พระราชอาคันตุกะ 7 ประเทศ เสด็จฯ ถึงไทยแล้วในเช้าวันพระราชพิธีฯ

เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๐ พระราชอาคันตุกะ ที่เป็นทั้งราชวงศ์และผู้นำระดับประเทศ ได้เดินทางมาถึงประเทศไทยเพื่อทรงร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานครเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

และนี่คือรายนามของ พระราชอาคันตุกะ ที่เดินทางมาถึงเมื่อเช้าวันนี้ โดยเรียงตามลำดับเวลา ดังนี้

เจ้าชายอากิชิโนะแห่งญี่ปุ่น และเจ้าหญิงอากิชิโนะ พระชายา

เวลา ๐๔.๓๐ น. เจ้าชายอากิชิโนะแห่งญี่ปุ่น และเจ้าหญิงอากิชิโนะ พระชายา เสด็จถึงประเทศไทยเพื่อทรงเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีนายจรัลธาดา กรรณสูตร องคมนตรี ในฐานะผู้แทนพระองค์ และพลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้แทนรัฐบาล ถวายการต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน

เวลา ๐๕.๑๐ น. เสด็จถึงประเทศไทยเพื่อทรงเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีนายจรัลธาดา กรรณสูตร องคมนตรี ในฐานะผู้แทนพระองค์ และพลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนรัฐบาล ถวายการต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

เจ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์

เวลา ๐๕.๑๙ น. เจ้าชายโฮกุน มกุฎราชกุมารแห่งนอร์เวย์ เสด็จถึงประเทศไทยเพื่อทรงเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีพลเรือเอกพงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี ในฐานะผู้แทนพระองค์ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนรัฐบาล ถวายการต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

สมเด็จพระราชินีมาทิลเดอแห่งเบลเยียม

เวลา ๐๖.๐๗ น. สมเด็จพระราชินีมาทิลเดอแห่งเบลเยียม เสด็จถึงประเทศไทยเพื่อทรงเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีนายจรัลธาดา กรรณสูตร องคมนตรี ในฐานะผู้แทนพระองค์ และพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้แทนรัฐบาล ถวายการต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

นายบุนยัง วอละจิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

เวลา ๐๘.๐๐ น. นายบุนยัง วอละจิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พร้อมด้วยนางคำเมิง วอละจิต ภริยา เดินทางถึงประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีนายวิรัช ชินวินิจกุล องคมนตรี ในฐานะผู้แทนพระองค์ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนรัฐบาล ให้การต้อนรับที่ท่าอากาศยานทหาร ๒ กองบิน ๖1

เจ้าชายกีโยม ฌ็อง ฌอแซ็ฟ มารี แกรนด์ดุ๊กรัชทายาทแห่งลักเซมเบิร์ก

เวลา ๐๙.๑๐ น. เจ้าชายกีโยม ฌ็อง ฌอแซ็ฟ มารี แกรนด์ดุ๊กรัชทายาทแห่งลักเซมเบิร์ก เสด็จถึงประเทศไทยเพื่อทรงร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยพลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ และ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้แทนรัฐบาล

สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

เวลา ๐๙.๑๙ น. สมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เดินทางถึงประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะผู้แทนรัฐบาล ให้การต้อนรับที่ท่าอากาศยานทหาร ๒ กองบิน ๖


 

ภาพและข้อมูล : กระทรวงการต่างประเทศ

 

เทวดายังรับรู้…รวมภาพมุมสูง จากริ้วขบวน-พระเมรุมาศ ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่9

เทวดายังรับรู้…ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9 สำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ซึ่งได้เกิดขึ้นต่อสายตาคนทั่วโลกแล้ว และไม่ว่ามองมุมไหน หรือองศาไหน ก็ล้วนวิจิตรประณีตไร้ที่ติ

ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้ปรากฏสู่สายตาให้คนไทยและคนทั่วโลกได้ชมกันแล้ว ซึ่งภาพบรรยากาศในพระราชพิธีครั้งนี้ก็ได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ ให้ได้ชมกันแทบทุกมุม ซึ่งภาพมุมสูงจากริ้วขบวนพระเมรุมาศ ก็เป็นอีกมุมที่ทำให้เห็นความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติของพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ ครั้งนี้ ที่ไม่ใช่เฉพาะจะได้เห็นแต่บรรยากาศรอบมุมพระราชพิธีเท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นแถวริ้วขบวนอย่างชัดเจน พระบรมมหาราชวังที่อยู่ท่ามกลางบ้านเมืองผู้คน และที่สำคัญยังทำให้เห็นคนไทยที่มาน้อมรำลึกถึงพ่อหลวงในดวงใจอีกด้วย

 

 

 

พร้อมเพรียงสมพระเกียรติ ทหารของพระราชา เดินริ้วขบวนในพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ

บรรยากาศภาพริ้วขบวนใน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ บริเวณรอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ตั้งแต่ออกทางประตูเทวาภิรมย์ เดินขบวนไปตามเส้นวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จนกระทั่งเข้าสู่พระเมรุมาศน่าจะประจักษ์แก่สายตาคนทุกหมู่เหล่า

และไม่ใช่เพียงแค่ความวิจิตรสุดประณีตที่เผยผ่านงานหัตถกรรมในริ้วขบวนเท่านั้น แต่เสื้อผ้าเหล่าทหารของพระมหากษัตริย์เมื่อผสมกับการรวมแถว เรียงแถวเดินกันพร้อมกับจังหวะก้าวของฝีเท้า และแกว่งมืออย่างพร้อมเพรียงกันนั้น ก็ล้วนเป็นที่น่าชื่นชมอย่างมาก ทำให้ปวงชนชาวไทยสัมผัสและแลเห็นถึงความมุ่งมานะ ตั้งใจฝึกซ้อมเพื่อให้การเดินในพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ ครั้งนี้ออกมาสมพระเกียรติและสง่างามที่สุด

