อิทธิริช

(ฉบับเต็ม) เปิดหัวใจสีชมพู อิทธิริช รักที่ลงตัวจากคู่จิ้นกลายเป็นคู่จริง

อิทธิริช
อิทธิริช

จากคู่จิ้นกลายเป็นคู่จริงที่หวานสุดจนทำให้โลกสดใสกลายเป็นสีชมพู เพราะความน่ารักสดใสของคู่ อิทธิริช พระเอก “” กับนางเอกสายเรียบร้อย “ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส” ที่แฟนๆ เชียร์มานาน จนวันนี้ทั้งคู่ได้กลายเป็นมาคู่รักนอกจออีกคู่แล้ว

เมื่อคู่รักที่กำลังอินเลิฟกัน หวานที่สุดในสามโลก มาเป็นแขกรับเชิญคนพิเศษในรายการ  Club Friday Show ผลิตโดย CHANGE2561 ทั้งคู่ก็มาเปิดความลับที่อยู่ในใจกันแบบหมดเปลือก เพราะเต็มใจที่จะเล่า อุ่นใจที่จะพูดทุกเรื่องราวในอดีตของตัวเองที่ไม่เคยเล่าที่ไหน และเรื่องราวที่ทำให้เกิดความรักที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา กับรักที่กว่าจะได้คบกัน และวินาทีสารภาพความในใจของ ก็อต ต่อ ริชชี่ จากคนหนึ่งแสนฮ็อต อีกคนแสนเงียบ จากความต่างที่ทำให้กลายมาเป็นความรัก

เปิดหัวใจสีชมพูหัวใจ อิทธิริช รักที่ลงตัวจากคู่จิ้นกลายเป็นคู่จริง

อิทธิริช

ก็อตและริชชี่เป็นคนที่ต่างกันสุดขั้ว แต่พอมาได้เจอกันในส่วนของกำลังใจที่เคยขาดหายไปของ ต่างคนก็ต่างเติมเต็มในจุดนั้นใช่หรือเปล่า?

ก็อต : ใช่ครับ ตอนนั้นเราเองก็แบบเหมือนอ่อนแอมากๆครับ ก็มีเขา มีคนรอบข้าง ครอบครัว ผู้จัดการ ที่คอยให้กำลังใจด้วย ณ ตอนนั้นเราก็รอผล คุณพ่อ จะเป็นยังไงต่อ ซึ่งตอนนั้นก็มีความหวังเล็กๆ น้อยๆ แต่อยู่ใน ICU 4 วันแล้วเราก็แบบตอนนั้นหลายความรู้สึกมากมันหนัก มันเครียดแล้วเรื่องค่ารักษามันค่อนข้างสูงครับ แล้วตอนนั้นยังถ่ายละครอยู่ตอนนั้นจำได้เลยถ่ายไปได้แบบไม่กี่ซีนก็ต้องมาโรงพยาบาลมาฟังผลพอไปนั่งฟังผล คุณหมอก็พูดตรงมากคือไม่ดีกับไม่ดีมากๆ ให้เราเลือกเอาเราจะเลือกแบบไหน คือ ปล่อยเลยกับพาคุณพ่อกลับมารักษาที่บ้านแต่แบบไม่สมบูรณ์เลยนะ ตอนนั้นคือเราก็ช็อกไปหมดเลยตอนอยู่กับหมอไม่ร้องนะ แต่พอออกจากประตูมาคือเราก็ร้องๆเป็นชั่วโมง จนสุดท้ายเราตัดสินใจว่าเรายังคงรักษากันอยู่ต่อไปเพราะไม่ปล่อยเพราะว่าเรายังทำใจไม่ได้ อีกอย่างหนึ่งที่เครียดคือเรื่องค่ารักษา มันจะมีโครงการหนึ่งของรัฐบาลที่เขาจะช่วยเหลือผู้ป่วยแบบนี้ครับ ไม่ว่า Stroke หรือร่างกายที่เป็นฉุกเฉินภายใน 72 ชั่วโมง ซึ่งตอนนั้นเราก็มีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่งเราเคยพูดว่าเก็บไว้เผื่อครอบครัวต้องใช้ไม่คิดเลยว่าต้องใช้มันเร็วมากๆ แต่คุณอาของผู้จัดการส่วนตัวที่เป็นคุณหมอก็แนะนำให้ยื่นเรื่องไปเผื่อช่วยได้ ซึ่งมันก็ช่วยได้เขาจะครอบคลุมค่ารักษาให้หมดเลย

