จาก “ดินสู่ดาว” ชีวิตที่บรรจงปั้นของ “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์”

หากเอ่ยชื่อของ “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์” น้อยคนที่จะไม่รู้จัก เพราะเขาคือ CEO ของ บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งของประเทศไทย  และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการบ้าน คอนโด และทาวน์โฮม ภายใต้แบรนด์ “พฤกษา” มายาวนานกว่า 25 ปี  ล่าสุดเนรมิต“เพิร์ล แบงก์ค็อก’ อาคารอนุรักษ์พลังงานทรงวงรีรูปไข่มุกแห่งแรกและแห่งเดียวของเมืองไทย ให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของคนกรุงเทพฯ หลายๆ คนต่างชื่นชมในความสำเร็จของเขา แต่จะมีใครเคยรู้หรือไม่ว่า “กว่าที่คุณทองมา…จะประสบความสำเร็จเป็นเจ้าของธุรกิจหมื่นล้าน เส้นทางชีวิตของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แถมยังต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มาอย่างมากมาย”

วันนี้เป็นโอกาสพิเศษที่ทีมงานของเราได้มาพูดคุย ถึงเรื่องราวชีวิตแบบเอ็กซ์คูลซีฟสุดๆ กับ “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์” เจ้าของธุรกิจอสังหา ฯ มูลค่าหลายหมื่นล้าน โดยคุณทองมาได้เล่าเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กให้ทีมงานของเราฟังว่า สิ่งที่มีอิทธิพลและหล่อหลอมเขาให้ก้าวมาถึงทุกวันนี้ได้ คือ พ่อแแม่ และสภาพแวดล้อมของชีวิตในวัยเด็ก  ผมเติบโตในครอบครัวที่เรียกได้ว่าค่อนข้างลำบาก พ่อขายกระเพาะปลา แม่ปลูกผักขาย ทุกๆ วันผมจะเห็นพ่อหาบกระเพาะปลาขายตั้งแต่เที่ยงวันจรดเที่ยงคืน ได้กำไรวันละ 20 บาท แม่ขายผักกิโลละ 50 สตางค์ 75 สตางค์ ขายได้วันละประมาณ 30 กิโลกรัม ซึ่งสิ่งที่ผมเห็นพ่อกับแม่ทำทุกๆวัน “มันทำให้ผมคิดว่า พ่อน่าจะขายกระเพาะปลาให้แพงขึ้น เพราะคนอื่นขายกระเพาะปลาเหมือนกัน แต่เขาใช้หนังหมู และยังขายถ้วยละบาทด้วยซ้ำ ผมเคยถามพ่อว่า ทำไมพ่อไม่เอาหนังหมูมาทำกระเพาะขายบ้าง โดยตอนนั้นคำตอบของพ่อก็คือ หนังหมูไม่มีคุณภาพ ต้องใช้กระเพาะปลาที่เยาวราช ซึ่งเป็นทั้งของดี ของแท้ และมีคุณภาพ

สุดท้ายด้วยความสงสัย ผมเลยถามคุณพ่อว่า ตอนนี้เขาขายบาทหนึ่งแล้วนะ ทำไมคุณพ่อยังขาย 50 สตางค์ คุณพ่อบอกว่า ลูกค้าคุณพ่อที่อยู่ตามตลาด เขามีเงินเท่านี้แหละ ขายแพงกว่านี้เขาก็ไม่มีเงินซื้อ ก็เลยต้องขายเขาราคาเท่านั้น เราก็มีเหลือบ้างแต่ไม่มาก” นั่นเป็นบทเรียนบทที่หนึ่งของการเป็นนักธุรกิจที่ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ให้ลูกค้าได้ของดีที่สุด หรือพูดภาษาปัจจุบันก็คือ ให้สินค้าที่มี Value ต่อลูกค้า

คุณทองมา เล่าต่อว่า ด้วยความที่ครอบครัวของผมลำบากมาก พ่อแม่ต้องทำงานหนัก ทำให้ไม่มีเงินส่งเสียให้ลูกๆ ได้เรียนสูงๆ ตัวผมเองจบแค่ ป.4 ต้องหางานทำช่วยเหลือครอบครัว โดยเริ่มชีวิตทำงานด้วยการเป็นลูกจ้าง ทำรางน้ำตามบ้าน ได้วันละ 5 บาท ก่อนเข้ากรุงเทพฯมาเป็นลูกจ้างขายน้ำหน้าร้านยา เช่น น้ำเก็กฮวย  น้ำจับเลี้ยง น้ำใบบัวบก จากนั้นก็มาเป็นลูกจ้างร้านทอง มีรายได้วันละ  5 บาทเท่าเดิม

