บททดสอบธุรกิจยักษ์ใหญ่จากพ่อสู่ลูก “อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา” ทายาทคิง เพาเวอร์

ปี 2558 สโมสรเลสเตอร์ซิตี้ได้รับการจัดอันดับว่ามี Social Media Improve หรือถูกพูดถึงเพิ่มขึ้นในโลกออนไลน์เป็นอันดับ 1 ของโลก นั่นคือส่วนหนึ่งของเทพนิยายแห่งวงการฟุตบอลที่คนทั่วโลกปรบมือให้ความสำเร็จที่ไม่มีใครคาดคิดว่า ทีมฟุตบอลขนาดเล็กจะกลายเป็นแชมป์ของอังกฤษ ภายใต้การนำของ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ชายผู้คลั่งไคล้ฟุตบอล ซึ่งเดินทางมาจากคนละทวีป

ในขณะที่เกมฟุตบอลไม่ได้ลดทอนความดุเดือด อัยยวัฒน์ก้าวขึ้นมาเป็นซีอีโอคนใหม่ของคิง เพาเวอร์ พร้อมบททดสอบที่ใหญ่กว่าเดิม และเทพนิยายเรื่องใหม่ที่เขากำลังจะเขียนต่อไป

ย้อนกลับไปพูดถึงเด็กชายอัยยวัฒน์ ภาพแรกที่นึกถึงคืออะไรครับ
ภาพที่คุณพ่อคุณแม่ทำงานหนัก ผมเป็นลูกคนเล็ก อาจโชคดีกว่าพี่ๆ เพราะตอนผมเกิด ครอบครัวเริ่มมีฐานะจากธุรกิจดิวตี้ฟรีแล้ว ขณะที่ผมก็เป็นลูกที่ติดคุณพ่อคุณแม่ ถ้าท่านยังไม่กลับบ้าน ผมจะไม่นอน เป็นแบบนั้นตั้งแต่เรียนอนุบาลถึงประถม ผมเรียนเซนต์คาเบรียลตั้งแต่ ป.1 – ม.6 เป็นสถานที่ฝึกฝนทั้งวิชาความรู้และการใช้ชีวิต วัยนั้นมีแต่ความสนุกกับเพื่อน ผมเป็นหัวโจกตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ส่วนหนึ่งอาจซึมซับมาจากคุณพ่อที่ใจกว้าง ชอบเลี้ยงเพื่อน ผมก็เป็นแบบนั้น แต่คุณพ่อทำให้เห็นว่า ที่คนรอบข้าง
ซาบซึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะมาให้ท่านเลี้ยง แต่ทุกคนมีความสุขกับบรรยากาศนั้น

คำว่าหัวโจก หมายถึงมีเรื่องชกต่อยด้วยไหม
ไม่ครับ ผมซ่า แต่ไม่เกเร คือเปลี่ยนชุดนักเรียนแล้วไปเที่ยวกับเพื่อนต่อได้เลย แต่ไม่เล่นยา ไม่สูบบุหรี่ ไม่ต่อยตีกับใคร สามารถเข้ากับเพื่อนได้ทุกกลุ่ม ในโรงเรียนจะมีเด็กสองแบบ คือ ตั้งใจเรียนกับเกเร สำหรับผมอยู่ตรงกลาง คุยได้หมด

รู้มาว่าคุณอัยยวัฒน์เข้าห้องประชุมกับคุณพ่อตั้งแต่ยังเด็ก
ใช่ครับ คุณพ่อมีความคิดว่า การเรียนไม่ได้พิสูจน์ว่าเราเก่ง ท่านพูดเสมอว่า ไม่ต้องเรียน ออกมาทำงานเลยก็ได้ แต่คุณแม่ไม่ยอม (หัวเราะ) แต่พอโรงเรียนเลิก ผมจะแวะไปหาคุณพ่อคุณแม่ที่บริษัท วิ่งเล่นอยู่ในห้องทำงานของท่านบ้าง หลับบ้าง แต่ขณะเดียวกันก็ได้เห็นกระบวนการที่คุณพ่อเรียกประชุม ชมเชยและต่อว่าพนักงาน พออายุ 16 ปี คุณพ่อก็ให้เข้าประชุมบอร์ด ต้องฟังและจดรายละเอียดต่างๆ

