ลุยตะวันออกเฉียงเหนือ เช็คอิน 10 ที่เที่ยวภูมิภาคโทโฮคุ บ้านเกิดของคนญี่ปุ่น

เปลี่ยนวิถีเที่ยวในเมืองหลวง พาสัมผัสมนต์เสน่ห์ 10 ที่เที่ยวภูมิภาคโทโฮคุ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ดินแดนแห่งตำนานเรื่องเล่าขาน แหล่งอนุรักษ์วิถีชีวิตและขนบประเพณีแบบโบราณ

ฉีกสไตล์การท่องเที่ยวในเมืองหลวงของญี่ปุ่นอย่าง โตเกียว ที่ใครมาญี่ปุ่นแล้วต้องเช็คอิน พาเบนเข็มไปตะลุยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของแดนปลาดิบ แวะ 10 ที่เที่ยวภูมิภาคโทโฮคุ ภูมิภาคที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ และได้รับการขนานนามว่าเป็น “บ้านเกิดของคนญี่ปุ่น”

หากเอ่ยถึง โทโฮคุ (TOHOKU) เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่คุ้นหูกับชื่อนี้มากนัก ด้วยปีนี้กระแสโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นมาแรง โดยเฉพาะเมืองเซนได จังหวัดมิยางิ ที่กำลังเป็นแหล่งหมายตาใหม่สุดฮิตของขาเดินทาง วันนี้ แพรวดอทคอม จึงไม่ขอตกเทรนด์พาแฟนๆ ไปท่องเที่ยวโทโฮคุพร้อมทำความรู้จักแต่ละจุดไปทีละนิดทีละน้อย ซึ่งต้องบอกก่อนว่า ใครที่หลงรักวิถีชีวิตแสนเรียบง่าย หลงเสน่ห์วัฒนธรรม ขนบประเพณี งานหัตถกรรมแบบดั้งเดิม รวมถึงอาหารและขนมสูตรต้นตำรับชื่อดัง รับรองว่าถูกใจ ต้องตา เที่ยวไปยิ้มไป ยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอกันแน่นอน

พื้นที่สีแดงคือ ภูมิภาคโทโฮคุ

“โทโฮคุ” ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นมีทั้งหมด 6 จังหวัด ได้แก่ อาโอโมริ, อิวาเตะ, มิยางิ, อาคิตะ, ยะมะงะตะ และฟุกุชิมะ ซึ่งจากสนามบินนาริตะเดินทางด้วยรถยนต์ไปโทโฮคุนั้นใช้เวลาราว 4 ชั่วโมง ระหว่างทางถ้าไม่นั่งหลับไปเสียก่อนจะเห็นสีเขียวของต้นไม้ ขุนเขา ทุ่งนารายล้อมเยอะมาก โดยภูมิภาคนี้จะมีความเป็นชนบท เน้นวิวธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบ น้ำตก ออนเซ็นกลางหุบเขา ส่วนจุดเด่นของโทโฮคุที่เชิญชวนให้มาเที่ยวกันจะอยู่ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีและฤดูใบไม้ผลิ และมีเทศกาลแห่โคมไฟ เป็นเทศกาลโด่งดังที่ถือเป็นเทศกาลดึงดูดให้เหล่านักท่องเที่ยวมาแล้วต้องแวะมาชมมาสัมผัสกันให้ได้

จากสนามบินนาริตะ ประเดิมจังหวัดแรกของโทโฮคุกันที่จังหวัดฟุกุชิมะ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศญี่ปุ่น และเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติอันสวยงาม รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ เช่นเมืองไอสึ วาคามัตสึ ที่ขึ้นชื่อเรื่องผลไม้สดรสชาติหวานอร่อยจนได้รับการขนานนามว่าเป็น อาณาจักรผลไม้

โทโฮคุ
พิพิธภัณฑ์ราเมง หน้าด้านดีไซน์ตะเกียบคู่ เป็นกิมมิกน่ารักๆ

 

โทโฮคุ

  1. พิพิธภัณฑ์ราเมง และศาลเจ้าราเมง (Kitakata Ramen)

เช็คอินจุดแรกกันที่พิพิธภัณฑ์ราเมงและศาลเจ้าราเมงที่เมืองคิตาคาตะ จ.ฟุกุชิมะ โดยคุณโฮชิ เจ้าของร้านชาวญี่ปุ่นออกมาต้อนรับพวกเรา ซึ่งหากมองในไทยบ้านเรา ร้านอาหารญี่ปุ่นจัดว่ามีจำนวนมากกว่าร้านอาหารต่างชาติอื่นๆ และกลุ่มราเมงก็ฮิตติดลมไม่ว่าจะเทศกาลไหนๆ

