ข้อเข่าเสื่อม

ข้อเข่าเสื่อม คืออะไร? รวมสาเหตุ อาการ และวิธีการรักษาที่ควรรู้

ข้อเข่าเสื่อมคืออะไร? เช็กอาการ สาเหตุ และแนวทางการรักษา

ข้อเข่าเสื่อม

ข้อเข่าเสื่อมเป็นหนึ่งในปัญหาข้อต่อที่พบได้บ่อยเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันไม่คล่องแคล่วเหมือนเดิม อาการข้อเข่าเสื่อมที่หลายคนเจอ เช่น ปวดเข่า ข้อฝืด หรือมีเสียงในข้อเวลาเดินขึ้น-ลงบันได อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ Osteoarthritis หรือภาวะกระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอ หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแลอย่างเหมาะสมอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในระยะยาวมากขึ้นเรื่อย ๆ 

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจข้อเข่าเสื่อมตั้งแต่สาเหตุ ระยะ ไปจนถึงวิธีป้องกันและแนวทางการรักษาที่เหมาะสม 


ข้อเข่าเสื่อมคืออะไร? ทำความเข้าใจก่อนเริ่มดูแล 

โรคข้อเข่าเสื่อม หรือ Osteoarthritis คือภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อ (Articular Cartilage) ซึ่งทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกและช่วยให้ข้อเข่าเคลื่อนไหวได้อย่างลื่นไหล เกิดการสึกหรอหรือบางลงตามเวลา ส่งผลให้กระดูกเสียดสีกันโดยตรงจนเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างข้อเข่า ภาวะนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Knee Osteoarthritis เป็นภาวะข้อเข่าเสื่อมที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ใช้งานเข่าหนักเป็นประจำ

ผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมมักมีอาการเข่าเสื่อมที่สังเกตได้ชัด เช่น ปวดบริเวณเข่าเมื่อเดินหรือขึ้นลงบันได ข้อเข่าบวม มีเสียงดังในข้อเมื่อขยับ และรู้สึกฝืดตึงจนเคลื่อนไหวลำบาก หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาการอาจรุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันในระยะยาว 


ข้อเข่าเสื่อมมีระยะไหนบ้าง? เช็กความรุนแรงจากอาการ 

ข้อเข่าเสื่อมอาการ

ข้อเข่าเสื่อมแบ่งความรุนแรงออกเป็น 4 ระยะตามสภาพของกระดูกอ่อนผิวข้อที่สึกหรอ การสังเกตข้อเข่าเสื่อมอาการในแต่ละระยะช่วยให้วางแผนดูแลรักษาได้ทันที ดังนี้

  • ระยะที่ 1 (ระยะเริ่มต้น) : กระดูกอ่อนสึกหรอเพียงเล็กน้อย อาการข้อเข่าเสื่อมระยะแรกมักยังไม่ชัดเจน แทบไม่รู้สึกผิดปกติ มักพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพ
  • ระยะที่ 2 (ระยะเล็กน้อย) : เริ่มมีปวดข้อเข่าเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะขณะเดินขึ้นลงบันไดหรือลุกนั่ง อาจได้ยินเสียงในข้อขณะขยับ และมักดีขึ้นเมื่อได้พัก
  • ระยะที่ 3 (ระยะปานกลาง) : ช่องว่างระหว่างข้อเข่าแคบลงชัดเจนปวดข้อเข่ารุนแรงขึ้น ข้อฝืดตึง เคลื่อนไหวลำบาก และอาจมีอาการบวมร่วมด้วย
  • ระยะที่ 4 (ระยะรุนแรง) : กระดูกอ่อนถูกทำลายเกือบทั้งหมด ปวดตลอดเวลาถึงแม้ขณะพัก เหยียดหรืองอขาได้ไม่สุด และมักเห็นข้อเข่าผิดรูปชัดเจน

ข้อเข่าเสื่อม สาเหตุเกิดจากอะไรได้บ้าง?

