เปิดใจคู่กันครั้งแรก “มาดามแป้ง-อธิบดีเอ” ความรักดั่งบุพเพสันนิวาสครั้งสุดท้าย

มาดามแป้ง
มาดามแป้ง

เพราะ “ความรัก” มีเรื่องราวที่ทำให้หัวใจพองโตได้เสมอ เหมือนเช่นความรักของ “มาดามแป้ง-นวลพรรณ ล่ำซำ” กับ “พ.ต.อ. ดร.ณรัชต์ เศวตนันทน์” ที่ให้เกียรติสัมภาษณ์คู่ด้วยกันเป็นครั้งแรกที่ แพรว พร้อมเล่าถึงจุดเริ่มต้นของความรักที่คุณแป้งเชื่อว่าเป็นบุพเพสันนิวาส รวมถึงอีกหลายเหตุการณ์พิเศษที่ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจร่วมทุกข์ร่วมสุข เป็นเรื่องที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหน และทำให้คุณได้รู้จักนวลพรรณ ล่ำซำ ในองศาอื่น นอกจากความเป็นเซเลบริตี้หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แต่เป็นผู้หญิงธรรมดาที่น่ารักมากจริงๆ

มาดามแป้ง

แพรว เคยคุยกับคุณแป้งหลายครั้ง แต่เพิ่งได้โอกาสคุยกับคุณเอเป็นครั้งแรก เล่าถึงเรื่องราวในชีวิตก่อนเจอคุณแป้งหน่อยครับ

“ผมเกิดและเติบโตในครอบครัวข้าราชการ คุณปู่กับคุณพ่อเป็นตำรวจ คุณแม่เป็นครู สมัยเรียนมัธยมปลายผมเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหาร ต่อด้วยโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จึงได้สวมเครื่องแบบตั้งแต่อายุ 17-18 ปี ได้ฝึกการมีวินัย ความรับผิดชอบ การตรงต่อเวลา รวมถึงภาวะผู้นำ ซึ่งผมได้รับเลือกจากครูบาอาจารย์และเพื่อนๆ ให้เป็นหัวหน้านักเรียนของทั้งสองสถาบัน มีหน้าที่เป็นผู้แทนเพื่อนๆ และปกครองบังคับบัญชาน้องๆ ถือเป็นเกียรติและความภูมิใจมาก

“พอเรียนจบ ผมทำงานที่สถานีตำรวจนครบาลลุมพินีได้ 2 ปี ก็ไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเรียนจบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเคนทักกีสเตท และปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตทในสาขาอาชญาวิทยา จากนั้นกลับมารับราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำแหน่งสุดท้ายคือ ผู้กำกับการ ฝ่ายองค์การตำรวจสากลกองการต่างประเทศ ยศพันตำรวจเอก

“ปี 2546 ผมได้รับการโอนย้ายไปอยู่กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้บัญชาการสำนักงานกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ก่อนจะเติบโตเป็นรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI แล้วได้เลื่อนเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ถึงวันนี้เป็นอธิบดี 3 กรมแล้ว เริ่มจากอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมคุมประพฤติ และปัจจุบันเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งอีก 2 ปีจะครบกำหนดเกษียณอายุราชการแล้วครับ” (ยิ้ม)

แล้ว “อธิบดีเอ” โคจรมาเจอ “มาดามแป้ง” ได้ อย่างไรครับ

คุณแป้งยิ้มก่อนเล่าถึงจุดเริ่มต้น “เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนหลักสูตร วตท. รุ่น 8 ที่สถาบันวิทยาการตลาดทุน เมื่อปี 2552 ค่ะ ก่อนหน้านั้นไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่แป้งจำได้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นรองอธิบดี DSI” (ตำแหน่งคุณเอขณะนั้น)

