ดีแทคมัคคุเทศก์น้อย อาสาพาทัวร์พระปฐมเจดีย์

ดีแทคมัคคุเทศก์น้อย อาสาพาทัวร์พระปฐมเจดีย์
ดีแทคมัคคุเทศก์น้อย อาสาพาทัวร์พระปฐมเจดีย์

ดร.แก้วตา ม่วงเกษม ยืนมองลูกศิษย์โครงการมัคคุเทศก์น้อยในโจงกระเบนสีฟ้า กำลังแนะนำตัวกับนักท่องเที่ยวที่บริเวณบันไดหน้าองค์พระ แล้วเผลอยิ้มให้กับความน่ารักน่าเอ็นดูของเด็กชายบูมโดยไม่รู้ตัว ใจหนึ่งก็ขอบคุณดีแทคที่มอบโครงการดีๆ ที่เธอเคยใฝ่ฝันอยากจะสร้างประโยชน์ให้กับแผ่นดินของจังหวัดที่หล่อเลี้ยงชีวิตมานานแล้ว

            “ตื่นเต้นค่ะ ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นวิทยากรอบรมเด็กๆ ในโครงการมัคคุเทศก์น้อย จากที่สอนแต่เด็กอินเตอร์ พอมาสอนเด็กโรงเรียนพระปฐมเจดีย์ ความน่ารักทำให้แก้วลบภาพเด็กไทยขี้อายไปเลย” อาจารย์แก้ว หรือ ดร.แก้วตา ม่วงเกษม ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายบริหารและสนับสนุนวิชาการ อาจารย์ประจำภาควิชาการบริหารจัดการการท่องเที่ยวและการบริการ เปิดใจด้วยรอยยิ้ม…

_HHO9829rtgif

แก้วสอนวิชาการบริหารจัดการท่องเที่ยวและโรงแรม ที่มหาวิทยาลัยนานาชาติมหิดล จังหวัดนครปฐม สอนวิชา Tour Manager และ Marketing เมื่อดีแทคติดต่อผ่านทางคณบดีว่าจะทำโครงการ ‘มัคคุเทศก์น้อยรักจังหวัดนครปฐม’ คิดว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะปัจจุบันการท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย จากประสบการณ์ที่แก้วเดินทางไปดูงานในจังหวัดต่างๆ ทำให้รู้ว่ามัคคุเทศก์เป็นอาชีพที่หลายจังหวัดต้องการ และพยายามริเริ่มโครงการในลักษณะนี้ แต่มีอุปสรรคตรงที่เด็กต้องเรียน แก้วจึงตื่นเต้น เมื่อดีแทคเห็นความสำคัญของการสร้างบุคลากร เพื่อป้อนตลาดการท่องเที่ยว จัดทำโครงการเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลือกจังหวัดนครปฐมเป็นจังหวัดนำร่องด้วย จึงเป็นโอกาสดีที่แก้วจะทำประโยชน์ให้กับนครปฐม ซึ่งเป็นนโยบายของมหาวิทยาลัยด้วย ขณะเดียวกันเมื่อคิดถึงเด็กในโรงเรียนพระปฐมเจดีย์ก็ย้อนคิดถึงตัวเองสมัยที่เรียนโรงเรียนวัด รู้สึกว่าขาดครูที่จะลงพื้นที่ไปแนะนำให้เขาเกิดความคิดที่แตกต่างจากอาชีพปกติ อย่างมัคคุเทศก์ เด็กอาจไม่รู้ว่าคืออะไร ก่อนหน้านี้แก้วเคยไปทำโครงการที่สมุทรสงคราม สอนเด็กที่คุณแม่อยากทำอาชีพท่องเที่ยวเป็นรายได้เสริม ภาพเด็กบ้องแบ๊ว ตาใส ไม่รู้จักคำว่ามัคคุเทศก์ กลายเป็นเด็กที่พานำเที่ยว อธิบายสถานที่ท่องเที่ยวได้แล้วภูมิใจ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้แก้วอยากทำโครงการมัคคุเทศก์น้อยร่วมกับดีแทค