 

 

ร.อ.จิทัศ ศรสงคราม

ร.อ.จิทัศ ศรสงคราม พระนัดดาในรัชกาลที่ ๙ เป็นผู้อัญเชิญเครื่องทองน้อยในริ้วขบวนที่ 2

วันนี้ 26 ตุลาคม 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ร้อยเอก จิทัศ ศรสงคราม พระนัดดาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นผู้อัญเชิญเครื่องทองน้อย ในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

โดยเป็นริ้วขบวนที่ 2 เชิญพระมหาพิชัยราชรถทรงพระบรมศพเคลื่อนจากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ผ่านหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท ไปยังมณฑลพระราชพิธีท้องสนามหลวง โดยใช้ถนนสนามไชย ซึ่งในริ้วขบวนที่ 2 นี้ ถือเป็นริ้วขบวนที่มีความสง่างาม และใช้ผู้ร่วมในริ้วขบวนมากที่สุดถึง 3,000 คน

เรื่องและภาพ : แพรวดอทคอม

บีบหัวใจไทยทั้งชาติ เคลื่อนขบวนพระบรมราชอิสริยยศสู่พระเมรุมาศ

มองผ่านม่านน้ำตา ริ้วขบวนเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สู่พระเมรุมาศ

1 ปีผ่านไปแต่ความโศกเศร้าของคนไทยทั้งประเทศไม่จางหาย  จนในที่สุด 26 ต.ค.2560 วันที่แผ่นดินไทยต้องร่ำไห้เมื่อถึงกำหนดวันถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาประชาชนจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ได้เดินทางมารอเพื่อเข้าตรวจคัดกรองร่วมงานพระราชพิธีฯกันข้ามวันข้ามคืน แต่ก็ไม่มีใครหันหลังกลับ เพราะอยากที่จะน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ที่ทุ่งพระเมรุ (สนามหลวง)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประกอบพิธีเป็นไปตามขนบประเพณีโบราณสมพระเกียรติอย่างสูงสุดทุกขั้นตอน โดยการนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จตามพระโกศทองใหญ่ในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วขบวนที่ 1 ตอนที่ 5

โดยริ้วขบวนที่ 1เชิญพระโกศทองใหญ่โดยพระยานมาศสามลำคาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ผ่านทางประตูเทวาภิรมย์ จากนั้นใช้เส้นทางถนนมหาราช เลี้ยวเข้าสู่ถนนท้ายวัง มุ่งหน้าไปยังถนนสนามไชย เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ บริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม รวมระยะทาง 817 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

โดยริ้วขบวนที่ 2เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถโดยเกรินบันไดนาค จากหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ไปทางถนนสนามไชย ยาตราขบวนแห่เชิญพระโกศทองใหญ่ จากถนนสนามไชยเข้าสู่ถนนราชดำเนินใน จากนั้นขบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่เชิญพระโกศทองใหญ่เข้าสู่ท้องสนามหลวงรวมระยะทาง 890 เมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

และโดยริ้วขบวนที่ 3เชิญพระโกศทองใหญ่ลงจากพระมหาพิชัยราชรถโดยเกรินบันไดนาค ประดิษฐานพระโกศทองใหญ่บนราชรถปืนใหญ่ ตั้งขบวนพระบรมราชอิสริยยศเข้าสู่ราชวัติ เวียนพระเมรุมาศโดยอุตราวัฏ (เวียนซ้าย) 3 รอบ เวียนพระเมรุมาศครบ 3 รอบแล้ว เทียบราชรถปืนใหญ่ที่เกรินบันไดนาคพระเมรุมาศ เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐาน ณ พระจิตกาธาน รวมระยะทาง 260 เมตรต่อรอบ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ทั้งนี้ตลอด 2 ข้างทางของขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่มุ่งสู่ทุ่งพระเมรุมีประชาชนหลายแสนมารอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัยเป็นครั้งสุดท้าย โดยหลายคนมีสีหน้าเจ็บปวดขณะที่บางรายก็กลั้นน้ำตาไม่ไหวเลยทีเดียว

 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ขัตติยมานะ “สมเด็จพระเทพฯ” และ “ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ” เศร้าอย่างไรต้องหักห้าม

ขัตติยมานะ เป็นเช่นไร ปวงชนชาวไทยได้ประจักษ์ชัดอีกครั้งก็คราวนี้

นั่นคือช่วงเช้าวันนี้ 26 ตุลาคม 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จฯ มาในการพิธีอัญเชิญพระบรมโกศไปยังพระเมรุมาศ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชานินัดดามาตุ, พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา, พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ และพระบรมวงศานุวงศ์

โดยระหว่างทำพิธีภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง นั้น จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงมีสีพระพักตร์สงบนิ่ง แม้ข้างในพระทหัยจะทรงโทมนัส

แต่ด้วย ขัตติยมานะ  ทำให้ทั้งสองพระองค์ต้องทรงเข้มแข็ง

ทว่าภาพที่ปรากฏผ่านจอทีวี ทำให้พสกนิกรได้เห็นว่าพระเนตรของทั้งสองพระองค์ทรงจับจ้องอยู่ที่พระบรมโกศแทบจะตลอดเวลา

หลายคนเห็นแล้ว บอกว่ารู้สึกเจ็บร้าวแทนสองพระองค์ท่านเหลือเกิน

สรวงสวรรค์กลางพระนคร สมพระเกียรติ พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

ปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าเดินทางมามืดฟ้ามัวดิน น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

นับตั้งแต่เมื่อเช้ามืดที่ผ่านมาประชาชนยังหลั่งไหลเข้าไปที่จุดคัดกรองเพื่อที่จะเข้าไปร่วมชมขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๙ แห่งราชวงศ์จักรี

