มือใหม่หัดลงทุนต้องรู้! 4 เส้นทางเพิ่มความร่ำรวย ฉบับมนุษย์เงินเดือน

เส้นทางเพิ่มความร่ำรวย
เส้นทางเพิ่มความร่ำรวย

มือใหม่หัดลงทุนต้องรู้! 4 เส้นทางเพิ่มความร่ำรวย ฉบับมนุษย์เงินเดือน… คุณปริญญ์ พานิชภักดิ์ ลูกไม้หล่นใต้ต้นของ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด และเป็นหนึ่งในกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งนับว่าเป็นกูรูด้านการลงทุนเลยทีเดียว วันนี้เขามีคำแนะนำดีๆ ในการเพิ่มความมั่งคั่งและมั่นคงให้มนุษย์เงินเดือนมาฝากกัน

เส้นทางเพิ่มความร่ำรวย
คุณปริญญ์ พานิชภักดิ์

ต้องเข้าใจก่อนว่า การลงทุนไม่ได้เหมือนเสื้อโค้ตที่มีไซส์เดียวแล้วใส่ได้พอดีกับหลายคน อย่างสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า One Size Fits All ฉะนั้นการจะลงทุนด้านไหนก็แล้วแต่ อันดับแรกต้องรู้จักตัวเองก่อน เพราะแต่ละคนจะมีฐานเงินเดือนที่แตกต่างกันออกไป หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว คุณมีเงินสดเหลือต่อเดือนเท่าไหร่ บางคนมีลูก มีคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูแล ต้องผ่อนบ้านหรือมีหนี้สิน ฉะนั้นสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนไม่ควรทำคือ ไม่ควรเพิ่มภาระหนี้สินเพื่อนำเงินมาลงทุน เพราะมีมนุษย์เงินเดือนบางคนชอบกู้เงินเพื่อที่จะนำมาลงทุน ถือเป็นวิธีที่เสี่ยงมาก ไม่แนะนำให้ทำเด็ดขาด ซึ่งการลงทุนที่เหมาะสำหรับมนุษย์เงินดือน 4 อันดับแรกคือดังต่อไปนี้

1. หุ้นหรือตราสารทุน

1. ต้องสร้างความคิดให้ถูกต้องก่อนว่า เราลงทุนหุ้น ไม่ใช่เล่นหุ้น เพราะมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะคิดว่าตลาดหุ้นเหมือนการพนันบ่อนกาสิโน ซึ่งไม่เป็นความจริง การลงทุนหุ้นเป็นการเก็บเงินออมระยะยาว เราอยากมีเงินไว้ใช้ตอนเกษียณ คุณควรติดอาวุธความรู้ทางการเงินในการลงทุน

2. ต้องขวนขวายหาความรู้ด้านการลงทุน อย่างการไปฟังสัมมนา เปิดดู Money Channel ช่อง 782 ศึกษาจากเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชั่นด้านการลงทุน อาทิ www.set.or.th เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

3. ก่อนนำเงินจริงๆ เข้าไปลงทุน ควรลองสร้างพอร์ตจำลอง (Virtual Portfolio) ก่อน สมมติมีเงิน 1 ล้านบาท ลองฝึกกระจายเงินว่าจะแบ่งไปซื้อหุ้นอะไรบ้าง แล้วตามดูหุ้นเหล่านั้นพร้อมจดบันทึกไว้ เพื่อจะได้ฝึกฝน ลองผิดลองถูกว่าเราเข้าใจจริงหรือเปล่า และทำให้ทราบว่าสไตล์การลงทุนแบบไหนเหมาะกับตัวเอง การลงทุนระยะสั้นหรือระยะยาว

4. เมื่อพร้อมสำหรับการลงทุนสนามจริงแล้ว แนะนำให้เลือกลงหุ้นที่ปลอดภัยหรือหุ้นตัวใหญ่ๆ ก่อน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Big Cap ที่อยู่ ใน SET 50 (หุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงและมีสภาพคล่องในการซื้อขายสูงสุด 50 อันดับแรกของตลาดหลักทรัพย์) อาทิ ปตท. (PTT) บริษัทสยาม ซีเมนต์ กรุ๊ป จำกัด (SCG), การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (AOT), ธนาคารกสิกรไทย (KBank) จากนั้นค่อยศึกษาบริษัทอื่น เมื่อเรารู้จักเขาจริงแล้วจึงค่อยลงทุน

5. การหาจังหวะการลงทุนที่ดี ตลาดหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง และมีความผันผวนแรง เพราะฉะนั้นจึงควรพยายามหาการลงทุนหุ้นที่ราคายังถูกอยู่ ซึ่งจะเกิดขึ้นตอนหุ้นตกหรือเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ เป็นจังหวะที่คนกลัว ตื่นตระหนก และเทขายหุ้นออกไปเป็นจำนวนมาก คือเราต้องมองแบบสวนมุมมองคนอื่น เพราะทุกวิกฤติมีโอกาสเสมอ เราต้องดูว่าถึงจุดที่หุ้นตกที่สุดแล้วหรือยัง อันนี้เกิดจากประสบการณ์ส่วนหนึ่ง การเสพข่าวสารที่ถูกต้อง การติดอาวุธความรู้ที่เราไปศึกษาส่วนหนึ่ง