ก็อต : ตอนนั้นเราก็ต้องการกำลังใจมากแล้วบอกกับตัวเองต้องไหวๆ นะ งานก็ยังคาอยู่ละครก็เพิ่งถ่ายได้ไม่กี่คิวเอง ครอบครัวอีก แม่อีก เราก็กลายเป็นเสาหลักของครอบครัวเลยตอนนั้นคือเราไม่พร้อมเลยจริงๆ ผมรู้สึกตัวเองเด็กมากๆ เราคิดว่าเราจะจัดการเรื่องเงินยังไง น้องสาวเราเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย คุณแม่ก็ไม่ได้ทำงาน มีคุณพ่อที่ป่วยอีก แต่เราก็เริ่มมาทยอยจ่ายทยอยเคลียร์แล้วพอพาคุณพ่อกลับมาบ้านเราก็ต้องทำห้องให้กลายเป็นคลินิกเล็กเพื่อให้คุณพ่อกลับมาอยู่ที่บ้าน

ริชชี่ : ตอนนั้นเราไม่ได้คิดว่าเขาชอบอะไรเลย แต่แค่รู้สึกว่าเขาพูดว่าเหมือนอยากคุยด้วยเพราะว่าเครียดมากเลย เหมือนอยากพูดอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เรื่องนี้ เขาก็จะบอกว่าเหมือนเขาคุยกับเรารู้สึกดีขึ้นหายเครียดในช่วงเวลาหนึ่ง ก็เลยรู้สึกว่าอย่างไรก็ได้ แต่แบบเราช่วยเขาได้เราก็อยากช่วยเขาให้ผ่านจุดนี้ไปให้ได้ ก็พยายามแบบทักไป

ก็อต : คือ ต้องบอกว่าเวลาที่เราชอบใครเราจะมีฟอร์ม ไม่พูดอะไรเยอะ เราจะดูสเต็ปไปก่อนดูเชิงก่อนว่าเขาเป็นยังไง แต่วิธีการจีบของเราคือการเล่าทุกอย่างในชีวิตเราแล้วโชคดีมากที่เขาเป็นผู้ฟังที่ดี เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยเคยเจอผู้หญิงที่ฟังเราเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะพูดแล้วจะเถียงกลับมา แต่พอมาคุยกับเขา เราก็รู้สึกอ่อนลงได้ผ่อนคลาย และเราก็อยากจีบเขาต่อ ซึ่งเขาก็ฟังเราทุกอย่างจนหลังๆ จากเรื่องครอบครัวก็ไปเป็นเรื่องอื่นล่ะ เป็นเรื่องที่ผ่านมาประสบการณ์ชีวิตมีแฟนไหม ชอบทำอะไร ชอบผู้ชายแบบไหน ชวนดูหนัง กินข้าว บางครั้งเลิกกองยังเราไปส่งไหมสนามบินจะกลับไปเชียงใหม่ เราก็รอเขาก็บอกไม่เป็นไร

ริชชี่ :  เขาก็มาชวนหนูดูหนังแต่หนูบอกเขาว่าหนูลดน้ำหนักค่ะ

ก็อต : เอาเหมือนง่ายๆคือ ผมส่งอะไรไปเขาก็จะแบบไม่ใส่ใจแต่เราก็ไม่ยอมแพ้ หรือ โกรธอะไรนะครับ คือเราเข้าใจ

ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส

ในวันหนึ่งคือกำลังใจสำคัญสุดในวันที่ ก็อต ต้องรับมือกับเรื่องคุณพ่อ แล้วพอทุกอย่างผ่านพ้นไป ริชชี่ เป็นคนที่บอกเองว่า ไม่เป็นไรนะไม่ต้องเกรงใจถ้าหมดปัญหานั้นแล้วไม่ต้องโทรมาบ้างก็ได้ ทำไมอย่างนั้น?

ก็อต : เป็นช่วงที่ละครกำลังจะปิดกล้องด้วยเขาเลยบอกเราตรงๆ ว่ายังไงไม่ต้องคุยก็ได้