สำหรับเมืองคิตาคาตะได้ชื่อเรื่อง “ราเมงอร่อย” มานานตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา โดยเป็นช่วงก่อนฟองสบู่จะแตก และเป็นเมืองที่มีแหล่งน้ำและร้านราเมงอร่อยเยอะมาก เรียกว่าเมืองนี้เมืองเดียวมีร้านราเมงกว่า 120 ร้าน ท่ามกลางคนญี่ปุ่นที่อาศัยในเมืองนี้ประมาณ 4 หมื่นคน รวมถึงยังเป็นที่รู้จักต่อชาวญี่ปุ่นทั่วประเทศในด้านชื่อเสียงของราเมง และเอกลักษณ์ของเส้นราเมงที่เป็นเส้นหยักหนา จึงทำให้นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวที่นี่ ส่วนในด้านการกินนั้น ถ้าคนญี่ปุ่นทั่วไปจะทานราเมงในมื้อเที่ยง แต่ถ้าเป็นคนเมืองคิตาคาตะจะทาน 3 มื้อ เช้า กลาง เย็นเลย และราเมงยังมีสารอาหารที่ดีช่วยแก้อาการแฮงค์ เมาค้าง ในมื้อเช้าได้อีกด้วย

ส่วนที่มาในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ราเมง เพราะอยากให้ความรู้เรื่องราเมงว่ามีต้นกำเนิดจากอะไร เคล็ดลับการทำราเมงให้อร่อยเป็นเช่นไร รวมถึงยังได้รวมรายชื่อและภาพร้านราเมงทั้งหมดไว้ที่นี่ด้วย ซึ่งยังมีมุมถ่ายรูปชิคๆ เป็นถ้วยราเมงขนาดใหญ่ให้นักท่องเที่ยวลงไปอยู่ในถ้วยไว้อัพโซเชียลเก๋ๆ ด้วย

โทโฮคุ
ภายในร้านมีเส้นราเมงขายด้วย ซึ่งจะนำมาขายที่ไทยงาน The Mall ที่สยามพารากอนปลายสิงหาคมนี้

 

โทโฮคุ
ถ้วยราเมง ที่ให้นักท่องเที่ยวลงไปถ่ายรูปชิคๆ

 

Kitakata Ramen

 

หน้าตาเกี๊ยวและราเมงสุดอร่อย
  1. คฤหาสน์ซามูไรไอซุ บูเคยาชิกิ (Aizu Bukeyashiki)

ถัดมาที่เมืองไอซุ ที่ตั้งของคฤหาสน์ซามูไรไอซุ บูเคยาชิกิ ที่อดีตเจ้าของเป็นซามูไรชื่อ ไซโก ทะโนะโมะ (Saigo Tanomo) ที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของซามูไรขั้นสูงที่มีความสำคัญประจำภูมิภาค แต่อาคารได้ถูกไฟไหม้ในช่วงสงครามโบชิน (Boshin War 1868) จนกระทั่งได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ทั้งหมดในช่วงสมัยเอโดะ ภายในยังคงมีบ้าน Kyu nakahata jin’ya และโรงสีข้าว Han Mai Seimaijo ซึ่งเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมสำคัญที่ชวนรู้สึกย้อนไปสัมผัสยุคอดีต อีกทั้งยังมีมุมให้ประดิษฐ์ของเล่นพื้นเมือง AKABEKO (อะกะเบะโกะ) เป็นตัวแทนสำหรับของฝาก และเป็นเครื่องรางที่ขึ้นชื่อของจ.ฟุกุชิมะ โดยสิ่งนี้มีที่มาจากเรื่องเล่ากว่าพันปีว่า วัวที่ช่วยเหลือในการสร้างศาลเจ้า เป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีของเทพเจ้าและทำให้สุขภาพแข็งแรง

ประดิษฐ์ AKABEKO (อะกะเบะโกะ) ดีไซน์วัวได้ตามใจเลย
  1. ปราสาทฟุกุชิมะ (Tsurugajo) หรือปราสาทนกกระเรียน

