“เพอราณากัน” วัฒนธรรมสองแผ่นดิน มรดกที่มีชีวิตแห่งคาบสมุทรมลายู

 ย้อนกลับไป 700 ปีที่แล้ว พ่อค้าจากแผ่นดินจีนกลุ่มหนึ่ง ได้เดินทางข้ามทะเลมายังดินแดนคาบสมุทรมลายู และกำลังสร้างหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ พวกเขาแต่งงานกับคนท้องถิ่นและเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ การพบกันระหว่างคนสองวัฒนธรรมได้ให้กำเนิดกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นคือ “เพอราณากัน” กลุ่มคนที่มีทั้งรากเหง้าจากจีนและชาวมลายู หลอมรวมวัฒนธรรมสองแผ่นดินให้กลายเป็นหนึ่งเดียว สร้างอัตลักษณ์ที่สืบทอดมานานหลายร้อยปี

เพอราณากัน…ฉันเกิดที่นี่

ย้อนประวัติศาสตร์ไปในศตวรรษที่ 14 กลุ่มพ่อค้าชาวจีนฮกเกี้ยน นำทีมโดย เจิ้งเหอ นักเดินเรือชาวจีน ได้เดินทางมาค้าขายและก่อตั้งท่าเรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศมาเลเซีย แถบมะละกา ปีนัง รวมถึงประเทศสิงคโปร์ ซึ่งสมัยก่อนชาวจีนที่อพยพมานั้นยังไม่ได้แต่งงาน พ่อค้าเหล่านั้นจึงได้แต่งงานกับผู้หญิงท้องถิ่น จนเกิดลูกผสมจากสองชาตินี้ กลายเป็นกลุ่มชน ‘เพอราณากัน’

คำว่า ‘เพอราณากัน’ เป็นภาษามลายู หมายถึงครรภ์ รากศัพท์มาจากคำว่า Akan ที่หมายถึง คน เมื่อนำมารวมกับคำว่า Peran ที่หมายถึง พื้นบ้าน จึงกลายเป็น ‘Peranakan’ หรือ ‘เกิดขึ้นที่นี่’ ใช้เรียกสายเลือดผสมระหว่างคนจีนกับชาวมลายู ที่ถือกำเนิดขึ้น ณ ดินแดนคาบสมุทรมลายู-อินโดนีเซีย  

เราอาจคุ้นหูกับคำว่า ‘บ้าบ๋า’ ‘ย่าหยา’ กันมาบ้าง

คำว่า ‘บ้าบ๋า’ เป็นคำมาเลย์ ยืมมาจากภาษาเปอร์เซีย แปลว่า การให้เกียรติบรรพบุรุษ และถูกนำมาเรียกชาวเพอราณากันเพศชาย

ส่วนคำว่า ‘ย่าหยา’ เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาอิตาลี มีความหมายว่า หญิงต่างชาติที่แต่งงานแล้ว บ้างก็บอกว่ามาจากภาษาโปรตุเกส ที่แปลว่า คุณผู้หญิง คำนี้ใช้เรียกชาวเพอราณากันเพศหญิง

ที่จริงความสัมพันธ์ของชาวมะละกากับชาวจีน ไม่ได้มีแค่ในชนชั้นพ่อค้า ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1460 ราชวงศ์เองก็ยังผูกสัมพันธไมตรีต่อกัน สุลต่านมันโซชาห์จากมะละกา ได้ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงฮังลีโปแห่งราชวงศ์หมิง ทั้งสองพระองค์ทรงประทับอยู่บนภูเขาแห่งหนึ่งในเมืองจีน สุลต่านได้นำวัฒนธรรมของมะละกาเผยแพร่ในพื้นที่แถบนั้น วัฒนธรรมใหม่นี้ถูกเรียกว่า ‘ชาวจีนอาณานิคมช่องแคบ’ (Straits Chinese)

เพอราณากัน…ผู้เชื่อมโยงโลก

หนึ่งในคุณสมบัติพิเศษของชาวเพอราณากันในการรักษาเอกลักษณ์ และสามารถสร้างชื่อเสียงให้กลุ่มชาติพันธุ์ของตัวเอง คือ การเป็นลูกผสมระหว่าง จีนกับมลายู จึงสามารถพูดได้ทั้งภาษามลายู ซึ่งเป็นภาษากลาง รวมถึงภาษาจีนและภาษาอังกฤษ