ชีวิตของผมเริ่มพลิกผันเมื่อพี่สาวแนะนำให้ไปเรียนกวดวิชา แต่ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจที่จะเรียนต่อสักเท่าไหร่ เพราะลำพังหาเลี้ยงตนเองก็ลำบากมากๆ แล้ว ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่า ถ้าเรายังใช้ชีวิตแบบนี้ เราก็จะไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้เลย ผมจึงเริ่มคิดถึงอนาคตของตัวเอง โดยเริ่มต้นจากอาชีพที่ทำ ตอนนั้นผมคิดว่า อาชีพทำทอง ต้องใช้สายตา ถ้าอายุมากก็คงทำไม่ได้ ถ้าได้จบม.ศ.3 ก็น่าจะโอเค ต่อไปถ้าไม่ได้ทำร้านทองก็น่าจะไปทำงานอย่างอื่นได้ จากนั้นจึงผมเริ่มเรียนกวดวิชาอย่างเอาจริงเอาจัง โดยใช้เวลาหลังเลิกงานไปเรียน ทุกๆ วันผมต้องทำงาน เลิกงานและไปเรียน อ่านหนังสือไปจนถึงตีหนึ่ง ตีสอง ผมตั้งใจเรียนทุ่มเท จนสามารถเรียน จบกวดวิชา ม.ศ.3 ซึ่งเพื่อนที่เรียนกวดวิชาด้วยกัน เขาไปเรียนต่อศึกษาผู้ใหญ่ที่ ร.ร. เตรียมอุดมศึกษา ผมก็มีโอกาสได้ไปเรียนกับพวกเขาด้วย

ด้วยความขยัน อดทน ไม่ย่อท้อกับอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต “การศึกษา” ก็เริ่มส่งผลถึงอนาคตของผม คุณทองมาเล่าด้วยสีหน้าอมยิ้มว่า การที่ผมได้เข้าไปเรียนศึกษาผู้ใหญ่ “โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” ผมถือว่า เป็นโอกาสที่ดีในชีวิต เพราะสถาบันแห่งนี้ คือ ใบเบิกทาง ตอนที่ผมเรียนอยู่  ผลการเรียนออกมาดี โดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ซึ่งพอเรียนจบเพื่อนๆ หลายคน อยากเรียนแพทย์ ผมก็คิดว่า ผมอยากเรียนแพทย์ด้วย  แต่เมื่อมานั่งคำนวณค่าใช้จ่าย เรียนแพทย์ต้องใช้เวลา 6 ปี  และค่าใช้จ่ายในการเรียนค่อนข้างสูงถึง  3 แสน มันจึงเป็นจุดพลิกผันที่ผมต้องตัดสินใจว่า จะเลือกเรียนด้านไหนดีระหว่าง วิศวะ วิทยาศาสตร์ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเรียนประมาณ 3 หมื่นบาท ใช้เวลาเรียนแค่ 4 ปี ซึ่งตอนนั้นผมตัดใจเลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์ เพราะอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่อาจารย์ที่สอน บอกว่า ในเมืองไทยยังไม่มีงานของนักวิทยาศาสตร์โดยตรง  ผมเลยเปลี่ยนใจมาสอบเรียนต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ซึ่งผมก็สามารถสอบเข้าเรียนได้

หลังจากเรียนจบ ผมก็ได้ทำงานในบริษัทที่ดี เงินเดือนสูง ซึ่งผมยอมรับว่า ชีวิตช่วงนี้เป็นวัยที่ผมคึกคะนองมาก เพราะผมเริ่มมีสังคมที่แตกต่างจากเดิม ผมใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไป มีเที่ยวผับ ฟังเพลง กลางเดือนเงินก็หมด สิ้นเดือนยืมเงินเพื่อน ใช้ชีวิตแบบนั้นได้ราวสามปี จึงถึงจุดที่เริ่มทบทวนตนเอง  ว่าสมัยทำร้านทอง แม้มีรายได้น้อยก็มีเงินให้พ่อแม่ ตัวเองก็มีเงินเก็บ แต่เมื่อทำงาน กลับไม่มีเงินเก็บ ต้องยืมเพื่อน ซึ่งตอนนั้นผมจึงต้องมาชั่งใจว่า จะเป็นวิศวกรต่อ หรือจะเป็นผู้รับเหมาดี เพราะถ้าเป็นผู้รับเหมารายเล็กๆ อนาคตก็มีเงินเหลือ ให้พ่อแม่ และยังสามารถช่วยพี่น้องได้