คุณพ่อบอกไหมว่าทำไมต้องให้ประชุมด้วย
ไม่ครับ ท่านบอกให้เข้ามาฟัง ผมก็โอเค ใช้เวลา 2 – 3 ชั่วโมง ไม่ได้เสียหายอะไร ตอนนั้นยังไม่เข้าใจหรอกว่าตัวเลขที่จดลงกระดาษจะส่งผลอะไรในอนาคตบ้าง แต่การได้อยู่ใกล้ๆ ก็ทำให้รู้ว่า บริษัทเติบโตเร็วมาก ผมอยู่ในทุกประชุมสำคัญ ทำให้รู้ว่าคุณพ่อคิดอะไร เหตุผลที่เปิดดิวตี้ฟรีที่สุวรรณภูมิคืออะไร มีขั้นตอนอย่างไร ซึ่งเป็นความบังเอิญหรือคุณพ่อวางแผนไว้ก็ไม่รู้นะ (หัวเราะ) แล้วโชคดีที่ผมไม่ได้อึดอัดอะไรกับการเข้าประชุม กลับรู้สึกสนุกด้วยซ้ำ

แล้วเข้ามาทำงานที่คิงเพาเวอร์อย่างเป็นทางการเมื่อไรครับ
ปี 2552 ผมเข้ามาเป็นผู้ช่วยของคุณพ่อ ท่านไม่ได้กำหนดล่วงหน้านะครับว่าลูกแต่ละคนต้องอยู่ในบทบาทไหน แต่อาจเพราะพี่ๆ ไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ชั้นมัธยม ส่วนผมอยู่ใกล้คุณพ่อตั้งแต่เด็กจนเรียนจบมหาวิทยาลัย จึงรู้ใจท่านเร็วกว่าคนอื่น แล้ววันที่ผมเข้ามาก็ไม่มีตำแหน่งในบริษัทว่าง คุณพ่อจึงให้เป็นผู้ช่วย พูดง่ายๆ คือ ทำงานตามสั่ง หรือเจเนอรัลเบ๊ (หัวเราะ)

หน้าที่ผมมีตั้งแต่กรองเอกสารก่อนถึงคุณพ่อ ประสานงานกับผู้ใหญ่ เป็นปีแรกที่ได้ประสบการณ์เยอะและทำงานหนัก ขณะที่ชีวิตส่วนตัวก็เต็มที่ ตอนกลางคืนไปเที่ยวกับเพื่อน คิดว่าร่างกายไหว แต่วันหนึ่งก็ป่วยจนต้องให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาล ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากที่คุณพ่อให้งานเยอะหรอก ผมเองที่แบ่งเวลาไม่เป็น หลังจากนั้นจึงจัดตารางเวลาใหม่ ชีวิตก็ดีขึ้น ยังเที่ยวเหมือนเดิม แต่ไม่เคยทำให้งานเสียนะครับ ผมคิดว่าถ้าตอนเช้ายังมาทำงานตรงเวลาได้จะทำให้คุณพ่อไว้ใจ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น ต่อให้เที่ยวหนักแค่ไหน ผมก็ยังทำงานได้ อย่างบางวันกลับถึงบ้านตอนตี 4 แต่พอ 6 โมงเช้าก็ไปตีกอล์ฟกับคุณพ่อต่อได้

เป็นเจเนอรัลเบ๊อยู่นานไหม
พักใหญ่ครับ (หัวเราะ) แต่พอทำงานที่คิง เพาเวอร์ ได้หนึ่งปี คุณพ่อให้ผมไปเป็นรองประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในลีกแชมเปี้ยนชิปของอังกฤษ (รองจากพรีเมียร์ลีก) โดยยังทำงานผู้ช่วยให้ท่านด้วย ผมจึงต้องนั่งเครื่องบินไปๆ กลับๆ แต่ใช้เวลาที่อังกฤษประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ อยู่นานจนต้องเสียภาษี เพราะเกิน 180 วันตามที่กฎหมายกำหนด