นี่คือโอกาสที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นเรื่องการค้าขาย เพราะสามารถใช้เครือข่ายญาติทั้งชาวมลายูและชาวจีนในการติดต่อทำธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาค นั่นทำให้พวกเขามีสถานะเป็นคนกลาง เชื่อมต่อระหว่างชาวอังกฤษ จีน และมลายู

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์วรรษที่ 20 เรียกได้ว่า เป็นยุคทองของชาวเพอราณากัน เมื่อ‘ฟรานซิส ไลต์’ กัปตันและนักสำรวจชาวอังกฤษ ได้ก่อตั้งอาณานิคมอังกฤษที่เมือง จอร์จทาวน์ (Georgetown) ในปีนัง และสร้างบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ เวลานั้นประจวบเหมาะกับที่ ‘โคห์ เลย์ ฮวน’ (Koh Lay Huan) ชาวจีนคนแรกที่ได้เดินทางมาถึงปีนังพอดี

โคห์เป็นคนฉลาด เขามองว่าอังกฤษไม่ใช่ชาติแปลกหน้า หากแต่เป็นโอกาสในชีวิต โคห์จึงนำเรือบรรทุกผู้ตั้งถิ่นฐานและเสบียงจำนวนมาก มาช่วยชาวอังกฤษพัฒนาเกาะปีนัง และได้รับผลตอบแทนอย่างงาม โดยในปี ค.ศ.1787 เขาได้รับตำแหน่ง ‘กาปิตัน จีน’ (หรือกัปตันชาวจีน) และกลายผู้นำก่อตั้งชุมชนชาวจีนบนเกาะปีนัง เขาสร้างครอบครัวที่นี่ แม้จะไม่ใช่ชาวเพอราณากันแต่กำเนิด เพราะโคห์เกิดในเมืองจีน แต่เขาก็ได้กลายเป็นต้นตระกูลครอบครัวชาวเพอราณากันที่มีชื่อเสียงและยาวนานที่สุดตระกูลหนึ่งในปีนัง

ตั้งแต่ช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับชาวเพอราณากันมีความแน่นแฟ้นมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากครอบครัวเพอราณากันจำนวนมากตระหนักว่า การร่วมมือกับชนชั้นนำทางการเมืองและเศรษฐกิจของอังกฤษ เป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ พวกเขาทำงานกับชาวอังกฤษอย่างใกล้ชิด เป็นหุ้นส่วนกับบริษัทในแถบยุโรป รวมถึงการบริจาคเงินให้กับวัดและสมาคมต่างๆ จนทำให้บางคนสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่มีอำนาจภายในสังคมอาณานิคม

เพราะฉะนั้น ครอบครัวเพอราณากันที่มีฐานะดีจึงตัดสินใจส่งลูกหลานเข้าเรียนในโรงเรียนชั้นนำที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก โดยเฉพาะในปีนัง สิงคโปร์ และมะละกา ลูกหลานชาวเพอราณากันจึงได้รับการปลูกฝังทั้ง ภาษา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และค่านิยมของจักรวรรดิอังกฤษ

ผสมผสานเอกลักษณ์

แม้จะได้รับอิทธิพลของชาวอังกฤษมามาก แต่ใช่ว่า ชาวเพอราณากันพยายามเลียนแบบวิถีชีวิตและค่านิยมของอังกฤษทุกอย่าง พวกเขาคุกเข่ารับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์อังกฤษด้วยความจงรักภักดี แต่ขณะเดียวกันก็ยังแสดงความเคารพต่อขุนนางและผู้แทนจากราชวงศ์ชิง อีกทั้งพวกเขายังมีความสามารถในการผสมผสานวัฒนธรรมของตนกับวัฒนธรรมอื่นๆ และเพราะเกิดมาในฐานะลูกผสม อาศัยอยู่ในบ้านแถบมะละกา ปีนัง และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความหลากหลาย พวกเขาจึงไม่ได้จำกัดตัวเองอาศัยอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่สามารถย้ายถิ่นฐาน ไปมาระหว่างมะละกา ปีนัง และสิงคโปร์ได้อย่างเสรี

ภาษาถือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนถึงจุดเด่นของการเป็นลูกผสม ภายในชุมชน ชาวเพอราณากัน ใช้ภาษามลายูบ้าบ๋า (Baba Malay) ภาษามลายูที่ใช้ไวยากรณ์และคำศัพท์จากภาษาฮกเกี้ยนร่วมด้วย แต่เมื่ออยู่ในพื้นที่สาธารณะ พวกเขาก็เปลี่ยนไปใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว

ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ให้ความสำคัญกับมรดกในชุมชนตัวเอง ชาวเพอราณากันจำนวนมากแต่งและขับร้องบทกวีมลายูที่มีจังหวะและรูปแบบเฉพาะ เรียกว่า ‘ปันตุน’ (pantun) และยังรักษาการแสดงพื้นบ้านอย่าง ‘ดนดัง ซายัง’ (dondang sayang) ซึ่งเป็นบทเพลงรักที่ผู้ชายและผู้หญิงชาวเพอราณากันร้องโต้ตอบกัน โดยมีดนตรีพื้นบ้านมลายูแบบดั้งเดิมประกอบ ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ในท้องถิ่นก็เรียกร้องให้ชาวเพอราณากันรักษาวัฒนธรรมของตัวเอง

โดยเฉพาะ ‘ดร. ลิม บุน เค็ง’ (Dr. Lim Boon Keng) แพทย์ชาวเพอราณากันและผู้ทรงอิทธิพลในสิงคโปร์เคยเสนอว่าไว้ ชาวเพอราณากันควรศึกษาและบริโภควัฒนธรรมชั้นสูงของจีนควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมกับศิลปะ วรรณกรรม และดนตรีของมลายูและตะวันตก ด้วยเหตุนี้ ในปี ค.ศ. 1896 เขาจึงก่อตั้ง Chinese Philomathic Society ซึ่งเป็นสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ ขยายโลกทัศน์ทางวัฒนธรรมของชุมชนเพอราณากัน ให้ชาวจีนและชาวเพอราณากันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน   ก่อนจะขยายองค์กรไปยังปีนังและมะละกา สมาชิกในองค์นี้จะได้ศึกษาเรื่องราวของวรรณกรรม ดนตรี รวมถึงภาษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน

เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจ ว่าทำไมในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผู้คนยังให้ความสนใจในวัฒนธรรมเพอรานากัน เช่น บ้านสไตล์ผสมผสาน เครื่องแต่งกายที่งดงาม และอาหารที่เกิดจากการผสมทางวัฒนธรรม

‘นนยา’ นอกจากจะเป็นชื่อเรียกผู้หญิงลูกครึ่งจีน-มลายูแล้ว ยังใช้เป็นชื่อเรียก อาหาร ขนม ชุดสตรี และเครื่องถ้วยจีนประเภทที่ต้องลงยา

อาหารนนยา เป็นตัวแทนของสองวัฒนธรรมระหว่าง มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผลพวงจากการแต่งงานข้ามเชื้อชาติ โดย ‘ย่าหยา’ ได้นำจุดเด่นของอาหารทั้งสองชาติมามิกซ์กัน ว่ากันว่า ชาวเพอรานากัน จะดูความสามารถของว่าที่สะใภ้จากทักษะการทำอาหาร โดยอาหารนนยา มีส่วนผสมของอาหารจีน ได้แก่ หมู ซีอิ๊ว เต้าหู้ยี้ บวกกับส่วนผสมของชาวมลายูอย่าง ‘เริมปะห์’ ซึ่งเป็นเครื่องผัดที่มีส่วนผสมของกะทิและน้ำมะขาม ด้วยความที่ชาวเพอรานากัน ไม่ใช่มุสลิม พวกเขาจึงกินหมูได้ และเป็นวัตถุดิบสำคัญ อาหารที่คนนิยมกินได้แก่ แกงหมูน้ำมะขาม และหมูสะเต๊ะ

นิสัยการกินของชาวเพอรานากันจะต่างจากชาวจีน คือ พวกเขาจะเสิร์ฟอาหารเป็นจาน โดยมีกับข้าวรสเผ็ดราดบนข้าวและใช้มือในการรับประทานอาหาร (กระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 19 จึงถูกแทนที่ด้วยช้อนและส้อมจากยุโรป) โดยจะทานในเครื่องถ้วยนนยา หรือเครื่องเซรามิคสีสันสดใส ที่ใช้ในโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ถ้าโอกาสทั่วไป พวกเขามักใช้เครื่องจาน ชาม สีฟ้า และพอร์ซเลนสีขาว

