ชีวิตดั่งซินเดอเรลลา ยุ้ย-กันธิชา สาวไทยพบรักมหาเศรษฐีเจ้าของ ชวาร์สคอฟ

ชีวิตดั่งซินเดอเรลลา ยุ้ย-กันธิชา ฉิมศิริ สาวไทยพบรักมหาเศรษฐีเจ้าของ ชวาร์สคอฟ สานฝันในวัยเด็กด้วยการเป็นเจ้าของตำแหน่ง  มิสซิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 และนักแข่งรถเฟอร์รารี่ที่ต้องเดินทาง ไปท้าความเร็วทั่วโลก

 ยุ้ย-กันธิชา

ตะกายดาวให้ถึงฝัน… ยุ้ย-กันธิชา ฉิมศิริ

 ยุ้ย-กันธิชา

จากเด็กฉะเชิงเทราที่มาตามหาฝันในเมืองหลวง กระทั่งพบรักแต่งงานกับมหาเศรษฐีของบริษัทชวาร์สคอฟ (Schwarzkopf) เธอได้เดินทางรอบโลก ใช้ชีวิตเปรียบเสมือนซินเดอเรลลา แต่ก็ยังไม่เคยลืมฝันที่จะเป็นนางงามและนักแข่งรถ

ฝันแรก…ยอมเจ็บเพื่อครองมง

“ยุ้ยเกิดและเติบโตที่จังหวัดฉะเชิงเทรา หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมก็มาเรียนชั้น ปวส.ที่กรุงเทพฯ ช่วงนั้นเองที่ได้พบรักกับสามี (คุณอเล็กซานเดอร์ ปาเป้) ตอนแรกที่คบกันรู้แค่ว่าเขาอยู่เมืองไทยมา 20 ปี มีธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ มารู้ทีหลังว่าเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ของบริษัทชวาร์สคอฟ เราก็อึ้งๆ

 ยุ้ย-กันธิชา

ยุ้ยไม่ได้รักคุณอเล็กซ์ที่ฐานะ แต่รักเพราะเขาดูแลเราดี อยู่ด้วยแล้วสนุก ก็ตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน พอเรียนจบยุ้ยเริ่มทำธุรกิจ เช่น ขายที่ดิน ปล่อยคอนโดให้เช่า ปล่อยเช่ารถแท็กซี่ เพราะไม่ได้หวังพึ่งสามีอย่างเดียว ควรจะมีกิจการของตัวเองเพื่อเก็บเงินด้วย หลังจากนั้นเราก็มีลูกชายด้วยกัน 1 คน ชีวิตมีความสุขมาก เวลาว่างจะหาเวลาไปเที่ยวรอบโลก ไปมาหมดแล้วประมาณ 60 ประเทศ

“เมื่ออยากเป็นนางงาม ยุ้ยลงทุนซื้อลิขสิทธิ์เอง มูลค่า 300,000 บาท เมื่อรู้ตัวว่าไม่สวยก็ไปทำศัลยกรรมเพิ่ม ทั้งหน้าอก ตา จมูก หมดไป อีก 300,000 บาท บวกกับ ค่าชุด ค่าเดินทาง เบ็ดเสร็จแล้ว ฝันนี้ต้องจ่ายไปล้านกว่าบาท ถึงจะเป็นจริง”

ชีวิตช่วงนั้นยุ้ยมุ่งทำงานและเที่ยว ผ่านไป 10 ปีนั่งนึกทบทวนกับตัวเองว่าเรามีความฝันอย่างหนึ่งที่ยังค้างอยู่ในใจตั้งแต่เด็ก นั่นคือ อยากเป็นนางงาม มีไอดอลนางงามจักรวาลอย่างพี่ปุ๋ย – ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ไซมอน ยุ้ยเคยลองลงสนามประกวดที่เวทีมิสเวิลด์ที่ช่อง 3 เมื่อนานมาแล้ว แต่ไม่ผ่านการคัดเลือก ก็เลยพับความฝันไว้