โดยเช้าตรู่วันที่ 26 ต.ค. 2560 บริเวณรอบทุ่งพระเมรุมาศ (ท้องสนามหลวง) เต็มไปด้วยประชาชนทุกหมู่เหล่าที่พร้อมใจมาน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย แบบมืดฟ้ามัวดิน

หลายคนเดินทางมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์ และแม้ว่าทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย สภาพอากาศในวันก่อนๆ จะร้อนและมีฝนตกกระหน่ำ แต่ทุกคนไม่ไปไหนเพราะอยากส่งเสด็จให้ได้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าพื้นที่จะเต็มไปแล้วตั้งแต่เมื่อวานนี้แต่ก็ไม่สามารถหยุดความตั้งใจของพสกนิกรไทยได้ ทุกคนยังเดินทางมาไม่ขาดสาย มุ่งหน้าสู่บริเวณถนนตั้งแต่สนามหลวงยาวไปจนถึงถนนราชดำเนิน มีประชาชนเข้าพื้นที่ ประมาณ 110,000 คน ไม่รวมประชาชนที่อยู่ด้านนอก

ขณะที่มีรายงานว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรได้ปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่เพิ่มพื้นที่เข้าร่วมพระราชพิธีจำนวน 5 จุด รองรับประชาชนได้ราว 2 หมื่นคน สร้างความปลาบปลื้มแก่ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับพระเมรุมาศประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ผ่านการดำเนินการสร้างมากว่า 9 เดือน เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่สมพระเกียติราวสรวงสรรค์กลางพระนครด้วยตามโบราณราชประเพณีสมมติฐานว่ากษัตริย์เป็นสมมติเทพ เมื่อสวรรคตก็จะเสด็จกลับขึ้นไปประทับอยู่บนสรวงสวรรค์

ดังนั้นจึงต้องทำอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย


ภาพจาก : โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ร.10 โปรดเกล้าฯพระราชทานเครื่องราชฯ ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษแก่ “ร.อ.จิทัศ ศรสงคราม”

ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ประกาศเรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ฝ่ายหน้า ให้แก่ ร้อยเอก จิทัศ ศรสงคราม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐

ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๐ เป็นปีที่ ๒ ในรัชกาลปัจจุบัน

ทั้งนี้ ร้อยเอก จิทัศ ศรสงคราม เป็นบุตรชายคนเดียวของสินธู ศรสงคราม กับท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม และเป็นพระนัดดาเพียงคนเดียวในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นสามัญชนลำดับที่ 34 ในลำดับโปเจียมแห่งราชอาณาจักรไทย (เป็นลำดับที่ 17 ในฝ่ายชาย)

แต่เดิมเป็นทหารนอกราชการ สังกัดกองทัพบก ครั้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2551 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชองครักษ์พิเศษ และวันที่ 13 ตุลาคมปีเดียวกันนั้น มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์

และในวันที่ 26 ต.ค.60 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ร.10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ..จิทัศ ศรสงคราม พระนัดดาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นผู้อัญเชิญเครื่องทองน้อย ในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ด้วย

ข้อมูล : wikipedia

‘อยู่ดูแลจิตใจกัน จับมือกันไว้เพื่อให้ผ่านวันนี้ไปให้ได้’ เช็คเลย ดวงวันที่ 26 ตุลาคม 2560

ดูดวงรายวัน ประจำวันพฤหัสที่ 26 ตุลาคม 2560 เช็คทุกวัน ทันทุกดวงกับ แพรว ดอทคอม

ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์

การงาน :  วันนี้ท่านจะใช้สรรพกำลังและสติปัญญาเข้าไปดูแลธุรกิจที่บ้าน ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการส่งบุตรหลานไปเรียนต่อต่างประเทศ พยายามลดทิฐิและความเชื่อมั่นในตัวเองลงบ้าง ฟังคำแนะนำของคนอื่นด้วย

การเงิน : เหมาะกับการลงทุนระยะสั้น

ความรัก : วันนี้ครอบครัวที่กำลังรอทายาทอยู่อาจต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญหน่อย จึงจะสมหวัง คนโสด ท่านกำลังอยู่ในห้วงแห่งความรัก ระวังน้องจะมาเร็วกว่าที่คิด

สุขภาพ : ระวังโรคที่เกี่ยวกับกระดูก เช่น กระดูกพรุน กระดูกเสื่อม ต้องเสริมด้วยแคลเซียม

 

ผู้ที่เกิดวันจันทร์

การงาน :  งานที่เกี่ยวกับต่างประเทศที่ท่านพยายามต่อสู้ทุกวิถีทาง เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ วันนี้เพิ่งมาได้แค่ครึ่งทาง ยังต้องไปต่ออีก

การเงิน  : อย่าโลภ เดินสายกลาง เพราะหากพลาดอาจมีหนี้สินก้อนใหญ่รออยู่

ความรัก :  วันนี้ท่านยึดโยงอยู่กับความเป็นระเบียบกฏเกณฑ์ในครอบครัวไม่ไหวแล้ว ขอแยกกันอยู่สักพัก คนโสด หากเจอคนไม่ดีก็ขออยู่เป็นโสดดีกว่า

สุขภาพ : ระวังโรคขาดสารอาหาร โรคอ้วน จะทำให้ร่างกายเจ็บป่วยเรื้อรัง

 

ผู้ที่เกิดวันอังคาร

การงาน  :  ท่านกำลังมีปัญหาและอุปสรรคที่ต้องแก้ไข เป็นไปได้ว่าอาจต้องการพื้นที่ส่วนตัวเพื่อทำการค้นคว้าทดลองอะไรบางอย่าง หรือปลีกวิเวก เพื่อรับมือกับงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

การเงิน : เสียเหงื่อจึงจะได้มา ไม่มีลาภลอยใดๆ

ความรัก : วันนี้ท่านกับคู่อาจร่วมกันลงทุนในเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นวิธีการสร้างรายได้ในครอบครัวได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ คนโสด จะมีโอกาสได้พบรักกับชาวต่างชาติจากการทำงาน