บทสนทนาแรกๆ ที่คุณวิชัยพูดกับคุณอัยยวัฒน์ เรื่องเลสเตอร์ซิตี้คืออะไรครับ
จำได้ว่าผมนั่งอยู่ในร้านอาหารกับคุณพ่อ ท่านเล่าว่า คิง เพาเวอร์ จะเป็นสปอนเซอร์บนเสื้อของทีมเลสเตอร์ซิตี้ ท่านจะไปดูสนามฟุตบอลของทีม และอยากให้ผมไปด้วย รุ่งขึ้นเราก็นั่งเครื่องบินไปคุยกับเจ้าของทีมในขณะนั้นคือ มิลาน แมนดาริช ที่สโมสร ปรากฏว่าคุณพ่อคุยกับเขา 10 นาที แล้วบอกผมว่าซื้อทีมแล้วนะ ผมตกใจเหมือนกัน แต่คิดว่าเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลก็น่าสนุกดี พอกลับมาถึงบ้านจึงถามคุณพ่อว่าคิดจ้างใครดูแล ผมจะได้วางแผนให้ ท่านบอกว่า ต๊อบดูไปสิ ผมฟังแล้วช็อกไปแป๊บหนึ่ง รู้ว่าไม่ง่ายแน่ๆ แต่ก็รับปากว่าจะทำให้ดีที่สุด

เด็กผู้ชายหลายคนฝันอยากเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลในอังกฤษรวมถึงคุณด้วยไหม
ใช่ครับ (ยิ้ม) ผมว่าเด็กโรงเรียนชายล้วนคงไม่ต่างกันคือ ชอบฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ ผมอ่านหนังสือพิมพ์ สตาร์ซอคเก้อร์ สปอร์ตพูล แล้วคุยกับเพื่อนว่า ทำไมเจ้าของทีมนี้บริหารอย่างนี้ ทำไมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยอมขายผู้เล่นคนนี้ ถ้าผมเป็นเจ้าของสโมสรจะทำแบบนี้ เป็นเรื่องเพ้อฝันสนุกๆ ของเด็กผู้ชาย แต่พอวันหนึ่งได้เป็นจริงๆ ก็ประหลาดดีเหมือนกัน

การบริหารทีมฟุตบอลเองไม่ได้เจอแค่เรื่องสนุกใช่ไหมครับ
เหนื่อยครับ แค่วันแรกที่ซื้อทีม พอเซ็นสัญญาปุ๊บ เจ้าของเก่าบอกว่าเลิกอัดฉีดเงินให้ทีมแล้วนะ แล้วหยิบเอกสารอีกใบหนึ่งมาให้ว่า
ทีมติดหนี้อยู่ 3 แสนปอนด์ เป็นเงินไทยประมาณ 15 ล้านบาท อะไรกัน นี่วันแรกก็เป็นหนี้เลยหรือ ผมถามพ่อเพื่อความมั่นใจว่า เอาจริงใช่ไหม ท่านตอบว่า เซ็นๆ ไปเถอะ ผมจำได้ไม่ลืมเลย เพราะธุรกิจแรกที่คุณพ่อมอบหมายให้ทำอายุ 25 ปีก็เป็นหนี้แล้ว ยังถามตัวเองว่าใช่หรือ

งานแรกในฐานะรองประธานสโมสรเลสเตอร์ซิตี้คืออะไรครับ
แถลงข่าวเพื่อบอกเป้าหมายว่า เราต้องการกลับขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีก ซึ่งไม่ใช่ง่ายครับ เริ่มตั้งแต่ภาษาอังกฤษของผมไม่ได้ดีมาก แม้จะอ่านออก เขียนได้ ฟังเข้าใจ แต่การสื่อสารเป็นภาษาธุรกิจยากกว่า แล้วตอนนั้นผมยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการบริหารทีมฟุตบอล วันแรกในห้องประชุม ทีมบริหารพูดถึงการเซ็นสัญญากับนักเตะ หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ผมไม่เข้าใจเลย หลังจากนั้นต้องอ่านข้อมูลทั้งหมด พยายามศึกษาเองประมาณ 1 สัปดาห์จึงพอจับทางได้บ้าง

