ผ่าความคิด เจ้าพ่อเพลงรัก “ดี้-บอย” ยุค Disruption รักรุนแรง และการเปลี่ยนแปลงของความเห็นต่าง

ผ่าความคิด เจ้าพ่อเพลงรัก “ดี้-บอย” ไม่บ่อยนักที่ศิลปินที่มีชั้นเชิงในการเขียนเพลงทั้ง 2 คนนี้ จะมานั่งพูดคุยพร้อมกับเล่าสิ่งที่เป็นไป ผ่านสายตาที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงในสายอาชีพของเขาอย่างเข้าใจและตรงไปตรงมา

ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค และบอย โกสิยพงษ์ พวกเขาคือ เจ้าพ่อเพลงรัก นักแต่งเพลงที่มีผลงานมานับไม่ถ้วน หลายเพลงรักที่สะท้อนให้เห็นถึงความคิด ชีวิต และการสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งมีทั้งผิดหวัง สะเทือนใจ หรือได้กำลังใจอย่างมหาศาลให้กับคนฟัง ในวันนี้การเขียนเพลงรักยังใช้ชุดความคิดเดิมอยู่หรือไม่  และจริงหรือเปล่าที่ยุคนี้คนเราแสดงออกในเรื่องความรักและความศรัทธาได้รุนแรงเหลือเกิน

 

Q : เป็นเจ้าพ่อเพลงรักที่ถ่ายทอดเพลงรักได้หลายรูปแบบและโดนใจคนฟังมาตลอด ณ วันนี้มองความรักหนุ่มสาว ยุคนี้ยังไงบ้าง

พี่บอย : ยังเพิ่งคุยกับพี่ดี้ไปเองว่า ในยุคนี้ภาษาที่คนใช้กันระหว่างแฟน ใช้ภาษาโหดเหมือนกันนะ คือในยุคพี่ พี่จะเรียกชื่อตัวเองกับชื่อภรรยาเป็นการแทนตัวเอง และจะพูดจ๊ะ จ่ะกัน คือมีหลายอย่างที่ใช้ศัพท์เหนืออดีตไปอีก

พี่ดี้ : พี่ยังไม่กล้าใช้เลย กับเพื่อนถ้าไม่สนิทจริงๆ บางทียังไม่กล้าใช้เลย คือมันพฤติกรรมมันเปลี่ยนไปในเรื่องความรัก ตามยุค ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบ ดีไม่ดีเราตัดสินไม่ได้ คือความรู้สึกรักมันก็ยังมีอยู่จริงแหละ แต่ภาษาหรือวิธีการมันถูกแปลง ทุกอย่างเร็วขึ้น ไวขึ้น ตัดสินเร็วขึ้น มีข้อมูลง่ายขึ้น ตั้งแต่จีบก็ง่ายขึ้นแล้ว แรงขึ้น ชัดขึ้น เห็นมากขึ้น อารมณ์เร็วแรง ไวจัด หายง่าย และก็เกิดรัก แรง แต่ไม่ถึงก้าวร้าว เพราะโลกมันหมุนด้วยอัตราเร่งไง ไม่ใช่ความเร็ว  มันหมุนหนักขึ้นทุกอย่าง ไม่ใช่ความรักอย่างเดียวหรอก จากเธอ-ฉัน จ๊ะจ๋าเป็นยังไง ตอนนี้มึงเอาไง! กูจะเอามึง ไปเปล่า? เลยไปถึงบางครั้งเป็นคำที่เราเห็นแคปหน้าจอคุยกัน และเห็นเป็นความสะใจ เก๋ดี นี่คือภาษาของคนที่รักกันเขาคุยกันหรอ? และมันมีอีกหลายคำที่น่าตกใจ ออกอากาศไม่ได้ ตรงมากนะ เราก็มีหน้าที่ตกใจไปตามอายุของเรา

พี่บอย : แต่ความรักมันก็ยังมีอยู่จริงนะ เพียงแต่การนำเสนอมันเปลี่ยนไป

Q : พอโลกมันเปลี่ยนไปแบบนี้ พี่สอนลูกยังไงบ้าง เพราะทั้งคู่ก็มีลูกสาว

พี่บอย : พี่ว่าการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง มันคือสิ่งที่สอนได้ง่ายที่สุด การกระทำของเรามันพูดดังกว่าคำพูด ดังนั้นเราก็จะรักแม่ของเขา ให้เขาได้เห็นว่าความรักของพ่อกับแม่เป็นแบบนี้ วันหนึ่งถ้าเขามีครอบครัว เขาก็อาจจะมีแบบอย่างของความรักในแบบที่พ่อแม่เขาเป็น