บังเอิญว่ามีโอกาสได้รู้จักกับไดเร็คเตอร์ชาวสวีเดนของเวทีมิสซิสยูนิเวิร์ส ซึ่งเขาเป็นเพื่อนของเพื่อนยุ้ยอีกที เขาเล่าให้ฟังว่าเวทีนี้จัดประกวด สำหรับผู้หญิงที่แต่งงาน มีสามีและมีลูกแล้ว ฟังแล้วสนใจอยากลองสมัครดู แต่ติดตรงที่ว่าในเมืองไทยยังไม่มีใครซื้อลิขสิทธิ์การประกวดนี้ จึงตัดสินใจกับสามีว่าจะซื้อลิขสิทธิ์ราว 300,000 บาท ส่งตัวเองเข้าประกวดเลย ยุ้ยไม่อยากรอ เราเองก็พร้อมลุยอยู่แล้ว

ยุ้ยใช้เวลาเตรียมพร้อมเป็นปี ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม อย่างเสื้อเราก็ เน้นแนวสวยอลังการ เตรียมไปหลายชุด เพราะแต่ละวันธีมแต่งตัวไม่เหมือนกัน แค่ค่าเสื้อผ้ากับรองเท้ารวมกันก็หลักแสน

ก่อนประกวด ดีไซเนอร์ต้องแก้ชุดอยู่หลายรอบเพื่อให้พอดีกับขนาดตัวที่สุด หน้าผมต้องเป๊ะ ยุ้ยเปิดนิตยสาร ถ่ายรูปสไตล์เมคอัพและทรงผมที่ชอบ พริ้นต์แบบที่เราต้องการให้ช่างดู พร้อมกำหนดว่าแต่ละวันจะแต่งอย่างไร ที่สำคัญมากคือเรื่องความสวย ยุ้ยคิดว่าคนที่ประกวดนางงามต้องเปิดใจ เรื่องศัลยกรรมมากๆ เพราะเวลาไปยืนกับผู้หญิงหลายๆ คนเราจะโดน เปรียบเทียบเรื่องสวย – ไม่สวยไปโดยปริยาย

ส่วนตัวคิดว่าตัวเองยังสวยไม่พอ จึงตัดสินใจทำศัลยกรรมเพิ่ม สามีทักว่าไม่กลัวเจ็บหรือ ยุ้ยบอกเขาว่าอยากจะปรับปรุงจุดด้อยให้ดีขึ้น เพราะเราค่อนข้างจริงจังกับการประกวดครั้งนี้มาก ในชีวิตหนึ่งคนเราคงประกวดนางงามได้ไม่กี่ครั้งและการที่จะเป็น the best ในเวที ไม่ได้ตัดสินที่ความเก่งอย่างเดียวหน้าตาก็สำคัญมาก สุดท้ายสามีก็เข้าใจ จึงทำศัลยกรรม 3 จุด คือ ตา จมูก และหน้าอก

อย่างหน้าอกก็รู้ตัวว่ามีน้อยกว่าคนอื่น เวลายืนบนเวทีจะได้มั่นใจ เพราะแต่ละคนเขาก็มาแบบตู้มๆ ทั้งนั้น ด้วยความเป็นห่วง สามีเลือกขนาดหน้าอกให้เลยว่าไม่ควรใหญ่เกินไป เพราะยุ้ยไหล่ใหญ่อยู่แล้ว ที่สำคัญคือเน้นคุณภาพของที่นำมาใช้ ต้องดีสุด แพงสุด ส่วนจมูกกับตาทำเพื่อให้ดูชัดขึ้น ยอมตัดใจทำพร้อมกันเลย เพราะไม่มีเวลา เนื่องจากต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อย

