ในที่สุด ‘นิโคลีน’ ก็สามารถคว้ามงกุฎมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 สำเร็จ

‘นิโคลีน’
‘นิโคลีน’

หลังจากพลาดหวังเวทีเวทีมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ‘นิโคลีน’ ก็ยิ้มออกเพราะสามารถคว้ามงกุฎมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 ได้สำเร็จ

‘นิโคลีน’

วันที่ 15 ก.ย.61 ที่ห้องพาราเดี่ยม ฮอลล์ โรงแรมเดอะเบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ร่วมกับ บริษัท บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สตาร์ดอม เอเชีย จำกัด จัดการประกวด “มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018” รอบตัดสินเฟ้นหาสาวงามเป็นตัวแทนประกวดมิสเวิลด์ 2018 งานนี้มี ชาริล ชัปปุยส์ นักฟุตบอลทีมสโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด มาให้กำลังใจ ผู้เข้าประกวดหมายเลข 26 เลน่า-เฮเลน่า บุช แฟนสาวด้วย

การประกวดเปิดเวทีด้วยวีทีอาร์ 32 ปี แห่งการค้นหาความงามอย่างมีคุณค่า ต่อด้วยการแสดงจาก 30 สาวงามในเพลง Can’t stop the feeling ก่อน 2 พิธีกร ซินดี้-สิรินยา บิชอพ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 1996 และ เป๊ก-เปรมณัช สุวรรณานนท์ กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติเข้าสู่งานอย่างเป็นทางการ จากนั้นทั้งหมดแนะนำตัวทีละคน 30 สาวงาม กลับขึ้นเวทีเดินโชว์โฉมด้วยชุดว่ายน้ำทูพีช วันพีช ภายใต้แบรนด์ มิราเคิลสูทและแบรนด์แอลสแปช

‘นิโคลีน’

จากนั้น 30 สาวงามเปลี่ยนมาสวมใส่ชุดราตรีสั้น 6 แบบ 6 สี ออกแบบตัดเย็บโดย ห้องเสื้อเมอเรียด แกรนด์ มอนด์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความพลิ้วของริ้วสายน้ำ จำลองด้วยการใช้ผ้าชีฟอง ซิลค์จับเดรปสานไขว้สลับไปมาหลายรูปแบบ ลงบนเนื้อผ้าสีนู้ดราวกับว่าสายน้ำกำลังไหลพลิ้วไปมาอยู่บนตัวผู้สวมใส่

การประกวดเข้มข้นต่อเนื่องพิธีกรประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 12 คนสุดท้าย โดย 5 คนที่เข้ารอบมาจากรางวัลฟาสแทร็กส์ 5 รางวัลดังนี้ รางวัลความสามารถพิเศษ ได้แก่ หมายเลข 24 หญิง-ศิริพร ผสมทรัพย์ รางวัลความสามารถด้านทักษะกีฬา ได้แก่ หมายเลข 27 นิต้า-อนิพรรณ เฉลิมบูรณะวงศ์ รางวัลความสามารถด้านทักษะนางแบบ ได้แก่ หมายเลข 12 แพรว-แพรววนิต เรืองทอง รางวัลนางงามจิตอาสา ได้แก่ หมายเลข 7 นิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ รางวัล พีเพิ่ล ชอยส์ อวอร์ด ได้แก่ หมายเลข 25 ปิ่น-ลลิตกาญจน์ พรนิพัทธ์กุล และผู้ผ่านเข้ารอบอีก 7 คน รวมเป็น 12 คน ได้แก่ หมายเลข 13 ติน่า-คริสตินา ไฟล์ชมันน์ หมายเลข 9 พลอย-พีรชาดา ขุนรักษ์ หมายเลข 23 เทวี-ฤาชนก มีแสง หมายเลข 11 มานิต้า-มานิตา ฟาร์เมอร์ หมายเลข 3 แพรวา-ภัทรภร สนธิภักดิ์ หมายเลข 8 การ์ตูน-ณัฏฐณิชา บุญปอง หมายเลข 26 เลน่า-เฮเลน่า บุช