ริชชี่ : มันเหมือนที่ผ่านมาเวลาคุยเขาก็จะพูดตลอดว่าคุยเรื่องงาน แล้วเขาก็จะพูดว่าเขาเศร้าเวลาที่คุยกับเราแล้วดีขึ้นเราก็เลยรู้สึกว่า .. แบบเราก็จะช่วยในช่วงที่เขาเศร้าเราช่วยได้เราก็ช่วย เราก็คิดว่าถ้าแบบเขาดีขึ้นแล้วกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้แล้วแฮปปี้แล้วเราก็ไม่ต้องคุยกับเขาเหมือนเดิมแล้วก็ได้ให้เขากลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม เพราะที่ผ่านมาเขาก็มีความสุขอยู่แล้วที่ไม่ได้มีเรา เราก็รอให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อน พอผ่านไปก็คุยเรื่องทำงานด้วยกัน เขาอยากปรึกษาพูดเรื่องบทหลังเลิกงานค่ะ เราก็รู้สึกว่าอ๋อ .. เพราะมันเป็นเรื่องงานก็เลยคุยด้วยได้พอจะจบงานแล้วหนูก็เลยไม่มีอะไรให้คุยแล้วนะ แบบว่าจบงานแล้ว แล้วอีกอย่างหนูยังไม่ได้อยากสนิทกับใครมากขนาดนั้นด้วยแล้วเรารู้สึกนิดๆว่าเขาอินผิดปกติแล้วเราก็เล่นละครมาเยอะ เราก็รู้สึกว่าเขาอาจจะยังไม่เคยเล่นละครที่แบบคู่กับผู้หญิงอะไรจริงจัง เขาอาจจะยังไม่รู้การเล่นละครมันสนิทกันนะบทมันอาจจะพาไปหรือเปล่า

ก็อต : เราเข้าใจในมุมมองเขาว่าบทจะพาไปนะ  เหมือนเขาอยู่ใน safe zone อย่างที่เขาบอกเพราะเขาไม่ได้อยากสนิทกับใคร ก็เลยโอเคก็ยังเป็นเพื่อนกัน เราก็ถอยมาตั้งหลักก่อน ที่ยังไม่ได้บอกเขาตอนนั้นเพราะเราก็ยังไม่มั่นใจด้วยว่ามันจะยังไงต่อ เราไม่มีโอกาสไปเดทกับเขาเลย ชวนไปไหนเขาก็ปฏิเสธตลอดเอาง่ายๆจีบไม่ติดเราก็ไม่ได้พูดชัดเจนว่าเราจีบ เราก็เชิงเขาก็กลัวเขาไม่โอเคกับสิ่งที่เราทำ เราก็เลยถอดใจก่อน (มีความถอดใจๆ) บวกกับช่วงนั้นเขากลับไปเชียงใหม่ด้วย ก็เป็นช่วงที่เราห่างกัน

ริชชี่ : ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาทักมาหนูก็คิดว่าเดี๋ยวสักแป๊บหนึ่งเขาก็คงหายไปเพราะหนูรู้สึกว่า เหมือนเรื่องที่เขาพูดเรื่อง forever ค่ะหนูรู้สึกว่าไม่มีแฟนไม่ชอบอะไรตั้งแต่เด็กเพราะหนูรู้สึกว่าไม่ได้ตลอดไป คบกันตอนนี้หนูอยากให้มันตลอดไป อย่างพี่สาวความรักมันไม่มีวันหาย

ก็อต : เขาจะพูดความรักในครอบครัวกับพี่สาว กับพ่อแม่มันคือ forever อยู่แล้ว แต่ความรักกับคนอื่นมันอาจจะแบบไม่มั่นคงไม่ถาวรเท่ากับความรักของครอบครัวซึ่งเราก็เข้าใจในมุมมองของเขานะครับ

เอาจริงตอนที่ ก็อต หายไปคิดถึงไหม?

ริชชี่ : ก็มีบ้างค่ะ  เราก็รู้สึกว่าเดี๋ยวเวลาผ่านไปช่วงหนึ่ง คือเราเป็นคนที่ชอบคิดทุกอย่างเป็นทฤษฎีค่ะ มนุษย์เราพอผูกพันอะไรช่วงหนึ่งแล้วพอเวลาผ่านไปเท่านี้เดี๋ยวมันก็จะลืมจะหายจะโอเค พอเรากำลังจะเริ่มหายจะดีแล้วเขาอยู่ดีๆก็ทักมา

ก็อต : แล้วพอหลังจากนั้นช่วงโปรโมทละครก็กลับมาเจอกันอีกรอบ เขาก็ออกจาก safe zone มากขึ้น เพราะเจอกันบ่อยมากขึ้น เขาก็จะมีเรื่องให้เราปรึกษาไปมาเรารู้สึกเหมือนเดิมอีกแล้ว เราก็เริ่มต้นที่อยากจะชัดเจนกับเขาอีกรอบ เราก็ชวนเขาหาอะไรเล่น เผื่อจะรู้สึกเขินบ้างหรือเปล่าอะไรอย่างนี้ แอบจับมือขอเล่นมือ ไลน์หากลับมาเหมือนเดิม

คราวนี้ชวนกินข้าวก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะลดน้ำหนักแล้ว การที่ ก็อต พาไปกินข้าวครั้งแรกเป็นเรื่องใหญ่ของ ริชชี่ มากเลยใช่ไหม?