เป็นปราสาทเพียงแห่งเดียวที่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของญี่ปุ่นไว้ ปราสาทหลังคาสีแดงเป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองไอสุวาคามัทซึ ภายในสวนของปราสาทนกกะเรียนยังมีเรือนน้ำชารินคะคุ ที่แวดล้อมไปด้วยสวนหย่อม ตัวเรือนหลังนี้เคยถูกใช้เป็นสถานที่จัดพิธีชงชาในสมัยก่อน นอกจากเรือนน้ำชาแล้ว ใกล้กับตัวปราสาทยังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจอย่าง The Aizu Sake Museum ที่จัดเเสดงเกี่ยวกับสาเก และของดีของจ.ฟุกุชิมะ ซึ่งมีจุดให้ซื้อของฝาก ของที่ระลึกมากมายเลย

จุดชมวิวด้านบนสุด
เป็นวิวธรรมชาติสวยมากที่ต้องมาให้ได้
  1. หมู่บ้านสุนัขจิ้งจอกซาโอะ (Zao Fox Village)

เปลี่ยนโหมดมาเป็นสาวรักสัตว์กันบ้างที่หมู่บ้านสุนัขจิ้งจอกซาโอะ ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองชิโรอิชิในภูเขาของ จ.มิยากิ โดยเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี 1990 ภายในหมู่บ้านมีสัตว์นานาชนิดกว่า 100 ตัว รวมถึงสุนัขจิ้งจอก 6 สายพันธุ์ ที่วิ่งไปมาอย่างอิสระในพื้นที่กว้าง ซึ่งก่อนเข้าไปดูมีพี่พนักงานชาวญี่ปุ่นมายืนให้คำแนะนำต่างๆ ด้วย เช่น ผู้เข้าชมสามารถเข้าถึงตัวสัตว์ต่างๆ ได้อย่างใกล้ชิด และสามารถป้อนอาหารได้ แต่ก็ควรระมัดระวังในการให้อาหารด้วยเช่นกันเพราะอาจถูกกัดได้ ที่สำคัญควรสวมเสื้อผ้ามิดชิดไม่เผยผิว เลี่ยงกระโปรงหรือกางเกงขาสั้น เพราะจะดึงดูดให้สุนัขจิ้งจอกเข้ามากัดตรงผิวนั้นได้

ทางเข้าหมู่บ้านสุนัขจิ้งจอกซาโอะ

  1. เยี่ยมชมและเก็บเชอร์รี่ที่สวนผลไม้นากาโนะ

เดินทางมาเยี่ยมชมสวนผลไม้และเก็บเชอร์รี่ ผลไม้ขึ้นชื่อที่ถือเป็นของดีประจำเมืองเท็นโด จ.ยามากาตะ ที่มาแล้วต้องมาชิมให้ได้เนื่องจากไม่มีการส่งออกขายที่ต่างประเทศ โดยเราได้รับเกียรติจากคุณโคบายาชิ หัวหน้าการตลาดมาต้อนรับและให้ข้อมูลเกี่ยวกับไร่เชอร์รี่ ภายในไร่ได้ปลูกเชอร์รี่ทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ sato nishiki (พันธุ์นี้อร่อยที่สุด), summit (คล้าย american cherry), yamagata bijin (จุดเด่นมีเส้นสีขาวกลางลูก) และ beni sayaka (เนื้อนุ่ม) ซึ่งเขาว่ายิ่งสีแดงจะยิ่งอร่อย และมีสัดส่วนความหวานผสมเปรี้ยวที่ลงตัว

คุณโคบายาชิ หัวหน้าการตลาดสวนผลไม้นากาโนะ
ยิ่งสีแดงยิ่งอร่อยนะจ๊ะ

โดยเราสามารถเด็ดลูกแล้วเข้าปากชิมได้เลย และนำเม็ดทิ้งลงพื้นดิน ไม่ต้องห่วงว่าจะมีสารเคมี เพราะใช้สารเคมีที่ไม่อันตรายเพียงครั้งเดียวในช่วงที่เริ่มออกดอก เพราะระยะนั้นจะมีศัตรูพืชมารบกวน ส่วนการเก็บไปขายนั้นจะเด็ดลูกติดก้านมาด้วย เพราะป้องกันน้ำหวานในผลโผล่ออกมา แล้วจะมีโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียต่างๆ เข้าไป ทำให้เกิดเชื้อราและเสียง่ายนั่นเอง ซึ่งในช่วงหิมะตกนั้น ที่นี่จะตกถึงเอวเลย ไม่มีการครอบคลุมต้นเชอร์รี่ใดๆ ปล่อยไปตามธรรมชาติ แต่ทีมงานจะใส่รองเท้าสกี คอยมาเขี่ยหิมะออกจากต้น เพราะกรณีหิมะตกหนักๆ ทับก้านก็ทำให้กิ่งก้านเชอร์รี่หักได้ เรียกว่าต้องใส่ใจในการดูแลและทำงานมากๆ เลยล่ะ