สุขภาพ : เครียด เห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด พักผ่อนบ้าง

 

ผู้ที่เกิดวันพุธ

การงาน  : เครียด วิตกกังวล กับการทำงานที่อยู่บนความเสี่ยงตลอดเวลา แต่ไม่ต้องกลัว วันนี้ท่านมีผู้ใหญ่คอยส่งเสริมและสนับสนุน เพื่อนร่วมงาน และผู้บังคับบัญชาให้ความเอ็นดูเป็นพิเศษ

การเงิน : หมดไปกับการช่วยเหลือคนอื่น

ความรัก : วันนี้ความรักความสัมพันธ์ในครอบครัวราบรื่น ทุกคนดูแลจิตใจกัน เพื่อให้ผ่านวันนี้ไปให้ได้ คนโสด เพราะผิดหวังมาบ่อย จึงยังรั้งๆ รอๆ กับการเริ่มต้นใหม่

สุขภาพ :  ระวังหกล้มหรือบาดเจ็บกล้ามเนื้อ  กระดูกและเส้นเอ็นต่างๆ โดยเฉพาะช่วงขาและหลัง

 

ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี

การงาน :  งดการติดต่อประสานงานหรือการเจรจาเพื่อประนีประนอมแบบไม่ชอบมาพากล เพราะจะเกิดปัญหาตามมา ทำให้ท่านร้อนรุ่ม เครียด จนไม่อยากทำงานเลยทีเดียว ใจเย็นๆ ค่ะ

การเงิน :  ระวังการทำสัญญาจะมีอะไรบิดบังซ่อนเร้นอยู่ ดูดีๆ

ความรัก : วันนี้พวกท่านอารมณ์ร้อน เพราะอาจพบว่าอีกคนกำลังมีวาระซ่อนเร้น แอบซ่อนกิ๊กอยู่ คนโสด ท่านกำลังตกหลุมรัก จนอาจตัดสินใจผิดพลาด ยิ่งหากเจอกันในสถานที่เที่ยวกลางคืนยิ่งควรระวัง

สุขภาพ : ระวังอุบัติเหตุจากการเดินทาง ทั้งทางบกและทางน้ำ

 

ผู้ที่เกิดวันศุกร์

การงาน  : การมองคนในแง่ร้ายของท่านจะส่งผลร้ายกับตัวเอง เสี่ยงต่อการเสียรู้หรือถูกใส่ร้ายป้ายสีให้ต้องแบกรับหน้าที่ความรับผิดชอบไว้คนเดียว

การเงิน : ใช้สติปัญญาวิเคราะห์ให้หนัก เพราะมีเกณฑ์ถูกหลอกสูง

ความรัก :  วันนี้ความรักความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นไปอย่างเรียบร้อย สงบร่มเย็น ไม่หวือหวา คนโสด หากท่านลดความหึงหวงลงมาหน่อย ได้คู่เป็นตัวเป็นตนแน่

สุขภาพ  :  ปวดศีรษะต่อเนื่องและเรื้อรัง จนไปถึงระวังเรื่องกระดูกและข้อต่อต่างๆ

 

ผู้ที่เกิดวันเสาร์

การงาน : การติดต่อประสานงานกับบุคคลอื่น ระวังจะเกิดความผิดพลาด แม้จะเรียกร้องขอความเห็นใจจากเจ้านายแต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ จึงต้องใช้ความคิดและทบทวน ชั่งน้ำหนักในสิ่งที่เกิดขึ้นให้ดี

การเงิน : ชั่งใจให้ดีก่อนที่จะให้ใครหยิบยืมเงิน เพราะมีเกณฑ์สูญ

ความรัก : วันนี้ท่านกำลังชั่งใจอยู่ว่า จะแยกกันอยู่ดีหรือไม่ หรืออยู่ด้วยกัน แต่ก็ต่างคนต่างอยู่ คนโสด เลือกมาก แต่สุดท้ายคนที่เลือกกลายเป็นคนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

สุขภาพ : อย่ากลั้นปัสสาวะ จะทำให้กระเพาะปัสสาวะมีปัญหา

โศกสลดทั้งแผ่นดิน..ประมวลภาพก่อนเคลื่อนริ้วขบวนพระอิสริยยศ เข้าสู่พระเมรุมาศ

อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะเริ่มขึ้นแล้วท่ามกลางประชาชนที่มาเฝ้ารอกันอย่างใจจดใจจ่อเต็มพื้นที่

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ ก็ยังคงปฏิบัติงานกันตลอดคืนจนรุ่งเช้า ตั้งแต่ช่วงเวลาตี 3 เป็นต้นมา กองทหารเกียรติยศได้มีการซักซ้อมเพื่อให้พระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ ออกมาสมบูรณ์และสมพระเกียรติที่สุด นอกจากนี้ยังมีเหล่าจิตอาสาที่ร่วมคอยให้บริการประชาชนตลอดเส้นทาง

 

 


ภาพ: แพรวดอทคอม

20 ชุดแต่งงานทรงเอ็มไพร์สไตล์นีโอคลาสสิค

ว่าที่เจ้าสาวทั้งหลายต่างก็คาดหวังให้วันแต่งงานออกมางดงามและเป็นที่น่าจดจำกับทั้งตัวเองและแขกที่มาร่วมงาน จึงให้ความสำคัญกับรายละเอียดต่างๆ อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องชุดแต่งงานที่จะให้ความสำคัญกันแแบบสุดพลัง ไอเดียชุดแต่งงานในฝันมีอยู่ในหัวเป็นร้อย ต้องเป๊ะ ต้องดูดีมีคลาสและมีกิมมิค! ต้องประณีตให้สมกับเป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิต เราก็เลยหาชุดสวยที่เจ้าสาวหลายคนเลือกใส่มาให้ดูกัน กับ ชุดแต่งงานทรงเอ็มไพร์ สไตล์คลาสสิคที่มีดีเทลนิดๆ แบบนี้อาจเป็นคำตอบสำหรับคุณ

