มะเร็งตับ

รู้จัก มะเร็งตับ โรคที่คร่าชีวิต “ตั้ว ศรัณยู” อันตรายอันดับ 1 ที่ผู้ชายต้องระวัง

มะเร็งตับ
มะเร็งตับ

แพรวดอทคอม ขอแสดงความเสียใจกับ “ตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง” นักแสดงรุ่นใหญ่ในดวงใจของผู้ชมตลอดกาล ที่เสียชีวิตด้วย “โรคมะเร็งตับ” ระยะสุดท้าย นอกจากนี้ จะพาลูกเพจทุกคนมาทำความรู้จักโรคมะเร็งตับนี้เพื่อเป็นแนวทางการป้องกันและรักษาได้ทันท่วงทีกันค่ะ

โรคมะเร็งตับ เป็นปัญหาสุขภาพที่คร่าชีวิตคนไทยมานานแล้ว ปัจจุบันมะเร็งตับพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง สาเหตุสำคัญมาจากไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี หากตรวจพบช้ามีโอกาสเสียชีวิตภายในไม่กี่เดือน เพราะฉะนั้นการรู้เท่าทัน หมั่นตรวจเช็ค ดูแลสุขภาพตัวเองและคนใกล้ชิดให้ห่างไกลมะเร็งตับคือสิ่งสำคัญ

รู้จักมะเร็งตับ

ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยกำจัดสารพิษและของเสีย ผลิตน้ำดีในการย่อยอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด สร้างและเก็บสะสมแป้งและไขมันเพื่อเป็นพลังงาน รักษาสมดุลในร่างกาย ดังนั้น เมื่อเซลล์บริเวณตับเกิดการแบ่งตัว เพิ่มจำนวนอย่างผิดปกติ สามารถพัฒนามาเป็นมะเร็งตับ (Liver Cancer) ได้ในที่สุด ซึ่งมักเกิดจากการที่ตับอักเสบพัฒนาไปเป็นตับแข็งและเซลล์ตับแข็งพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งตับ ที่ต้องระวังคือผู้ป่วยโรคมะเร็งตับไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคนี้ เนื่องจากไม่แสดงอาการที่ผิดปกติจนก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่และค่อนข้างยากต่อการรักษา

ต้นเหตุมะเร็งตับ

  • ภาวะตับแข็งจากสาเหตุต่าง ๆ ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี
  • การดื่มแอลกอฮอล์
  • ไขมันเกาะตับ
  • โรคเบาหวาน
  • โรคอ้วน
  • ทานอาหารปนเปื้อน โดยเฉพาะอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ที่พบมากในถั่วลิสง พริกป่นแห้ง

สัญญาณเตือนมะเร็งตับ

  • ปวด แน่น เจ็บบริเวณท้องบนด้านขวาและลิ้นปี่ คล้ายกับโรคกระเพาะอาหาร
  • คลำเจอก้อนขนาดใหญ่ใต้ชายโครงด้านขวา
  • เบื่ออาหาร น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต
  • คลื่นไส้ อาเจียน

การตรวจวินิจฉัยมะเร็งตับมีหลายวิธี ได้แก่

  • การตรวจอัลตราซาวนด์ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด สามารถมองเห็นก้อนหรือความผิดปกติที่ตับได้ หากตรวจพบก้อน อาจต้องตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติมตามการวินิจฉัยของแพทย์
  • การตรวจสารบ่งชี้โรคมะเร็งตับ ได้แก่ เลือด สารคัดหลั่ง เนื้อเยื่อต่าง ๆ โดยมักจะใช้การตรวจเลือดเพื่อดูค่า AFP (Alpha – Fetoprotein) สารวัดค่ามะเร็งตับที่นิยมใช้ตรวจค้นหาขั้นต้นของโรคมะเร็งตับ หากมีค่า AFP สูงอาจบ่งบอกได้เบื้องต้นว่ามีเซลล์มะเร็งตับ และแพทย์มักให้ตรวจวินิจฉัยอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT Scan โดยต้องอาศัยการฉีดสารทึบรังสีเพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจน วินิจฉัยได้ถูกต้อง แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตและไม่ควรตรวจบ่อยต้องเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น
  • การตรวจ MRI (Magnetic Resonance Imaging) เป็นการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทำให้เห็นความผิดปกติของตับอย่างชัดเจน ทำให้ทราบผลการตรวจวินิจฉัยมะเร็งตับที่แน่นอน ข้อดีคือไม่มีสารตกค้างในร่างกาย แต่ไม่สามารถตรวจในผู้ป่วยที่มีการฝังโลหะภายในร่างกาย
  • การตัดชิ้นเนื้อตรวจ โดยแพทย์ใช้เข็มขนาดเล็กสอดเข้าไปที่ตับแล้วทำการตัดชิ้นเนื้อพิสูจน์ วิธีนี้วินิจฉัยมะเร็งตับได้ค่อนข้างแน่นอน

วิธีการรักษามะเร็งตับ

การรักษามะเร็งตับมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับระยะของโรค โดยแพทย์เฉพาะทางจะทำการพิจารณาวิธีที่เหมาะสมที่สุด ได้แก่