  1. กินซังออนเซ็น (Ginzan Onsen)

มาเยี่ยมชมบรรยากาศเสน่ห์ของเมืองน้ำพุร้อน จ.ยามากาตะ ที่คงความเป็นเรียวกังสไตล์ญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมเอาไว้ โดยสองข้างทางจะเป็นห้องพักแบบเรียวกังที่ทำจากไม้มี 3-4 ชั้น อยู่ท่ามกลางภูเขา และยังมีจุดบริการให้ชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวนั่งแช่เท้าฟรี เดิมในช่วงต้นสมัยเอโดะ ที่นี่เป็นพื้นที่ขุดเหมืองแร่เงิน ขุดจนเงินใกล้หมด ประจวบกับพบตาน้ำพุร้อนออนเซ็น จึงได้ปรับปรุงและพัฒนาใหม่

ซึ่งตั้งแต่สมัยเมจิ (รัชกาลที่ 5) จนมาถึงสมัยไทโช ได้ตั้งแนวคิดว่าอยากรักษาวัฒนธรรมและบรรยากาศดั้งเดิมของญี่ปุ่นไว้ ปัจจุบันที่แห่งนี้จึงมีเอกลักษณ์กลิ่นอายความเป็นญี่ปุ่นมากๆ มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่นในด้านเป็นเมืองออนเซ็นที่สวยงามที่สุด นอกจากนี้ยังถือเป็นบ้านเกิดคนญี่ปุ่นและเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดัง “โอชิน” รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจของฉากในภาพยนตร์แอนิเมชั่นชื่อดังของญี่ปุ่น “Spirits Away”

7 .วัดซูซอนจิ มีเอกลักษณ์คอนจิคิโดะหรือศาลาทองคำอันโด่งดัง

มาญี่ปุ่นแล้วก็ต้องขอไปไหว้พระที่วัดกันบ้าง โดยได้มุ่งหน้าสู่ จ.อิวาเตะ เยี่ยมชมเมืองฮิไรสุมิ เมืองชนบทอันสวยงามที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2011 เนื่องจากเมืองนี้เต็มไปด้วยวัด โบราณสถานมากมายทั้งยังให้ความสำคัญต่อเรื่องพระพุทธศาสนา โดยวัดสำคัญของเมืองนี้คือ วัดซูซอนจิ ที่ด้านในมีคอนจิคิโดะ  (Konjikido) หรือศาลาทองคำอันโด่งดังเปิดให้เข้าชมแต่งดถ่ายรูป มีลักษณะคล้ายกับพลับพลาทองคำของวัดคินคะคุจิในเกียวโต

สำหรับวัดซูซอนจินี้ ก่อตั้งขึ้นในปี 580 เป็นวัดของพระพุทธศาสนานิกายเทนได ประกอบด้วยอาคารต่างๆ 10 กว่าหลังในพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่หลังจากการล่มสลายของตระกูลฟูจิวาระในปลายศตวรรษที่ 12 ปัจจุบันจึงเหลืออาคารดั้งเดิมเพียง 2 หลัง และหนึ่งในสองที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือคอนจิคิโดะที่ได้กล่าวไป โดยบริเวณภายในนั้นเต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ บรรยากาศสงบ ร่มรื่น และมีชาวญี่ปุ่นสูงวัยสะพานกล้องเดินทางมาเป็นคู่หรือกลุ่มเพื่อนเป็นจำนวนมาก

  1. วังโกะโซบะ เมนูไฮไลท์มีประวัติกว่า 400 ปีของ จ.อิวาเตะ

มาถึงอิวาเตะ จะพลาดอาหารขึ้นชื่อประจำจังหวัดไปก็น่าเสียดาย ซึ่งใครที่อยากแข่งเกมกับแก๊งเพื่อนสายกินในทริปแนะนำที่นี่เลย โดยวังโกะโซบะ (Wanko Soba) เป็นอาหารดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงที่สุดจานหนึ่งของญี่ปุ่น และเป็นเมนูที่มีมากว่า 400 ปีก่อน ซึ่งชื่อ “วังโกะ” มาจากภาษาท้องถิ่นของจ.อิวาเตะ หมายถึง ชาม เป็นชามใส่อาหารขนาดเล็กที่ทำจากไม้สไตล์ญี่ปุ่น