6. กระจายความเสี่ยงให้หุ้นหลาย ๆ ตัว อย่าลงก้อนเดียวหมด อย่างคุณมีเงินพร้อมลงทุน 100 บาท เริ่มลงทุนหุ้น 10 บาท 5 บาทก่อน ไม่ใช่ลงเงินสดหมด สำหรับผมเลือกลงทุนกับหุ้นมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ของพอร์ตการลงทุน

ณ เวลานี้หุ้นที่แนะนำให้ลงทุนในระยะยาวอยู่ใน 4 กลุ่มนี้ คือ 1. กลุ่มก่อสร้าง บริษัทยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (UNIQ) เป็นเสือตัวใหญ่อันดับ 4 ของวงการก่อสร้าง เพราะเขาได้งานโครงการรัฐเพิ่มขึ้น การเติบโตดี และผลประกอบการน่าจะดีขึ้นในอนาคต 2. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อย่างบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) (SPALI) และบริษัทออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (ORI) 3. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม อย่างบริษัทดับบลิวเอชเอ จำกัด (มหาชน) (WHA) ซึ่งเป็นเจ้าของเหมราช 4. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ ผมแนะนำธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBank) เพราะราคาหุ้นไม่แพง มีระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี และกำลังจะได้ประโยชน์จากการปล่อยสินเชื่อและหนี้เสียที่น้อยลง

2. กองทุนทองคำ

ผมมองว่าการซื้อทองคำเหมือนการซื้อประกันชีวิตในการลงทุน เพราะเวลาเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกหรือเกิดปัญหาการเมือง ราคาทองจะมีเสถียรภาพและมูลค่าจะเพิ่มขึ้น จึงควรมีทองคำไว้ประมาณ 5-7 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตลงทุน ไม่ว่าจะในรูปแบบของการลงทุนกองทุนรวมอีทีเอฟทองคำ (Gold ETF) คือกองทุนรวมเปิดที่จดทะเบียนซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ที่อ้างอิงกับทองคำ หรือการซื้อทองผ่านร้านขายทอง ใครสะดวกแบบไหนซื้อได้เลย เพราะขณะนี้ราคาทองปรับตัวลงมาเยอะแล้ว เป็นจุดที่น่าสนใจในการลงทุน เพื่อซื้อเก็บไว้เป็นส่วนหนึ่งของการประกันชีวิตของตนเอง

3. บิทคอยน์ (Bitcoin)

สำหรับคนที่อายุยังไม่มากและสามารถรับความเสี่ยงสูง (มากๆ) ได้ ผมอยากให้มีสินทรัพย์ดิจิทัลไว้บ้าง โดยเจียดเม็ดเงินลงทุนประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตการลงทุนมาลงทุนในเหรียญเงินสกุลดิจิทัล (Crypto Currencies) โดยคุณสามารถเลือกลงทุนในเหรียญเงินที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกอย่าง Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH) และ Ripple (XRP) เพราะเทรนด์ในอนาคตของการใช้เงินสกุลดิจิทัลจะมีมากขึ้นทั่วโลก เราควรลงทุนไว้บ้างก็ดี

โดยสามารถเปิดบัญชีซื้อขายเหรียญสกุลดิจิทัลที่ www.bx.in.th เหมือนเปิดบัญชีหุ้นเลย เดินไปหาโบรกเกอร์แล้วเปิดบัญชี จากนั้นซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ของดิจิทัลทางออนไลน์ได้เลยแบบ 24 ชั่วโมง

คำเตือน : บิทคอยน์ (Bitcoin) มีความผันผวนแรงมาก ถ้าลงทุนระยะยาวจึงจะดี ยกตัวอย่าง หนึ่งวันค่าเงินบิทคอยน์ลงไป 6 เปอร์เซ็นต์ ในหนึ่งสัปดาห์ลงไป 14 เปอร์เซ็นต์ หนึ่งเดือนค่าเงินบิทคอยน์ขึ้น 2.7 เปอร์เซ็นต์ ในหนึ่งปี 38.3 เปอร์เซ็นต์ ใน 2 ปีขึ้นไป 900 เปอร์เซ็นต์ และ 3 ปีขึ้นไป 1,000 เปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นต์เหล่านี้คือผลตอบแทนที่คุณจะได้รับถ้าคุณได้ลงทุนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่ผลตอบแทนในอดีตไม่ได้ เป็นตัวชี้วัดว่าคุณจะได้ผลตอบแทนเท่ากันในอนาคต

4. กองทุนพันธบัตร (Bond Fund)

จริงอยู่ที่ว่าการลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาลหรือตราสารหนี้ของบริษัทจะมีความเสี่ยงต่ำ เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ภาระชำระหนี้ของรัฐบาลหรือบริษัทจะคืนให้ตราสารหนี้ก่อนตราสารทุน แต่ผลตอบแทนจะน้อยมากสำหรับมนุษย์เงินเดือน

คุณสามารถซื้อกองทุนพันธบัตรได้ตามธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ซึ่งจะมีการออกกองทุนตราสารหนี้อยู่ตลอดเวลาที่ธนาคารต้องการสภาพคล่องมากขึ้น บางทีดอกเบี้ยสูงหรือมีการยกเว้นภาษี ผมไม่แนะนำธนาคารไหนเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยอยู่แล้ว และดอกเบี้ยต่างกันไม่มาก ต้องหมั่นสอบถามตามธนาคารพาณิชย์ต่างๆ อยู่เสมอ


ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 937

ภาพ : pexels.com

keyboard_arrow_up