เอิง แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ

เจ้าหญิงอสังหาริมทรัพย์ ‘เอิง แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ’ วัยแค่ 30 แต่คุมธุรกิจพันล้าน

เอิง แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ
เอิง แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ

เธอทำงานหารายได้มาตั้งแต่เด็ก เพราะอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง รวมทั้งพิสูจน์ให้ครอบครัวเห็นว่าเธอก็ทำได้ ทำให้วันนี้ “เอิง แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ” เป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่าพันล้านด้วยวัยเพียง 30 ปี รวมทั้งเป็นไอดอลและแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายคนลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ชีวิตและธุรกิจของ ตัวเอง จนสื่อมวลชนยกให้เธอเป็น “เจ้าหญิงแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์”

ชีวิตต้องสู้

“พ่อแม่ (คุณหมิงซาน แซ่เจิ้ง – คุณสุวรรณี จินชาง) เป็นคนจีนที่เข้ามาอยู่เมืองไทยเมื่อ 35 ปีที่แล้ว มีญาติพี่น้องหรือคนรู้จักน้อยมาก เรียนหนังสือก็น้อย พูดไทยก็ไม่ได้ งานแรกที่แม่ทำคือเป็นลูกจ้างดูแลทำความสะอาดบ้านญาติ ส่วนพ่อรับจ้างทำงานก่อสร้าง พอมีเงินเก็บแม่นำไปซื้อจักรมารับจ้างเย็บผ้า พอมีออร์เดอร์มากขึ้นจึงเริ่มจ้างคนงาน ค่อยๆ ขยายกิจการมาเรื่อย ส่วนพ่อยังรับจ้างเป็นกรรมกร ผ่านไปกว่า 20 ปีถึงพอมีเงิน แล้วบังเอิญว่ามีคนขอยืมเงินแล้วไม่คืน พ่อกับแม่จึงได้เป็นหุ้นส่วนเล็กๆ ในกิจการอสังหาริมทรัพย์ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ท่านขยับขยายมาทำธุรกิจอสังหาฯของตัวเองในชื่อ ‘นิราวิลล์ พร็อพเพอร์ตี้’

“เอิงมีพี่ชายสองคน ห่างกันคนละ 3 ปี ถึงแม้ไม่ค่อยมีสตางค์ แต่พ่อแม่ก็พยายามส่งลูกเรียนอย่างดีที่สุด ช่วงประถมเอิงเรียนโรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์ พอขึ้นชั้นมัธยมก็ย้ายไปเรียนที่อัสสัมชัญธนบุรี จะได้ใกล้บ้าน

“เอิงมาเริ่มทำงานจริงจังตอนเรียน ม.6 เพราะที่บ้านเริ่มมีปัญหาการเงิน จึงไปทำงานขายตรงของแอมเวย์ โดยลูกค้าเป็นคนแถวบ้าน เขาเห็นเราเป็นเด็กก็ช่วยอุดหนุน ซึ่งงานขายทำให้เราเจอคนหลากหลาย มีประสบการณ์การขาย รู้จักวางแผนชีวิตและการเงิน เอิงทำงานนี้มาเรื่อยๆ กระทั่งเรียนปี 3 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ภาคอินเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังเลิกเรียนก็ไปทำงานขายต่อ บางวันต้องเดินทางไปพบลูกค้า อยู่ไกลแค่ไหนเราก็ไปหา บางครั้งมีประชุมกับทีม กว่าจะกลับถึงบ้านตีหนึ่งตีสอง แม่จึงขอให้เลิกทำ

“บังเอิญว่ารู้จักคนทำขายตรงด้วยกัน เขาทำงานที่คลินิกความงาม จึงชวนเราไปช่วยทำการตลาดให้ จากคลินิกพื้นที่ 20 ตารางเมตร ขยายใหญ่เป็น 600 ตารางเมตร