ข้อเข่าเสื่อมเกิดจากการเปลี่ยนแปลงและเสื่อมของโครงสร้างภายในข้อ ซึ่งมีหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งอายุ การใช้งาน น้ำหนักตัว และการบาดเจ็บ โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยมีดังนี้ 

  • อายุและการใช้งาน ข้อเข่าเสื่อมเกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อเสื่อมสภาพลงตามเวลา มักพบในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป
  • น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน (Obesity) ทำให้ข้อเข่าต้องรับแรงกดมาก ส่งผลให้กระดูกอ่อนสึกหรอเร็วกว่าปกติ
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต การนั่งพับเพียบ นั่งคุกเข่า นั่งยอง ๆ หรือยกของหนักต่อเนื่องเป็นประจำ ทำให้ข้อเข่ารับแรงกดสูงสะสม
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวสายตรงเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป
  • การบาดเจ็บและอุบัติเหตุ การบาดเจ็บบริเวณเข่า เช่น ข้อเคลื่อน กระดูกสะบ้าแตก หรือเส้นเอ็นฉีกขาดจากการเล่นกีฬา ทำให้ข้อเข่าเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร
  • โรคประจำตัวอื่น โรคข้ออักเสบบางชนิด เช่น โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) หรือโรคเกาต์ (Gout) ที่ทำลายโครงสร้างข้อเข่าโดยตรง

ข้อเข่าเสื่อมป้องกันได้อย่างไรบ้าง? 

เมื่อเกิดข้อเข่าเสื่อมแล้ว โครงสร้างข้อเข่าจะไม่สามารถกลับคืนสภาพเดิมได้เต็มที่ การป้องกันจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการดูแลข้อเข่าให้ใช้งานได้ยาวนาน มีวิธีดังนี้

  • รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อลดแรงกดที่ข้อเข่า
  • ออกกำลังกายอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า
  • หลีกเลี่ยงการนั่งในท่าที่กดทับข้อเข่า เช่น นั่งพับเพียบ คุกเข่า นั่งยอง ๆ หรือไขว่ห้าง
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือใช้งานข้อเข่าซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • หลีกเลี่ยงกีฬาที่มีการปะทะหรือแรงกระแทกสูงต่อข้อเข่า

สำหรับคำถามที่พบบ่อยอย่างข้อเข่าเสื่อมกินอะไรดี? แนะนำให้เลือกรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและโปรตีนสูง เพื่อช่วยเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อรอบข้อ ส่วนคำถามว่าข้อเข่าเสื่อมห้ามกินอะไร? ควรลดอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เนื่องจากมีส่วนทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและเร่งการสึกหรอของข้อเข่าโดยอ้อม


ข้อเข่าเสื่อมรักษาได้ด้วยวิธีไหนบ้าง? 

ข้อเข่าเสื่อมการรักษามีเป้าหมายเพื่อบรรเทาอาการปวด ช่วยให้ข้อเข่ากลับมาเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และชะลอความเสื่อมของข้อให้นานที่สุด แพทย์จะพิจารณาแนวทางตามระยะของโรคและความพร้อมของผู้ป่วยแต่ละราย ดังนี้

  • การรักษาโดยไม่ใช้ยา (Non-pharmacological therapy) เน้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดต้นเหตุของข้อเข่าเสื่อม เช่น ลดน้ำหนักตัว ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และปรับวิธีใช้งานข้อเข่าในชีวิตประจำวัน
  • กายภาพบำบัด ใช้เทคนิคทางการแพทย์เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อและลดอาการปวด เช่น อัลตราซาวนด์ (Ultrasound) หรือการเลเซอร์รักษา รวมถึงอุปกรณ์พยุงเข่าเสริม แต่ควรระวังการใช้ต่อเนื่องนานเกินไปเพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อลีบ
  • การรักษาด้วยยา (Pharmacological therapy) มีทั้งยารับประทาน เช่น กลุ่มยาแก้ปวดลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาปรับโครงสร้างข้อ และยาฉีดเข่าเสื่อม ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
  • การรักษาโดยการผ่าตัด เป็นทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีหลายเทคนิค เช่น
    • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม (Arthroplasty)
    • การผ่าตัดตัดเปลี่ยนแนวกระดูก (Osteotomy)
    • การผ่าตัดเชื่อมข้อให้ชิดกัน (Arthrodesis) ตามข้อบ่งชี้เฉพาะราย

ข้อเข่าเสื่อม ดูแลรักษาได้ที่ Vibhavadi Hospital 

ข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่กระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอตามการใช้งานและอายุที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิตในระยะยาว การสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก เข้าใจสาเหตุ และปฏิบัติตามแนวทางป้องกันอย่างถูกต้อง ก็จะช่วยชะลอความรุนแรงของโรคได้ หากมีอาการปวดเข่าต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์โดยตรงเพื่อวางแผนดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ

โรงพยาบาลวิภาวดี ให้บริการตรวจวินิจฉัยและดูแลกระดูกเข่าอย่างครบวงจร โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยวางแผนข้อเข่าเสื่อมวิธีรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย ตั้งแต่แนวทางแบบไม่ผ่าตัดไปจนถึงการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม เพื่อให้กลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง

สามารถติดต่อหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่