มีสายตาของพนักงานที่มองเจ้าของใหม่ด้วยความไม่มั่นใจไหม
โอ้โฮ…เยอะ วันแรกที่ผมเดินเข้าออฟฟิศ ทุกคนหันมามองกันหมด ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรกันบ้าง แต่สิ่งที่สัมผัสได้คือ ความกังวลว่าเด็กไทยอายุ 25 ปีจะเข้ามาทำอะไรกับพวกเขา กว่าที่ผมจะทำให้ทุกคนเชื่อมั่นก็ใช้เวลาอยู่เกือบปี โดยมีวิธีเดียวคือ พิสูจน์ให้เห็นหลังจากอ่านรายละเอียดของสโมสร ผมเขียนคำถามที่อยากรู้ แล้วเรียกผู้อำนวยการฝ่ายต่างๆ มานั่งคุยคนละ 3 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงสามทุ่ม แทบไม่ได้กินข้าว ทำแบบนี้อยู่ 2 – 3 สัปดาห์ จึงรู้ว่าคนนี้เก่งด้านไหน ควรให้ทำอะไร จากนั้นเริ่มวางโครงสร้างใหม่ให้สโมสร เนื่องจากตอนนั้นที่เลสเตอร์ยังทำงานไม่ค่อยเป็นระบบ อย่างเรื่องสัญญาก็มีเฉพาะแค่ของนักฟุตบอล แต่สัญญาของพนักงานไม่มี ไม่จ่ายโบนัสมา 10 ปี ไม่ขึ้นเงินเดือนมา 5 ปี พอรู้ปัญหาเหล่านี้ผมจึงกลับเมืองไทยให้คุณพ่อส่งเจ้าหน้าที่แผนกบัญชี ไอที ร้านค้า และฝ่ายบุคคลของคิง เพาเวอร์ ไปที่อังกฤษกับผม 2 สัปดาห์ เราจะไปผ่าตัดบริษัทกัน

แผนกแรกๆ ที่ต้องผ่าตัดคืออะไรครับ
ผมเริ่มทำพร้อมกันหลายส่วนครับ ยกตัวอย่างร้านของที่ระลึก ผมถามเจ้าหน้าที่ว่า จัดการเรื่องสต๊อกสินค้าอย่างไร พนักงานหยิบกระดาษ A4 ให้ดูว่า นี่ไงเสื้อ 100 ตัว ขายได้ก็ใช้ปากกาเขียนเครื่องหมายไว้ แค่นี้เองครับ พอเดินไปดูหลังร้านก็มั่วมาก มีของวางกองๆ อยู่บนชั้น ถ้าลูกค้าถามถึงจึงหยิบมาให้ ผมบอกพนักงานว่าแบบนี้เจ๊งแน่ ผมทำธุรกิจค้าปลีกที่เมืองไทย ถ้าคุณขายของแบบนี้ ผมเสียหน้า ผมจะส่งคนมาเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เขาก็ช็อกกัน แต่ผมอธิบายต่อว่าไม่ได้ให้ออกนะ คุณยังทำงานเหมือนเดิม แต่ช่วยเขียน Wish List สิ่งที่อยากเห็นในร้านนี้มา ผมจะทำให้ หลังจากนั้นเขาเขียนมาว่า ขอร้านใหญ่ขึ้น มีระบบงานที่ชัด ผมอ่านแล้วได้ข้อสรุปว่า จริงๆ พนักงานรู้ว่าปัญหาคืออะไร แต่ไม่มีใครลงไปดู ผมจึงใช้วิธีเดียวกันนั้นกับทุกแผนก ให้พนักงานทุกคนเขียนว่า เขาอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในสโมสร ซึ่งพอรวมกันแล้วยาวเหยียดแบบกระดาษ A4 ต่อกัน 10 แผ่น ผมอยากให้เห็นมากเลย (ยิ้ม)