หลังจากทำเสร็จบอกเลย เจ็บมากค่ะ แต่ถ้าอยากสวยต้องอดทนนะ ใช้เวลาเกือบ 2 สัปดาห์จึงจะเข้าที่ เสียค่าศัลยกรรมไปราวๆ 300,000 บาท ซึ่งหมอก็ทำออกมาได้ดีมากสมใจเรา แล้วก็ยังมีไปมาสก์หน้าทองคำและดูแลผิวพรรณทั่วไปด้วย

“นอกจากนี้ยุ้ยยังต้องเตรียมโชว์แสดงความสามารถพิเศษ ลงทุนจ้างครูมาสอนให้รำโปรยดอกไม้และระบำร่มของทางภาคเหนือ เพราะคิดว่าการรำสื่อถึงวัฒนธรรมและประเพณีไทยได้ดี ชุดที่ใส่ต้องดูตระการตาด้วย ยุ้ยใช้ผ้าไทยมาตัดเกือบทุกชุด พอถึงวันที่ต้องไปเก็บตัวที่สิงคโปร์ เราเตรียมพร้อมมาก คนอื่นมีพี่เลี้ยงแค่คนเดียว แต่เราขนทีมงานดูแลเสื้อผ้าหน้าผมไปราวๆ 6 คน จ่ายค่าตั๋ว ค่าที่พักเองหมด รวมๆ แล้วเกินล้าน คิดเลยว่าจัดเต็มขนาดนี้ก็ต้องได้สักรางวัล

ยุ้ยเก็บตัวประมาณ 4 วัน พอถึงตอนประกวดเราก็ทำเต็มที่ ทั้งตอบคำถาม แสดงโชว์ทำสุดความสามารถ สามีกับลูกชายก็ไปเชียร์ติดขอบเวที สุดท้ายยุ้ยชนะเลิศ ได้รับตำแหน่งมิสซิสยูนิเวิร์ส 2016 วินาทีนั้นฟินมากความฝันของเราเป็นจริงแล้ว พอกลับมาเมืองไทย ยุ้ยเริ่มทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคม เช่น ไปเลี้ยงอาหารที่บ้านพักคนชรา สิ่งที่ดีอีกอย่างคือ หลังจากจบประกวดยุ้ยได้เพื่อนใหม่จากเวทีประกวดเยอะ ซึ่งเพื่อนๆ เหล่านี้ยังมาช่วยทำกิจกรรมอาสาที่เมืองไทยด้วย”

ฝันสอง…สาวนักแข่งรถซูเปอร์คาร์

เมื่อได้เป็นนางงามสมใจ คุณยุ้ยยังมีอีกหนึ่งฝัน นั่นคือการเป็นนักแข่งรถซูเปอร์คาร์ “ยุ้ยเริ่มขับรถสปอร์ตเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แล้วอยากทดลองแข่งจริง จึงซื้อรถสปอร์ตหลายยี่ห้อมาทดลองขับ จนทุกวันนี้มีรถสปอร์ตทั้งหมด 12 คัน ทั้งเฟอร์รารี่, ปอร์เช่, บีเอ็มดับเบิลยู ด้วยความอยากเป็นนักแข่งรถจริงจัง จึงตัดสินใจไปเรียนขับรถแข่งกับปอร์เช่ ที่ประเทศเยอรมนี ค่าเรียนตกครั้งละประมาณ 300,000 บาท