ชุดแต่งงานทรงเอ็มไพร์ (Empire) มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศส บ้างเรียกชุดแต่งงานทรงนี้ว่าทรงเอวสูง เพราะมีจุดเด่นอยู่ที่ขอบเอวจะอยู่สูงกว่าทรงอื่นๆ คืออยู่ที่ใต้อก (บางคนเรียวกว่าชุดแต่งงานจั๊มใต้อกก็มี) โดยมีทั้งแบบกระโปรงที่ค่อนข้างเข้ารูปเป็นทรง และกระโปรงทรงปล่อยตรงธรรมดา ด้วยตัวกระโปรงที่เริ่มตั้งแต่ช่วงใต้อกลงไปจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับว่าที่เจ้าสาวไซส์กะทัดรัด ที่เมื่อได้สวมใส่แล้วจะยิ่งทำให้คุณดูสูงโปร่งและมีน้ำมีนวลยิ่งขึ้น ว่าแล้วก็ไปชม 20 ชุดแต่งงานทรงเอ็มไพร์ ที่เรานำมาฝากกันเลยดีกว่าค่ะ

เรื่อง : ณัฐมล

ภาพ : Pinterest

จารึกภาพค่ำคืนสุดท้าย ก่อนถวายพระเพลิงในหลวงรัชกาลที่๙

จารึกภาพค่ำคืนสุดท้าย ก่อนถวายพระเพลิงในหลวงรัชกาลที่๙…

ถ้าจะถามว่าค่ำคืนนี้เหมือนหรือแตกต่างจากวันที่ 13 ตุลาคม 2559 อย่างไร?… คงตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ความรู้สึกที่สัมผัสได้จากค่ำคืนของวันนี้ ก็คงอารมณ์เดียวกับคนไทยทุกคน ที่กำลังเฝ้ารอวันที่คนไทยอยากให้มาถึงช้าที่สุด ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของชาวไทยมาตลอด 70 ปี “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร”

บริเวณทางขึ้นสะพานพระปิ่นเกล้าเพื่อมุ่งสู่ฝั่งพระนคร ประชาชนยังคงเดินเท้ากันอย่างต่อเนื่องเพื่อไปร่วมในพระราชพิธี ถวายพระเพลิง พระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9

การจากลาเป็นเรื่องธรรมดาก็จริง แต่ในความรู้สึกของคนไทยแม้จะรู้ว่าไม่มีใครหนีเรื่องนี้พ้นก็ยังอยากจะให้การแถลงของสำนักพระราชวังเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นเพียงแค่ความฝัน ตลอด 1 ปีกับอีก 12 วันที่ทุกคนพร้อมใจกันไปสักการะพระบรมศพที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง จะต้องรอนานขนาดไหน เจออุปสรรคทั้งแดดทั้งฝนอย่างไรก็ไม่หวั่น ยิ่งใกล้วันพระราชพิธี ความหดหู่ในหัวใจก็ยิ่งมากขึ้น

ค่ำคืนนี้ยังคงมีเหล่าจิตอาสาคอยเดินแจกอาหารและน้ำดื่ม ตลอดเส้นทาง

ในค่ำคืนนี้ 25 – 26 ตุลาคม 2560 ท่ามกลางผู้คนที่มาเฝ้ารออยู่รอบพระราชพิธีอยู่เต็มไปหมด กลับมีแต่ความเงียบสงัด พระเมรุมาศยังคงตั้งตระหง่านเพื่อรอรับการเสด็จสู่สวรรคาลัยของในหลวงรัชกาลที่๙ ที่จะเริ่มขึ้นในรุ่งเช้าอย่างสมพระเกียรติ

ตึกโรงพยาบาลศิริราช

สีสันของท้องฟ้า และบรรยากาศของกรุงเทพมหานครไม่ได้ต่างจากวันก่อน จะมีก็เพียงค่ำคืนนี้จะเป็นวันสุดท้ายแล้วที่คนไทยจะต้องยอมรับความจริงว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร หรือที่เราทุกคนเรียกกันว่า “พ่อ” จะเสด็จสู่สวรรคาลัยอย่างไม่มีวันกลับ จะมีก็เพียงคำสอนของพระองค์และสิ่งที่พระองค์ทำเพื่อประชาชนมาตลอด 70 ปี สิ่งเหล่านี้ที่เราต้องเดินตามรอยพระองค์ เพื่อไม่ให้ทรงต้องเป็นห่วงอีกต่อไป

 

ภาพ : แพรวดอทคอม

ทุกย่างก้าวด้วยหัวใจ! เรื่องเล่าจาก ‘ม.ล.รจนาธร ณ สงขลา’ 1 ในผู้หญิง 35 คนตัวแทนราชสกุลจิรประวัติ

ม.ล.รจนาธร ตัวแทน ราชสกุลจิรประวัติ ร่วมเดินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ทุกก้าวต้องเข้มแข็ง

26 ตุลาคม 2560 คือวันที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึก!!! ภาพของประชาชนชาวไทยจากทั่วทุกสารทิศต่างแห่แหนกันมาร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ด้วยความมุ่งมั่นอดทน บางคนมีหยาดเหงื่อที่ไหลมาพร้อมกับหยาดน้ำตา ไม่ต่างไปจากเหล่าราชนิกูลที่ร่วมเดินในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ กว่าจะได้มาซึ่งริ้วขบวนที่สวยงาม มีความพร้อมเพียงกัน พวกเขาและเธอต้องเตรียมความพร้อมเป็นอย่างมากทั้งในเรื่องของร่างกาย และจิตใจ

