ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

อนาคตของฟ้า! คุยกับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หนุ่มฮ็อตแห่งโซเชียลที่ใครๆ ก็เรียก “พ่อ”

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

เรียกว่ากำลังเป็นที่พูดถึงในนาทีนี้จริงๆ สำหรับ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ล่าสุดตกเป็นประเด็นให้ชาวโซเชียลพูดถึงกันยกใหญ่ ทั้งยังมีแฮชแท็กฮิตติดท็อปเทรนด์ทวิตเตอร์ถึง 4 อันเลยทีเดียว

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

เมื่อวาน (10 ก.พ.2562) ที่ผ่านมา หากใครเป็นขาทวิตเตอร์คงได้มีโอกาสเห็นแฮชแท็กทั้ง 4 นี้ #พ่อขอฟ้า #ฟ้ารักพ่อ #พ่อรักฟ้า #ฟ้ารักนโยบายพ่อ ขึ้นท็อปเทรนด์ พร้อมกับคำถามว่า ใครคือฟ้า? ใครคือพ่อ? กันแน่

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 ละคร “ดอกส้มสีทอง” โด่งดังเป็นพลุแตก พร้อมกับนักแสดงทั้งหน้าเก่า-หน้าใหม่กลายเป็นที่นิยม ซึ่งละครเรื่องนี้มีประโยคฮิตหลายประโยค ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประโยคที่ว่า “ฟ้ารักพ่อ” เป็นประโยคที่ “เรยา” เมียน้อยในเรื่องเรียกแทนตัวเองกับ “สิน” หนุ่มนักธุรกิจที่มีภรรยาอยู่แล้ว นอกจากนี้เมื่อปลายปีที่ผ่านมายังมีแฮชแท็ก #แด๊ดดี้ที่ไม่ได้แปลว่าพ่อ ซึ่งบุคคลในนั้นก็ล้วนแต่เป็นหนุ่มหล่อที่สาวๆ ปลาบปลื้ม ไม่ว่าจะเป็น ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี, เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ เป็นต้น สื่อให้เห็นถึงความหมายอย่างชัดเจน

และพอมาถึงในช่วงเลือกตั้ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับความนิยมจนได้ฉายาคุณพ่อ ซึ่งเมื่อวานนี้ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ–ธรรมศาสตร์ เขาในฐานะศิษย์ 2 สถาบันก็ได้ไปร่วมงานนี้ด้วย และอย่างที่ทราบว่านโยบายของเขาเข้าถึงคนรุ่นใหม่งานนี้การปรากฏตัวของเขาเลยยิ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับวัยรุ่นอย่างมาก ในเวลาต่อมาแฮชแท็ก#พ่อขอฟ้า #ฟ้ารักพ่อ #พ่อรักฟ้า #ฟ้ารักนโยบายพ่อ ก็ขึ้นท็อปเทรนด์

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

อันที่จริงแล้วนอกจากเป็นที่กรี๊ดของสาวๆ แล้ว หนุ่มคนนี้ยังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าสนใจ วันนี้ “แพรวดอทคอม” จึงนำเอาบทสัมภาษณ์ของเขามาให้ได้อ่านกันคะ

เห็นว่าเป็นคนชื่นชอบการอ่านหนังสือมาก จริงๆ ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เมื่อไหร่?

“ความชอบอ่านหนังสือเป็นความบังเอิญมากกว่า มันเริ่มจากตอนที่ผมอยู่มัธยมศึกษาตอนต้น ห้องหนังสือและห้องสมุดที่โรงเรียนติดแอร์ พอบางที่เราร้อนไม่มีอะไรทำก็ขึ้นไปห้องหนังสือ มันก็มีนิยายหลายเล่มมากประมาณ 20-30 เล่ม ผมก็ใช้เวลาช่วง ม.ต้น อ่านจนจบทุกเล่ม แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยๆ พัฒนาหาหนังสืออ่านมาเรื่อยๆ

คือในแง่ของความคิดทางการเมืองก็ดี ในแง่ของบริบทของสังคมก็ดี ประวัติศาสตร์ไทยก็ดี เนื่องจากผมเรียนสายวิศวะ ดังนั้นสายสังคมศาสตร์ทั้งหมดไม่มีครู มาจากการอ่านล้วนๆ เราก็เรียนรู้บริบทสังคมผ่านหนังสือที่เราอ่านทั้งหมดเลย เนื่องจากมันเป็นการขาดดุลทางด้านความรู้ทางสังคมศาสตร์ของเรา เราเลยจำเป็นที่จะต้องอ่านหนังสือพวกนี้เยอะ มันก็ช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดให้กับเรา”

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

มีงานอดิเรกอะไรอย่างอื่นอีกไหม?