โครงการมีระยะเวลา 3 เดือน แบ่งเป็นภาคทฤษฏีประมาณ 6 ชั่วโมง ภาคปฏิบัติอีก 6 ชั่วโมง เด็กนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการมาจากโรงเรียนพระปฐมเจดีย์ซึ่งดีแทคคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนนำร่อง โดยคัดเลือกนักเรียนระดับชั้น ป.5 จำนวน 54 คน เพราะดีแทคมองว่าเป็นช่วงวัยที่กำลังเรียนรู้ และคิดไปถึงอนาคตว่าหากเขาขึ้น ป. 6 ก็ยังคงทำหน้าที่ได้ พร้อมกับสามารถฝึกน้องขึ้นมาแทน แก้วกับดีแทคร่วมกันวางขั้นตอนว่า อบรมทฤษฏีประมาณ 6 ชั่วโมง ปูพื้นฐานการเป็นมัคคุเทศก์ ซึ่งเราย้ำว่าต้องเป็นมัคคุเทศก์แบบไม่หวังผล เพราะเป็นงานบริการล้วนๆ รวมทั้งคาแรคเตอร์ของการเป็นมัคคุเทศก์ และขั้นตอนการเข้าหานักท่องเที่ยวแก้วสอนตั้งแต่ต้องแนะนำตัวก่อนว่าชื่ออะไรเป็นมัคคุเทศก์อาสาของดีแทค แล้วนับจำนวนคนขณะพาเดินก็ให้แน่ใจว่าทุกคนฟังที่เราอธิบายไม่อย่างนั้นความรู้จะกระจาย นักท่องเที่ยวไม่รู้สึกผูกพันพร้อมกับฝึกรับมือนักท่องเที่ยวแต่ละประเภท เช่นหากเจอนักท่องเที่ยวขี้บ่น ต้องจับจ้องเป็นพิเศษ เพราะมีแนวโน้มที่จะทำให้ทั้งกลุ่มเกิดปัญหา หากนักท่องเที่ยวมาสายต้องบอกเพื่อนร่วมคณะว่า ให้รอก่อน เพื่อจะได้ความรู้ด้วยกัน

มัคคุเทศน์น้อย4

ที่สำคัญ แก้วอยากฝึกให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ในบ้าน เพราะรู้สึกว่าพอเราโตขึ้น เจเนอเรชั่นต่าง เริ่มคุยกันคนละภาษาจนไม่มีจุดเชื่อมของการพูดคุยระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก จึงใช้วิธีมอบหมายงานเพื่อให้เกิดจุดเชื่อมโยง โดยให้เด็กไปถามผู้ใหญ่ในบ้านที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปว่า หากคิดถึงองค์พระปฐมเจดีย์ในรุ่นที่พวกท่านยังเด็ก หรือร้านอาหารที่ชอบจะคิดถึงอะไร ซึ่งแก้วชอบความกระตือรือล้นของเด็ก เพราะอาทิตย์ต่อมาเขานำการบ้านมาส่ง เล่าว่าหนูไปคุยกับคุณแม่ บางคนคุยกับคุณย่าบ้าง ได้ชื่อร้านอาหารเต็มเลย เมื่อจบการอบรม ดีแทคทำรูปผู้ใหญ่กับเด็กที่แนะนำร้านอาหารให้เด็กทุกคน เด็กๆ ดีใจไปให้ที่บ้านดู เหมือนเป็นผลงานของทั้งบ้านเลยทีเดียว

นอกจากนั้นแก้วใช้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อในการอบรม แม้ห้องไอทีของโรงเรียนจะไม่ค่อยพร้อมนัก แต่พยายามต่อ Wifi เพื่อเปิดจินตนาการของเด็กว่า ในอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลดีๆ ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากมาย แก้วเปิดยูทูบรายการของไทยพีบีเอส ที่ฝึกให้เด็กเป็นมัคคุเทศก์ ถามว่าชอบอาชีพนี้ไหม เขาตอบว่าชอบ สื่อทำให้เขามองภาพอาชีพมัคคุเทศก์ออก ที่เด็กตื่นเต้นมากคือ ประวัติขององค์พระปฐมเจดีย์ที่เป็นรายการของไทยพีบีเอส เป็นเรื่องราวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแก้วให้จำเฉพาะที่จำเป็น เพราะต้องยอมรับว่าประวัติศาสตร์ยากเกินเด็ก ป.5 จะจดจำได้หมด