จากนั้น 12 สาวงามกลับขึ้นเวทีอวดโฉมในชุดราตรียาว ก่อนพิธีกรประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 6 คนสุดท้าย ได้แก่ หมายเลข 8 การ์ตูน-ณัฏฐณิชา บุญปอง หมายเลข 25 ปิ่น-ลลิตกาญจน์ พรนิพัทธ์กุล หมายเลข 12 แพรว-แพรววนิต เรืองทอง  หมายเลข 27 นิต้า-อนิพรรณ เฉลิมบูรณะวงศ์ หมายเลข 26 เลน่า-เฮเลน่า บุช หมายเลข 7 นิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ หมายเลข 12 แพรว-แพรววนิต เรืองทอง

‘นิโคลีน’

เข้าสู่ช่วงตอบคำถาม 6 สาวงามเลือกซองคำถามจากคณะกรรมการ และตอบคำถามภายในเวลา 30 วินาที หลังจากทีมงานรวบรวมคะแนน พิธีกรประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบ 3 คนสุดท้าย ได้แก่ หมายเลข 7 นิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ หมายเลข 26 เลน่า-เฮเลน่า บุช จากนั้นประกาศรางวัลพิเศษ Channel 3 Ambassador ได้แก่ หมายเลข 8 การ์ตูน-ณัฏฐณิชา บุญปอง  รับเงินรางวัล 330,000 บาท

3 สาวงามที่ผ่านเข้ารอบ ตอบคำถามอีกครั้ง โดยเป็นคำถามเดียวกัน ก่อนที่ ไดร์-จิณณ์ณิตา บุดดี มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2016 และ มิลค์-ภัทลดา กุลภัคธนภัทร์ รองอันดับ 1 มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2016 สองตัวแทนประเทศไทยในการประกวดมิสเวิลด์ 2016, 2017 ตามลำดับ ขึ้นอำลาตำแหน่ง

ช่วงเวลาตื่นเต้นที่ทุกคนรอคอย พิธีกรประกาศผลการตัดสิน หมายเลข 7 ‘นิโคลีน’ พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ สวยโดดเด่น ตอบคำถามพิชิตใจกรรมการ คว้ามงกุฎอันทรงเกียรติ “มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018” ไปครอง รับเงินรางวัล 1,000,000 บาท มงกุฎทับทิมประดับเพชร จาก สยามเจมส์ เฮอริเทจ มูลค่า 1,800,000 บาท  คอนโดมิเนียม เอ สเปซ สุขุมวิท 77 จาก อารียา พรอพเพอตี้ มูลค่า 2,340,000บาท รถยนต์ฮุนได รุ่น IONIQ Electric มูลค่า 1,749,000 บาท  ฯลฯ และเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดมิสเวิลด์ 2018

รองอันดับ 1 ได้แก่ หมายเลข 12 แพรว-แพรววนิต เรืองทอง รับเงินรางวัล 500,000 บาท มงกุฎทับทิมประดับเพชร จาก สยามเจมส์ เฮอริเทจ มูลค่า 600,000 บาท ฯลฯ รองอันดับ 2 ได้แก่ หมายเลข 26 เลน่า-เฮเลน่า บุช รับเงินรางวัล 300,000 บาท มงกุฎทับทิมประดับเพชร จาก สยามเจมส์ เฮอริเทจ มูลค่า 600,000 บาท ฯลฯ

‘นิโคลีน’

นิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 อายุ 19 ปี กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผ่านการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2018 ผ่านเข้ารอบ 10 คนสุดท้าย ก่อนมาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กับการประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 เธออยากใช้ตำแหน่งนี้เรียกร้องสิ่งดีๆ ให้กับสังคม โดยต้องการสร้างการยอมรับความแตกต่างของคนในสังคมไทย ผ่านโครงการ Love for All เพื่อสร้างโรงเรียนฝึกอาชีพ และสอนการใช้ชีวิตประจำวัน ให้แก่เด็กด้อยโอกาส และเด็กออทิสติก ให้พวกเขามีโอกาสทำงาน และใช้ชีวิตเหมือนกับคนธรรมดา อีกทั้งยังสร้างความเข้าใจกับครอบครัวเด็ก ให้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเด็ก และกระจายความเข้าใจนี้สู่สังคมต่อไป โดยเป้าหมายของโรงเรียนคือ Equality, Acceptance, และ Humanity

‘นิโคลีน’

เหตุผลที่ต้องการผลักดันเรื่องนี้ เนื่องจากน้องชายของเธอเป็นเด็กออทิสติก เรียนรู้ช้า และมักจะถูกเพื่อนในโรงเรียนที่สหรัฐอเมริกาแกล้ง และไม่ยอมรับเขา ซึ่งเหตุการณ์ที่เธอยังจำมาจนถึงทุกวันนี้ คือ ช่วงที่มีกระแสข่าวคนพกปืนไปกราดยิงนักเรียนในโรงเรียน น้องถูกเพื่อนระแวงและแซวว่าจะพกปืนมาโรงเรียน ขณะเดียวกันคุณครูโทรกลับมาที่บ้าน แต่ไม่ได้รายงานว่าน้องถูกเพื่อนแกล้ง กลับถามแม่ของเธอว่าที่บ้านมีปืนหรือเปล่า? ทำให้เธอรู้สึกเสียใจแทนน้อง แม่ และครอบครัวที่ถูกคนในสังคมลดคุณค่า ทั้งที่ความเป็นจริงน้องชายของเธอเป็นคนจิตใจดี ทุกคนในครอบครัวให้ความรัก ให้โอกาสเขาได้เรียน ได้เล่น และโอกาสทำในสิ่งที่ชอบเท่าๆ กับเธอผู้เป็นพี่สาว

เธอพบว่าความสามารถพิเศษของน้องชายคือการเล่นเกม และเขียนพล็อตเกม ซึ่งเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะทางของเด็กออทิสติก เธอจึงต้องการจะผลักดันเขาให้ทำในสิ่งที่ชอบ แต่ก่อนอื่นต้องเริ่มจากการยอมรับในสังคม ไม่ใช่การแก้ปัญหาของครูที่เคยทำแบบนี้

‘นิโคลีน’

“เราตีตราว่าคนนี้เป็นผู้หญิง เขาจะทำสิ่งนี้ไม่ได้ จบ คือ ทำไมเราจะต้องเอาชื่อว่าเขาป็นผู้หญิง เอาชื่อว่าเขาเป็นเด็กออทิสติก ทำไมเขาจะทำไม่ได้…เราถูกตีตรากันมาทุกคนแล้ว หนึ่ง LGBTQ คนข้ามเพศ เกย์ ไบเซ็กชวล เลสเบี้ยน และทุกอย่าง เราถูกตีตรากันหมดแล้ว แต่นิโคลอยากบอกว่านี่ปี 2018 แล้วนะ เราสมควรที่จะมีความเปลี่ยนแปลง เราสมควรที่จะอยู่กันทุกคน แบบไม่มีการตีตรา ไม่ให้สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการก้าวไปข้างหน้า”

นิโคลีน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2018 เราไม่ควรจะแปะป้ายว่าเขาคือคนพิการ คือ LGBTQ แต่ทุกคนควรจะเท่าเทียมกัน ไม่ควรเอาการแบ่งแยกนี้มาปิดกั้นโอกาสในการใช้ชีวิต และหากทุกคนยอมรับซึ่งกันและกัน โลกของเราก็จะน่าอยู่ และทุกคนก็จะสามารถดึงศักยภาพตัวเองออกมาใช้พัฒนาโลกของเราให้เจริญก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้

keyboard_arrow_up