“หลังจากเลิกงานส่วนใหญ่จะให้เวลากับครอบครัว ทั้งลูกๆ ก็ดี ทั้งคุณแม่ก็ดี นอกจากนั้นก็มีการออกกำลังกาย และสิ่งที่ผมเรียกว่าท่องเที่ยวเชิงผจญภัย”

มีการเลี้ยงดูลูกๆ อย่างไร?

“ต้องบอกว่าคนแรกมีเวลาน้อยนิดที่จะอยู่กับเขา เพราะตอนนั้นเป็นช่วงที่ผมทำงานหนัก แต่พอมาช่วง 3-4 ปีให้หลังงานที่บริษัทเริ่มมั่นคงขึ้น เลยมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น เพราะฉะนั้นคนที่ 2-3 มีเวลาให้เขาเยอะกว่าคนแรกตอนที่เขายังเด็ก”

เป็นคุณพ่อที่ดุไหม?

“จริงๆ ผมว่าผมใจดีนะ ไม่ค่อยดุเท่าไหร่ ผมคิดว่าเราสอนเขาในเชิงค่านิยมมากกว่า ความกล้าหาญความช่วยเหลือผู้อื่น เป็นค่านิยมที่เราจะสอนเขาตลอดเวลา ผมจะไม่ใช่คนที่สอนให้เขาทำการบ้านให้เสร็จทุกครั้ง สอบได้คะแนนเต็ม จะไม่ผลักดันเขาแบบนั้น คือไม่ได้อยากให้เขาเครียด ผมรู้สึกว่าชีวิตของเด็กในวัยนี้คือชีวิตที่ควรจะต้องเติบโตมาแล้วมีความสุข มีความสุขในวัยของตัวเอง”

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

แล้วกับภรรยาเป็นอย่างไรบ้าง?

“ผมโชคดี ไม่ใช่แค่ภรรยา แต่พี่น้องครอบครัวทั้งหมด ไม่มีใครไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมทำ ทุกคนให้โอกาส และพร้อมที่จะสนับสนุน ทุกคนมีจิตใจรักความเป็นธรรม แล้วก็มองว่าสิ่งที่ผมทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ตอนที่ผมตัดสินใจทำ ผมไม่ได้ปรึกษานะ เพราะไม่กล้าปรึกษาครอบครัว กลัวทุกคนจะตื่นตระหนก เพราะว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คนที่เป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจก็คือผม จนตอนที่เราเริ่มตั้งพรรคการเมือง กระแสไปเร็วมาก จริงๆ ผมบอกครอบครัวทีหลัง จิตวิญญาณมันไปแล้ว ตัดสินใจไปแล้ว ดังนั้นไม่ว่าใครห้าม ณ วันนั้นก็คงจะห้ามไม่อยู่”

เข้ามาสู่เส้นทางการเมืองได้อย่างไร?

“ช่วงนี้ของปีที่แล้ว ผมกับอาจารย์ปิยะบุตร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ เราได้ปรึกษาหารือกัน แล้วก็เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่ คนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาทำงานการเมือง พอการเลือกตั้งรอบนี้จะเกิดขึ้น เราก็มองเห็นแล้วว่าถ้าปล่อยให้มีแต่พรรคเดิมๆ ก็ไม่สามารถพาประเทศไทยออกจากความขัดแย้งครั้งนี้ พาประเทศไทยเดินไปข้างหน้าได้ เราจึงตัดสินใจว่าต้องทำกันเอง”

งานเดิมที่ทำอยู่ การบริหารธุรกิจ ต้องพักไปเลยไหม?

“ผมลาออกจากทุกตำแหน่งในทางธุรกิจและทางสังคม  ตอนนี้ตำแหน่งทางสังคม ตำแหน่งทางธุรกิจไม่มีแล้ว มีตำแหน่งอยู่ตำแหน่งเดียวก็คือหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่”

คุณคิดว่าตัวเองมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงประเทศเราได้บ้าง?

