จากเด็กเรียนปานกลาง ปุณณ์ ปุณณกันต์ สานฝันด้วยความพยายาม จนสอบติดหมอ

ปุณณ์ ปุณณกันต์
ปุณณ์ ปุณณกันต์

 นุสบา เผยวิธีการเลี้ยงลูกชาย ปุณณ์ ปุณณกันต์ ให้เปลี่ยนจากเด็กเรียนปานกลางเป็นเก่ง ภายหลังประกาศข่าวดีลูกชายสอบติดหมอทั้งที่ไทยและที่อังกฤษ

ก่อนหน้านี้ “แพรวดอทคอม” ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับ น้องปุณณ์ – ปุณณ์ ปุณณกันต์ ลูกชายคนโตของนักแสดงสาวมากฝีมือ “นุสบา” กับ “พุทธิพงษ์” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของ “พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา” ที่ตอนนี้ได้สอบติดคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก และไม่ใช่แค่สอบติดที่เมืองไทยเท่านั้น แต่ทายาทคนโตของครอบครัว “ปุณณกันต์” ยังสอบติดแพทย์ที่อังกฤษถึง 2 มหาวิทยาลัย เรียกว่าเก่งไม่ธรรมดาจริงๆ เลย สำหรับหนุ่มคนนี้

ปุณณ์ ปุณณกันต์

ตอนที่พอรู้ว่าลูกชายสอบติด รู้สึกอย่างไรบ้าง?

นุสบา : ตอนที่ลูกชายโทรมาบอก เรียกได้ว่าต้องควานหาเก้าอี้นั่ง ทรงตัวไม่อยู่เพราะดีใจเหมือนกับคุณพ่อ-คุณแม่คนอื่นๆ แต่สุดท้ายเราก็คิดว่าเเขาทุ่มเทมานานหลายปี แล้วเขาก็ตั้งใจอย่างเต็มที่ และก่อนที่เขาจะสอบติดก็ได้เห็นว่าเขาตรากตรำดูหนังสือไม่หลับไม่นอน เขาจะไม่ให้อะไรมารบกวนเวลาอ่านหนังสือเลย ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเขาไม่ค่อยออกรายการไหนเลย แล้วพอเขาสอบติดเราก็มีความรู้สึกว่า นี่แหละคือสิ่งที่เขาได้เตรียมตัวมาโดยตลอด

ปุณณ์ : ตอนนั้นผมกำลังนั่งรถกลับมาจากที่โรงเรียน แล้วก็พยายามเช็คตลอด เพราะทราบอยู่แล้วว่าผลจะออกวันไหน พอตอนเย็นขณะกำลังกลับบ้านก็เช็คอีกทีและผลก็ออกมาว่าเราสอบติด ผมทำอะไรไม่ถูกเลย มือสั่นไปหมด แล้วก็โทรศัพท์หาคุณแม่เป็นคนแรก

ที่ผ่านมาต้องเตรียมตัวสอบอย่างไรบ้าง?

ปุณณ์ : ผมใช้เวลาเตรียมตัวประมาณ 2 ปีเลยครับ รู้มาตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 4 ว่าอยากจะเป็นจริงๆ และตั้งใจมาตั้งแต่นั้นเลยครับ

ทำไมถึงคิดอยากเรียนแพทย์?

ปุณณ์ : ผมโตขึ้นมากับสภาพแวดล้อมที่อยู่ในโรงพยาบาล เวลาเลิกเรียนผมจะกลับมาพร้อมกับคุณปู่ (เป็นหมอ)  ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะไปรอท่านที่โรงพยาบาลมันก็เลยซึมซับไปในตัว

ปุณณ์ ปุณณกันต์

แม้คุณปู่เป็นแพทย์แต่ก็ไม่ได้สนับสนุนให้เรียนในด้านนี้ ทำไมเราถึงยังคิดเรียนต่ออีก?

ปุณณ์ : คือตอนที่ผมอยากเป็นตอนแรกๆ เลย ผมก็ได้บอกกับคุณปู่ คุณปู่ก็ถามย้ำว่าเราอยากจะเป็นจริงๆ หรือเปล่า? เพราะเส้นทางมันไม่ได้สวยงามนะ มันเหนื่อยมาก ต้องสละเวลาส่วนตัวมากเลย และต้องตั้งใจกับมันมากๆ เราจะไหวเหรอ ท่านเลยเป็นห่วงตรงนี้

นุสบา : ตอนแรกก็คิดเหมือนคุณปู่เหมือนกันว่า พร้อมหรือเปล่าที่จะทุ่มเทและอุทิศชีวิตให้กับตรงนี้ เพราะแค่เรียนก็ใช้เวลา 10 ปีแล้ว คือถ้าตั้งเป้าแล้วก็ต้องทำให้สำเร็จ คือบางสายอาชีพมันมีความยากลำบาก แค่สอบเข้าก็ยากแล้ว ถ้าเราไม่มีแพชชั่น ไม่ได้ชอบเองเนี่ยะ ต่อให้พ่อ-แม่สนับสนุนและเชียร์อย่างไร มันก็เป็นไปไม่ได้ แต่กับเขาเราได้เห็นความพยายามมาตั้งแต่เขาอยู่ม.ปลาย เห็นว่าเขามุ่งมั่นมาก แอบเห็นกระดาษเขาเขียนติดไว้ที่กำแพงว่า “จะต้องเป็นหมอให้ได้โว้ย” เราก็ได้รู้ว่าความฝันเขาคืออย่างนี้ ก็เลยส่งเสริมและสนับสนุน

ก่อนหน้านี้เป็นนักกีฬาทำไมถึงหักเหมาเรียนแพทย์?