ด้านสถาปัตยกรรม ชาวเพอราณากัน อาศัยและทำงานในอาคารที่มีสไตล์แบบชิโนโปตุกีส ที่ผสมระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก โดยอาคารส่วนใหญ่เป็น 2 ชั้น ชั้นล่างใช้ประกอบธุรกิจการค้า ส่วนชั้นสองเป็นที่อยู่อาศัย โดยตัวอาคารจะเชื่อมต่อกับอาคารหลังอื่น สร้างติดๆ กันหลายห้อง จนช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ชาวเพอราณากัน ได้ปรับรูปแบบสถาปัตยกรรม โดยได้รับอิทธิพลจากจากตะวันตก ทั้งหน้าต่างแบบฝรั่งเศส รวมไปถึงการใช้กระเบื้องเซรามิคประดับตกแต่งด้วยลายดอกไม้ตามจีนและยุโรป

สำหรับที่อยู่อาศัยของชาวเพอราณากันนั้น จะแบ่งเป็นห้องโถง มีแท่นสำหรับบูชาบรรพบุรุษ  ส่วนในต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อความมั่งคั่งของชาวเพอราณากันเพิ่มขึ้น ได้มีการสร้างบังกะโล และบ้านพักแบบวิลล่าที่ตกแต่งด้วยโคมระย้าแบบยุโรป เฟอร์นิเจอร์ประดับมุก และตู้ไม้สักที่มีสีสันสดใส

พิธีกรรมและความเชื่อ

  พิธีกรรมแบบชาวเพอรานากันผสมผสานทั้งจีนและมาเลย์ เช่น พิธีการเฉลิมฉลองช่วงวันหยุดเพื่อสักการะบรรพบุรุษ หรืออย่างพิธีแต่งงาน พวกเขาจะจัดงานติดกันต่อ 12 วัน แทนสัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงของคู่สามี-ภรรยา จากวัยผู้ใหญ่สู่ชีวิตสมรส นอกจากแสดงถึงความรัก นัยยะหนึ่งยังแสดงถึงความมั่งคั่งของตระกูล เครื่องแต่งกายได้รับอิทธิพลมาจากชุดแต่งงานในสมัยราชวงศ์ชิง ค.ศ.1644-1912 ส่วนพิธีกรรมด้านศาสนานั้นยังได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาและลัทธิเต๋า

 สำหรับงานศพนั้น ชาวเพอราณากันเชื่อว่าผู้ตายยังเดินวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์ เพราะฉะนั้นประเพณีต่างๆ ต้องทำให้แน่ใจว่าผู้ตายมีความสุขในชีวิตหลังความตาย หลังจากที่ผู้ตายเสียชีวิตลง จะมีการคลุมร่างกายทั้งหมด และมีนักบวชในลัทธิเต๋าหรือนักบวชหญิงทำความสะอาดร่างกายและแต่งกายศพก่อนวางลงในโลงศพ แม้ชาวเพอราณากันมีเชื้อสายมลายู แต่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่นับถือลัทธิเต๋า ลัทธิขงจื๊อและพุทธศาสนา นิกายมหายาน เพราะฉะนั้นเวลามีกิจกรรมทางศาสนาก็จะไปวัดไทยบ้าง และมีการไหว้บรรพบุรุษเหมือนคนจีนทั่วไป แต่ก็มีบางส่วนที่ได้หันไปนับถือศาสนาคริสต์ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา

มรดกที่ยังมีลมหายใจ

ลูกหลานชาวเพอราณากันส่วนใหญ่ประกอบอาชีพนักธุรกิจ บางคนก็สืบทอดต่อกิจการดั้งเดิมของครอบครัว เช่น ร้านอาหาร ร้านขายเครื่องประดับ ธุรกิจท่องเที่ยว มรดกไม่ได้อยู่แค่ในสายเลือด แต่พวกเขายังสืบต่อวัฒนธรรมให้เห็นประจักษ์อย่างเข้มแข็ง

