สักครั้งหนึ่งในชีวิต YOSEMITE ดินแดนสวรรค์ ขาเที่ยวรักธรรมชาติลองแล้วจะติดใจ

ฉันเชื่อว่าถ้าใครได้เห็นอุทยานแห่งชาติโยเซมิติ (YOSEMITE) ผ่านภาพถ่ายของคุณลุงแอนเซล อดัมส์ [Ansel Adams (1902 – 1984)] แล้วละก็ จะต้องยอมสลัดบรรยากาศสดชื่นรื่นรมย์ ของแซนแฟรนซิสโกไว้เบื้องหลัง เพราะภาพ “Moon and Half Dome” ของคุณลุงแอนเซล ทำให้ฉันเกิดความรู้สึกว่าอุทยานแห่งชาติโยเซมิติคือสรวงสวรรค์ธรรมชาติสร้าง เป็นสวรรค์ที่สวยสงบลุ่มลึกอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนในโลก

โยเซมิติอุทยานในฝัน

เมื่อมีโอกาสมาแซนแฟรนซิสโก ฉันก็ตั้งใจที่จะขับรถไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติโยเซมิติจากแซนแฟรนซิสโกไปตามฟรีเวย์ 580 และจบด้วยไฮเวย์ 120 ถนนขนาดสองเลน ชมวิวไปเรื่อยๆ ถ้าไม่แวะบ่อยๆ และไม่หลงก็จะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงนิดหน่อย แต่เราทั้งหลงและแวะตลอดทาง จึงใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง

มาริโพซา เมืองเล็กๆ สไตล์คาวบอย

หนึ่งในไฮไลท์ของจุดแวะที่ปักหมุดไว้คือ เมืองมาริโพซา (Mariposa) เมืองเล็กๆ ระหว่างทางก่อนเข้าสู่อาณาเขตของอุทยานแห่งชาติ โยเซมิติ เมืองนี้มีกลิ่นอายบรรยากาศคาวบอย นักเดินทางนิยมใช้เป็นจุดพักค้างคืน มีที่พักให้เลือกอยู่ไม่น้อย ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านค้า ปั๊มน้ำมัน มีครบ รวมถึงทัวริสต์อินฟอร์เมชั่นเซ็นเตอร์ที่มีข้อมูลเยอะมาก มีแผนที่แจกพร้อมเจ้าหน้าที่ที่เต็มใจแนะนำเส้นทางท่องเที่ยวภายในอุทยาน

ออกจากมาริโพซา วิวสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยน ยิ่งเข้าใกล้อุทยาน วิวทิวทัศน์ก็ยิ่งสวยงาม ถนนเริ่มคดโค้ง ฉันเริ่มเห็นด้วยกับเจ้าหน้าที่ของทัวริสต์อินฟอร์เมชั่นเซ็นเตอร์ที่ไม่แนะนำให้นักท่องเที่ยวขับรถในตอนกลางคืน เพราะบางช่วงของถนนคดเคี้ยวมากจนอาจเกิดอันตรายขึ้นได้

โรงแรมอาวาห์นี โรงแรมเก่าแก่ ภายในอุทยานแห่งชาติโยเซมิติ

ชื่อเสียงของโยเซมิติโด่งดัง เป็นที่รู้จักกันในหมู่นักท่องธรรมชาติ ต้องยกความดีความชอบให้จอห์น มุยร์ (John Muir) นักอนุรักษ์ธรรมชาติคนสำคัญ ผู้เล็งเห็นความงามและความยิ่งใหญ่ทางธรรมชาติของโยเซมิติ เขาพยายามผลักดันโยเซมิติให้เป็นอุทยานแห่งชาติ และด้วยความสมบูรณ์ของป่าเขา และพันธุ์สัตว์ป่าหายากเกือบ 200 ชนิด พันธุ์พืชมากกว่า 7,000 สายพันธุ์ อุทยานแห่งชาติโยเซมิติจึงได้รับการประทับตราให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโกในปี 1984