“เราเชื่อว่าการเมืองตอนนี้ต้องการความคิด ต้องการอุดมการณ์ใหม่ๆ ที่ผ่านมาประชาชนถูกแบ่งขั้วว่าความขัดแย้งทางการเมืองเกิดจากประชาชนกลุ่มหนึ่งกับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง พวกเราอยากจะเสนอว่ามันไม่ใช่นะ คู่ขัดแย้งจริงๆ ไม่ใช่ประชาชน 2 กลุ่มที่แตกแยกกัน แต่เป็นประชาชนทั้งหมดกับกลุ่มอภิสิทธิ์ชน ชนชั้นนำ ที่เข้ามายึดอำนาจประชาชนด้วยการทำรัฐประหาร 4-5 ปีที่ผ่านมา พวกเราทุกคนคือผู้ที่ได้รับผลจากการทำรัฐประหารทุกคน เราควรจะเรียกร้องให้ทุกคน ทุกภาคส่วนในสังคมหันกลับเข้ามาเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย หันกลับมาเชื่อมั่นในรัฐสภาอีกครั้ง ปัญหาความขัดแย้งไม่ใช่เรื่องผิดปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่วิธีการจะจัดการความขัดแย้ง วิธีที่ดีที่สุดคือคุณควรจะทำในรัฐสภา”

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

แสดงว่าเรื่องความปรองดองคือนโยบายหลัก?

“เราไม่ได้บอกว่าความปรองดองหมายถึงการละเว้นความผิดให้กับคนที่ทำความผิดมาตลอด ในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ถ้าการปรองดองคือการปล่อยให้คนผิดลอยนวล ก็ต้องบอกว่าเราไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เราไม่ได้ต้องการอนาคตแบบนั้น เราไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าโดยลืมความขัดแย้งในอดีต โดยปล่อยให้คนบางกลุ่มในสังคมเจ็บปวดกับความอยุติธรรม เดินหน้าอย่างนั้น เดินไปไม่ได้”

มีความคิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด?

“ผมและพรรคอนาคตใหม่ เราเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้คือระเบิดเวลาทางการเมือง แค่เฉพาะไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราก็เห็นแล้วว่าแม้แต่ คสช. ซึ่งเป็นคนที่เขียนเอง รับรองรัฐธรรมนูญเอง ก็ใช้มาตรา 44 ที่ให้อำนาจตัวเองล้นฟ้าเข้าไปแก้กฎกติกาเยอะแยะมากมาย กล่าวโดยสั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือการให้อำนาจ คนที่ไม่ได้มาจาการเลือกตั้ง เหนือกว่าอำนาจของคนที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นข้อเสนอของพรรคอนาคตใหม่ก็คือต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชน โดยประชาชนขึ้นมาแทนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ได้”

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

คิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ผมออกมาแบบเดิมหรือไม่?

“มีหลายคนพูดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ น่าจะเป็นการเลือกตั้งที่มีการโกงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 2-3 เดือนที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องก็ดี ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบต่างๆ หรือแม้แต่การที่เอาบัตรคนจนไปพ่วงกับการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ามีการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคบางพรรคชัดเจน  ดังนั้น คสช. น่าจะพร้อมที่จะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ตัวเองกลับมามีอำนาจอีกครั้ง หลังจากการเลือกตั้งครั้งนี้”

ความปรองดองจะเกิดขึ้นจริงไหม?

“ไม่ง่าย ไม่ง่าย กว่าที่สังคมจะได้ซึ่งความเป็นธรรม จะได้ซึ่งประชาธิปไตยกลับมาอีกครั้ง ไม่ใช่การเลือกตั้งครั้งนี้แน่ๆ อาจจะต้องใช้อีก 1 เลือกตั้ง 2 เลือกตั้ง 3 เลือกตั้ง  ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แม้ไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าทวงคืนอนาคตของพวกเราคืนมา 4-5 ปีที่ผ่านมา น่าจะพิสูจน์หนึ่งอย่างชัดเจนก็คือ มันไม่ได้ทำให้สังคมเดินหน้า แต่ทำให้สังคมถอยหลังลง ผมคิดว่าน่าจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี 5 ปี หรืออาจจะเป็น 10 ปี”

มีความกังวลไหมพอมาทำงานด้านการเมือง คนจะมองเราในรูปแบบไหน?

