าต้องเป็นอย่างนี้นะ ต้องเป็นอย่างนี้ต้องเป็นคนดี แต่ว่าผมว่ามันบอกถึงความรู้สึกว่าจริงๆแล้ว เราก็คือคน คนธรรมดาที่มีทั้งดีทั้งเลว ก็ต้องรับมันซะ แต่ว่ามันเป็นความรู้สึกแบบ aggressive ก็เป็นแค่คนๆหนึ่ง บางวันเราก็อาจจะเหมือนแบบเป็นเทวดา บางวันก็อาจจะเป็นแบบซาตานอะไรอย่างนี้แต่มันคือ คน มันเป็นฟีลลิ่งแบบ คล้อยตามในเชิงของข้อความ ที่เขาจะพยายามจะสื่อบอก เหมือนฟังแล้วเราก็รู้สึกว่า เออใช่ ตระหนักด้วยว่า จริงๆแล้วมันก็ต้องมันก็เป็นแบบนี้แหละ และตัวเราเองด้วยซ้ำ ที่เวลาเราจะไปเจอคนอื่น เราก็จะได้เห็นว่า เขาก็คือคนเหมือนกัน เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปมองเขาแค่นั้นอ่ะ ไม่มีสิทธิคิดว่าเขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ มันฟังแล้วมันก็มีความเป็นแบบนั้นอยู่ในใจนะ”

6. ชีวิต (life) – Moderndog

“ชีวิต” เป็นเพลงที่ทุกวันนี้ผมก็ยังฟังอยู่ ต้องบอกว่า Soundtrack of Life ครึ่งหลังที่ผมเลือกมา ทุกวันนี้ก็ยังฟังอยู่ มีอยู่ในโทรศัพท์ มีอยู่ในรถ ผมต้องบอกก่อนว่า จริง ๆ ชอบทุกเพลงของพี่ ๆ โมเดิร์นด็อก อยู่แล้ว แต่สำหรับเพลงนี้ เรารู้สึกเป็นพิเศษ ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกันครับ เป็นเพราะว่าเนื้อหาที่ค่อนข้างเปิดกว้างกับสิ่งที่เขาเล่ามา รู้สึกว่าการค้นหาคำตอบในชีวิตมันเป็นอะไรที่มันไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นเพลงที่อยู่ได้ทุกวัย วัยเรียนก็ฟังเพลงนี้ได้ วัยรักก็ฟังได้ วัยทำงานก็ฟังได้ มันเป็นเพลงที่เปิดกว้างมากและก็ทุกครั้งที่เวลาเหนื่อยพอเวลาฟังและเราก็ต้องดูกันต่อไป ต้องเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ ชีวิตมันก็ไม่ได้ง่าย แต่มันก็ไม่ได้ยากจนเกินไป ใครชอบฟังเนื้อเพลงแบบผม ก็คือหลับตาฟัง แล้วจะแบบ “อื้ม” โอเคอ่ะ มันจะทำให้เราเห็นภาพอะไรบางอย่างในตัวเองด้วย ตอนเด็กๆ ฟังแล้วไม่อินเลย ไม่เข้าใจแต่ก็ฟังสนุกปาก ฟังสนุกหู ฟังสนุก แต่พอเวลาผ่านมา ฟังอีกที ความหมายของเพลงที่เคยฟังตอนเด็กๆ กับฟังในวันนี้มันต่างกัน จะเข้าใจความรู้สึกของเพลงอีกแบบ”

พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข

7. ฝัน – Slot Machine

“Slot Machine เป็นวงที่ผมชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ไม่ได้มีเหตุผลเยอะ แต่ถ้าถามถึงเหตุผลก็ต้องมาค้น ตอนแรกชอบฟังเพลงเขาเฉยๆ เพลงสนุกดี เป็นวงดนตรีที่เล่นสดดี เฟิร์สก็ร้องเพลงเก่งมาก แต่ว่าเนื้อเพลงในอัลบั้มที่ผมมาฟังแทบทุกเพลง คือ ในอัลบั้ม Grey ของ Slot Machine แล้วเพลงที่สะดุดใจผมที่สุดก็คือ “เพลงฝัน” เป็นเพลงที่ผมบอกเลยว่า ผมฟังแล้ว ผมร้องไห้นะ เหมือนมีคนมาบอกว่า ถ้าเรามัวแต่ฝัน ฝันอย่างเดียว แต่ว่าไม่ได้ลงมือทำมันก็ไม่มีความหมายอะไร แล้วที่ลึกไปกว่านั้นผมคุยกับ พี่เฟิร์ส (นักร้องนำ) มาว่า ผมตีความเพลงถูกรึเปล่า? ผมตีความเพลงไว้ประมาณว่า ถ้าเกิดสมมุติเรามัวแต่ฝัน แล้วมันก็จะมีแต่ความเพ้อฝันแบบไม่มีวันสิ้นสุด แล้วก็สุดท้ายแล้ว เราก็จะต้องมาเสียใจ เพราะเราก็จะอยู่แต่ในโลกแบบนั้น ถ้าเราไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง แล้วถ้าเกิดสิ่งที่สำคัญก็คือว่า เป็นการตีความฝันในแบบที่คนเวลาบอกว่าเราต้องมีความฝัน มันจะนึกถึงว่า การประสบความสำเร็จ การได้ถ้วยรางวัล การได้ที่ 1 หรือมีความฝันว่าจะต้องไปทำอะไรสักอย่าง แต่ฝันในนี้ หมายถึงว่า ถ้าเกิดมัวแต่ฝันก็จะมีแต่ความทุกข์ เพราะไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง เฟิร์สเขาก็บอกว่า ใช่แล้วครับพี่ ซึ่งในเนื้อเพลง เขาก็แทรก Message ไว้แหละว่า สุดท้ายแล้วก็คือ “หากเธอไตร่ตรองทุกอย่าง ชีวิตก็คงสว่างและพบหนทางที่เธอตั้งใจ แต่อาจเป็นเพียงฝันไป ถ้าไม่ซึ้ง ซึ่งความหมาย ถ้าสุดท้ายไม่มีคำว่าพอ” มันก็เลยเหมือนเป็นการตีความเพลงฝันที่ฟังแล้วรู้สึกว่า มันดีจังเลย ให้เห็นอีกมุมนึงบ้าง”

8. เธอคือเรื่องจริง (ใคร) – POTATO

“เพลงนี้เป็นเพลงที่ 7 ใน อัลบั้มชุดที่เจ็ด ของวง POTATO ชื่อเพลงว่า “เธอคือเรื่องจริง” แล้วก็วงเล็บ (ใคร) สำหรับผมถ้าให้จัดอันดับว่าชอบเพลงไหนที่สุด จะชอบเพลงนี้เป็นอันดับที่ 1 ในอัลบั้ม เป็นเพลงที่ถูกทำไว้ร้องเก็บไว้เมื่อ ประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว จริงๆ อยากร้องใหม่ แต่ พี่หั่งที่เป็นโปรดิวเซอร์และมือกีต้าร์ ได้บอกว่า ร้องยังไงก็ดูประดิษฐ์ แต่แบบนี้เขาเรียกว่ามันสดกว่า ความหมายของเพลงก็คือ ตอนที่เราทำเพลง ผมจะชอบไกด์เป็นทำนองลงไปด้วย แล้วการไกด์ทำนองจะไกด์เป็นทำนองภาษาไทย คือจะเป็นคำไทย ตอนนั้นมันมีคำว่า “ความสวยงามบนความโหดร้าย” โผล่ขึ้นมา แล้วถูกเอาไปขยายความทั้งหมดว่า ทุกวันนี้ต่อให้เราแก้ปัญหาอะไรสำเร็จแล้ว เราก็ต้องเจอปัญหาต่อไป ปัญหาใหม่ๆ มันจะเกิดขึ้นเสมอ เราก็พยายามมองให้เห็นจุดขาวในกระดาษสีดำดีกว่า มันก็เหมือนเราเดินอยู่บนกองขยะกองหนึ่งที่มันจะดูเครียด ดูอึดอัดหน่อย ขยะที่ว่า หมายถึง ความรู้สึกขยะในใจเรา แล้วอยู่ดี ๆ เราก็ไปเห็นดอกไม้ดอกนึงที่มันบานขึ้นมาท่ามกลางขยะกองนั้น แล้วเราก็มองว่า ดอกไม้ดอกนี้ แหละจะเป็นสิ่งที่นำพาเราไปสู่หนทางต่อไป เหมือนเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว “เหมือนเธอคือเรื่องจริง” หมายถึงว่า เราอาจจะมีความฝันเยอะมากมาย มีเรื่องที่เราอยากจะไป มีเป้าหมายที่อยากจะทำ แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นอยู่จริงๆ ที่อยู่ข้างหน้า ก็คือ เธอ แล้วเธอคนนี้ก็คือ คนฟังเพลง ก็คือ แฟนเพลง ที่เหมือนเป็นคนคอยสะกิดเรา Underline ของเพลงนี้มาจากเรื่องพวกนี้ ตอนที่เราไกด์เพลงนี้ เราขึ้นต้นว่า ใครที่จะเข้าใจบางสิ่งกับหัวใจที่ฉันมีเคยถูกทำร้าย…. แค่นั้นเอง เราก็เลยเอาเพลงนี้เลยละกัน แต่พอร้องเพลงเสร็จ มัน งง อ่ะ ใครสักคนที่เกิดมาเพื่อผูกพัน ใครมันงง ก็คุยกันเอาอย่างนี้ดีกว่า เอาชื่อเพลง เธอคือเรื่องจริงดีกว่า เข้าใจง่ายกว่า แล้วก็ค่อยวงเล็บว่าใคร

