เที่ยวเมืองสวยที่ Tbilisi (ตอนที่ 2)

เที่ยวเมืองสวยที่ Tbilisi (ตอนที่ 2)
เที่ยวเมืองสวยที่ Tbilisi (ตอนที่ 2)

จากนั้นฉันไปชมโบสถ์คริสต์ที่ใหญ่ที่สุด สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 2002 คือ มหาวิหารซมินดา ซามีบา (Tsminda Sameba Cathedral : Holy Trinity Cathedral of Tbilisi) ตั้งอยู่บนเนินเขาขนาดย่อมชื่ออีเลีย (Elia Hill) และถือเป็นโบสถ์ออร์ทอดอกซ์ที่มีความสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก ความใหญ่โตของโบสถ์แห่งนี้มองเห็นได้ในระยะไกล หลังคาโบสถ์เป็นโดมสีทอง ที่ตั้งของโบสถ์บนเนินสูง ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่ได้รับความนยิมในการขนึ้ มาชมวิวมุมสูงของเมือง รวมทั้งชมดวงอาทิตย์ตกในบรรยากาศแบบเมืองแห่งเทพนิยาย

อีกมุมสวยของมหาวิหารซมินดา ซามีบา
อีกมุมสวยของมหาวิหารซมินดา ซามีบา

บรรยากาศยามค่ำคืนที่นี่สวยและโรแมนติกมาก สามารถมองลงมาด้านล่างเห็นแสงสียามค่ำคืนของเมือง โดยมีเงาสะท้อนจากแม่น้ำคูรา โบสถ์แห่งนี้เข้าชมฟรี บาทหลวงแต่ละท่านยิ้มแย้มแจ่มใสเชื้อเชิญให้เข้าชมภายในด้วยความเต็มใจส่วนคนที่นิยมเดินทางด้วยรถไฟฟ้าให้ลงที่สถานีอะลาบารี (Avlabari Station) เมื่อออกจากสถานีจะมีตลาดสดตรงทางเดินขึ้นไปยังโบสถ์ แวะชมวิถีชีวิตแบบชาวบ้านที่นี่ได้

ความโดดเด่นของโบสถ์คือ ประตูทางเข้าสวยงามมาก ทางเดินที่ทอดขึ้นไปยังประตูทางเข้าเป็นขั้นบันได เมื่อเดินลงจากโบสถ์อีกด้านจะย้อนกลับเข้าเมืองอีกครั้ง โดยแวะพักผ่อนนอนเล่นที่สวนธารณะไรค์ ถือเป็นสวนสาธารณะยอดนิยมแห่งใหม่ของเมืองนี้ โดยมีวิวที่งดงามของเมืองที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนหลังคาสีส้มตัดกับสีเขียวขจีของภูเขาโซโลลากีเป็นฉากหลัง และมีมหาวิหารทบิลิซี ไซโอนี (TbilisiSioni Cathedral) ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ทำให้มองเห็นเงาสะท้อนในสายน้ำฉันรู้สึกว่าเมืองนี้แสนโรแมนติกมาก

จากนั้นฉันเดินข้ามสะพานที่มีความโดดเด่น ซึ่งสร้างแบบสมัยใหม่ แต่ขัดแย้งอย่างลงตัวกับความเป็นเมืองเก่า คือ สะพานพีช (Peach Bridge) สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2010 ด้วยวัสดุที่เป็นเหล็กและแก้ว ถือเป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย

ส่วนคนที่หลงใหลในการสะสมสามารถหาซื้อของเก่ารวมทั้งงานศิลปะหลากหลายรูปแบบได้ที่ตลาดค้าของเก่า “Dry Bridge Market”ซึ่งชาวทบิลิซีเรียกว่า Saturday Flea Market อยู่ริมสะพานดราย (Dry Bridge) ถือเป็นตลาดค้าของเก่าที่ใหญ่ที่สุดในทบิลิซี

งานหล่อมีให้เห็น ทั่วไปในทบิลิซี
งานหล่อมีให้เห็น ทั่วไปในทบิลิซี

และอีกด้านคือสวนสาธารณะอีกแห่งที่คนเมืองนี้นิยมมานั่งพักผ่อนไม่แพ้สวนสาธารณะไรค์ จุดนี้ยังเป็นจุดจอดของบริการ Hop – on & Hop – off อีกด้วย ไม่ไกลกันคือ อาคาร Public Hallเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ มีหลังคาสีขาวทับซ้อน อยู่ริมสะพานบาราทัสวิลี (Baratashvili Bridge) สะพานแห่งนี้มีรูปหล่อมนุษย์ด้วยโลหะในท่าทางต่าง ๆ กัน