“ตั้งแต่ตอน 2548  ตอนที่ “คุณสนธิ ลิ้มทองกุล” เริ่มทำรายการขึ้นมา รวมถึงตอนที่ตั้งพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผมเองก็มีส่วนร่วมในการเป็นผู้ชุมนุมคนหนึ่ง เพราะเห็นว่าหลายสิ่งหลายอย่างในรัฐบาลของ “คุณทักษิณ ชินวัตร” ทำถูกต้อง ซึ่งเมื่อพันธมิตรเคลื่อนไหวไปถึงจุดหนึ่ง ซึ่งผมมองว่าล้ำเส้นประชาธิปไตย ผมก็ถอยออกมา พอเกิดกลุ่มเสื้อแดงขึ้น การชุมนุมที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อเรียกร้องที่สมควร ในสถานการณ์การเมืองวันนั้น ผมก็เข้าร่วม ผมก็มีเส้นชัดเจนว่าการชุมนุมตรงไหน การชุมนุมครั้งไหนที่ผมเห็นว่าเป็นธรรม ผมเห็นว่าไม่ขัดต่อหลักประชาธิปไตย ผมก็จะเข้าร่วมเสมอเมื่อมีโอกาส”

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

แสดงว่าภาพที่บางคนมองว่าพรรคอนาคตใหม่ คือพรรคที่อาจจะแตกหน่อมาจากเพื่อไทยไม่ใช่ ใช่ไหม?

“อย่างแรกก็ต้องบอกว่า ตั้งแต่ตั้งพรรคขึ้นมา ผมไม่ได้คุยกับแกนนำพรรคเพื่อไทยคนไหนเลย ทีนี้ต้องถามว่า ถ้าตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อจะเป็นองค์ประกอบของเพื่อไทย ผมคงไม่ทิ้งทั้งชีวิตออกมาหรอกครับ คือผมลาออกจากงาน ทุกหมวกที่ผมใส่ในแวดวงธุรกิจในแวดวงสังคมที่มีอยู่ทั้งหมด ถอดออกทั้งหมดเพื่อมาสร้างพรรคการเมืองใหม่ สิ่งที่เราคาดหวังคือการทำความฝันของเราให้เป็นจริง คือการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นสังคมที่เป็นธรรม ให้เป็นสังคมที่ยอมรับหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ให้เป็นสังคมที่พร้อมต่อกรกับโลกาภิวัตน์  ที่กำลังถาโถมเข้าใส่ประเทศไทยได้”

คิดว่านักการเมืองที่ดีต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง?

“อย่างแรกก็คือต้องไม่อยู่ในระบบอุปถัมภ์ ไม่ใช่นักการเมืองอย่างเดียวนะ หมายรวมถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงนายทหารคืออยู่ในระบบอุปถัมภ์เดียวกัน พออยู่ในระบบอุปถัมภ์เดียวกัน เมื่อมีใครคนหนึ่งทำผิดสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยคือ วัฒนธรรมหยวนๆ  เดี๋ยวคุณผิดบ้าง ผมผิดบ้าง หยวนๆ กันอย่างเอาคดีความกัน ดังนั้นนักการเมือง ถ้าอยากเข้ามาจัดการเรื่องนี้ ผมคิดว่าคุณสมบัติก็คือ ต้องไม่ใช่หนึ่งในพวกเขา ถ้าเป็นหนึ่งในพวกเขา ท้ายที่สุดคุณจะไม่จัดการ”

คิดอย่างไรเกี่ยวกับกฎหมายในประเทศไทยที่ยังเอื้อต่อคนรวย?

“จริงๆ ช่องโหว่ไม่ใช่ตัวการกฎหมายนะ เป็นเรื่องของการบังคับใช้ การบังคับใช้กฎหมาย เมื่อใดก็ตามจำเลยเป็นผู้มีเงิน เป็นผู้ที่มีอำนาจในสังคมไทย กฎหมายไม่เคยถูกบังคับใช้ กฎหมายจะบังคับใช้โน่น ชาวบ้าน คนที่ไม่มีอำนาจ คนที่ไม่ได้อยู่ในระบบอุปถัมภ์ คนที่ไม่ได้มีผลประโยชน์ นั่นคือสิ่งที่เราเห็นมาตลอด นั่นคือเป็นสาเหตุว่าทำไมสังคมถึงไม่พอใจ ทำไมเพลง “ประเทศกูมี” ถึงมีคนดู 50 ล้านวิว ในเพลงที่ทั้งเพลงมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง เสียดสีการเมือง เพราะคนมันทนไม่ไหวไง สังคมที่สองมาตรฐานขนาดนี้”

คิดว่านโยบายประชานิยมมีส่วนสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองชนะการเลือกตั้งหรือไม่?