คุณเอพูดบ้าง “ส่วนผมก็รู้ว่าน้องแป้งเป็นเซเลบริตี้ที่สวย มีชื่อเสียงในแวดวงสังคม ความจริงแอบเห็นเขาในงานหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นใกล้เปิดเรียน วตท. พอดี ผมได้แต่มองและชื่นชมว่าน้องคนนี้น่ารัก แต่ไม่ได้คิดว่าจะมีโอกาสใกล้ชิด จนได้เจอในห้องเรียน ซึ่งบังเอิญอีกว่าในคลาสนั้นมีอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ เป็นเพื่อนร่วมชั้น ซึ่งท่านเป็นรุ่นพี่ของเราที่โรงเรียนสาธิตปทุมวันด้วย จึงได้เรื่องนี้เป็นจุดเชื่อมในการพูดคุย เหมือนมีความผูกพันของพี่น้องร่วมสถาบันขึ้นอีกระดับหนึ่ง”

แล้วคุณเอจีบคุณแป้งอย่างไรครับ

“อาศัยเทคโนโลยี 1G ครับ” คุณเอยิ้ม “เราส่งข้อความคุยกันผ่านโทรศัพท์มือถือ ตอนนั้นหน้าจอยังเป็นขาวดำอยู่เลย สติ๊กเกอร์มีแค่สัญลักษณ์ยิ้มธรรมดา แต่เราส่งข้อความหากันแทบจะตลอดเวลา ตั้งแต่ Good Morning จนถึง Good Night”

คุณแป้งเล่าต่อ “เราเป็นมนุษย์โลว์เทคโนโลยีทั้งคู่ ที่แปลกคือแป้งกับพี่เอมักจะส่งข้อความถึงกันในเวลาเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย เรียกว่าข้อความชนกันกลางอากาศบ่อยๆ สมมติแป้งพิมพ์ถามไปว่า ‘Tham arai yu ka?’ หลังจากกดส่งไปปุ๊บ จะมีข้อความจากพี่เอมาถึงพร้อมกันว่า ‘Meeting อยู่จ้ะ…How are you?’ เป็นแบบนี้บ่อยมาก”

คุณเอ “พอผมได้คุยกับน้องแป้งก็ไม่คิดว่าเขาจะติดดินแบบ Down to Earth ขนาดนั้น ทั้งที่ภาพภายนอกมีความหรูหรา แต่จริงๆ ติดดิน จริงใจ และลุยมาก อย่างเรื่องกินก็ไม่ได้กินแต่ของแพงๆ อาหารโปรดของแป้งคือก๋วยเตี๋ยวกับอาหารอีสานด้วยซ้ำ แต่ผมสารภาพตรงๆ ว่าความที่น้องแป้งอยู่รายล้อมด้วยลักชัวรี่แบรนด์ ด้วยชื่อเสียงของตระกูลล่ำซำ ตอนแรกผมรู้สึกเกร็งมาก ก็ได้การส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือที่ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น”

มาดามแป้ง

ผู้ชายคนนี้ทำลายกำแพงในหัวใจคุณแป้งได้อย่างไรครับ

“เมื่อพูดถึงความรัก แม้เกิดมาเป็นนวลพรรณ ล่ำซำ แต่ชีวิตไม่ได้โรย ด้วยกลีบกุหลาบเลย แป้งผ่านเรื่องราวทั้งสุขและทุกข์มาเยอะ ทั้งเรื่องสุขภาพ หน้าที่การงาน เคยผ่านการแต่งงาน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลถือเป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต บางคนอาจคิดว่าแป้งคงเข็ดขยาดกับความรักแล้ว แต่แป้งไม่เคยคิดแบบนั้นเลยค่ะ ความรักยังเป็นสิ่งสวยงามเสมอ แป้งไม่เคยปิดกั้นตัวเอง แต่ก็ไม่ถึงขนาดเปิดรับใครเข้ามาในใจได้ง่ายๆ เหมือนกัน เพราะอายุตัวเองก็ไม่ใช่น้อยๆ แต่เพราะพี่เอเป็นสุภาพบุรุษ มีความเข้าใจในตัวแป้ง และทุ่มเทให้ความรักจริงๆ ทำให้ความสัมพันธ์ของเราพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