จากนั้นเป็นภาคปฏิบัติ 6 ชั่วโมง แบ่งเป็น 5 กลุ่มๆ ละประมาณ 6-10 คน มีทั้งมัคคุเทศก์และเป็นนักท่องเที่ยวที่มีปัญหา ตั้งแต่ขี้บ่น มาสาย ชอบเดินรั้งท้าย และรู้ไปหมดทุกเรื่อง เพื่อฝึกให้เด็กรับมือจริงหลังจากเรียนภาคทฤษฏี ทุกคนน่ารัก อยู่ในช่วงวัยที่มีความสนใจที่จะเรียนรู้ แก้วรับรู้ได้เลยว่า เขาเฝ้ารอที่จะมาอบรม เพราะแม้เด็กจะเกิดที่นครปฐม โรงเรียนก็อยู่ใกล้องค์พระแล้วเมื่อหลายปีที่แล้วโรงเรียนเคยมีชมรมมัคคุเทศก์ มาตอนหลังถูกดึงชั่วโมงอิสระไปเรียนวิชาอื่น ชมรมก็ร้างไป ฉะนั้นเด็กจึงไม่เคยได้สัมผัสกับองค์พระปฐมเจดีย์ว่า มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ดังนั้นโครงการมัคคุเทศก์น้อยจึงเป็นโอกาสที่เด็กๆ จะได้เดินศึกษาอย่างละเอียด เขาจึงสนุก แม้จะเดินท่ามกลางแดดร้อน แต่ไม่มีใครหน้ามุ่ย มีส่วนร่วมในชั้นเรียนสูง แย่งกันตอบ ยิ่งน้องบูม เป็นเด็กที่กล้าพูดกล้าแสดงออก จำรายละเอียดและแก้ไขให้เพื่อนเวลาตอบผิด แก้วทึ่งเลยว่า ในเวลา 6 ชั่วโมงเขาสามารถซึมซับความรู้ได้เกือบหมด จนลบภาพเด็กไทยที่ไม่กล้าแสดงออกไปได้เลย

ระหว่างอบรมมีการเก็บคะแนน เฟ้นหาเพชรของโครงการจำนวน 6-7 คน มอบรางวัล เดอะ เบสท์ ออฟ มัคคุเทศก์น้อยรักจังหวัดนครปฐม เพื่อเป็นกำลังใจให้เขาได้ปฏิบัติหน้าที่ และฝึกเพื่อนต่อไป ในการลงพื้นที่แต่ละครั้งแก้วจะพานำชมรอบองค์พระฯ โดยมีพี่เลี้ยงช่วยทำหน้าที่แทนหากในกรณีที่แก้วไม่สามารถไปสอนได้ จะเล่าประวัติให้เด็กฟังว่า องค์พระปฐมเจดีย์มีความสำคัญมากน่าทึ่งว่า มีอายุเป็นพันๆ ปี แบ่งเป็น 3 สมัยตั้งแต่สมัยสุวรรณภูมิเมื่อพันปีที่แล้วลักษณะเป็นบาตรคว่ำ องค์ที่สองเป็นปรางค์ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากขอม ต่อมาถึงรัชกาลที่ 4 สำคัญที่สุด เพราะเปลี่ยนแปลงรูปทรงให้ยิ่งใหญ่และมีความสำคัญขึ้น จนพระปฐมเจดีย์เป็นสัญญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ที่สุดของสุวรรณภูมิ บ่งบอกความเป็นอาณาเขตเอเชียในสมัยนั้น