“พอทำงานถึงจุดหนึ่งเริ่มมีโรงพยาบาลชั้นนำอันดับต้นๆ ของไทยติดต่อให้เอิงไปทำงานกับเขาที่ต่างประเทศ ช่วงนั้นเรียนจบปริญญาตรีพอดี คิดหลายอย่างว่าจะทำอะไรดี ปรึกษาแม่ ท่านพูดแค่ว่าถ้าทำงานหนักและทุ่มเทขนาดนี้ ก็อยากให้ทำอะไรที่เป็นของตัวเอง ไม่อยากให้รับจ้างไปเรื่อยๆ จึงเริ่มหันมามองว่าที่บ้านทำธุรกิจด้านอสังหาฯ เราควรจับจุดเริ่มต้นจากตรงนี้ แต่ตั้งใจว่าจะเริ่มต้นด้วยตัวเอง จึงไปสมัครงานบริษัทอสังหาฯยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งเพื่อเรียนรู้จากเขา ตอนแรกเกือบไม่รับเราเข้าทำงาน เพราะโปรไฟล์เราไม่เกี่ยวอะไรกับธุรกิจอสังหาฯเลย เอิงบอกเขาว่าให้ทำตำแหน่งอะไร เงินเดือนเท่าไร ทำงานเสาร์-อาทิตย์ก็ได้ ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งนั้น เพราะเป้าหมายเราคือต้องการความรู้ ในที่สุดเขารับเข้าทำงานการตลาด

“ระหว่างที่ทำงานก็หาโอกาสเรียนรู้เพิ่มเติม โดยเรียนต่อปริญญาโท สาขาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีคอร์สไหนเกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ เราก็ไปร่วมอบรม กระทั่งได้รู้จักเพื่อน (วรวุฒิ กิตติอุดม) ที่ชวนหุ้นเปิดบริษัทแม็กซิมัส เอสเตท

“บางคนอาจมองว่าเป็นการตัดสินใจร่วมหุ้นที่เร็วมาก ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ตอนนั้นคิดว่าในเมื่อโอกาสมาเราต้องคว้าไว้ ซึ่งจากการสังเกตและพูดคุยกับหุ้นส่วนเรื่องมุมมองธุรกิจต่างๆ บวกกับลองหาข้อมูลจากคนในวงการอสังหาฯด้วยกัน ก็พอใช้เป็นข้อมูลการตัดสินใจได้ ที่สำคัญความคิดในการร่วมหุ้นของเอิงไม่ได้ใช้เงินเป็นตัวตั้ง แต่ดูว่าอย่างน้อยที่สุดเราจะได้ประสบการณ์ ได้โอกาสจากการทำงาน ซึ่งเอิงเชื่อว่าถ้าเรามีประสบการณ์และความรู้ เงินจะตามมาเอง

“ช่วงนั้นมีเงินเก็บที่ได้จากการเก็งกำไรซื้อขายคอนโด เงินค่านายหน้าขายที่ดิน มีเท่าไรเอามาลงหุ้นกับเขาหมด ไม่ได้มากมาย แค่เลขหกหลัก เพราะที่จริงเขาอยากให้เราเอาความสามารถมาช่วยเขามากกว่า ขณะเดียวกันก็ยังทำงานประจำด้วย ทำให้งานเริ่มโหลด ที่สุดจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำบริษัทของตัวเองเต็มตัว”

เอิง แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ

ยืนด้วยลำแข้งตัวเอง

“บริษัทเรามีหุ้นส่วน 4 คน แต่ละคนถนัดคนละด้าน อย่างคนที่เป็นซีอีโอดูแลภาพรวมของบริษัท เพราะเขาเก่งบริหารและการเงิน อีกคนเก่งเรื่องก่อสร้าง อีกคนเก่งบัญชี ส่วนเรามีหน้าที่ดูแลการตลาด ต้องขอบคุณหุ้นส่วนทุกท่านที่ให้โอกาสเราทำงานนี้ เพราะถ้ารอให้พร้อมทุกอย่าง เก่งทุกด้าน เอิงก็คงไม่ได้เริ่ม เรียกว่าเป็นโอกาสที่ไม่ใช่ว่าจู่ๆ จะเข้ามา แต่เราต้องออกไปหาเองด้วย