ยุคตื่นทองเริ่มต้นขึ้นที่โยเซมิติ

แรกเริ่มเดิมทีดินแดนแห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของชาวอินเดียนแดงหลายเผ่า พอถึงช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักสำรวจดั้นด้นบุกป่าฝ่าดงเข้ามาค้นพบทองคำในแม่น้ำ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็เข้าสู่ยุคตื่นทองของแคลิฟอร์เนีย คนขาวพากันอพยพมาตั้งรกรากถิ่นที่อยู่และเปิดศึกชิงดินแดนนี้กับอินเดียนแดง สู้รบกันอยู่นาน อินเดียนแดงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และยอมอพยพไปอยู่ที่อื่น

หลังจากที่ยุคตื่นทองจบลง นักเดินทางผู้พิสมัยในธรรมชาติก็เข้ามา ภาพความงาม ความยิ่งใหญ่แห่งโยเซมิติจึงเริ่มขจรขจายออกไปให้ผู้คนได้เห็น นับจนถึงบัดนี้ก็กว่า 150 ปี แต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทั้งอเมริกัน และจากทั่วโลกแวะเวียนมาชมธรรมชาติในเขตอุทยานแห่งชาติโยเซมิติ ประมาณ 4 ล้านคน ฉันอยากจะจัดให้โยเซมิติเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีเสน่ห์ดึงดูดอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว

Moon and Half Dome…สวรรค์แห่งโยเซมิติ

จากจุดชมวิวกลาเซียร์พ้อยต์จะเห็นฮาล์ฟโดมงามเยี่ยงนี้

มุมที่ถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของอุทยานแห่งชาติโยเซมิติคือ ฮาล์ฟโดม และเอล แคปิตัน (El Capitan) โดมหินแกรนิตขนาดใหญ่สองโดม สูง 4,000 กว่าฟุต ตรงบริเวณหุบเขาโยเซมิติตามข้อสันนิษฐาน ก่อนที่หุบเขาแห่งนี้จะเป็นรูปตัวยูอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ เดิมเป็นหุบเขารูปตัววี มาก่อน ต่อมาโดนธารน้ำแข็ง (Glacier) เซาะผ่านนานวันเข้า ในที่สุด กลายเป็นรูปตัวยู ทั้งฮาล์ฟโดมและเอล แคปิตัน ก็คงจะโดนธารน้ำแข็ง กัดเซาะด้วยเหมือนกัน หน้าตารูปร่างจึงแปลกตา ชวนให้เกิดจินตนาการต่อ เหมือนภาพ “Moon and Half Dome” ของแอนเซล อดัมส์ เป็นภาพถ่าย ที่มีเอกลักษณ์ ดูลึกลับเหมือนผุดขึ้นมาสงบนิ่งอยู่กลางหุบเขา…ฉันรู้สึกได้ถึง ความงามสงบและพลังอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

ภาพสะท้อนของเอล แคปิตัน ในบึงน้ำยามเย็น
นักท่องเที่ยวสนุกสนาน กับเรือคายัคในลำธารใสแจ๋ว และเย็นเฉียบ

นอกจากฮาล์ฟโดมและเอล แคปิตัน ที่ถือเป็นสวรรค์เล็กๆ สำหรับนักปีนเขาแล้ว น้ำตกในอุทยานแห่งชาติโยเซมิติก็โดดเด่นไม่แพ้กัน นับเฉพาะน้ำตกใหญ่ๆ ก็มี 4 แห่ง คือ น้ำตกโยเซมิติ (Yosemite Fall) น้ำตกเวอร์แนล (Vernal Fall) น้ำตกเนวาดา (Nevada Fall) และน้ำตกไบรดัลเวล (Bridal Veil Fall) ที่ดูเหมือนกับผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาวที่แผ่ออก น้ำตกแต่ละแห่งล้วนทิ้งตัวตกลงมาจากหน้าผาที่สูงหลายร้อยฟุต เด่นที่สุดก็ต้องเป็นน้ำตกโยเซมิติ เป็นน้ำตกสองชั้น สูงรวมกันถึง 700 กว่าเมตร เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือลำธารทั้งหลายที่ไหลมาจากน้ำตก ทั้งใสแจ๋วและเย็นเฉียบ สมกับที่ละลายมาจากหิมะ งามไม่แพ้กัน ทั้งปลายน้ำและต้นน้ำ