มัคคุเทศน์น้อย6

แล้วพาเด็กๆ เดินรอบองค์พระฯ ซึ่งสำคัญมาก เพราะส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเดินไม่รอบ ไหว้แต่ด้านหน้าคือพระร่วงโรจนฤทธิ์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่องค์พระปฐมเจดีย์มายาวนาน ยังมีทิศตะวันตกที่ประดิษฐานพระปางไสยาสน์ ทิศตะวันออกคือพระวิหารหลวง มีภาพจิตรกรรมฝาผนัง และวิหาร ถัดมาเป็นพิพิธภัณฑ์ของพระปฐมเจดีย์ ที่โดดเด่นที่สุดคือทิศใต้ เป็นที่ประดิษฐานพระศิลาขาวสมัยทวารวดี มีการบอกเล่าเรื่องราววิวัฒนาการขององค์พระปฐมเจดีย์ ถือว่าครบแล้ว ในความเก่าแก่ที่มีอายุเกิน 600 ปี แก้วเข้าใจว่า ด้วยความสามารถของเด็กชั้น ป.5 คงไม่สามารถจดจำรายละเอียดของตัวเลขต่างๆ ได้หมด จึงทำเป็นไฮไลท์วิวัฒนาการของพระปฐมเจดีย์ขึ้นเป็นคู่มือ อย่างน้อยกลับบ้านไปเด็กต้องจำได้ หากเขาสนใจจริงๆ ก็ให้เขาศึกษาเพิ่มเติม

เมื่อจบโครงการแล้ว เพื่อเป็นการต่อยอดแก้วอยากจัดตั้งเป็นชมรมมัคคุเทศก์น้อย เหมือนที่น่าน จำได้ว่าตอนที่ไปพิพิธภัณฑ์น่าน จะมีมัคคุเทศก์เด็กน้อยนั่งอยู่ แก้วถามว่า ใครจะพาเดินชมคะ ทุกคนยกมือพร้อมกัน โดยแต่ละคนแบ่งหน้าที่ไปอธิบายกันคนละที่ ประทับใจตรงที่ขณะที่น้องๆ อธิบายถึงประวัติบ้านเกิดตัวเอง ความภาคภูมิใจที่ถ่ายทอดด้วยสำเนียงของคนน่านสามารถส่งต่อให้เราซึ่งเป็นนักท่องเที่ยว รู้สึกชื่นชมทั้งมัคคุเทศก์ จนถึงตัวจังหวัด จึงเป็นข่าวดีที่ดีแทคจะสนับสนุนต่อ ด้วยการจัดสร้างเคาน์เตอร์ให้กับมัคคุเทศก์น้อยบริเวณด้านหน้า ซึ่งบริเวณนี้ไม่มีมัคคุเทศก์ประจำ ส่วนใหญ่คนไทยจะไหว้พระร่วงโรจนฤทธิ์แล้วก็กลับ แต่ไม่เคยเดินชมบริเวณรอบๆ องค์พระ ซึ่งมีสถานที่สำคัญอีกมากมาย ตรงนี้เป็นหน้าที่ของเด็กๆ ที่จะเติมโอกาสให้กับนักท่องเที่ยวได้รู้จักองค์พระปฐมเจดีย์มากขึ้น รวมถึงตัวเด็กก็ยังได้ฝึกฝนทักษะตามที่อบรมด้วย และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แล้วเด็กสมัยนี้รู้จักใช้โซเชียลเน็ทเวิร์ค เพื่อโปรโมทตัวเอง เชื่อมั้ย ทุกคนโพสต์รูปที่อบรมมัคคุเทศก์น้อยลงเฟซบุ๊ก ตื่นเต้นเวลาที่ได้ออกสื่อ อย่างวันรับประกาศนียบัตรมัคคุเทศก์น้อย แก้วจำรอยยิ้มของพวกเขาได้เลยว่า เขายิ้มอย่างภาคภูมิใจมาก เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองมีคุณค่าในครอบครัว และสังคม

หากโครงการประสบความสำเร็จ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กับคณบดีแก้ว เคยปรึกษากันว่าอาจขยับขยายต่อไปยังโรงเรียนในพื้นที่อื่น เช่น คลองมหาสวัสดิ์ ฯลฯ

          “เพื่อให้มัคคุเทศก์น้อยได้มีประจำอยู่ทุกๆ สถานที่ท่องเที่ยว”

 

 

keyboard_arrow_up