 ยุ้ย-กันธิชา

ที่แพง เนื่องจากเลือกขับรถรุ่น 911S ซึ่งเครื่องยนต์แรงและดี พอได้ลงสนามจริงบอกเลยว่าสนุกสุด ๆ เหยียบจนสุด จึงรู้เลยว่าเครื่องยนต์เขาแข็งแรงมาก ไม่รู้สึกกระเทือนสักนิด หลังจากนั้นก็ไปลองเรียนกับยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ราคาพอๆ กัน แต่ที่ประทับใจมากคือที่ได้เรียนกับเฟอร์รารี่ ยุ้ยลงทุนบินไปเรียนที่อิตาลี ทุกคนที่เข้าคลาสด้วยส่วนใหญ่เป็นมหาเศรษฐีและต้องมีเฟอร์รารี่ขับ คอร์สหนึ่งใช้เวลา 6 ครั้ง ค่าเรียนอยู่ที่ 700,000 บาท ใช้เวลาเรียนทั้งหมด 2 ปี เนื่องจาก ต้องรอทางเฟอร์รารี่จัดตารางเวลาการเรียนให้ลูกค้าแต่ละคนมีเวลาว่างตรงกัน เพื่อมาเรียนพร้อมกัน ช่วงนั้นก็ต้องบินไป – กลับระหว่างเมืองไทยและอิตาลีบ่อย

“ข้อดีของการได้เรียนกับเฟอร์รารี่คือ ได้ทดลองขับรถทุกรุ่น ส่วนใหญ่จะเป็นตัวท็อปทั้งนั้น ทั้ง F12, 458, 488 เป็นต้น หลังจากเรียนจบจะได้รับใบประกาศนียบัตร เราก็ตัดสินใจลองลงสนามแข่ง Ferrari Challenge ซึ่งเป็นรายการซึ่งเป็นรายการสำหรับมือสมัครเล่น ที่อาบูดาบี ผู้ชมเป็นหมื่น สนามใหญ่มาก

และที่ภูมิใจมากคือ เราเป็นนักขับผู้หญิงหนึ่งเดียวในสนามและไปในฐานะนักแข่งจากประเทศไทย มีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 35 คน ตอนนั้นคือเหยียบมิดค่ะ ผลการแข่งขันแม้เราจะได้ลำดับปลายๆ แต่ก็ได้ประสบการณ์มาเพียบ หลังจากนั้นก็ได้ไปแข่งที่เซี่ยงไฮ้, เซปัง (มาเลเซีย), ฟูจิ (ญี่ปุ่น) ซึ่งการไปแข่งแต่ละครั้งเราต้องเป็นสปอนเซอร์ให้ตัวเองทั้งหมด รวม ๆ ทุกสนามแล้วจ่ายค่าลงแข่งไปทั้งหมดราว ๆ 8 หลัก อย่างเดือนกันยายนนี้มีแข่งที่สนาม F1 ที่ประเทศสิงคโปร์และอิตาลี ยุ้ยอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้เยอะที่สุด เพื่อที่วันหนึ่งเราจะได้มีโอกาสเป็นนักแข่งมืออาชีพ”

สามีสปอนเซอร์ตัวจริง

“เวลาเดินทางไปต่างประเทศส่วนใหญ่สามีออกค่าใช้จ่ายให้ แต่เฉพาะเรื่องที่จำเป็นนะ ส่วนที่ไม่จำเป็นยุ้ยจะจ่ายเอง เช่น ค่าช็อปปิ้ง (หัวเราะ) ต้องขอบคุณเขาที่สนับสนุนให้เราเดินตามความฝัน สามีเคยบอกว่าถ้ายุ้ยอยู่บ้านเฉยๆ ก็เสียดายเวลา ถ้ามีฝันอะไรอยากทำ ควรจะรีบทำเสียก่อน อย่างประกวดนางงาม เพราะถ้าอายุ 40 – 50 ปีก็ประกวดไม่ได้แล้ว ควรทำตอนที่ยังทำได้ เราสองคนไม่เคยเสียดายเงินเลยนะ เพราะมีหลายคนที่มีความรู้ ความสามารถ แต่ไม่มีเงินไปถึงฝัน ในเมื่อเรามีพร้อมก็ควรจะลงมือทำทันที

“เมื่อคิดจะทุ่มแล้ว ยุ้ยจะทุ่มเกินร้อยแบบไม่เสียดายเลย”


เรื่อง : นิตยสารแพรว

keyboard_arrow_up