น้ำตกโยเซมิติ ทิ้งตัวลงมา จากหน้าผาสูง หลายร้อยฟุต
ฮาล์ฟโดมยามตะวันตกดิน งามราวกับอยู่ริมสวรรค์

แต่เมื่อฤดูหนาวมาถึง ไม่ว่าจะเป็นน้ำในแม่น้ำ ลำธาร หรือบึงใหญ่ ในอุทยานและน้ำตกทั้งหลายดูเหมือนจะกลายเป็นน้ำแข็งเหมือนกันหมด ทั้งอุทยานถูกคลุมไว้ด้วยหิมะสีขาว ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือยอดเขา สวยราวเนรมิต เป็นความสวยที่แทรกไว้ด้วยอากาศหนาวจับจิตแบบอุณหภูมิ ติดลบ ถนนบางเส้นถูกปิดเพราะเส้นทางถูกคลุมไว้ด้วยหิมะ ไม่ใช่ว่าจะขับรถไปตรงไหนในอุทยานก็ได้ รถที่จะขับในอุทยานต้องใส่โซ่กันลื่นที่ล้อทั้งสี่ล้อ เพราะหิมะที่ละลายบนผิวถนนทำให้ถนนลื่นมาก รถอาจไถลเกิดอุบัติเหตุได้ แต่ฤดูหนาวก็เป็นฤดูที่นักถ่ายภาพหลายคนหลงใหล เพราะหลังจากที่พายุหิมะกระหน่ำ ภาพของโยเซมิติในเวลานั้นราวกับฉากในเรื่อง โฟรเซ่น ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ

ขนาดเป็นฤดูหนาว โยเซมิติก็ไม่เคยร้างผู้คน ไม่ต้องพูดถึงฤดูร้อนที่ทั่วทั้งอุทยานเต็มไปด้วยสีสัน เป็นฤดูที่ใบไม้เปลี่ยนสี จะเนืองแน่นด้วยผู้คนขนาดไหนหนอ…

ซีคัวญา (Sequoia) มหัศจรรย์แห่งสิ่งมีชีวิต

ถ้าขับรถต่อไปเรื่อยๆ ถึงตอนใต้ของอุทยานที่เรียกว่า มาริโพซา โกรฟ (Mariposa Grove) จะพบกับป่าสนซีคัวญา ต้นไม้ใหญ่ยักษ์ยืนต้นตระหง่านอยู่ ลำต้นเป็นสีแดงเหมือนสีสนิมเหล็ก อวบหนาด้วยเปลือกไม้ เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ยักษ์มหัศจรรย์ในสายตาของฉันเป็นอย่างยิ่ง ฉันเคยคิดว่าต้นไม้ไซส์ยักษ์ในเมืองของเหล่าเอลฟ์ในเรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เป็นแค่จินตนาการไม่มีอยู่จริง แต่พอมาเห็นยักษ์ใหญ่ซีคัวญาจึงรู้ว่าฉากนั้นมาจากป่าซีคัวญาในอุทยานโยเซมิตินี่เอง

สนซีคัวญายืนต้นตระหง่านงดงามอยู่ในป่า
สนซีคัวญาขนาดใหญ่ จนเดินลอดได้

เจ้าหน้าที่อุทยานให้ข้อมูลว่า ซีคัวญายักษ์เหล่านี้สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณมาก ซึ่งเป็นประโยชน์สำคัญที่ช่วยให้ทุกชีวิตบนโลกนี้มีอากาศบริสุทธิ์ไว้หายใจ ฉันไม่เห็นเหตุผลใดที่เราจะตัดไม้เพียงเพื่อสนองความอยาก ต้นไม้พวกนี้เกือบต้องสูญพันธุ์ไปในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เพราะผู้คนพากันตัดไม้เพื่อใช้งาน โชคดีที่ไม่เป็นที่นิยม เพราะเนื้อไม้เปราะหักง่าย สนซีคัวญาจึงมีโอกาสยืนต้นตระหง่านงดงามอยู่ในป่า หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดอุทยานแห่งชาติโยเซมิติขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่อนุรักษ์ต้นไม้ที่มีคุณค่าเหล่านี้

ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งกับจอห์น มุยร์ ที่เคยบอกไว้ว่า “ต้นไม้ใหญ่ เป็นงานสร้างสรรค์ชิ้นเอกของป่า ยักษ์ใหญ่ซีคัวญาเป็นสิ่งมหัศจรรย์แห่งป่า เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” และด้วยความยิ่งใหญ่ของขนาดและอายุที่ยืนยาว ทำให้สนซีคัวญายักษ์ได้รับตำแหน่งต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นอนชมจันทร์ในหุบเขาโยเซมิติ

ใครก็ตามที่มีโอกาสมาถึงอุทยานแห่งชาติโยเซมิติ ฉันขอแนะนำให้พักค้างอย่างน้อย 1 คืน แต่ถ้าอยากไปทุกจุดชมวิวและเดินป่าเบาๆ ด้วยน่าจะ 3 วัน 2 คืนเป็นอย่างน้อย ที่พักของอุทยานในหุบเขาโยเซมิติ มี 3 ที่หลักๆ คือ Curry Village เป็นแบบเต็นท์ผ้าใบหนา โครงไม้มีฮีตเตอร์ช่วยให้อุ่นในหน้าหนาว แต่ไม่มีแอร์คอนดิชั่นสำหรับหน้าร้อน ห้ามเก็บอาหารไว้ในเต็นท์ ด้านหน้าเต็นท์ตั้งตู้เหล็กสีเขียวเอาไว้ให้เก็บอาหาร ป้องกันหมีมารื้อหาอาหาร ห้องน้ำรวมแต่สะอาด ส่วนอีกสองแห่งเป็นโรงแรมเก่าแก่ ชื่อโรงแรมอาวาห์นี (Ahwahnee Hotel) และ โยเซมิติ ลอดจ์ (Yosemite Lodge) สะดวกสบายมาก ไม่มีแอร์คอนดิชั่น แต่อากาศเย็นสบายตลอดเวลาในหน้าร้อน ที่สำคัญคือ ต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือน

เต็นท์ที่พักภายในอุทยาน แห่งชาติโยเซมิติ ห้ามเก็บ อาหารทุกชนิดในเต็นท์ เพื่อป้องกันหมีมาคุ้ยหาอาหาร

ช่วงที่นักท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุดเห็นจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ประมาณปลายเดือนมีนาคม–มิถุนายน ทั้งน้ำตก แม่น้ำ และบึงทุกแห่งมีน้ำเยอะ ช่วงต้นฤดูอาจมีน้ำน้อยอยู่บ้าง แต่ก็จะมีวิวหิมะคลุมยอดเขาอยู่บางๆ งามแปลกตาไปอีกแบบ

ก่อนมื้อเย็นฉันออกมานั่งดื่มด่ำอากาศยามเย็นย่ำกับวิวงามของ บึงน้ำใกล้ที่พักในหุบเขาโยเซมิติ บึงน้ำกว้างใหญ่ที่มีภูผาสูงเบื้องหน้า กับพระจันทร์ดวงโตบนฟ้ากว้าง เป็นสัดส่วนความสงบงามสวย ให้อารมณ์มั่นคง อบอุ่น ดีต่อใจจนบอกไม่ถูก

ฉันแน่ใจว่าแม้ธรรมชาติกำลังลงโทษมนุษย์อย่างที่เรากำลังเห็น กันอยู่ แต่เมื่อได้เห็นโยเซมิติเวลานี้ก็รู้ชัดว่าธรรมชาติยังให้ความงดงาม คงอยู่เสมอ

ที่มา: นิตยสารแพรว ปักษ์ 900 เรื่องและภาพโดย laorluck

keyboard_arrow_up