“พูดถึงคู่ชีวิต แน่นอนว่าด้วยความเป็นปุถุชนธรรมดา ไม่ว่าใครก็คงอยากได้คนที่มีพร้อมทุกอย่าง ทั้งหน้าตา ชื่อเสียง เกียรติยศ หน้าที่การงาน เงินทอง สำหรับแป้งคนที่เข้ามาในชีวิตก็มีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน แต่ที่สุดแล้วแป้งคิดว่าพี่เอเป็นคู่ชีวิตที่เหมาะสมที่สุด ถ้าพูดแบบเปิดใจก็คงบอกว่า แป้งไม่ได้คาดหวังให้พี่เอซื้อเพชรสีชมพูในราคา 50 ล้านบาทให้ แต่สิ่งที่ทำให้แป้งมีความสุขมากคือ พี่เอเข้ามาเติมเต็มส่วนสำคัญที่แป้งต้องการ นั่นคือความสุข ด้วยนิสัยและการดูแลเอาใจใส่”

แล้วความรักก็เดินทางมาถึงงานแต่งงาน

“ใช่ค่ะ ถ้าพูดจากใจจริง แป้งไม่คิดที่จะแต่งงานใหม่ แต่หลังจากศึกษาดูใจพี่เออยู่หลายปี ทำให้มั่นใจว่าเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้ แป้งแพ้ในความจริงใจและเป็นคนดี ถึงวันนี้แป้งยังจำประโยคที่พี่เอพูดได้ว่า ถ้ามั่นใจในตัวเขา ก็แต่งงานกัน เราจะได้ใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกัน

“ความจริง…มีเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยบอกใคร ตอนแรกเราได้ฤกษ์แต่งงานในเดือนมีนาคม 2557 แต่ช่วงปลายปี 2556 พี่เอมีอาการตาพร่า บางครั้งมองเห็น เป็นภาพซ้อน เขาจึงไปตรวจ MRI ระหว่างรอผลเราเดินทางไปสิงคโปร์ด้วยกัน ซึ่งพอไปถึงไม่นาน คุณหมอก็โทร.มาบอกแป้งว่า ข่าวร้ายหน่อยนะ คุณเอมีถุงน้ำในสมองขนาดเท่ากับลูกมะนาวย่อมๆ เราตกใจกันมาก สักพักคุณแม่ของแป้งก็โทร.มาบอกว่าให้รีบกลับเมืองไทย ถ้าต้องผ่าสมอง ท่านเตรียมคุณหมอไว้ให้แล้ว ตอนนั้นรู้สึกช็อกมาก สรุปว่าวันนั้นเราไม่ได้นอนค้างที่สิงคโปร์ เพราะต้องเดินทางกลับมาพบคุณหมอทันที”

คุณเอเล่าต่อ “คุณหมอบอกว่าวิธีรักษามีอยู่ 3 ทาง หนึ่ง ถ้ากินยาแล้วถุงน้ำไม่ใหญ่ขึ้นก็เก็บไว้เฉยๆ ได้ และคอยมอนิเตอร์อยู่สม่ำเสมอ แต่ถ้าถุงน้ำมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีอาการปวดหัว ก็ไปสู่ขั้นตอนที่สอง นั่นคือการสอดท่อเข้าไปดูดน้ำออก ซึ่งน้ำก็อาจเข้าไปใหม่ หรือทางที่สามคือ การผ่าตัดสมอง เพื่อนำก้อนนี้ออกมา…ในวันนั้นเราตัดสินใจว่าจะเลือกการกินยาก่อน ซึ่งถ้าพูดตรงๆ ก็เสี่ยงทุกทาง”