  • การผ่าตัดก้อนมะเร็งตับ เนื่องจากการผ่าตัดรักษามะเร็งตับไม่สามารถผ่าเฉพาะก้อนเนื้อที่เป็นมะเร็งตับออกไปได้ อาจส่งผลกระทบถึงเนื้อเยื่อข้างเคียง ส่งผลให้อาจเกิดอันตรายถึงตับวายได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่จะรักษาด้วยวิธีนี้มีเพียง 10 – 20% ที่สามารถรักษาโดยการผ่าตัดเนื้อตับออกไปได้
  • การจี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency Ablation – RF) มักใช้ในกรณีที่ก้อนเนื้องอกมีขนาดไม่เกิน 3 – 4 เซนติเมตร โดยใช้เข็มเข้าไปทำลายก้อนเนื้อด้วยความร้อน โดยใช้การอัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ระบุตำแหน่ง ข้อดีคือเนื้อตับถูกทำลายน้อยมาก ทำลายเซลล์มะเร็งตับแบบถาวร ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว
  • การให้เคมีบำบัดผ่านทางหลอดเลือดแดง (Transarterial Chemoembolisation – TACE) เป็นการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับที่ไม่สามารถทำการผ่าตัดได้ และก้อนเนื้อบริเวณตับมีขนาดใหญ่ประมาณ 7 – 10 เซนติเมตร โดยสอดกล้องหรือสอดท่อเข้าไปทางหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอกที่ตับ จากนั้นทำการให้ยาฆ่าเซลล์มะเร็งและให้สารอุดกั้นหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงก้อนเนื้องอก ทำให้ก้อนเนื้องอกถูกทำลายด้วยเคมีบำบัดและขาดเลือดไปเลี้ยง วิธีนี้ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน แต่อาจต้องกลับมาทำซ้ำหากเซลล์มะเร็งยังมีอยู่ หรือรักษาก้อนเนื้องอกจนเล็กลง
  • การจี้ทำลายก้อนมะเร็งตับด้วยคลื่นไมโครเวฟ (Microwave Ablation) คล้ายกับวิธี RF โดยใช้เข็มที่ผลิตความร้อนจากคลื่นไมโครเวฟผ่านรูเล็ก ๆ  ที่มีขนาดเพียง 2 – 3 มิลลิเมตรเข้าไปทำลายก้อนเนื้อในตับที่มีขนาดไม่เกิน 5 เซนติเมตร โดยใช้การอัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ระบุตำแหน่ง วิธีนี้ช่วยลดภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว

FUSION ULTRASOUND เทคโนโลยีช่วยในการรักษามะเร็งตับ

การรักษามะเร็งตับในปัจจุบันพยายามทำลายเนื้อตับปกติส่วนที่ไม่ใช่เซลล์มะเร็งให้น้อยที่สุด เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีการรักษามะเร็งตับที่ช่วยให้สามารถทำลายก้อนเนื้อได้แบบเฉพาะจุดคือทางเลือกที่ดีต่อผู้ป่วยอย่างแท้จริง Fusion Ultrasound เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดียิ่งขึ้น ด้วยคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถดึงภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT SCAN) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) มารวมกับภาพจากเครื่องอัลตราซาวนด์ กลายเป็น Fusion Imaging ภาพ 4 มิติที่มองเห็นก้อนเนื้อและขอบเขตได้ละเอียดชัดเจน ช่วยให้รักษาได้ตรงตามตำแหน่งที่ต้องการ ลดโอกาสผิดพลาด

เมื่อนำมาใช้ร่วมกับการรักษามะเร็งตับด้วยคลื่นไมโครเวฟ (Microwave Ablation) ที่ใช้พลังงานความร้อนเข้าไปทำลายก้อนเนื้อ ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้เครื่องมือรังสีวินิจฉัย เช่น  เครื่องอัลตราซาวนด์ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT SCAN) เข้ามาช่วย ทำให้ทำลายก้อนเนื้อได้ถูกตำแหน่ง ลดผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย พักฟื้นเพียงไม่นานก็กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ นับเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยรักษามะเร็งตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพราะมะเร็งตับอาจไม่ใช่โรคไกลตัวอย่างที่หลายคนเข้าใจ นอกจากการดูแลสุขภาพด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ การตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำทุกปีคือสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการตรวจไวรัสตับอักเสบบีและไวรัสตับอักเสบซี รวมถึงเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งตับอย่างเห็นผล


ข้อมูล : รศ.นพ.คมกริช ฐานิสโร หัวหน้าศูนย์รังสีร่วมรักษา โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ

 

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

โชคดีที่ลดน้ำหนัก! ซูบิน ผอมจนคลำเจอก้อนที่คอ พบเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์

ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปวดท้องหลังกินข้าว หนึ่งในสัญญาณ มะเร็งกระเพาะอาหาร

ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะบ่อย สัญญาณเตือนของ โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ

รู้จัก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ชนิดฮอดจ์กิน ศัตรูตัวร้ายที่ซุ่มโจมตีระบบภูมิคุ้มกัน

แนวทางการรักษา “มะเร็งศีรษะและลำคอ” แบบใหม่ มีอัตราการรอดชีวิตมากขึ้น

 

 

 

Praew Recommend

keyboard_arrow_up