ริชี่ : เพราะที่บ้านจะมีแอพพลิเคชั่นที่สามารถเช็กได้ว่าหนูอยู่ตรงไหนแล้วแม่ก็จะดูตลอดเวลา เพราะเมื่อก่อนเขาจะรับส่งและเฝ้าเราตลอด เหมือนวันนั้นทำงานแล้วเลิกดึกเขาก็บอกว่าหิวข้าวออกไปกินข้าวกันไหม มันใกล้มาก แล้วคือหนูก็กลับไปก็ล้างหน้าเปลี่ยนชุดก่อน แล้วคุณแม่ ก็จะเห็นว่าเรากลับถึงบ้านแล้วเพราะมันจะบอกเวลาเราถึงบ้าน แล้วเราก็ไหลๆ ไปจากที่พัก ที่บ้านก็โทรมาแล้วหนูก็รู้สึกว่าเขินที่บ้านโทรตามตลอดเลยไม่ได้รับ

ก็อต : เพราะปกติ ริชชี่ จะไม่ไปไหนเลยครับทำงานเสร็จก็กลับบ้านแล้วพอเริ่มมาเปลี่ยนที่อยู่ เริ่มมาโปรโมทละครเขาไปกินข้าวที่อื่นกับผมแม่เขาอาจจะตกใจ

ริชชี่ : พยายามถามว่าออกไปไหน แม่ก็เลยเป็นห่วงมากว่าไปไหน แต่พอแม่รับสายคือ หนูแปลกใจมากว่าเหมือนแม่รู้อยู่แล้วว่าน่าจะเป็น ก็อต เพราะว่า ริชชี่ ไม่น่าออกไปไหนแล้วก็ไม่น่าออกไปกับใครแล้วก็เหมือนช่วงนั้นเราทำอะไรหรือชีวิตเป็นอย่างไร อะไรเกิดขึ้นบ้าง แม่บอกว่ารู้อยู่แล้ววันหลังต้องรับ พอเรารับแม่ก็ถามว่าอยู่กับใคร หนูก็ไม่กล้าพูด แม่ก็บอกว่าอยู่กับ ก็อต ใช่ไหมเราก็ตกใจ ทำไมแม่รู้ ก็หนูไม่ได้มีเพื่อนไงแม่เขาเลยเดาไม่ยาก

ก็อต : ตอนนั้น ผมเป็นเพื่อนคนเดียวของเขาที่เจอกันบ่อยที่สุด

ริชชี่ : แม่กับพ่อก็พูดว่าแบบ รู้อยู่แล้วว่าหนูเหมือนน่าจะชอบ ก็อต เพราะว่าหนูเป็นคนที่แบบถ้าไม่สนใจหรือว่าอะไรตั้งแต่เด็กคือไม่เอาเลยไม่มองหน้าใครเลยต่อให้แบบว่าอยู่ตรงหน้าหนูอย่างนี้ทุกอย่างจะไม่โฟกัสเลย แต่สำหรับ ก็อต แค่เขาทักมาแล้วเราตอบพ่อแม่ก็รู้แล้วว่าแบบ น่าจะมีใจๆ

ก็อตริชชี่

แล้วจุดไหนที่เรายอมรับกับตัวเองว่า เราชอบเขาแล้ว?

ริชชี่ : (ยิ้ม) เราก็รู้สึกว่าเราชอบเขาแหละ แต่แบบเพื่อนอะไรอย่างนี้ค่ะ เหมือนจนมีวันหนึ่งที่ไปทำงานแล้วก็ที่พูดที่เขาตัดเป็นคลิปออกมาเป็นเหมือนแบบให้พูดไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้วพูดถึงกัน แล้วเขาก็ไลน์มาว่าแบบได้ดูหรือยังที่เราพูดไปเราพูดจริงหมดเลยแล้วก็พิมพ์ยาวมาก นู่นนี่นั่นแบบว่า (หัวเราะ)

ก็อต : ใช่ๆ เป็นช่วงบอกความในใจครับ ใช่ๆ เราบอกเขา เราตั้งใจว่าครั้งนี้เหมือนว่าออกงานด้วยกันบ่อยๆ เจอกันบ่อยอย่างนี้ พอยิ่งมากขึ้นเราเลยตัดสินใจว่าเราจะชัดเจนขึ้น จำได้ว่าส่งไปยาวมาก แต่ก่อนส่งเราก็มานั่งคิดไตร่ตรองว่าเราจะพูดอย่างไรดีให้เขาเข้าใจแล้วก็ตกใจแล้วก็หนีไปเราจะบอกเขาว่าเรามาดีนะอย่าเพิ่งกลัวนะก็คิดคำเปลี่ยนลบ ลบเปลี่ยนแล้วก็ยาวมากส่งให้เขาใช่เกือบลืมไปแล้วนะเนี่ย