และแล้วโชคชะตาก็เปิดโอกาสให้ผม เมื่อเพื่อนชักชวนให้ไปทำงานรับเหมา ด้วยประสบการณ์ทำงานบริษัทก่อสร้างด้านประเมินราคาเพื่อประมูลงาน ทำให้ผมมีความรู้เรื่องราคาวงการก่อสร้างเป็นอย่างดี  โดยระหว่างที่กำลังคุมงานก่อสร้าง ผมได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และทำให้ผมได้รู้จักกับชาวไต้หวัน

เขาชวนไปคุย คุยกันไม่กี่ชั่วโมง เขารู้ว่า ผมยังไม่เคยรับเหมา ผมก็บอกเขาตามจริง แต่เขาบอกว่า ถ้าจะเป็นเถ้าแก่ในอนาคต และประสบความสำเร็จได้ เขามีสูตรลัดให้ คือ จ่ายเงินให้ตรงเวลา ดูลูกน้องให้ดี ไม่ว่าดึกดื่นเที่ยงคืน ถ้าเจ็บป่วยก็ต้องดูแล” สูตรสั้นๆ ฟังดูเหมือนง่าย แต่พอมาทำจริงๆ สิ่งเหล่านี้ในตำราที่ผมร่ำเรียนมา ไม่ได้สอนทั้งสิ้น  ไหนจะผู้คุมงาน ไหนจะเจ้าของงาน ทำให้เรารู้ว่า จะต้องผ่อนหนัก ผ่อนเบา คนคุมงานก็ต้องพาไปเลี้ยงดูปูเสื่อ เจ้าของงานก็อย่าไปทะเลาะกับเขา แล้วก็เรียนรู้จากคนงาน หัวหน้างาน ประสบการณ์ที่ผมได้จากการทำงานในร้านทอง คือ เรื่องความอดทน บทเรียนจากชาวไต้หวัน คือ เรื่องบริหารงานบุคคล และเมื่อนำมาต่อยอดความคิดตนเอง ทำให้ผมสามารถก้าวทะยาน ผ่านจุดต่ำสุดของชีวิตได้อย่างงดงามได้ในเวลาต่อมา

จากผู้รับเหมาก้าวสู่ “ความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย” ผู้สร้างอาณาจักร “พฤกษา” ให้รู้จักไปทั่วโลก มาถึงตอนนี้ คุณทองมา ได้บอกเคล็ดลับการทำธุรกิจว่า “การเป็นแชมป์นั้นยากอยู่แล้ว แต่การรักษาแชมป์เป็นสิ่งที่ยากกว่า” ในทัศนะของคุณทองมามองว่าการเป็นเจ้าของตำแหน่งแชมป์ในวันนี้ เป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นของการเติบโตแบรนด์พฤกษาเท่านั้น ในธุรกิจภาคอสังหาฯ การจะนำพาองค์กรให้เติบโตต่อเนื่อง ยังมีเรื่องมากมายที่ต้องพัฒนาในห่วงโซ่ธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการมองหาโลเคชั่น หรือเลือกซื้อที่ใหม่ๆ การออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การให้บริการหลังการขาย และการตอบสนองลูกค้า ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่เบื้องหลังที่ทำให้ผมและแบรนด์พฤกษาประสบความสำเร็จมาถึงจุดนี้ ส่วนหนึ่งเพราะการดำเนินธุรกิจโดยใช้หลักธรรมจากพระพุทธศาสนา และการได้รับโอกาส เรามาจากพื้นฐานที่ไม่มีอะไร แต่เราโชคดีที่ได้อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ดีและมีการเรียนรู้”