“เวลาเราพูดถึงนโยบายสาธารณะ เราต้องเข้าใจว่าทุกนโยบายมีคนที่ได้ประโยชน์และคนที่เสียประโยชน์ การเป็นประชานิยมหรือไม่ก็ต้องดูว่า นโยบายแต่ละตัว ผู้ได้ประโยชน์คือใคร ผู้เสียประโยชน์คือใคร ระยะยาวทำให้ประเทศแข็งแกร่งขึ้นหรือเปล่า ทำให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขันกันมากขึ้นหรือเปล่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นใน 2-3 การเลือกตั้งที่ผ่านมา เป็นประชานิยมทั้งหมด วันนี้ผ่านมา 5 ปี ป่านนี้ประเทศเจ๊งไปแล้ว นี่ประเทศยังไม่เจ๊ง ทีนี้มันไม่ใช่ในความหมายว่านักการเมืองไม่ได้มีแต่นักการเมืองที่ทำประชานิยมถึงจะชนะนะ มีนโยบายที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประเทศดีขึ้นได้จริงๆ ถ้าเหมารวมว่านโยบายประชานิยมพวกนี้คือนโยบายที่ทำให้ชนะการเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งนี้ก็วัดเลย ทุกพรรคการเมือง ไม่มีพรรคไหนเสนอสวัสดิการสังคมให้น้อยลง มีแต่เพิ่มขึ้น มาน้อยเท่าไหร่ เท่านั้นเอง”

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

รู้สึกอย่างไรกับฉายาที่สื่อมอบให้ว่า “ไพร่หมื่นล้าน”?

“ผมนิยามตัวเองว่าเป็นไพร่ ไพร่ต่อให้รวยเท่าไหร่ก็ไม่มีอำนาจเหนือกว่าคนอื่น ขณะที่คนบางกลุ่มรวยหรือจนก็ว่ากัน แต่มีอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป คุณจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่คนกลุ่มนี้ คือคนที่ดำรงตนอยู่บนความไม่เท่าเทียมของสังคม ถึงผมรวย ผมก็ไม่ได้มีอำนาจเหมือนคนกลุ่มนี้ นั่นคือที่มา ดังนั้นก็ต้องบอกว่าเวลาพูดคำว่าไพร่ คือการที่บอกว่าผมเหมือนคุณนะ ไปไหนเราต่อแถวนะ มีเกิดอะไรขึ้นเราต้องเดินไปโรงพักเหมือนกันนะเซ้นส์ของคำๆนี้ พูดถึงเรื่องแบบนี้มากกว่า”

ถ้าได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะแก้ไขปัญหาประเทศไทยในด้านไหนบ้าง?

“ก็คง 3 เรื่องหลักๆ อย่างที่ผมพูดไปแล้ว ในด้านการเมืองนำประชาธิปไตยกลับคืนมา ผมอยากจะรวมคนทุกกลุ่มให้กลับเข้ามาศรัทธาในระบบของรัฐสภาอีกครั้ง ในด้านสังคม ผมพูดไปแล้ว ทำให้นิติรัฐเป็นจริง ทำให้คนทุกคน ไม่ว่าคุณจะสูงต่ำ รวยจน ดำขาวต่อหน้าตาชั่ง ต่อหน้าศาลสถิตยุติธรรม ทุกคนเท่าเทียมกัน สุดท้ายด้านเศรษฐกิจ ผมคิดว่าคลื่นของเทคโนโลยี คลื่นของโลกาภิวัตน์ กำลังถาโถมใส่ประเทศไทย ดังนั้นผมอยากเห็นเศรษฐกิจที่ก้าวหน้า ที่พร้อมเผชิญ ใช้เวลานานแต่ต้องเริ่มวันนี้ รอช้ากว่านี้ไม่ได้”


ภาพจาก : IG @thanathorn.ig

 

keyboard_arrow_up