ริชชี่ : เหมือนเขาบอกว่าสิ่งที่เขารู้สึกตอนละคร ตอนนั้นเขาพูดถึงละครว่าแบบตอนละครอินมากเลยเหมือนแบบชอบเรา แต่หนูแบบตอนพ้นละครมาคือไม่ได้คุยกันแล้ว ก็แปลว่าเลิกชอบไปแล้วหรือเปล่าตอนนี้มันผ่านไปแล้ว เขาพูดถึงตอนนั้นก็ไม่ใช่ตอนนี้อะไรอย่างนี้ค่ะ (หนูคิดค่ะ แล้วหนูก็พิมพ์บอกเขา) อ๋อ .. โอเคมันผ่านไปนานแล้วเนอะ เขาก็บอกว่ายูมันไม่ใช่อย่างนั้น แล้วเสร็จมันดึกแล้วอย่างนี้ค่ะหนูก็เลยบอกว่าใจเย็นๆนะ นอนก่อนไหมเดี๋ยวไว้ค่อยคุยกันก็ได้ เขาก็บอกเราว่าเขาอยากอธิบายคุณไม่เข้าใจตรงไหน คุณถามสิ เราก็บอกว่ารีบเหรอค่อยอธิบายวันหลังก็ได้

ข้อความนี้หรือเปล่าที่ ริชชี่ เอาให้ ผู้จัดการดู?

ริชี่ : เรามีผู้จัดการคนเดียวกันแล้วแบบเรารู้สึกว่าเราจะเชื่อได้หรือเปล่า เราไม่แน่ใจว่าเขาจะชอบหนูจริงไหมเพราะว่าเหมือนระหว่างนั้นตอนเป็นเพื่อนกัน เขากำลังคุยกับคนนี้อยู่นะ เราก็รู้ว่าเขาเคยคุยกับใครบ้างตลอด เขาก็เล่าให้เราฟังเราก็เลยรู้สึกว่าเขาอาจจะไม่ได้ชอบเราจริงขนาดนั้นเหมือนที่เขาพิมพ์หรือเปล่า

ก็อต : ไม่ต้องละเอียดขนาดนั้นก็ได้

ริชชี่ : เราก็เลยถามพี่โน๊ต ก็บอกว่าแบบถ้าถามว่าชอบหนูจริงไหม พี่โน๊ต บอกว่าตอนที่ พี่โน๊ต ยังไม่รู้จักหนูเลยตอนถ่ายแรกๆ ก็อต เคยมาถามพี่โน๊ต ว่าแบบเจอเพื่อนที่แสดงด้วยกันเขามีปัญหารู้สึกเป็นห่วงจังเลยพี่ช่วยไปดูหน่อยได้ไหม พี่โน๊ต บอกพี่รู้นานแล้วว่าเขาชอบหนู เพราะพี่โน๊ต ก็ถามว่าไปยุ่งอะไรกับเขาชอบเขาเหรอ เขาก็บอกว่าเปล่าเป็นห่วงเฉยๆ พี่เขาบอกว่าน่าจะชอบหนูนานแล้วแต่ว่าไม่กล้า แต่พิมพ์มาขนาดนี้ พี่โน๊ต บอกว่าไม่เคยเห็นเขามุมนี้เหมือนกัน พี่โน๊ต ก็บอกเขาไม่ได้เจ้าชู้นะ ถ้ากลัวเรื่องเจ้าชู้แบบโอเค หนูก็เลยรู้สึกโอเค

แต่ก็มีอีกมุมหนึ่งคือ ริชชี่ เห็นว่า ก็อต คือ เพื่อนที่สนิทที่สุดที่เราไม่อยากสูญเสียเขาไปเลย ก็เลยมีประโยคนี้ขึ้นมาว่า เป็นเพื่อนกันเถอะนะ เราจะได้รักกันได้นานๆ อย่างนี้?