ปัจจุบันชาวจีนเพอราณากันพยายามที่จะรักษาวัฒนธรรมเพอราณากันด้วยการรวมตัวกันจัดตั้งสมาคมเพอราณากัน (Peranakan Association) ขึ้นในมะละกา ปีนัง กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ และภูเก็ต ซึ่งสมาคมแต่ละแห่งมีการประสานงานติดต่อกัน  และจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมในแต่ละท้องที่  เพื่อให้ชาวจีนเปอรานากันรุ่นใหม่ทุกคนได้รู้จัก และไม่หลงลืมรากเหง้าของตนเอง

ดังเช่นโครงการ Street Corner Heritage Galleries ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง NHB (National Heritage Board หรือคณะกรรมการมรดกแห่งชาติสิงคโปร์) และเจ้าของร้านค้าในท้องถิ่น มีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือกับชุมชนให้รักษามรดกทางวัฒนธรรม โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าของร้านค้าในท้องถิ่นที่ดำเนินกิจการมาอย่างน้อย 30 ปี  เพื่อร่วมกันสร้าง “พิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม นำเสนอประวัติศาสตร์และมรดกของธุรกิจและอาชีพแต่ละประเภท

หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของร้าน ‘Kim Choo Kueh Chang’ ร้านที่รวบรวมทุกสิ่งเกี่ยวกับวัฒนธรรมเพอราณากันไว้ในที่เดียว ที่สิงคโปร์ จากจุดเริ่มต้นแผงขายของชั่วคราวใต้ต้นไทร ณ บริเวณสี่แยก ก่อตั้งโดยหญิงสาวมีนามว่า ‘ลี คิม ชู’ ( Lee Kim Choo ) ในปี ค.ศ. 1945 เธอต่างจากผู้หญิงชาวเพอราณากันส่วนใหญ่ เพราะเปิดแผงขายอาหารเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว โดยนำทักษะการทำอาหารที่ได้รับการถ่ายทอดจากคุณยายมาใช้ ทำให้ร้านของเธอได้รับความนิยมในชุมชน และดึงดูดลูกค้าจากทั่วทั้งสิงคโปร์

โดยเฉพาะสูตรอาหารข้าวเหนียวห่อไส้แบบเพอรานากันที่มีไส้แน่นและจัดเต็ม ทำให้เธอตัดสินใจมุ่งมั่นพัฒนาขนมชนิดนี้ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ในช่วงทศวรรษ 1970 เธอย้ายร้านไปยังห้องแถว ซึ่งขนมข้าวเหนียวห่อไส้ที่ทำด้วยมือของเธอยังคงวางจำหน่ายอยู่ที่นั่นจนถึงทุกวันนี้ โดยปัจจุบันกิจการบริหารโดย หลาน ๆ ของลี ซึ่งได้ขยายร้านให้เป็นพื้นที่นำเสนอทั้งอาหารและวัฒนธรรมเพอราณากัน โดยเปิดบูติกเสื้อผ้าเพอรานากันสั่งตัด และแกลเลอรีขนาดย่อม 

อีกสิ่งที่ทำให้วัฒนธรรมของเพอราณากันไม่ถูกกาลเวลาพรากไปง่ายๆ คือการส่งต่อความรู้ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์เพื่อให้คนรุ่นหลังเข้าถึง โดยเฉพาะในประเทศสิงคโปร์มีมิวเซียมของชาวเพอราณากันอยู่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Peranakan Museum ที่เล่าเรื่องราวของชาวเพอราณากันได้ครบถ้วนและครอบคลุมที่สุดในโลก โดยมีวัตถุจัดแสดงมากกว่า 800 ชิ้น หรือที่ The Intan พิพิธภัณฑ์เอกชนที่ก่อตั้งโดย อัลวิน ยัป (Alvin Yapp) เขาสะสมข้าวของที่เกี่ยวข้องกับเพอราณากันมานานกว่า 30 ปี มีอยู่หลายพันชิ้น ก่อนเปลี่ยนบ้านของตัวเองให้เป็นพื้นที่พิพิธภัณฑ์ตั้งแต่ปี 2003

แม้จะมีประวัติยาวหลายร้อยปี แต่เพอราณากัน ไม่ใช่อดีต หากแต่ยังมีชีวิต ผ่านผู้คนและวัฒนธรรมที่ส่งต่อมาอย่างยาวนาน


ข้อมูลก นิตยสารแแพรว ฉบับ ก.ย. – ต.ค. 69

เรื่อง fai

ภาพ gettyimages