หนึ่งในนั้นคือ ‘ม.ล.รจนาธร ณ สงขลา’ หรือคุณแคนดี้ ศิลปินและดีไซเนอร์ที่รู้จักกันในแวดวงศิลปะเป็นอย่างดี ในฐานะตัวแทนราชสกุลจิรประวัติ ที่ตั้งใจบินตรงกลับจากอังกฤษ เพื่อมาซ้อมเดินริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศโดยเฉพาะด้วยใจที่ตั้งมั่นอยากทำถวายในหลวงรัชกาลที่ ๙ ให้สมพระเกียรติที่สุด

“ใช้เวลาเตรียมตัวค่อนข้างมาก ต้องปรับเรื่องเวลานอนคือ เข้านอน 1 ทุ่ม ตื่นตี 3 รายงานตัวพร้อมกันตอนตี 4 ดิฉันอยู่หัวแถวฝั่งขวา ต้องก้าวยาว ดังนั้นต้องเตรียมผ้าซิ่นที่สามารถใส่แล้วก้าวยาวได้ ส่วนรองเท้าเปลี่ยนมา 5-6 คู่ก็ยังเจ็บ ยังเลือดออก เลยต้องพันทุกนิ้วแล้วใส่ถุงน่อง 2 ชั้น เสื้อก็ต้องใส่เสื้อทับ 2 ชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เหงื่อซึมออกมาทำให้ดูไม่เรียบร้อย

“ในส่วนของการซ้อมมีทั้งหมด 9 ครั้ง แต่ละครั้งต้องยืนตากแดดอย่างน้อย 5 ชั่วโมง ร่างกายเสียเหงื่อมาก แต่ใครก็ตามที่รู้สึกว่าก้าวขาไม่ได้แล้ว เห็นดาวเหมือนจะเป็นลม ต้องห้ามเป็นลมในริ้วขบวนเด็ดขาด เพราะทำให้ริ้วขบวนเสีย แล้วจะวุ่นวายไปหมด ต้องเดินออกไปเป็นลมข้างนอก โดยเล็งว่ามีนางพยาบาลอยู่ ณ จุดไหนบ้าง อย่างตัวเองตอนซ้อมหนแรกก็เป็นลม เพราะด้วยความที่ไม่ชินกับการเดินตากแดดนานขนาดนั้น วัดความดันลดลงเหลือ 40/70 ใกล้ช็อก ต้องฉีดยาเข้าเส้น ให้ออกซิเจน สักพักพอฟื้น ทหารก็พาเราไปส่งที่ริ้วขบวน เพื่อซ้อมเดินต่อ

“ดังนั้นการเตรียมตัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ ดิฉันต้องดื่มน้ำเกลือแร่แทนน้ำธรรมดาวันละ 1 ลิตร กับน้ำมะนาววันละ 10 ลูกทุกเช้า ป้องกันไม่ให้เป็นหวัด พร้อมกับดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อให้มีแรง ไม่กินอาหารนอกบ้าน เพราะห้ามท้องเสีย ดังนั้นช่วงที่ผ่านมาเป็นระยะเวลาเดือนกว่าแทบไม่ได้ออกไปไหนเลยเก็บตัวอยู่แต่บ้าน ไม่อยากเจ็บไข้ เพื่อที่ทำภารกิจให้ดีที่สุด

เตรียมร่างกายพร้อมแล้ว ใจก็ต้องพร้อมด้วยเช่นกัน แม้จะรู้สึกเศร้าขนาดไหนระหว่างที่เดิน ทุกคนตัองพยายามควบคุมอารมณ์ให้ได้

“เราทำหน้าเศร้า หรือร้องไห้ไม่ได้ มองซ้ายมองขวาก็ไม่ได้ ต้องมองตรงอย่างเดียว ซึ่งสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของพวกเราคือ พระบรมโกศ ทันทีที่เสียงปี่พาทย์ดังขึ้น พร้อมกับเพลง พญาโศก ต้องเดินก้าวเท้าด้วยความเข้มเเข็ง ห้ามหวั่นไหว หรือมีน้ำตาคลอแต่อย่างใด ทั้งที่ภายในใจเกินจะบรรยาย

“อย่างวันนี้ต้องอยู่ในงานพระราชพิธี 18 ชั่วโมง กลับมาได้นอนแค่ 2 ชั่วโมง เพื่อวันรุ่งขึ้นของวันที่ 27 ตุลาคม 2560 พวกเราผู้หญิง 35 คนตัวแทนราชสกุลที่อยู่ 3 แถวหลัง จะต้องร่วมเดินริ้วขบวนอันเชิญพระบรมราชสรีรางคารและพระบรมอัฐิไปไว้ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งจะมีเพลงให้เดิน 4 เพลง แต่ 2 เพลงสุดท้ายเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ ยามเย็น กับใกล้รุ่ง ขณะนั้นเราไม่ได้เดินตามพระบรมศพอีกต่อไปแล้ว แต่เดินตามพระบรมอัฐิ และพระบรมราชสรีรางคาร

“ความรู้สึกว่าไม่มีพระองค์ท่านแล้ว สะเทือนความรู้สึกอย่างมาก แต่ต้องห้ามมีน้ำตาออกมาเด็ดขาด เราต้องเดินด้วยสำนึกที่ทำถวายพระองค์ท่านให้สมพระเกียรติ เพราะฉะนั้นเราจะต้องไม่ร้องไห้ ต้องเดินด้วยความทะนง และภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นตัวแทนราชสกุล ได้มาทำถวายเจ้านายจนถึงวินาทีสุดท้าย

“ตอนนี้ขอแค่ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดค่ะ”

เรื่อง : apin

ภาพ : @kkasemsri,@rojanatorn_na_songkhla

 

“สมเด็จพระราชินีโซเฟีย” แห่งราชอาณาจักรสเปน เสด็จฯ ถึงไทยแล้ว เพื่อทรงเข้าร่วมพระราชพิธีฯ ในวันที่ 26 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2560 เวลา 18.00 น. สมเด็จพระราชินีโซเฟียเเห่งราชอาณาจักรสเปน เสด็จฯ ถึงประเทศไทยเพื่อทรงเข้าร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 นี้ ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร

 

สมเด็จพระราชินีโซเฟียเเห่งราชอาณาจักรสเปน

1

สมเด็จพระราชินีโซเฟียเเห่งราชอาณาจักรสเปน และ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

โดยมีพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ในฐานะผู้แทนพระองค์ และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนรัฐบาล ถวายการต้อนรับที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ

สมเด็จพระราชินีโซเฟียเเห่งราชอาณาจักรสเปน และ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี

โดย สมเด็จพระราชินีโซเฟีย เป็นพระมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีควน การ์โลสที่ 1 สมเด็จพระราชินีโซเฟียทรงเป็นเจ้าหญิงแห่งกรีซโดยพระกำเนิด เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระเจ้าปัฟโลสแห่งกรีซ และ สมเด็จพระราชินีเฟรเดริกาแห่งกรีซ โดยมีพระนามในภาษากรีกว่า โซเฟีย มาร์การีตา วิกตอเรีย เฟรเดรีกี พระองค์มีพระราชอนุชาและพระราชขนิษฐาคือ สมเด็จพระราชาธิบดีคอนสแตนตินที่ 2 แห่งกรีซ และ เจ้าหญิงไอรีนแห่งกรีซและเดนมาร์ก

สมเด็จพระราชินีโซเฟียเเห่งราชอาณาจักรสเปน

พระราชกรณียกิจในประเทศในฐานะของสมเด็จพระราชินี พระองค์ทรงเป็นประธานมูลนิธิ Queen Sofía และยังทรงเป็นประธานลูกเสือกิติมศักดิ์แห่งสเปน

สำหรับพระราชกรณียกิจในต่างประเทศ พระองค์เป็นตัวแทนพระราชวงศ์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงานอภิเษกสมของ เจ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารีแห่งสวีเดน และ เจ้าชายดาเนียล ดยุกแห่งเวสเตร์เยิตลันด์ และ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมงาน พระราชพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียมกับเจ้าหญิงเคท และเมื่อปี พ.ศ. 2549 พระองค์เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ สมเด็จพระราชาธิบดีควน การ์โลสที่ 1 แห่งสเปน มายังราชอาณาจักรไทยในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

 


 

พระราชประวัติสมเด็จพระราชินีโซเฟียเเห่งราชอาณาจักรสเปน  : wikipedia

ภาพ : กระทรวงการต่างประเทศ , margaret watson 

 

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร กราบถวายบังคมพระบรมศพ

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 ต.ค. 2560 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังพระบรมมหาราชวัง เข้าทางประตูวิเศษไชยศรี ประตูพิมานไชยศรี เมื่อรถยนต์พระที่นั่งเทียบที่ประตูกำแพงแก้ว พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ข้างพระที่นั่งราชกรัณยสภา เสด็จขึ้นทางบันไดมุขกระสันพระทีั่่นั่งพิมานรัตยา เสด็จออกพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ผ่านพระบรมวงศานุวงศ์เฝ้าฯ ไปยังที่ประดิษฐานพระบรมศพ ทรงจุดเทียนเครื่องทองน้อยและเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ทรงประเคนพัดรองที่ระลึกงานออกพระเมรุ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร แต่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก สมเด็จพระราชาคณะ และสมเด็จพระราชาคณะที่จะถวายพระธรรมเทศนา จำนวน 31 รูป แล้วทรงยืนประเคนพัดรองที่ระลึกฯ แด่พระสงฆ์สวดศราทธพรต 30 รูป บรรพชิตจีน และญวน 20 รูป ซึ่งจะเดินเข้ามารับจนหมด

ทรงประเคนพัดรองที่ระลึกงานออกพระเมรุ
ทรงยืนประเคนพัดรองที่ระลึกฯ แด่พระสงฆ์
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี,ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์
พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ และพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

เจาะข้อมูล “พระยานมาศสามลำคาน” ราชยาน ริ้วขบวนที่ 1 ใช้อัญเชิญพระบรมศพจากวัง

การอัญเชิญพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ออกจากพระบรมมหาราชวังจะเคลื่อนออกทางประตูเทวาภิรมย์ โดย พระยานมาศสามลำคาน ริ้วขบวนที่ 1 

จากข้อมูลการอัญเชิญพระบรมศพจากพระมหาปราสาทไปสู่พระเมรุมาศ โดยเริ่มจากริ้วขบวนที่ 1 ที่จะอัญเชิญพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จากพระบรมมหาราชวังไปสู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ริ้วขบวนที่ 1 จะเชิญพระโกศทองใหญ่โดย พระยานมาศสามลำดวน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ผ่านทางประตูเทวาภิรมย์

สำหรับพระยานมาศสามลำคาน เป็นราชยานที่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เพื่อใช้อัญเชิญพระบรมโกศพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นครั้งแรก โดยมีลักษณะเป็นยานที่มีคานหามขนาดใหญ่ ทำด้วยไม้จำหลักลวดลายลงรักปิดทอง มีพนักโดยรอบ 3 ด้าน และมีคานหาม 3 คาน จึงเรียกว่า พระยานมาศสามลำคาน อยู่ในขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วที่ 1 ใช้สำหรับอัญเชิญพระบรมโกศจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ไปประดิษฐานบนพระมหาพิชัยราชรถ ที่จอดเทียบรออยู่ใกล้พลับพลายก บริเวณทิศตะวันออกของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

และเมื่อพระมหาพิชัยราชรถเชิญพระโกศพระบรมศพไปถึงพระเมรุมาศแล้ว ก็จะใช้ พระยานมาศสามลำคาน นี้อัญเชิญพระโกศพระบรมศพจากพระมหาพิชัยราชรถเวียนรอบพระเมรุมาศ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง อีกครั้งหนึ่ง ยกเว้นถ้าเป็นพระบรมศพหรือพระศพของพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงรับราชการทหารเมื่อยังทรงพระชนม์ จะใช้ราชรถปืนใหญ่เวียนรอบแทน