ส่วนเส้นโซบะจะใช้เส้นโซบะชั้นยอดมาทำ มีความเหนียวนุ่ม ทำมาจากแป้งบัควีตเสิร์ฟมาในชามขนาดเล็กปริมาณพอดีคำ โดยเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงอื่นๆ ที่ใช้ทานร่วมกันด้วย อาทิ ทูน่าซาชิมิดิบ เนื้อไก่ เห็ด โดยธรรมเนียมการกินอาหารชนิดนี้พิเศษกว่าอาหารอื่นๆ ตรงที่คุณสามารถรับประทานโซบะมากเท่าไหร่ก็ได้ตามที่คุณต้องการ และถ้าใครทานได้มากที่สุดในแก๊งก็จะได้รับประกาศณียบัตรจากร้านไปนอนกอดด้วย

  1. ทานอาหารท้องถิ่นญี่ปุ่น 津軽三味線ライブ あいや พร้อมชมการแสดงซามิเซ็ง

อีกร้านอาหารท้องถิ่นญี่ปุ่นที่อยากแนะนำเลยก็คือ 津軽三味線ライブ あいや (Tsugaru Shamisen) ใกล้กับที่พัก HIROSAKI PARK HOTEL ซึ่งความพิเศษของร้านที่เชิญชวนให้คนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวมานั่งทานพร้อมดื่มด่ำบรรยากาศสไตล์ญี่ปุ่นท้องถิ่นเลยก็คือ การแสดงซามิเซ็ง ที่แสดงบนเวทีเล็กๆ ภายในร้าน โดยขณะแสดงนั้นผู้โชว์จะพูดถึงความเป็นมาของเนื้อเพลงก่อนบรรเลง รวมถึงอธิบายเครื่องดนตรีที่เล่น ซึ่งใครที่ฟังภาษาญี่ปุ่นไม่เข้าใจก็สามารถเอ็นจอยไปกับเสียงเพลงได้ เป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่น่าประทับใจมากๆ โดยตอนที่ไปมีชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งมานั่งในร้านเพื่อรอชมการแสดงนานหลายชั่วโมงเลย

  1. พิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านเนบูตะ (Nebuta Wa-rasse)

ส่งท้ายก่อนบินกลับไทยกันที่พิพิธภัณธ์ศิลปะพื้นบ้านเนบูตะ (Nebuta Wa-rasse) ใกล้กับจุดซื้อของฝาก A-Factory  ซึ่งมีแอปเปิ้ลสารพัดรูปแบบเป็นของฝากขึ้นชื่อ สำหรับพิพิธภัณฑ์ศิลปะพื้นบ้านเนบูตะ เป็นสถานที่จัดแสดงเครื่องแห่ของเทศกาลเนบุตะ ซึ่งเป็นเทศกาลยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งอาโอโมริและขึ้นชื่อของภูมิภาคโทโฮคุ จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงต้นเดือนสิงหาคม

ผู้เข้าชมจะได้ซึมซับบรรยากาศที่มีชีวิตชีวาของประวัติศาสตร์และประเพณีอันสำคัญ พร้อมชมเกี้ยวประดับโคมไฟ และชมการแสดงสดจาก Haneto นักเต้นที่เป็นเอกลักษณ์ ที่มาพร้อมกับการบรรเลงดนตรีสด ตีกลองไทโกะ และเป่าขลุ่ย ซึ่งความน่ารักคือช่วงท้ายของการแสดง เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งลองตีกลอง และเต้นอีกด้วย

เห็น 10 จุดเช็คอินแห่งโทโฮคุของญี่ปุ่นที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว เชื่อว่ามีหลายสถานที่น่าจะเข้าตาหลายคนไม่น้อย ซึ่งเร็วๆ นี้สำหรับใครที่อยากชิมบรรยากาศของโทโฮคุก่อน แม้ตัวจะยังไม่ได้ไปญี่ปุ่น ทางเดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ได้เปิดห้างขนเมนูและสินค้าต้นตำรับหลากหลายมาพร้อมบรรยากาศของโทโฮคุมาไว้ในงาน THE MALL SHOPPING CENTER JAPAN DISCOVERY 2018 : AUTHENTIC TOHOKU” งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 ณ แกรนด์ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ บางกะปิ  และในระหว่างวันที่ 14 – 23 กันยายน 2561 ณ แกรนด์ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ โคราช

 

เรียกว่า ส่งความฟินพร้อมกลิ่นอายญี่ปุ่นจัดเต็มกันแบบสุดๆ เลย..!

เรื่อง: บะหมี่กุ๊งกิ๊ง_แพรวดอทคอม
ภาพ: บะหมี่กุ๊งกิ๊ง, CHAMP, ภีมในตำนาน

 

keyboard_arrow_up