ริชชี่ : หนูเคยพิมพ์บอกเขาอยู่ค่ะว่าแบบไม่อยากให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหนูว่าถ้าวันหนึ่งหนูต้องผิดหวังหรืออกหักหรือมีความรัก หนูก็อยากให้เขาเป็นคนที่อยู่ข้างหนู ปลอบหนูหรือเป็นเพื่อนกันไปเรื่อยๆ อยากให้เขาเจอความรักดีๆ เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่อะไรอย่างนี้ค่ะ

ก็อต : เขาจะพูดกับผมแบบนี้ประจำ แต่ว่ามุมมองผมก็คือถ้ารักกัน มันสามารถเป็นได้ทุกอย่าง เพื่อนก็ได้ อยากให้เป็นโหมดไหนผมเป็นได้หมดเลย คนรักกันไม่จำเป็นต้องหวานตลอดเวลา ไม่จำเป็นว่านี่คือแฟนนะต้องแบบนี้ คือ อย่างผมเริ่มเข้าหาเขาด้วยการเป็นเพื่อนเพราะว่าผมอยากให้เขาชิน อยากให้เขาซึมๆ ความเป็นผมเข้าไปเพราะผมจะมีมุมมองความรักประมาณนี้ครับ คือ เราอยู่กับเขาถ้าเขาเปิดนะ เราก็จะเป็นได้ทุกอย่างเลย อยากเห็นโหมดไหนได้หมดเลย ซึ่งทุกวันที่เราอยู่ด้วยกัน หมายถึงว่าพอเริ่มเปิดตัวว่าคบกัน เราก็ยังมีความเป็นเพื่อนกัน ยังมีความเป็นแบบเหมือนเมื่อก่อน ความรักให้กันเราก็มี

ก็อต-อิทธิพัทธ์  ฐานิตย์

ข้อความนั้นคือข้อความขอเป็นแฟนไหม?

ก็อต : ยังครับ

ริชชี่ : เขาแค่พิมพ์ว่าชอบนะ คุณไม่ต้องกลัวเรานะทุกอย่างเหมือนเดิมเลย

ก็อต : เอาง่ายๆถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นแบบนี้ ผมจะพิมพ์ง่ายๆเราชอบเธอนะ แต่ถ้าเป็น ริชชี่ มันต้องยาวหน่อยไง เพื่อให้เขาได้เข้าใจในข้อความเดียวมันคือ เป็นจุดเริ่มต้นมากกว่าว่าเขาเข้าใจแล้วเราชอบเธอนะ

ริชี่ : หนูก็ตอบข้อความนั้นค่ะ แต่เหมือนข้อความเขาจะลงท้ายว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมเลยนะ เรายังเป็นเพื่อนกันแล้วแบบว่าไม่ต้องห่วงเราแค่บอกเฉยๆ เพราะเรารู้สึกว่าชีวิตเรามันสั้นเราก็เลยอยากบอกไว้ก่อน หนูก็เลยบอกเขาว่า ขอบคุณมากแต่แบบ คือ ตอนนั้นหนูยังไม่เชื่อด้วยค่ะ ก็เลยตอบเขาว่าไม่ต้องบอกว่าชอบเราหรอก เขาก็เลยขอไลน์พี่สาวที่สนิทมากๆ  หนูเลยบอกว่าแบบเขาคงไม่ได้ชอบเรา

ก็อต : เวลาใครบอกผมว่าเราเป็นเพื่อนกันเถอะผมจะพูดสวนเลยว่าเราเป็นได้ทุกอย่าง เพราะเราเป็นแบบนี้ไม่ต้องมานั่งแบ่งว่าต้องเป็นเพื่อนกันหรือว่าต้องเป็นแฟนกันคนเราถ้าอยากอยู่ด้วยกันนานๆมันต้องเป็นให้ได้ทุกอย่าง

แล้ววันไหนที่เราโอเคเป็นแฟนกัน?

ก็อต : คือ พอหลังจากที่บอกเขาใช่ไหมครับ เขาก็เริ่มปรึกษาพี่เขาก็ให้คำแนะนำมา ให้ทุกอย่างมันโอเคเราเปิดอยู่แล้ว ตัวเขาก็เริ่มเปิดแล้ว หลังจากนั้นก็เริ่มชัดเจนหมายถึงไปไหนมาไหนด้วยกันมากขึ้น มีการสนทนาจีบกันมากขึ้น

ริชชี่ : ไม่มีวันที่พูดแบบนั้น (ที่บอกว่าเป็นแฟนกันนะ)

ก็อต : คือ เหมือนกับว่าระหว่างทางที่เราเริ่มเปิด เขาเปิดแล้ว เราเริ่มต้นความสัมพันธ์อีกครั้งหนึ่งครับ เขาถามตลอดว่าแบบนี้คืออะไร มันคือแฟนหรือเปล่า เราก็จะพูดแบบเขินๆเราไม่ได้พูดตรงไปตรงมา เราจะเน้นเป็นการกระทำมากกว่าให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำเนี่ย เราไม่ได้ทำแบบนี้กับคนทั่วไป หรือกับเพื่อนนะ แล้วก็จะมาพูดอีกทีคือตอนลงรูปเลย

ริชชี่ ได้คุยกับ พี่โน๊ต ว่าอย่างไรบ้าง?