 


ข้อมูลและภาพ: http://www.kingrama9.th/Honor/Detail/7

‘พระองค์ที’ ร่วมทำหน้าที่จิตอาสา ถวายงานเพื่อทูลกระหม่อมปู่ครั้งสุดท้าย

แม้จะสเด็จกลับมายังประเทศไทยได้ไม่นาน แต่ก็ทำให้คนไทยปลื้มใจอีกครั้งเมื่อได้เห็นเจ้าชายพระองค์น้อย “พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ” หรือ “พระองค์ที”  ได้มาร่วมทำหน้าที่จิตอาสา บริการประชาชนที่มาร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่๙

25 ตุลาคม 2560 พสกนิกรจากทั่วสารทิศต่างเดินทางมาร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ซึ่งในแต่ละจุดที่ประชาชนนั่งรออยู่ แม้ว่าจะเจออุปสรรคทั้งแดดและฝน แต่ก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนท้อถอยแต่อย่างใด

อีกทั้งยังมีหน่วยงานทางราชการรวมถึงอาสาสมัครต่างมาช่วยกันดูแลอย่างขยันขันแข็ง และในวันนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ก็ได้มาร่วมเป็นหนึ่งในจิตอาสา พระองค์รับหน้าที่เป็นผู้ทำความสะอาดสุสานหลวง ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร อีกทั้งยังทรงประทานอาหารและน้ำดื่มแก่ประชาชนอีกด้วย

ขอขอบคุณภาพจาก : FB@ชมรมคนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย

“ประตูเทวาภิรมย์” พระทวารเชิญพระบรมโกศ ออกจากพระบรมมหาราชวังสู่ท้องสนามหลวง

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 เป็นเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ที่หลายคนล้วนอยากจดจำและสัมผัสให้ได้มากที่สุดแม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้ามากแค่ไหนก็ตาม 

วันนี้ แพรวดอทคอม จึงจะพาไปรู้จัก “ประตูเทวาภิรมย์” ซึ่งเป็นหนึ่งในประตูชั้นนอกตามกำแพงพระบรมมหาราชวังจากทั้งหมด 12 ประตู โดยแต่ละประตูได้มีการตั้งชื่อให้สอดคล้องไล่เรียงกันไป และประตูเทวาภิรมย์นี้ก็นับเป็นประตูสำคัญในพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ เนื่องจากเป็นจุดแรกที่พระบรมศพของในหลวงรัชกาลที่ 9 จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จะเคลื่อนออกเพื่อมุ่งสู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ประตูเทวาภิรมย์ เป็นประตูชั้นนอกอยู่ทางด้านทิศตะวันตก ระหว่างป้อมมหาสัตตโลหะและป้อมทัศนนิกร ตรงข้ามกับท่าราชวรดิษ โดยมีชื่อสามัญว่า ประตูท่าขุนนางหน้าโรงทาน ซึ่งเมื่อถัดเข้ามาด้านในจะเป็นประตูชั้นในชื่อว่า ประตูศรีสุนทร สำหรับประตูตามกำแพงพระบรมมหาราชวังนั้นได้มีการสร้างและเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 ซึ่งเมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประตูเทวาภิรมย์ เป็นประตูวังหนึ่งเดียวที่ได้เปลี่ยนเป็นประตูยอดแบบใหม่ โดยเปลี่ยนจากประตูหอรบเป็นประตูยอด

สำหรับการอัญเชิญพระบรมศพจากพระมหาปราสาทไปสู่พระเมรุมาศ หรืออัญเชิญพระบรมอัฐิจากพระเมรุมาศสู่พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชสรีรางคารไปบรรจุหรือลอยพระอังคาร ตามโบราณกาลจะอัญเชิญด้วยขบวนพระราชอิสริยยศ เรียกว่า ริ้วขบวน ซึ่งจะมีทั้งหมด 6 ขบวน ตามที่หลายคนได้เห็นผ่านสื่อหรือไปชมยังสถานที่จริงในวันซ้อมใหญ่ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศเมื่อวันที่ 22-23 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยแต่ละขบวนได้มีการบูรณะตกแต่งราชรถ ราชยาน และเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ รวมถึงจะมีคนหาม คนฉุดชัดจำนวนมากเพื่อเคลื่อนขบวนให้งดงามประหนึ่งราชรถเคลื่อนบนหมู่เมฆส่งเสด็จสู่สวรรค์

พระยานมาศสามลำคาน

โดยในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ริ้วขบวนที่ 1 จะเชิญพระโกศทองใหญ่โดยพระยานมาศสามลำคาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ผ่านทางประตูเทวาภิรมย์ จากนั้นใช้เส้นทางถนนมหาราช เลี้ยวเข้าสู่ถนนท้ายวัง มุ่งไปยังถนนสนามไชย เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ บริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม รวมระยะทาง 817 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ตามด้วยริ้วขบวนที่ 2 เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถโดยเกรินบันไดนาค จากหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ไปทางถนนสนามไชย ยาตราขบวนแห่เชิญพระโกศทองใหญ่ จากถนนสนามไชยเข้าสู่ถนนราชดำเนินใน จากนั้นขบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่เชิญพระโกศทองใหญ่เข้าสู่ท้องสนามหลวง รวมระยะทาง 890 เมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยหลังจากนั้นจะเป็นหน้าที่ของริ้วขบวนที่ 3-6 ตามลำดับ

 

 


ข้อมูล: http://www.kingrama9.th, หนังสือราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ กรมศิลปากร และเว็บไซต์พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี
ภาพ: http://www.kingrama9.th, google street view, แพรวดอทคอม