“เริ่มทำคอนโดมิเนียมปี 2560 โครงการแรก Maxxi ย่านรัชโยธิน-พหลโยธนิ 34 ขนาด 8 ชั้น 249 ยูนิต มูลค่าโครงการ 450 ล้านบาท ขายได้ 90 เปอร์เซ็นต์ภายในวันเดียว ขนาดสองทุ่มแล้วยังมีลูกค้าต่อคิวรอซื้อ สิ่งที่ทำให้เราขายดีตอนนั้น เพราะเป็นโครงการดีในราคาที่เอื้อมถึง ซึ่งคอนโดเกรดเดียวกัน ราคาประมาณกัน คนทั่วไปจะคิดว่าเหมือนแฟลตหรืออพาร์ตเมนต์ แต่ของเราฉีกออกไป คือให้ส่วนกลางแบบจัดเต็ม เวลาคนมาดูห้องก็พอใจในความสวยระดับหนึ่ง แต่พอออกมานอกห้องจะว้าวมาก มู้ดแอนด์โทนทันสมัย บวกกับราคาเริ่มต้นที่ล้านต้นๆ ซึ่งในทำเลโซนย่านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หาไม่ได้

“กลุ่มลูกค้าคือนักศึกษา นักลงทุนปล่อยเช่า และคนทำงานย่านรัชโยธิน เราคิดกำไรไม่มากเท่าแบรนด์ใหญ่ จึงเป็นที่มาของคำว่า ‘Maxxi’ เพราะเราให้ลูกค้าเต็มแม็กซ์จริงๆ บวกกับทำเซอร์เวย์มาดี ตีโจทย์แตก เรียกว่าถูกที่ ถูกเวลา ถูกจังหวะ เปรียบเหมือนพายเรือแล้วมีลมช่วย เพราะทิศทางตลาดคอนโดช่วงนั้นกำลังบูม มีนักลงทุนจำนวนมาก มีการช้อนซื้อและปั่นราคาคอนโด ทำให้โครงการอสังหาฯหวือหวา ลูกค้าตัดสินใจซื้อง่าย โดยที่ไม่ต้องเสียเงินค่าทำการตลาดมาก

“พอทำโครงการแรกเสร็จปี 2562 โอนเรียบร้อย เราเตรียมลงเสาเข็มโครงการที่สอง Maxxi Prime ย่านรัชดา-สุทธิสาร เป็นคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ ขนาด 8 ชั้น แต่ครั้งนี้ทิศทางลมเปลี่ยน ตอนแรกจะมีต่างชาติมาซื้อ 50 ห้อง แต่เดินทางมาไม่ได้ เพราะสถานการณ์โควิด-19 ก็ต้องแก้ปัญหากันไป

“ช่วงแรกที่เอิงเริ่มทำอสังหาฯของตัวเอง ที่บ้านไม่เห็นด้วย จึงไม่สนับสนุน เขาอยากให้เอิงทำงานเบาๆ เช่น เป็นครูหรือพิธีกร เหมือนตอนทำแอมเวย์ พ่อแม่ก็ไม่เห็นด้วย อยากให้เรียนอย่างเดียว รวมถึงการลงทุนซื้อขายคอนโด เพื่อเก็งกำไร พ่อแม่ก็ไม่เห็นด้วย เพราะท่านไม่รู้จักการลงทุนชนิดนี้ ขณะที่เรารู้จักดี เพราะเคยทำมาก่อน จึงดิ้นรนทำเองจนได้ พอท่านรู้ว่าโครงการที่เราทำขายดีก็ภูมิใจแหละ เพราะมีแต่เราเท่านั้นที่ออกมาลุยงานของตัวเอง ส่วนพี่ชายสองคนช่วยกิจการที่บ้าน ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งเอิงคงไปช่วยธุรกิจที่บ้านด้วย แต่ต้องหลังจากที่เราประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแล้ว”

เจ้าหญิงแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ ‘เอิง แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ’ วัยแค่ 30 แต่คุมธุรกิจพันล้าน

ฉีกทุกกฎจนได้เป็น “เจ้าหญิงอสังหาฯ”