(ความรู้สึกที่ถูกอัดไปเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ตอนนี้ได้ออกมาสู่ทุกคนแล้ว) รู้สึกยังไงดีน้า ผมพยายามจะอธิบาย ยังไงก็อธิบายไม่ถูก คือมันก็เป็นความดีใจ มีความปีติ มีความอิ่มเอม คือเป็นเพลงที่ทุกครั้งเวลาผมฟัง เวลาเหนื่อย เป็นเพลงที่ยังใช้ฟัง เป็นเพลงตัวเองที่ฟังแล้วไม่เขิน เอางี้ละกัน สำหรับใครที่แบบรู้สึกว่า กำลังแย่ หรือว่ากำลังเหนื่อยกับ ชีวิตบ้าง การทำงาน ความรักบ้าง ผมว่าลองหาข้อดีในข้อเสียให้เจอ ยังไงในเลวมันต้องมีดีสักเรื่องนึง”

พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข

9. ไปเถอะ (Just Go.) – The Parkinson

“เป็นเพลงของพี่ ๆ The Parkinson ชื่อเพลงว่า “ไปเถอะ” เพราะผมคิดว่า Soundtrack of Life อย่างที่บอกก็คงไม่ได้หมายถึงที่ผ่านมาอย่างเดียว ก็หมายถึงที่มันเป็นปัจจุบันด้วย เพราะว่าปัจจุบัน ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมเอาเพลง “ไปเถอะ” เป็นเพลงที่ผมฟังครั้งแรกก็เป็นแฟนวง The Parkinson เหมือนกัน ฟังมาตั้งแต่แรกๆเหมือนกัน เป็นวงที่เล่นก็ดี ร้องก็เพราะ เพลงก็เรียบเรียงดี ฟังวนไปวนมาก็ไม่เบื่อ โดยเฉพาะเพลงนี้สะดุดหูเลย ไม่รู้ทำไม แล้วก็กลายเป็นเพลงที่ผมใช้วอร์มเสียงทุกวันก่อนที่จะเล่นคอนเสิร์ต ก็เปิดเพลงพี่ๆเขาฟัง แต่ไม่ได้เกี่ยวกับความหมาย เพราะว่ามันจะดูแบบอีกฟีลนึง เป็นสิ่งที่ชื่นชอบเป็นการส่วนตัว แต่ไม่ค่อยได้เอามาใช้