คุณแป้ง “หลังจากเกิดเรื่อง ญาติของแป้งถามด้วยความเป็นห่วงว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ แป้งต้องตัดสินใจให้ดีว่าจะแต่งงานไหม เนื่องจากพี่เออายุเยอะพอสมควร ผลจากการรักษาอาจทำให้เขาเกิดเรื่องไม่ดีหรืออายุสั้นได้ แต่แป้งคิดว่าในเมื่อเรารักกันก็จะไม่ทิ้งเขาแบบนี้ พูดง่ายๆ ว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะแต่งงานกับพี่เอ แป้งจึงเลื่อนงานให้เร็วขึ้น จากเดือนมีนาคมเป็นวันที่ 19 มกราคม 2557 เพื่อที่พี่เอจะได้ย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน จะได้มีคนช่วยดูแล นี่คือเหตุการณ์ที่แป้งไม่เคยลืม เพราะเป็นวันที่เราตัดสินใจที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกันจนแก่เฒ่าจริงๆ”

คุณเอยิ้มให้คุณแป้ง “ผมไม่เคยลืมเรื่องนี้เหมือนกัน เมื่อย้อนกลับไปก็ต้องขอบคุณน้องแป้งที่ตัดสินใจแบบนั้น เพราะถึงจะไม่ต้องผ่าตัดก็ไม่มีใครการันตีได้ว่าผมจะอยู่กับเขากี่ปี หรือถ้าต้องผ่าตัดแล้วจะมีสภาพอย่างไร แต่ด้วยน้ำใจของน้องแป้งและครอบครัวที่ตัดสินใจเลื่อนงานแต่งมาเร็วขึ้น เพราะตอนนั้นผมอยู่คอนโดคนเดียว คุณแม่ของแป้งจึงเป็นห่วงว่าถ้าผมหน้ามืดแล้วหกล้มไป จะทำอย่างไร ใครจะดูแล

“สำหรับงานแต่งงาน คุณแม่ของแป้งให้คำแนะนำว่าไม่ต้องจัดงานให้ใหญ่นัก เพราะต่างฝ่ายต่างรู้จักคนเยอะ ถ้าต้องเชิญแขกจำนวนกว่า 1,000 คน จะเตรียมงานลำบาก ให้ทำบุญเลี้ยงพระแล้วกัน เพราะฉะนั้นเราจึงเปลี่ยนวันแต่งงานจากเดือนมีนาคมเป็นวันที่ 19 มกราคม 2557 จากนั้นผมก็เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของบ้าน ได้รับความรักและความเมตตาจากคุณพ่อคุณแม่ รวมทั้งได้รับความช่วยเหลือจากแม่บ้านและคนงานหลายคนที่ช่วยดูแลในทุกๆ เรื่อง”

มาดามแป้ง

คุณแป้งเคยเล่าว่าเวลาทำงานด้วยกัน คุณแป้งเป็นฝ่ายบู๊ ส่วนคุณเอเป็นฝ่ายบุ๋น

“ใช่ค่ะ เรามีทั้งเรื่องที่เหมือนและต่างกันหลายอย่าง สิ่งที่ต่างกันอย่างชัดเจนคือ แป้งมีนิสัยชอบความเสี่ยง ชอบความท้าทาย นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ สนุกกับการทำทีมฟุตบอล ซึ่งนี่คือนิสัยที่ตรงข้ามกับพี่เอ ถึงฝ่ายนั้นจะชอบฟุตบอล แต่มีบุคลิกที่มั่นคงและนิ่งมากกว่า แต่ความต่างนี้ได้กลายเป็นส่วนผสมที่พอดีสำหรับคู่เรา ถ้าเปรียบเทียบเป็นกองทัพ แป้งเป็นเหมือนแม่ทัพฝ่ายบู๊ ส่วนพี่เอเป็นแม่ทัพฝ่ายบุ๋น ถ้าวันไหนฝ่ายบู๊หุนหันพลันแล่นมากเกินไป พี่เอจะช่วยดึง ให้มาอยู่ตรงกลาง”