“ระหว่างที่ทำธุรกิจอสังหาฯ เอิงเปิดเพจ ‘อสังหาพารวย by Palin’ แชร์ความรู้และประสบการณ์ที่มี จนทำให้สื่อมวลชนพากันเรียกว่าเป็น ‘เจ้าหญิงแห่งวงการอสังหาฯ’ เนื่องจากเวลาที่คนส่วนใหญ่นึกภาพคนทำธุรกิจอสังหาฯ ถ้าไม่เป็นผู้ชาย ก็ต้องมีเงินมาก่อน หรือไม่ก็มีอายุหน่อย แต่เอิงฉีกกฎทุกข้อ สื่อจึงพากันให้ฉายาว่าเป็นเจ้าหญิงของวงการนี้ ทั้งที่ความสำเร็จของเอิงไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอก แต่เราอาจเป็นไอดอลให้กับคนที่เริ่มทำธุรกิจด้านนี้ หรือคนทำธุรกิจสตาร์ตอัพ ซึ่งส่วนตัวเอิงเองไม่กล้าใช้คำนี้นะ รู้สึกว่าเป็นคำที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน เวลามีใครเรียกเราแบบนั้นจะไม่ชิน

“และจากการทำเพจอีกเช่นกัน ทำให้มหาวิทยาลัยกรุงเทพติดต่อมาให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ให้นักศึกษาปี 4 สาขาการเงิน การลงทุน ขณะเดียวกันเอิงก็เปิดสถาบันสอนเรื่องอสังหาฯในชื่อเพจ ‘Future Developer Academy’ สอนเรื่องการดูที่ดิน การตรวจสอบโฉนด การวางผังแบบเบื้องต้น และงานการตลาด การขาย พร้อมเชิญเพื่อนๆ ที่มีความเชี่ยวชาญแต่ละด้านมาร่วมสอนด้วย สอนกันแบบหมดเปลือก ไม่มีกั๊ก ซึ่งการเรียนแต่ละที่ แต่ละหลักสูตรมีความเด่นคนละแบบ คนเรียนปริญญาโทอาจเหมาะเรียนเพื่อนำวุฒิการศึกษาไปต่อยอด แต่ที่เอิงสอนอาจตอบโจทย์คนอีกกลุ่มหนึ่ง เพราะมาจากประสบการณ์หน้างานจริง อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย เพราะเราเคยผ่านจุดที่ไม่รู้มาจนถึงจุดที่รู้แล้ว”

เอิง แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ

อะไรคืออสังหาริมทรัพย์

“ความจริงอสังหาริมทรัพย์ครอบคลุมหลายอย่าง ทั้งสนามกอล์ฟ โรงแรม อพาร์ตเมนต์ คลังสินค้า ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ เรียกว่าทุกอย่างที่ต่อยอดบนที่ดินได้ล้วนเป็นอสังหาริมทรัพย์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เอิงทำเป็นแค่ส่วนหนึ่ง คือการสร้างคอนโดหรือตึกสูงขาย อีกกลุ่มเป็นการสร้างทาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝด บ้านเดี่ยว ถามว่าแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร ถ้าทำโรงแรมหรือที่พัก กว่าจะคืนทุนใช้เวลา 8-9 ปี เหมาะกับคนที่มีทุน รอเก็บกินได้ ฉะนั้นสำหรับคนที่มีทุนไม่มาก ต้องเน้นสร้างแล้วขาย จบไว คืนทุนเร็ว เช่น ถ้าสร้างบ้านขายหนึ่งหลังใช้เวลาสร้าง 4 เดือน ขายได้ก็คืนทุนแล้ว กำไร 4-5 แสนบาทขึ้นไป สามารถนำไปต่อทุนเพื่อสร้างบ้านหลังที่สองและสามขายไปได้เรื่อยๆ

“แต่ถ้าทำคอนโดมีความเสี่ยงกว่าสร้างบ้าน เพราะกว่าจะรู้รายได้ ต้องสร้างให้เสร็จทั้งหมดแล้วโอนห้องชุดถึงจะรู้ ขณะเดียวกันงานสร้างคอนโดเบากว่าสร้างบ้าน เพราะไม่ต้องมีผู้รับเหมายิบย่อย ใช้ผู้รับเหมารายใหญ่รายเดียวสร้างทั้งตึก ขนาดที่ดินน้อยกว่า การบริหารจัดการย่อมง่ายกว่าบ้าน ซึ่งใช้ที่ดินขนาดใหญ่”