พี่ดี้ : จริงๆ ก็คิดเหมือนพี่บอย คือ เราเป็นแบบนี้ คนที่อยู่กับเราที่อยู่กับเรามาตั้งแต่เกิดก็น่าจะเป็นแบบนี้ด้วย เขาก็คงเห็น ถ้าเราเป็นคนเอะอะก้าวร้าวก็จะได้แบบนั้นไป ส่วนเขาจะไปปรับให้เข้ากับชีวิตเขายังไง เราก็คอยดู คือจะบอกว่าจะให้เขาอยู่แต่สิ่งแวดล้อมที่สวยงาม มันก็ไม่ใช่เรื่องดี เพราะถ้าวันนึงเราไม่ได้อยู่กับเขา เขาจะเจออะไร ต้องให้เขาได้เจอภูมิต้านทานบ้าง พี่ไม่มีข้อจำกัดอะไรว่าเขาจะมีหรือไม่มีแฟน คือยังไงก็ตามเราขอเป็นเพื่อนเขา มีอะไรบอกกันได้ ไม่มีอะไรผิด

Q : สมัยนี้ไม่ใช่แค่ความรักแบบหนุ่มส่าวเท่านั้น ที่แสดงออกกันตรงไปตรงมา การเห็นต่างในสิ่งที่เรารักและศรัทธาก็มีการแสดงออกที่รุนแรงด้วย มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับจุดนี้บ้าง

พี่ดี้ : ต้องบอกว่าในยุคที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละยุค มันมีความช้าเร็วต่างกัน ยุคที่มีไฟดวงแรกสว่าง ก็เปลี่ยนโลก จากนั้นมีวิทยุ มีทีวี และวันนี้เราอยู่ในภาวะการเปลี่ยนโลกที่เร็วมาก อัพเดตกันไม่ทันสักอย่าง พี่ถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาตินะ เรื่องชีวิตเรื่องอะไรพวกนี้ มันก็จะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน และเราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบมันก็ตาม

พี่บอย : มันต้องตั้งใจมากๆ เลย ถ้าเราไม่ตั้งใจที่จะมีเป้าหมายให้ชัดเจน

Q : กลับมาที่เรื่องงานกันบ้าง วันนี้ที่มานั่งคู่กันเป็นครั้งแรกหรือเปล่าคะ

พี่ดี้ : เราเคยร่วมงานคอนเสิร์ตมาแล้ว 1 ครั้งแต่ว่าไม่ได้ร่วมทำกันเยอะขนาดนี้ เจอกันตามงานต่างๆ เราคุยกันมาเรื่อยๆ ครั้งนั้นเมื่อ 10 ปีได้แล้ว แต่ครั้งนี้มีอะไรร่วมกันทำเยอะ จริงๆ งานนี้งานของเรามันเสร็จไปแล้วนะ เพราะเป็นเพลงของเรา คอนเสิร์ตนี้ที่เรามาทำร่วมกันจะมีแค่เพลงใหม่ที่เพิ่มเข้ามา 1 เพลง ซึ่งเราทั้งคู่แต่งด้วยกัน

Q : เป็นนักแต่งเพลงทั้งคู่ ชื่นชอบผลงานกันและกันในเพลงไหนบ้าง

พี่บอย : พี่มีพี่ดี้เป็นอาจารย์ของพี่ ในเรื่องการแต่งเพลง แน่นอนว่าพี่เป็นแฟนเพลงของพี่ดี้อยู่แล้ว เพลงของพี่ดี้ ที่พี่ชอบมากๆ และเปลี่ยนแปลงชีวิตในการแต่งเพลงของพี่เลยคือเพลง ลงเอย เป็นเพลงที่ให้แฟนเก่าไปมีความสุขนะ ลงเอยด้วยดีนะ มันเป็นความปรารถนาดีที่ดีจังเลย