คุณเอเล่าเสริม “เนื้องานเราไม่เหมือนกันด้วย ผมเป็นข้าราชการก็ต้อง Slow But Sure ส่วนแป้งเป็นผู้นำองค์กรภาคธุรกิจ บางครั้งต้องตัดสินใจเร็ว ฉะนั้นเมื่อมาใช้ชีวิตคู่ก็เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ผมเองได้เปิดโลกทัศน์ออกจากกรอบเดิมๆ สำหรับแป้งก็อย่างที่เขาบอกว่าได้เรียนรู้อีกแนวคิดจากผม ซึ่งผมคิดว่าเป็นความสมดุลที่พอดี”

นอกจากเรื่องงาน สองคนนี้ดูแลกันและกันอย่างไรบ้างครับ

คุณเอตอบก่อน “เราพยายามกินข้าวด้วยกันให้บ่อยที่สุด อย่างมื้อเย็นกินด้วยกันเกือบทุกวัน ถ้าเป็นสมัยจีบกันใหม่ๆ จะมีร้านประจำ แต่พอมาอยู่ด้วยกันก็เปลี่ยนมากินที่บ้าน เพราะคุณพ่อคุณแม่ของน้องแป้งอายุมากแล้ว คุณพ่ออายุ 85 ปี ส่วนคุณแม่ 77 ปี เพราะฉะนั้นการได้กินข้าวร่วมกับบุพการีก็เป็นเรื่องที่ดี บางทีเราจะดูทีวีบนโต๊ะอาหารครั้งละ 1-2 ชั่วโมง จนน้องแป้งหรือผมหลับคาโต๊ะไปเลย แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นมาก”

คุณแป้ง “ต้องขอบคุณพี่เอที่ช่วยเป็นอีกหลักหนึ่งให้ครอบครัวแป้ง แต่ช่วงหลังเรากินข้าวเย็นกันดึกมาก ปีนี้แป้งตั้งใจว่าจะหันกลับมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ต้องยอมรับว่าเราแก่กันแล้ว”

คุณเอ “ผมเป็นห่วงน้องแป้งเรื่องนี้มาก เมื่อก่อนเขายังออกกำลังกายด้วยการเดินบนลู่วิ่งบ้าง แต่ช่วงหลังงานเยอะจนไม่ได้ออกกำลังกาย แล้วน้องแป้งมีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ ต้องทานยานอนหลับช่วยมาเกือบ 20 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นเขาจะตื่นสายหน่อย ส่วนผมอาจเพราะโดนฝึกให้ตื่นเช้ามาตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว ไม่เกิน 6 โมงเช้าจะตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน และออกกำลังกายทุกวัน”

สองคนนี้ทะเลาะกันบ้างไหมครับ

“มีบ้างอยู่แล้วค่ะ ถึงแป้งจะรักสามี แต่ก็ยอมรับว่าค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเอง (หัวเราะ) ซึ่งพี่เอก็มีกลยุทธ์อันชาญฉลาด อย่างในปีแรกๆ ที่แต่งงานกัน ถ้าแป้งเริ่มเสียงดัง พี่เอจะบอกว่าพี่เป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ ตอนเด็กๆ พ่อแม่เรียกว่าน้องเอตลอด เพราะฉะนั้นเวลาทะเลาะกับแป้ง พี่เอจะบอกว่า อย่า ทำอะไรน้องเอนะ น้องเอเป็นลูกคนเดียว อย่าทำร้ายจิตใจฉัน…น่ารักไหมคะ” (คุณแป้งหันไปยิ้มให้คุณเอ)

มาดามแป้ง

ซื้อของขวัญให้กันบ้างไหมครับ

“แป้งบังคับให้พี่เอซื้อให้บ่อยค่ะ ถือเป็นฝันร้ายของเขาเลย (คุณเอหัวเราะ) แป้งเรียงเทศกาลให้ด้วย ยกตัวอย่างช่วงปลายปีไล่ไปเลย มีคริสต์มาส ปีใหม่ ครบรอบแต่งงาน วาเลนไทน์”