มีวันนี้เพราะไม่กลัวลำบาก

“การที่เอิงทำทุกอย่าง ตอนแรกมีแค่เป้าหมายเดียวคือทำอย่างไรให้พ่อแม่ยอมรับ เพราะเด็กๆ เราเรียนไม่ดี และเป็นลูกผู้หญิงด้วย มาถึงวันนี้ถือว่าเราผ่านมาได้ระดับหนึ่งแล้ว พอทำอสังหาฯมาถึงระดับหนึ่ง บางคนอยากนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่เอิงไม่ทำอย่างนั้น เพราะถ้าเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้วจะเหนื่อยมาก หยุดทำไม่ได้เลย ซึ่งสำหรับตัวเองตอนนี้มีเพียงพอแล้ว และพอใจกับงานด้วย รู้สึกสนุกกับทุกงานที่ทำ รวมทั้งงานสอน

“ความสำเร็จที่ได้มาวันนี้อาจไม่ได้ง่าย แต่ถือว่ามาเร็วเกินคาด ที่สำคัญคือได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว ตรงนี้ถือว่าพอใจแล้ว เป้าหมายต่อไปของเอิงคือการสอนหนังสือ ช่วยให้คนมีความรู้เรื่องอสังหาฯ จะได้ไม่ถูกหลอก พอเขามาขอบคุณที่เราแนะนำไป ทำให้รู้สึกว่าชีวิตเราเองมีคุณค่ามากขึ้น ซึ่งเราเข้าใจดีว่าแต่ละคนอาจมีเรื่องติดขัด แต่ถ้าติดขัดแล้วควรทำอย่างไร เช่น บางคนติดเรื่องเงิน เราก็จะบอกเขาว่าทุนมีหลายแบบ ทุนภายนอกคือเงิน ทุนภายในคือความรู้และคอนเน็กชั่น มีแต่เงินก็ใช่ว่าจะทำอสังหาฯสำเร็จ อาจล้มเหลวก็ได้ เพราะคิดว่ามีเงินจะทำอะไรก็ได้ ไม่ระมัดระวัง

“ดังนั้นสิ่งสำคัญคือทุนภายในต้องมาก่อน ต้องมีความรู้ มีคอนเน็กชั่น ซึ่งล้วนได้มาจากการก้าวออกจากคอมฟอร์ตโซนของเรา ไปอบรมสัมมนา ได้พบคนใหม่ๆ ไม่ใช่นั่งๆ นอนๆ เล่นเกมอยู่บ้าน ซึ่งเอิงเชื่อว่าถ้าคนเราทำอะไรยากๆ มาก่อน ปลายทางเราจะทำทุกอย่างได้ง่าย แต่ถ้าชีวิตเราทำแต่อะไรที่ง่ายๆ ปลายทางของเราจะยาก ใครก็ตามที่อยากเริ่มต้นทำอะไร ขอให้อย่ากลัวความลำบาก อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง และอย่าคิดเรื่องเงินเป็นตัวตั้ง ให้เริ่มจากการสะสมความรู้และประสบการณ์ เอิงอาจไม่ได้สำเร็จยิ่งใหญ่มากมาย แต่แค่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนลุกขึ้นมาทำสิ่งที่อยากทำให้ประสบความสำเร็จ แค่นี้ก็ดีใจมากๆ แล้ว”


ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 966

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เปิดใจคู่กันครั้งแรก มาดามแป้ง & อธิบดีเอ ความรักดั่งบุพเพสันนิวาสครั้งสุดท้าย

นางฟ้าไอทีร้อยล้าน “เฟื่องลดา” สู้และขยัน ทำงานตั้งแต่ 19 ฝันเลี้ยงพ่อแม่ให้สบาย

ล้วงลึกบทบาท แม่ & เมีย ฉบับ ‘ซินดี้ สิรินยา บิชอพ’ หญิงแกร่งแห่ง UN Women

Praew Recommend

keyboard_arrow_up