เพลงนี้ผมว่า ไม่ต้องฟังแบบเอาความเยอะ แต่ฟังเอาความรู้สึกอย่างเดียว มันเพราะ ไม่ต้องหาเหตุผลเลย ฟังกีต้าร์ก็ได้ เบื่อฟังร้อง อยากฟังกลองก็ได้ ฟังเบสก็ได้ คือทุก instrument เขาคือแบบว้าวอ่ะครับ ชอบมาก ชอบเหลือเกิน”

10. อรุณ – POTATO

“คือเพลงนี้บอกเลยว่า กลายเป็นเพลงที่เอาไว้ปลุกใจตัวเอง เวลารู้สึกไม่มีแรง เวลาเหนื่อย เพลงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากตอนที่มีโอกาสได้ไปเล่นที่เรือนจำที่นครสวรรค์ พอไปเล่นให้กำลังใจให้เขาฟัง เหมือนแบบพี่คนนี้มาเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ ระหว่างที่พูดคำนี้ อยู่ดีๆก็รู้สึกแล้วก็พูดสวนกลับออกไปทันทีว่า ถ้าเกิดต่อไปถึงผมจะมาให้กำลังใจพี่ๆแค่ไหน แต่พี่ไม่ได้ให้กำลังใจตัวเองมันก็ไม่มีความหมาย ก็คือรู้สึกว่า สุดท้ายแล้วกำลังใจที่สำคัญในวันที่เราอ่อนแอ มันอาจจะต้องเป็นกำลังใจที่มาจากตัวเราเอง มันถึงจะทำให้เราลุกขึ้นเริ่มใหม่ ลุกขึ้นทำอะไรใหม่ๆ ลุกขึ้นมาอะไรสักอย่าง มันก็ต้องมาจากเรานี่แหละที่จะเข้มแข็งที่สุด ผมสังเกตว่า ถึงเราจะมีเพื่อนที่บอกกับเราว่าสู้ๆนะ เราก็รู้สึกดีนะ แต่สุดท้ายเราก็รู้สึกว่า เราฮึดขึ้นมา ทุกครั้งที่เราฮึดเอาจริงๆ มันก็มาจากข้างในของเราเอง มันก็เลยเป็นเหตุผลที่เลือกเพลงนี้ เพราะว่าเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่ทำเพลงแรกของอัลบั้มชุดที่เจ็ดด้วย ตอนที่เข้าห้องซ้อมกัน แจมเพลงกันครั้งแรก ดนตรีเกิดขึ้น คือ เพลงนี้ “อรุณ” เหมือนเป็นการเริ่มต้นใหม่ พระอาทิตย์ขึ้นใหม่

เพลงนี้อัดร้องใหม่ เป็นเพลงที่ดนตรีอัดกันไว้พร้อมกันประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ทำ โครงดนตรีกันไว้ แต่ว่ามันเป็นดนตรีที่ยาวมาก ค่อยมาตัดให้อยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่ Content ของเนื้อเพลง มันมาจากช่วงเวลาที่ตอนที่เรารู้สึกว่า เราจะต้องรวมอัลบั้ม โอเคเราจะได้ออกอัลบั้มแล้ว งั้นเราก็ไปเอาสิ่งที่เราอยากให้อยู่ในอัลบั้มนี้ เอามาจัดการให้มันเรียบร้อย เพลงนี้เป็นหนึ่งเพลงที่ทุกวันนี้ก็ยังเปิดฟัง การหามุมมองบางอย่างให้เจอมันก็ทำให้อะไรหลายๆอย่างในชีวิตเรามันคลี่คลายขึ้น เพราะเดี๋ยวมันก็ต้องไปเจอกับสเต็ปต่อๆไป”

พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข

เต็มอิ่มกับตัวตนของศิลปินที่คุณชื่นชอบ ได้ในช่วงเวลาพิเศษ Goodtime Soundtrack of Live ครั้งต่อไปพบกับ ศิลปินหญิงมากความสามารถ “ดา เอ็นโดรฟิน” พร้อมรับชมภาพการบอกเล่าแบบสด ๆ ที่ www.goodtimeradio.fm , ทางแอปพลิเคชัน Goodtime 98.5 FM และ Facebook Live : Goodtime Radio


 

Praew Recommend

keyboard_arrow_up