คุณเอเล่าต่อ “เรื่องของขวัญไม่ได้เซอร์ไพร้ส์เท่าไรครับ เพราะน้องแป้งจะทำให้เห็นว่าอยากได้อะไร เช่น กระเป๋า ต่างหู หรือแหวน ก็เป็นอันรู้กันว่าผมจะต้องเตรียมตัวซื้อของขวัญอะไรแทนความรัก” (ยิ้ม)

ถ้าถอดบทบาทหน้าที่การงานออกไป สามีภรรยาคู่นี้ใช้ชีวิตที่บ้านอย่างไรบ้างครับ

คุณเอ “บางวันกลับมาถึงบ้านตอนเย็นเราแทบไม่ได้คุยกันเลย เพราะน้องแป้งจะโทรศัพท์สั่งงานเรื่องนั้นเรื่องนี้ พออาบน้ำเสร็จก็จะดูงานต่ออีกหน่อย จากนั้นดูยูทูบอัพเดตข่าว ทั้งกีฬา บันเทิง การเมือง ส่วนผมเปิดทีวีดูกีฬาหรือภาพยนตร์ แต่ที่อยากบอกคือบางทีเราไม่ต้องคุยกันสักคำ แต่ขอให้รู้ว่าอยู่ด้วยกันตรงนั้น ผมเชื่อว่าแป้งไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว และรู้สึกได้ถึงคู่ชีวิตที่พร้อมซัพพอร์ตเสมอ”

คุณแป้งเคยเล่าว่า เชื่อว่าความรักกับคุณเอคือบุพเพสันนิวาส

“ใช่ค่ะ แป้งว่าเป็นปาฏิหาริย์นะ ไม่ง่ายเลยที่ผู้ชายผู้หญิงที่พบเจอกันในวันที่อายุใกล้ 50 ปี แล้วสามารถพัฒนาความสัมพันธ์จนได้แต่งงาน จะบอกว่าเป็นชีวิตที่สมบูรณ์หรือเปล่าคงตอบไม่ได้ เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ แต่สำหรับแป้ง พี่เอเข้ามาช่วยเติมเต็มให้ชีวิตแป้งมีความสุขมาก”

คุณเอ “สำหรับผม นี่คือเรื่องเหนือความคาดฝันนะ ด้วยชื่อเสียง รูปโฉม ชาติตระกูล และฐานะของน้องแป้ง ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมาเจอผมได้ ก็ต้องถือเป็นวาสนาของผมที่ได้รับความรักจากน้องแป้ง รวมถึงครอบครัวที่ช่วยดูแลทุกอย่าง เพราะฉะนั้นผมมีเพียงหน้าที่เดียวคือดูแลน้องแป้งให้ดีที่สุด”

คุณแป้งยิ้มหวาน “มีเรื่องหนึ่งที่เราชอบเหมือนกันคือฟังเพลง พี่เอร้องเพลงเพราะนะคะ ส่วนแป้งไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไร บางครั้งเราจะเลือกเพลงฟังไปเรื่อยๆ ว่าเพลงนี้พี่เอเหมาะร้องให้แป้งนะ หรือเพลงนี้ความหมายเหมือนคู่เราเลย เช่น เพลงสายลมแห่งรัก ของเบน-ชลาทิศ (คุณแป้งเปิดเพลงนี้
ในโทรศัพท์คลอไปด้วยแล้วยิ้มกว้าง)

“แป้งอยากให้ความรักของเราเป็นเหมือนเนื้อเพลงนี้…สายลมแห่งรักพัดมา ขอจงอย่าพารักไป อย่าพัดให้เธอห่างไกลให้เราห่างกัน หากลมได้ยินหัวใจ ขอจงเมตตาบ้างสักครั้ง ให้รักได้อยู่คู่กัน ให้เธอได้อยู่คู่ฉันตลอดไป…แป้งตั้งใจให้รักครั้งนี้เป็นรักครั้งสุดท้ายที่ดีที่สุด”


 

ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ นิตยสารแพรว ฉบับ 943

keyboard_arrow_up