เดินชิลทั่วเมือง

ใครที่ชื่นชอบบรรยากาศชิค ๆ ต้องเดินเล่นกันที่ถนนรุสตาเวลี (Rustaveli Avenue) เป็นถนนย่านใจกลางเมืองที่ถือว่าสวยที่สุดของเมืองนี้ โดยเริ่มต้นจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินรุสตาเวลี จะเป็นตึกเก่าแก่สวยงามมากมายตลอดสองข้างทาง จนนักท่องเที่ยวหลายคนร้องโอ้โฮออกมาด้วยความประทับใจยิ่ง ไม่ไกลกัน ฉันแวะถ่ายภาพกับจักรยานที่ใหญ่ที่สุด ในโลก และเป็นสัญญาลักษณ์ของเมืองหลวงแห่งนี้

จักรยานที่ใหญ่ที่สุดในโลกสัญลักษณ์หนึ่งของทบิลิซี
จักรยานที่ใหญ่ที่สุดในโลกสัญลักษณ์หนึ่งของทบิลิซี

จากนั้นใครที่ชื่นชอบงานศิลปะ สนใจประวัติศาสตร์ของชาวจอร์เจีย แวะชมกันได้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติจอร์เจีย (Georgian National Museum) ค่าเข้าชม 3 GEL เปิดบริการเวลา 10.00 น. – 18.00 น. ปิดทุกวันจันทร์และวันหยุดแห่งชาติ หรือคนที่ชอบโอเปร่าสามารถชมการขับร้องโอเปร่าและการแสดงละครกันที่โรงละครโอเปร่า (Opera House)

ฉันเดินมาอีกไม่ไกลนักก็เจออาคารสีเหลืองโดดเด่นสถาปัตยกรรมแบบแขก นั่นคือ โบสถ์แบบออร์ทอดอกซ์ชื่อ คาชเวติ (Kashveti Church of St. George) ตรงข้ามกันคืออาคารรัฐสภา (Parliament Building) เป็นอาคารสีเหลืองขนาดใหญ่มาก เป็นสถาปัตยกรรมแบบโซเวียต – จอร์เจียน (Soviet – Georgian Architecture) ความสำคัญของอาคารแห่งนี้คือ เมื่อครั้งที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของโซเวียตได้ใช้เป็นที่ทำการของเจ้าหน้าที่จากรัสเซีย อาคารนี้ประกอบด้วยเสาคอลัมน์ขนาดใหญ่มาก 16 ต้น ซึ่งหมายถึงสหภาพโซเวียต (USSR) ในอดีต ประกอบด้วย 16 รัฐในความครอบครอง ด้านหน้าตกแต่งด้วยน้ำพุยามค่ำคืนมีการเปิดน้ำพุและแสงไฟ ทำให้ดูงดงามอย่างยิ่ง และเนื่องจากเป็นสถานที่ราชการ จึงไม่อนุญาตให้เข้าชมภายใน

ชาวจอร์เจียค่อนข้างรักความสบาย ใช้ชีวิตกันเรียบง่าย ทุกอย่างเดินช้าลง ณ เมืองหลวงแห่งนี้จึงทำให้ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คนออกมานั่งชมเมืองตามเก้าอี้ที่จัดไว้ โดยนิยมมีขนมหวานชื่อเชิร์ชคีลา (Churchkhela) ซึ่งเป็นถั่วเคลือบน้ำหวานที่มาจากองุ่นตากแห้ง ฉันแทบไม่เห็นผู้คนที่นี่วิ่งกันอย่างบ้าคลั่งเพื่อไปทำงาน ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตกันสบาย ๆ นอกจากนี้อัตลักษณ์ของชาวจอร์เจียอีกอย่าง คือชอบการทักทายและส่งยิ้มให้นักท่องเที่ยว รวมทั้งชอบขอถ่ายภาพร่วมกับนักท่องเที่ยวไว้เป็นที่ระลึกความแตกต่างของคนที่นี่เมื่อเทียบกับยุโรปคือ การแสดงออกของคู่รักไม่เปิดเผยตามแบบของยุโรป