พี่ดี้ : พี่ชอบหลายเพลง เพราะพี่บอยเขาทั้งแต่งเนื้อร้องและทำดนตรีเองด้วย สไตล์ของบอยคือเขามาด้วยกันทั้งคู่ทั้งเนื้อร้องและดนตรี คือความใหม่มันเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งคู่ พอช่วง 10 ปีที่ต่อจากแกรมมี่ไป ก็มีพี่บอยที่ขึ้นมาและมีเอกลักษณ์ชัดเจน มีวิธีการใหม่ๆ ซึ่งส่วนตัวเป็นคนชอบสไตล์เพลงแบบนั้นเหมือนกัน และเนื้อหาก็เป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ดี ให้กำลังใจ ยิ่งหลังๆ มาเจอเพลง Live and Learn เนี่ยะ ฟังแล้วรู้สึกว่า เออช่างคิดมากที่ไปเอาคุณ กมลา สุโกศล มาร้อง คือมันเป็นเรื่องที่คนไม่แหวกแนวมันคิดไม่ออก เพราะมันใช่เลย ถ้าเกิดเป็นเด็กคนหนึ่งร้องมันอาจจะไม่ใช่ ทั้งที่คุณกมลา เขาก็ร้องเพลงสไตล์บรอดเวย์ เพลงสมัยเก่าของฝรั่ง แต่พอมาร้องแบบนี้ มันเกิดอิมแพคมาก เพลงก็ฟังแล้วมันเตือนสติ และบอกอะไรเราบางอย่างได้ในเวลาที่เรา Lost เหมือนกัน

Q : ณ วันนี้ พี่ทั้งสองคนยังปรุงแต่งเพลงมาจากชุดความคิดเดิมหรือเปลี่ยนไปยังไงบ้าง

พี่ดี้ : ตอนช่วงที่ความคิดเราแล่นมากๆ เห็นกระป๋องใบเดียวเราก็แต่งเพลงได้แล้ว คือเรามองหมด หลายครั้งที่บอกกับคนทำงาน บางครั้งสอนคนที่จะให้มาช่วยแต่งเพลงว่า คำว่าตันมันไม่มี เพียงแต่ว่ามันยังไม่มี ณ เวลานั้น แต่ไม่ใช่ว่าเราจะนั่งรอให้มันมา ไม่ได้หรอก แต่เราต้องเข้าไปหาด้วยอะไรก็แล้วแต่ ต้องรู้จักสังเกตสิ่งรอบตัว หรือดูหนัง อ่านหนังสือ ก็ได้เพลงมาเหมือนกัน

Q : แล้วอย่างเพลงรักล่ะคะ

พี่ดี้ : เพลงรัก เพลงอกหักมันจะมีConflictมากกว่า เพลงที่มีConflictมากๆ มันจะดราม่ามาก ในยุคหนึ่งคนไทยอาจจะฟังเพลงไปติดที่เนื้อมาก เขาจะชอบอะไรที่ดราม่ามีConflict มันก็เลยมีเพลงอกหักเยอะ ก็เลยกลายเป็นคนเขียนเพลงอกหักเยอะ จริงๆ แล้วการอกหักมีเยอะกว่าการสมหวังนะ ถ้าสมหวังมากกว่าผิดหวัง โลกมันคงจะสบายเกินไป มันเหมือนผู้ชนะมีน้อยกว่าผู้แพ้อ่ะ

Q : รู้สึกยังไงกับคำที่ทุกคนมองว่าพี่คือไอดอล

พี่ดี้ อะไรก็แล้วแต่ก็ขอบคุณ แต่ตำแหน่งไอดอล มันไม่มีเงินเดือนนะ ยังไงก็ตามเราก็ทำงานแบบนี้ และอย่างนี้เพราะเป็นวิธีของเรา

พี่บอย : เราก็ดีใจ ดีกว่าด่า (หัวเราะ)

Q : ในยุคนี้วงการเพลงจะอยู่ให้ดีและรอดได้ยังไงบ้าง

พี่ดี้ : ยาก…เป็นเรื่องยาก และเป็นเรื่องที่เรารู้มาก่อนนานแล้ว เพราะโลกมันต้องเปลี่ยนไปด้วยอะไรสักอย่างหนึ่ง มันเหมือนเราเป็นคนทำฟิล์ม เนกาทีฟถ่ายรูป เราก็จะรู้แล้วว่าเราจะต้องทำยังไง มันมีสองอย่างคือ ปรับตัวกับปิดตัว  ก็ต้องปรับตัวไปเป็นอะไร เราต้องหาแบบอย่างที่จะนำพาคอนเท้นต์ที่เราทำไปถึงเขาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม ซึ่งถ้าถึงจุดที่มาพบกันได้ ทุกอย่างก็แฮ็ปปี้ แต่ถามว่าทุกวันนี้มันพบกันหรือยัง มันก็ยัง จากวันที่เคยขายเป็นเทป เป็นซีดี พอDisruptionมันมา ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในวงการธุรกิจเพลง มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะ มันก็ยังต้องหาจุดที่พอดีกันอยู่ว่าจะมีวิธีไหนที่จะทำให้อาชีพนี้มันอยู่รอดได้