ริชชี่ : พี่โน๊ต ก็จะพูดแบบเหมือนที่ผ่านมา จริงๆหนูอยู่คนเดียวได้นะ หนูชอบการอยู่คนเดียว หนูอยู่คนเดียวมาตลอดมันแฮปปี้มาก หนูมีความสุขกับพี่สาวทุกคนทุกคนรักหนู แล้วหนูก็ไม่มั่นใจว่าถ้าแบบเขาเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนแล้วมันจะโอเคไหมแล้ว เข้าใจในข้อความเดียวมันคือ เป็นจุดเริ่มต้นมากกว่าว่าเขาเข้าใจแล้วเราชอบเธอนะ

ริชชี่ : หนูก็ตอบข้อความนั้นค่ะ  แต่เหมือนข้อความเขาจะลงท้ายว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมเลยนะ เรายังเป็นเพื่อนกันแล้วแบบว่าไม่ต้องห่วงเราแค่บอกเฉยๆเพราะเรารู้สึกว่าชีวิตเรามันสั้นเราก็เลยอยากบอกไว้ก่อน หนูก็เลยบอกเขาว่า ขอบคุณมากแต่แบบ คือ ตอนนั้นหนูยังไม่เชื่อด้วยค่ะ ก็เลยตอบเขาว่าไม่ต้องบอกว่าชอบเราหรอก เขาก็เลยขอไลน์พี่สาวที่สนิทมากๆ (ก็อต พูดแทรก ไม่ต้องบอกก็ได้จะเล่าทำไม (หัวเราะ)) หนูเลยบอกว่าแบบเขาคงไม่ได้ชอบเรา

ก็อต : เวลาใครบอกผมว่าเราเป็นเพื่อนกันเถอะผมจะพูดสวนเลยว่าเราเป็นได้ทุกอย่าง เพราะเราเป็นแบบนี้ไม่ต้องมานั่งแบ่งว่าต้องเป็นเพื่อนกันหรือว่าต้องเป็นแฟนกันคนเราถ้าอยากอยู่ด้วยกันนานๆมันต้องเป็นให้ได้ทุกอย่าง

แล้ววันไหนที่เราโอเคเป็นแฟนกันแล้ว?

ก็อต : พอหลังจากที่บอกเขาใช่ไหมครับ เขาก็เริ่มปรึกษาพี่เขาก็ให้คำแนะนำมา ให้ทุกอย่างมันโอเคเราเปิดอยู่แล้ว ตัวเขาก็เริ่มเปิดแล้ว หลังจากนั้นก็เริ่มชัดเจนหมายถึงไปไหนมาไหนด้วยกันมากขึ้น มีการสนทนาจีบกันมากขึ้น

ริชชี่ : ไม่มีวันที่พูดแบบนั้น (ที่บอกว่าเป็นแฟนกันนะ)

ก็อต : คือ เหมือนกับว่าระหว่างทางที่เราเริ่มเปิด เขาเปิดแล้ว เราเริ่มต้นความสัมพันธ์อีกครั้งหนึ่งครับ เขาถามตลอดว่าแบบนี้คืออะไร มันคือแฟนหรือเปล่า เราก็จะพูดแบบเขินๆเราไม่ได้พูดตรงไปตรงมา เราจะเน้นเป็นการกระทำมากกว่าให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เราทำเนี่ย เราไม่ได้ทำแบบนี้กับคนทั่วไป หรือกับเพื่อนนะ แล้วก็จะมาพูดอีกทีคือตอนลงรูปเลย

ก็อต มีบทเรียนที่เห็นคุณค่าของเวลาเยอะมากและวันนี้ถึงได้รู้ว่าเวลาที่มีกันและกันมันคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด จะกลัวอะไรไปก่อนข้างหน้า ถามว่าแล้วเราจะเห็นข้างหน้าก่อนไหม ก็ไม่เห็นอยู่ดีอีกก็ทำวันนี้ให้ดี ริชชี่ เห็นหรือยังความรักมันไม่ได้น่ากลัวเหมือนอย่างที่คิดเลยไหม?