เรื่องไหนที่อ่านแล้วอึ้งบ้าง
เยอะครับ เช่น อยากได้ระบบไอที ตอนนั้นอินเทอร์เน็ตที่สโมสรยังไม่มี ผมพูดได้ว่า ทีมฟุตบอลไม่ได้เป็นตัวอย่างของบริษัทที่ดี เจ้าของส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องซื้อนักฟุตบอลเก่งๆ เพื่อให้ทีมขึ้นชั้นและประสบความสำเร็จ แต่ไม่สนใจระบบบริหาร สิ่งอำนวยความสะดวก จนถึงอุปกรณ์แวดล้อมที่จำเป็น แต่ผมทุ่มเงินกับตรงนั้น

ตกใจไหมว่าสโมสรฟุตบอลอังกฤษไม่ใช่อย่างที่คิด
ตกใจไม่ทันแล้ว ผมถามคุณพ่อว่า 10 นาทีที่คุยกับเจ้าของคนเก่านี่คุยอะไรบ้าง (หัวเราะ) แต่ผมไม่เคยคิดว่าท่านซื้อทีมฟุตบอลผิดหรือถูกนะครับ ซึ่งถ้าถามในวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า ไม่ผิด เพียงแต่วันนั้นผมรู้สึกสนุกกับโปรเจ็คท์ใหญ่ที่คุณพ่อให้ทำ และเป็นหน้าที่ผมที่ต้องทำให้ดี ผมใช้เวลา 2 ปีแรกไปกับการพัฒนาทุกอย่าง ตั้งแต่สนามฟุตบอล ที่นั่งคนดู ห้องพักนักกีฬา ฟิตเนส ร้านขายของที่ระลึก ควบคู่ไปกับการพัฒนานักฟุตบอล โดยนำวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาใช้ เช่น พอนักฟุตบอลตื่นตอนเช้าให้ใช้เครื่องตรวจว่า คนฟิตน้อยที่สุดคือใคร ให้เห็นพร้อมกันทั้งทีม ซึ่งนักฟุตบอลก็มืออาชีพนะครับ เขาพร้อมปรับปรุงตัวเอง เพียงแต่ผมอยากได้ระบบวัดผลที่ชัดเจน ไม่ใช่นักฟุตบอลคนนี้เก่งมาก แต่ความฟิตต่ำ เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่บอกได้ว่า คุณเล่นได้แค่ 50 นาทีหรือเต็มเวลา ช่วยให้โค้ชตัดสินใจง่ายขึ้นในการเลือกนักฟุตบอล หรือเปลี่ยนผู้เล่นสำรองลงสนาม นี่คือสิ่งที่ผมลงทุนตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำทีม

คุณวิชัยให้อิสระคุณต๊อบบริหารทีมได้เต็มที่ไหมครับ
ปล่อยครับ แต่ก็จะด่าว่าจะลงทุนอีกนานแค่ไหน (หัวเราะ) ไหนว่าจะขึ้นชั้นตั้งแต่ปีแรก ผ่านมา 3 ปียังทำไม่ได้ พูดตรงๆ ว่าผมก็กดดัน แต่บอกคุณพ่อว่า ถ้าทีมได้ขึ้นชั้น สิ่งที่เราลงทุนทั้งหมด ไม่ว่าจะร้านขายของที่ระลึก หรือสนามฟุตบอลที่ทันสมัยจะกลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าแน่นอน

สองปีแรกหมดเงินไปเท่าไร
ต้องมี 20 – 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,300 ล้านบาท) นั่นแค่การปรับปรุงสโมสรนะครับ ถือว่ามากกว่าหลายทีมในระดับแชมเปี้ยนชิป มีแต่คนบอกว่า ผมบ้า สต๊าฟโค้ชยังส่งอีเมลมาว่า หยุดลงทุนได้ไหม ซื้อนักเตะเถอะ ทีมไม่ขึ้นชั้นหรอกถ้าทำแค่นี้ ผมบอกว่าเรื่องนั้นก็ทำอยู่ แต่จะซื้อในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งนักฟุตบอลหลายคนที่เราซื้อมาในราคาไม่แพง แต่ฟอร์มดีมาก นั่นเพราะผมเชื่อในตัวเลข ผมเปลี่ยนระบบของแมวมองใหม่ทั้งหมด ทีมงานต้องเขียนแต้มให้ผมดูว่า นักฟุตบอลที่เขาสนใจได้กี่คะแนนในเรื่องไหนบ้าง เราถึงขนาดส่งหัวหน้าทีมแมวมองไปคุยกับครอบครัวของนักฟุตบอลว่า เขามีบุคลิกอย่างไร โทรศัพท์ไปถามสโมสรเก่าของเขาว่า เคยสร้างปัญหาอะไรหรือเปล่า เมื่อได้ข้อมูลผมจะนั่งคุยกับทีมงาน 3 คน คือ ผู้จัดการทีม ผู้อำนวยการสโมสร และหัวหน้าแมวมอง ถ้ามีแค่หนึ่งเสียงไม่เห็นด้วยก็จบ