 “สิ่งหนึ่งที่นำพฤกษาฯไปสู่ความสำเร็จ ผมคิดว่า การพัฒนาคุณภาพบุคลากรเป็นสิ่งสำคัญ ความสามารถ หรือทักษะ (Skill) ในการทำงาน ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้บริหารต้องมี แต่สิ่งที่สำคัญ กลับไม่ใช่ Skill เพราะ สิ่งที่ผู้บริหารระดับสูงต้องมีมากกว่า…ก็คือ…  แรงบันดาลใจ ที่อยากผลักดันทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วง อยากผลักดันหน่วยงาน และองค์กรให้ก้าวขึ้นไปอีกขั้น เป็นผู้ที่ไม่หยุดนิ่ง หรือไม่ได้พอใจแค่ผลงานความสำเร็จที่ทำได้ในปัจจุบันเท่านั้น โดยคนที่จะคิดอย่างนี้ได้ ส่วนใหญ่ไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเอง เพราะถ้าคิดแค่นั้นจะทำไม่ได้ดีเท่าไหร่นัก…”

สำหรับผมแล้ว ผมมีเทคนิค 6 ข้อ ที่ทำให้ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน คือ “พลังใจ-คิดเพื่อคนอื่น-คิดต่อยอด-มีวินัย-เป็นผู้ให้-ใจรักอยากช่วยเหลือผู้คน” เป็น Key Success Factor ในการทำงานที่ผมยึดถือมาตลอด และสุดท้าย ทำงานของเราให้ดีที่สุด เมื่อดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องห่วง ลูกค้าจะมาหาเราเอง”

ไม่เพียงแต่ชีวิตที่ถูกปั้น “จากดินจนมาเป็นดาว” อันดับ 1 ที่ส่องสว่างของวงการอสังหาฯ เพราะแม้แต่ผลงานต่างๆ ของพฤกษาเองก็ได้ไต่ระดับเริ่มต้นจากดินก้อนเล็กๆ กับบ้านคุณภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้ จนยกระดับโครงการสู่ Premiumization ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในปีนี้ นั่นคือการยกระดับสินค้าให้พรีเมียมมากขึ้น ขยับการเจาะกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้นในทุกเซ็กเม้นต์  นำร่องมาด้วยการเปิดตัวแบรนด์คอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์อย่าง “THE RESERVE”  ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเมื่อปี 2560 หรือแม้แต่แบรนด์น้องใหม่อย่าง “CHAPTER” ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และบิ๊กเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ของวงการในช่วงปลายปีนี้ กับการดึงแบรนด์ IVY” คอนโดมิเนียมระดับ Luxury กลับมาพัฒนาใหม่อีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้แบรนด์ IVY ได้พัฒนาอยู่บนสุดยอด Prime Location และประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นมาแล้วหลายทำเล ไม่ว่าจะเป็น IVY Thonglor 10 หรือแม้แต่ IVY Ampio รัชดา  โดยในกลับมาของแบรนด์ “IVY” ครั้งนี้ ก็ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา  เพราะมีการดึงดีไซน์เนอร์ระดับโลกชาวอังกฤษอย่าง “ทอม ไรท์” จาก WKK เข้ามาเป็นที่ปรึกษาการออกแบบสถาปัตยกรรมของตัวอาคาร  โดย “ทอม ไรท์” เป็นเจ้าของผลงานการออกแบบโรงแรม Burj Al Arab ใน Dubai ซึ่งเป็นโรงแรมที่หรูหราและแพงที่สุดแห่งหนึ่ง และมีสถาปัตยกรรมของอาคารที่เป็นไอคอนนิกแห่งหนึ่งของโลก !!! ซึ่งจะเผยโฉมในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ บนทำเลใจกลางกรุงเทพ คาดว่าการกลับมาของ “IVY” คอนโดหรูระดับมาสเตอร์พีซนี้จะเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์อย่างแน่นอน

จึงไม่ใช่เรื่องยากกับการปั้นดาวดวงใหม่แห่ง “พฤกษา” ที่มีพร้อมทั้งขุมกำลัง และมันสมอง เพื่อเจียระไนดาวแต่และดวงให้พร้อมเจิดจรัสส่องแสงได้ต่อไป เหมือนดังเช่นชีวิตที่ได้ถูกบรรจงปั้นมาเป็นอย่างดี การไต่อันดับจนครองอันดับ 1 แห่งวงการอสังหาฯ ของคุณทองมาและพฤกษาในวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การรักษาและการต่อยอดความสำเร็จจากวันนี้ถือเป็นความท้าทายที่ยากกว่า โครงการ IVY จึงเป็นบันไดอีกก้าวที่สำคัญเพื่อการต่อยอดความสำเร็จ ผ่านการร่วมมือกับ Design Consultant ระดับโลกที่ทุกคนควรจับตามอง…!!!

 

keyboard_arrow_up