ริชชี่ : บางมุมหนูก็รู้สึกว่าเราก็ยังมีแบบ เหมือนตอนนี้มันเพิ่งเริ่มต้นเราก็ยังมีคิดอยู่บ้างเพราะเราก็ยังไม่ชินเพราะตลอดเวลาทั้งชีวิตเราอยู่คนเดียวมาตลอด แต่ตอนนี้เราก็ไว้ใจเขา แต่หนูก็ยังไม่ชินกับคำว่าแฟน เหมือนพี่โน๊ต เคยให้ตัวเลือกหนูให้เรียง ก่อนที่เราจะเปิดใจให้เขา คือ มีตัวเอง ครอบครัว แฟน เพื่อน หนูก็บอกว่าต้องตัวเองก่อนใช่ไหม ครอบครัว แฟน แล้วแฟนล่ะ คือหนูยังไม่เคยมีแฟนจะใส่อย่างไร เราก็คิดว่าเอามาไว้กับครอบครัวแล้วกันเพราะเราเลือกคนนี้แล้วเขาคงเป็นคนที่เรารู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนครอบครัวเราอีกคนหนึ่งที่เราไว้ใจมากทุกอย่าง

สิ่งที่เราพยายามมาวันนี้เรารู้สึกยังไงบ้าง?

ก็อต : ผมมองว่าความรัก คือ สิ่งสวยงามอยู่แล้วเราจะสามารถมีความรักไปด้วยทำงานไปด้วยผมว่ามันก็ได้เพราะว่าผมอยากได้ 2 อย่างในชีวิตผม ครอบครัว ความรัก การทำงาน ซึ่งตอนนี้มีมาพร้อมกันซึ่งรู้สึกชีวิตเริ่มดีขึ้นมากๆแล้ว

กระแสตอบรับของแฟนคลับเป็นอย่างไร?

ก็อต : คือ ตอนแรกเราสองคนก็ต้องบอกว่าเราก็กล้าๆ กลัวๆ นะครับ มันจะเป็นยังไงถ้าเปิดตัว แต่สุดท้ายมันมีคนที่ชื่นชอบอยู่แล้วเขาชอบตั้งแต่ที่เราเล่นละคร แล้วไปออกรายการเขาเชียร์ตลอดเพราะเขามองว่าเราเข้ากัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีครับ ที่เรารักกันหมายถึงว่าเรามีความรักให้กันแล้วมีคนชอบ มันไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้แล้ว ก็ดีใจครับ

ฟังการเดินทางความรักของ ก็อต ริชชี่ เหมือนดูซีรีส์เลย มานั่งอยู่ตรงนี้แล้วอยากบอกอะไรกัน ณ วันนี้?

ก็อต : ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรยาวๆแล้ว เพราะว่าพูดไปเยอะแล้วก็อยากจะบอกว่า เดินไปด้วยกันไปได้ไกลนะ จับมือกันไปแล้วก็ไปสู่ในสิ่งที่เราหวังด้วยกันทั้งคู่ อยากมีอะไรเขามีความฝันตลอด ซึ่งผมเองก็มีความฝันเราก็จะจับมือกันไปทำความฝันให้สำเร็จแล้วก็ใช้ชีวิตกันให้ดีที่สุด แล้วก็สร้างสรรค์ผลงานดีๆออกมาให้แฟนๆได้รับชมด้วย

ริชชี่ : ดีใจที่ได้รู้จักเขาค่ะ แล้วก็รู้สึกว่าดี ขอบคุณที่เขาแบบอดทนรอใช่ความพยายามมากๆเลยเพราะว่าหนูรู้สึกว่าเราคิดมาตลอดเลยว่าถ้าเราไม่ได้เจอคนแบบนี้ ไม่ได้เป็นแบบที่เขาเป็น เราก็ไม่อยากมีแฟน ไม่ได้อยากมีใคร เราแฮปปี้อยู่แล้ว แต่พอมีคนหนึ่งที่เขาเป็นแบบนี้จนเรารู้สึกว่านอกจากอยู่คนเดียวแล้วเราก็รู้สึกว่าอยากมีเขาในชีวิตด้วย


 สามารถติดตามอ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่

ฟินสมใจแฟนคลับ ก็อต-อิทธิพัทธ์ & ริชชี่-อรเณศ จากคู่จิ้นสู่คู่จริงนอกจอ

 

ริชชี่ อรเณศ ดีคาบาเลส นักแสดงสาวผู้ไม่เคยหยุดพัฒนาฝีมือ

ผิวดีมีเลือดฝาด! ริชชี่ หน้าสด แฟนคลับชมไม่แต่งหน้าก็สวย ใสเหมือนผิวเด็ก

Praew Recommend

keyboard_arrow_up