ฟังดูเหมือนการรับพนักงานเข้าบริษัท
ประมาณนั้นครับ ความผิดพลาดจึงน้อย แล้วผมซื้อเฉพาะนักฟุตบอลที่อยากเล่นให้สโมสรจริงๆ ถ้าเจอเคสนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียง แล้วออกลีลา เช่น ทีมนั้นก็สนใจนะ ทีมนี้ก็อยากได้เขานะ ผมบอกทันทีว่า ถ้าอย่างนั้นเชิญไปเลยครับ ผมไม่สนใจ ไม่อยากได้คนที่มาเพราะเงิน อยากให้มาเพราะต้องการเล่นกับเลสเตอร์จริงๆ แต่ไม่ใช่ว่า ไม่เคยเจอปัญหาเลย มีบ้างเป็นธรรมดา อย่างมีนักฟุตบอลของเราขับรถชน หรือรถเสียสักอย่างนี่แหละ เขาโทร.มาบอกที่ออฟฟิศว่า เรียกประกันอย่างไร แล้วต้องทำอะไรต่อ คือทำไม่เป็นเลยหรืออีกคนไปเที่ยวกลางคืนแล้วโดนถ่ายคลิป เราก็ต้องเคลียร์กับนักข่าวว่าไม่จริงนะ ฯลฯ คือ มีเรื่องให้ทำทุกวัน

นักข่าวที่อังกฤษขึ้นชื่อเรื่องความโหดด้วยสิ
มาก…เขาจะถามจี้ ถ้าตอบผิดจะกลายเป็นหอกแทงเราในอนาคต แต่เขาก็ให้ความเคารพนะครับ ฝรั่งทำงานแบบมืออาชีพ ถ้าคุณตรงไปตรงมา เขาจะยอมรับ แต่ถ้าทำเรื่องผิด เขาจะหาช่องและทำลาย อย่างวันนี้ที่ผมคุยกับ แพรว ก็อาจมีนักข่าวแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วไปถามที่สโมสร แต่ผมโอเค เพราะพูดเรื่องจริงทั้งหมด ไม่มีอะไรปิดบัง ไม่เคยวิ่งหนีนักข่าว อย่างเรื่องลงทุนแล้วทีมยังไม่ขึ้นชั้นก็ถูกถามบ่อย แต่พอถึงวันที่เรากลับไปเล่นในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จก็กลายเป็นคำตอบถึงการที่ผมเลือกลงทุนปรับปรุงสโมสรตั้งแต่วันแรกที่ทำให้ทีมมีความพร้อมมากๆ ไม่ว่าเรื่องสนามและระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ทีมเลสเตอร์ซิตี้น่าจะดี ติดท็อปเท็นของอังกฤษ เรามีร้านค้าขนาดใหญ่ขึ้น ที่จอดรถเพียงพอ ฟิตเนสและสนามซ้อมทันสมัย นอกจากนี้ผมกับคุณพ่อยังใช้วิธีบริหาร
แบบคนไทย นั่นคือ ความใส่ใจ ช่วงแรกๆ เราใช้เวลาคลุกคลีกับนักกีฬาเยอะ เพื่อสร้างทีมเวิร์ค พอเตะฟุตบอลเสร็จ คุณพ่อจะพาทุกคนไปเลี้ยงข้าวบ้าง หรือวันพิเศษอย่างคริสต์มาสก็จัดปาร์ตี้ในสนาม ให้นักฟุตบอลและทีมงานพาครอบครัวมาสนุกด้วยกัน พอปิดฤดูกาลก็พามาเที่ยวเมืองไทย ซึ่งไม่มีสโมสรไหนทำ ผมเชื่อว่าสิ่งนี้ทำให้กำแพงระหว่างผู้บริหารกับนักฟุตบอลลดน้อยลง