“มันไม่มีอะไรที่เหมือนแต่ก่อนได้อีกแล้ว เราจะเอาความสำเร็จรุ่งเรืองในอดีตมายึดติด ว่าทำไมไม่เป็นแบบนั้นแบบนี้ไม่ได้แล้ว”

เราแค่อยากให้อาชีพนี้ในคนรุ่นต่อๆไป สามารถไปต่อได้ เพราะนับวันเด็กที่เรียนดนตรี มันเยอะขึ้นนะ แต่เขาจะไปทำอะไร ทำแล้วมันไม่ได้อาชีพกลับมาจะทำยังไง

Q: ทุกวันนี้นักร้องก็เยอะขึ้นมากด้วย

พี่ดี้ : นักร้องมันก็ยังดี ที่ขายโชว์ได้ กลับไปเป็นวณิพกโมเดิร์น ต้องไปเล่นงานจ้าง หรือนักร้องรุ่นเก่าก็ต้องออกแรงวิ่งงาน แต่ส่วนที่น่าห่วงคือคนทำงานเบื้องหลังอย่างนักแต่งเพลง มันวิ่งไปเล่นกับเขาไม่ได้ มีความน่าเป็นห่วงตรงนี้ โดยเฉพาะใครที่อยากเป็นนักแต่งเพลงรุ่นใหม่ๆ พี่ถึงกับบอกว่า อย่าเพิ่งเลย แต่งเอาสนุกไปเถอะ แต่ถ้าคิดว่าจะเป็นอาชีพไม่แนะนำ เพราะน่าจะไปทำงานอะไรที่ได้ค่าแรงขั้นต่ำน่าจะเวิร์คกว่า (หัวเราะ)

Q : รู้สึกยังไงที่เห็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ของคนในวงการนักแต่งเพลงด้วยกัน

พี่ดี้ : อันนี้เป็นมารยาทผิดถูกดูตามลิขสิทธิ์กฎหมาย ทุกวงการมีทั้งคนดีและไม่ดี ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีหรอก อุบัติเหตุแบบนี้นะ เป็นความผิดพร่องหมองใจ ซึ่งใครผิดถูกพี่ไม่ตัดสินดีกว่า แต่ที่ผ่านมา 10-20 ปี ก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกัน

Q : ทุกครั้งที่แต่งเพลงเราคาดหวังอะไรกับคนฟังบ้าง

พี่ดี้ : แน่นอนว่าเราก็อยากให้เขาประทับใจ ชอบฟังได้อารมณ์ตามที่เราต้องการ ควักเงินซื้อเทปที่แผง (หัวเราะ)

พี่บอย : คือพี่ก็อยากให้คนฟังเพลงพี่ และถ้าเพลงมันมีเนื้อหาที่ไปช่วยสะกิดใจเขา ทำให้เขาสะเทือนใจต่อมอะไรได้ มันก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ของเราแล้ว

 

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าโลกจะหมุนเร็วไปมากแค่ไหน จะเกิดการ Disruption อะไรอีกก็ตาม สิ่งหนึ่งที่มนุษย์เราต้องตามให้ทัน ไม่ใช่เพียงข้าวของเครื่องมือ หรือมันสมองที่ต้องพัฒนาเท่านั้น แต่จิตใจของเราเองก็ต้องตามให้ทันกับสิ่งเหล่านี้ด้วย

 

ตามไปฟังเรื่องราวของยุค Disruption รักรุนแรง และการเปลี่ยนแปลงของความเห็นต่าง ในมุมมองของพี่ดี้และพี่บอยกันแบบชัดๆ ได้ที่รายการ Praew Talk EP.23


 

เรื่อง : ภัทรีพันธ์ สุขสมพร้อม

ภาพ : จักรพงษ์ นุตาลัย


 

อ่านบทสัมภาษณ์อื่นๆ ได้ที่นี่

เลิกดราม่ากับอดีต! แอม – ช่า ปลงชีวิตคู่ ความรักที่ดีต้องไม่มี “หายนะ”

สู่ขวัญ บูลกุล ผู้บัญชาการหลังบ้านแห่งฟาร์มโชคชัย ชีวิตใหม่ที่ไม่ใช่คนข่าว

กินอยู่ เรียนรู้ รักตัวเอง กฏเหล็กกาละแมร์ วินัยฟิต ชีวิตเฟิร์ม

keyboard_arrow_up