ปุณณ์ : มีช่วงหนึ่งที่ผมเล่นกีฬาหนักมาก เพราะผมเป็นนักกีฬาตั้งแต่เด็กๆ ชอบเล่นบอลและบาสเกตบอลแล้วมันมีจุดหนึ่งที่เราทำคะแนนได้ไม่ดี ดร็อปไปจากเดิมเพราะไปทุ่มเทกับการเล่นกีฬามากๆ ผลก็เลยหลับมาและดูตัวเองว่าเราควรจะเปลี่ยนตัวเองแล้ว ถ้าเราอยากจะทำอะไรขอแค่เรามีความมุ่งมั่น ผมก็เลยลองตั้งใจดูกับมันสักตั้งหนึ่ง ว่าถ้าเราทำจริงจะทำได้ไหม เราจะทำคะแนนที่มันตกไปกลับขึ้นมาได้ไหมและปรากฏว่าเราก็สามารถทำได้

ปุณณ์ ปุณณกันต์

เลี้ยงลูกอย่างไรให้มีความคิดที่ดีแบบนี้?

นุสบา : จริงๆ ตั้งแต่เด็กก็เลี้ยงเขาเหมือนเพื่อน ไม่เคยที่จะต้องบังคับ เวลาเขามีปัญหาอะไรเรื่องเรียน เราก็จะเหมือนกับคอยปลอบคอยให้กำลังใจ ไม่มีใครเกิดมาแล้วเก่งตั้งแต่แรก อย่างปุณณ์เองตอนเด็กๆ ก็ยังแบ่งเวลาไม่ค่อยเป็น เรียนก็กลางๆ มาตลอด จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาคิดได้เองเพราะใกล้เวลาที่เขาตัดสินใจเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ครอบครัวเองก็ต้องเล่าให้เขาฟังด้วยว่าเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้างในอนาคต แต่มันก็อยู่ที่เขาว่าจะคิดได้หรือคิดไม่ได้ นุชเองก็ทำอะไรได้ไม่มากไปกว่านี้ถ้าลูกไม่ให้ความร่วมมือ ก็แอบลุ้นเหมือนกันตอนแรกว่าเขาจะทำได้หรือทำไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ให้กำลังใจว่า ไม่ว่าเขาจะเรียนอะไรหรือเป็นอะไรพ่อแม่ก็รักลูกเหมือนเดิมและให้การสนับสนุนทุกอย่าง อาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้ไม่จำเป็นต้องเรียนหมอ ยังไงก็รักเขาเท่าเดิม

อย่างไรก็ตามในฐานะทายาทคนดังก็ย่อมถูกจับตามองเป็นพิเศษ คนอีกด้านหนึ่งก็มองว่าได้ตรงนี้เพราะอิทธิพลพ่อบารมีแม่?

นุสบา : มันก็ต้องอยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละคน แล้วแต่ว่าจะเป็นอย่างไร แต่สำหรับเรา เราก็เห็นลูกมาตั้งแต่เด็ก เขาก็มีคะแนนสะสมที่ทำมาตั้งแต่เด็กๆ ถ้าเขาไม่ได้ตามเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยรับ เราต้องพิจารณาตัวเองว่าเราพร้อมหรือเปล่า การตั้งคะแนนตรงนี้เป็นการสกรีนอย่างหนึ่งว่าเข้าไปแล้วคุณต้องเจอกับความยากลำบาก ถ้าไปต่อต้องไปให้ได้ ถ้าเราเข้าไปแล้วไปเหนื่อยไปโหนไปห้อยก็ไม่สมควรที่จะเข้าไป คือเมื่อไปถึงตรงนั้นแล้วเราจะไปขอความช่วยเหลือมันไม่ได้ มันต้องมีเกณฑ์ในการคัดเลือก และน้องเขาเรียนภาคอินเตอร์เขาใช้คะแนนยื่นไปทั่วโลก น้องเขาก็ยื่นที่อังกฤษและสหรัฐฯด้วย น้องก็ได้ตอบรับมาจากอังกฤษเหมือนกัน 2 มหาวิทยาลัย ที่สหรัฐฯยังไม่ออก ผลจะออกในเดือนมีนาคมนี้ แต่เราได้นั่งคุยกันแล้วว่าถ้าจะเรียนหมอควรจะเริ่มต้นที่เมืองไทย เพราะว่าการสอบที่จะได้ใบประกอบโรคศิลป์สำคัญมาก ถ้าเราไปเรียนต่างประเทศ นอกจากให้ระยะเวลาที่นานกว่าแล้ว ยังต้องกลับมาสอบใบประกอบโรคศิลป์อีกซึ่งตรงนั้นคือสิ่งที่ยาก ดังนั้นเลยคิดว่าให้เขาเริ่มต้นที่เมืองไทย แล้วจะไปต่อที่ไหนก็ค่อยๆ ตามขั้นตอนที่วางแผน เพราะอันนั้นเป็นเรื่องของอนาคต เข้าไปแล้วจะเปลี่ยนใจอีกหรือเปล่า หรือไปเจออะไรที่น่าสนใจก็อาจเปลี่ยนใจได้

ปุณณ์ ปุณณกันต์


 

keyboard_arrow_up