วันที่ทีมนอกสายตาอย่างเลสเตอร์ซิตี้ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก บรรยากาศสุดยอดขนาดไหน
จริงๆ วันที่ขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีก บรรยากาศก็สุดยอดแล้ว แฟนบอลหลายคนร้องไห้ด้วยความดีใจ มีคุณตาอายุประมาณ 70 – 80 ปี
ถือไม้เท้าเดินมาคุยกับผมว่า เขาเชียร์บอลมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เขามีวันนี้เพราะพวกเรา ขอบคุณมากจริงๆ แล้วก็ร้องไห้ หลังจากนั้น
เราแห่รถฉลองไปทั่วเมืองที่มีคนมาคอยเป็นแสน ครั้งนั้นผมก็ว่าสุดๆ แล้ว แต่วันที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ในเมืองเลสเตอร์มีประชากรประมาณ 250,000 คน วันนั้นมีคนออกมาฉลอง 240,000 คน แทบจะหมดเมือง ผมเห็นสายตาที่ส่งมาให้แล้วพูดไม่ออก ทุกคนฉลองเต็มที่ เพราะเราไม่รู้ว่าในชาตินี้จะเกิดเหตุการณ์นี้อีกไหม ผมยังบอกคุณพ่อว่า ถ้าจ้างคนจำนวนมากขนาดนี้ออกมาฉลองให้ ต้องใช้เงินเท่าไร ผมคิดไม่ออก แล้วทุกคนมาด้วยความสุขจริงๆ ผมเชื่อว่าให้เอาเงินมากองมากแค่ไหนก็ทำไม่ได้ มีอดีตเจ้าของทีมหลายคนมาดูเกมในสนามแล้วบอกว่าเราทำให้เขาตายตาหลับ ผมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การที่ทีมขนาดเล็กได้แชมป์ลีกสูงสุดของ
ประเทศอังกฤษ แต่เป็นเรื่องของแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลกเห็นว่า ถ้าคุณทำดี ทำถูก มีความพยายามก็ประสบความสำเร็จได้

ถ้าพูดในแง่ของการตลาด ในปี พ.ศ. 2558 เลสเตอร์ซิตี้ได้รับการจัดอันดับว่ามี Social Media Improve หรือการถูกพูดถึงเพิ่มขึ้น
ในโลกออนไลน์เป็นอันดับ 1 ของโลก ข้อสำคัญคือ แบรนด์คิง เพาเวอร์ ก็อยู่ติดกับทีมเลสเตอร์ ทั้งสองจึงเติบโตขึ้นด้วยกัน อย่างในเกมที่เราชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 5 ประตูต่อ 3 ประตู เมื่อปี พ.ศ. 2557 ภาพชัยชนะของเราถูกแชร์ไปทั่วโลก เพื่อนคุณพ่อจากหลายประเทศส่งข้อความแสดงความยินดีทั้งทางโทรศัพท์มือถือ ไลน์ อีเมล ผมบอกคุณพ่อว่า ไม่มีธุรกิจไหนที่จะสร้างภาพลักษณ์ได้ดีขนาดนั้นโดยใช้เวลาเพียง 90 นาทีอีกแล้ว

หลังจากเป็นแชมป์ของอังกฤษ เลสเตอร์ซิตี้วางเป้าหมายต่อไปอย่างไร
บางคนบอกว่า การเป็นแชมป์ว่ายากแล้ว แต่การป้องกันแชมป์ยิ่งใหญ่กว่า ผมบอกได้เลยว่า ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น แต่ตอนเริ่มฤดูกาลแข่งขันใหม่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นักฟุตบอลในทีมยังติดกับความสำเร็จ คิดว่าตัวเองเป็นเทวดา เป็นแชมป์เก่า สุดท้ายก็แพ้ตั้งแต่เกมแรก

อ่านต่อหน้า 2

keyboard_arrow_up