หอนาฬิกาแห่งทบิลิซี
หอนาฬิกาแห่งทบิลิซี

ถนนสายนี้ยังเต็มไปด้วยร้านอาหาร ทั้งที่เป็นแบบจอร์เจียนแท้ อาหารญี่ปุ่น รวมทั้งผับและบาร์มากมาย จุดสิ้นสุดของถนนสายนี้คือ อนุสาวรีย์แห่งเสรีภาพ (Freedom Square) สร้างด้วยเสาสูง ด้านบนสุดมีรูปปั้นทองคำของเซนต์จอรจ์ (St. George) บริเวณนี้ถือเป็นใจกลางของการท่องเที่ยว เป็นศูนย์รวมของโรงแรมโฮสเทลราคาสบายกระเป๋า และศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยว ที่ตั้งของโรงแรมห้าดาว รวมทั้งร้านค้าแบรนด์เนมดังมากมาย แต่ก็มีร้านอาหารแบบข้าวราดแกงฉบับจอร์เจียนแท้ ๆ ให้ลิ้มลองกันด้วย ราคาไม่โหดร้าย โดยราดแกง 3 อย่าง พร้อมกาแฟแค่ 50 บาท ทั้งที่ร้านอาหารอยู่ติดกับโรงแรมหรูที่สุดของที่นี่

เราปิดท้ายกันด้วยการไปสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนด้วยการไปเดินเล่นที่ถนนโคติ แอบคาซี (Kote Abkhazi Street) เชื่อมระหว่างอนุสาวรีย์เสรีภาพกับย่านจัตุรัสโมดานี (Moedani Square) สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหาร ผับ บาร์ และคาเฟ่ รวมทั้งร้านอาหารแบบจอร์เจียนแท้ราคาถูกมาก รวมทั้งร้านขายของที่ระลึกมากมายในราคาที่ต่อรองได้นอกจากนี้ย่านจัตุรัสโมดานียังรายล้อมด้วยร้านอาหารในบรรยากาศที่หลากหลาย และมีจุดให้ถ่ายภาพมากมาย

บรรยากาศยามโพล้เพล้ของจัตุรัสแห่งเสรีภาพ
บรรยากาศยามโพล้เพล้ของจัตุรัสแห่งเสรีภาพ

ความโดดเด่นอีกอย่างของจอร์เจีย คือ ไวน์ มีร้านให้เข้าไปลองชิมมากมาย ไวน์ส่วนใหญ่ผลิตจากไร่ทางด้านใต้ติดกับประเทศอาร์เซอไบจาน มีทัวร์ให้บริการในลักษณะพาไปชิม (Wine Tasting)รวมทั้งชมไร่องุ่นในรูปแบบ One Day Tour ชาวจอร์เจียนิยมทำไวน์ไว้ดื่มเองที่บ้าน (Local Wine) โดยไวน์เหล่านี้ใส่ไว้ในแกลลอน รสชาติดี ราคาไม่แพง ส่วนอาหารแบบจอร์เจียนแท้ ๆ เป็นหมูทอดเกลือที่เสิร์ฟ มาพร้อมกับเมล็ดธัญพืชที่ต้มจนเละคล้ายโจ๊ก และมีชีสแถมมาด้วยหนึ่งชิ้นอร่อยมาก

นอกจากนี้ ใครที่ชอบทะเลสามารถเดินทางไปชมทะเลปิดที่มีชายแดนร่วมกันหลายประเทศ คือ ทะเลดำ ตั้งอยู่ที่เมืองบาทุมี (Batumi)โดยนั่งรถตู้ ค่าโดยสาร 20 GEL ใช้เวลา 6 ชั่วโมง ไว้โอกาสหน้าเถอะ ฉันจะไปที่นั่นแน่นอน

NOTE

สายการบินที่บินตรงไปยังประเทศจอร์เจียยังไม่มีบริการ แต่สามารถใช้สายการบินของประเทศรัสเซีย คือแอร์โรฟลอตแอร์ไลน์ส www.areroflotairlines.com หรือสายการบินจากตุรกี www.thurkishairways.com ราคาอยู่ในระดับสองหมื่นต้นๆและมีโปรโมชั่นราคาค่อนข้างบ่อย

สกุลเงินคือ GEL หรือ LARIแต่ส่วนใหญ่ชาวจอร์เจียมักเรียกว่า GEL เพื่อไม่ให้สับสนกับสกุลเงินของตุรกีคือ LIRA อัตราแลกเปลี่ยน 15 บาท : 1 GEL การแลกเงินมีอัตราที่เท่ากัน ทั้งในสนามบินและในเมือง และไม่มีค่าคอมมิชชั่น

ใครที่อยากสะดวกและมีเวลาน้อยแนะนำให้เลือกบริการ Hop – on & Hop – off มีให้เลือกทั้งแบบ one dayหรือแบบ 2 day ตรวจสอบราคาได้ที่ http://www.city-sightseeing.com/tours/georgia/tbilisi.htm

จากสนามบินเข้าเมือง ใช้บริการแท็กซี่ในราคา 20 – 30 GEL ส่วนใครอยากประหยัดใช้บริการรถเมล์สาย 37 ในราคา 0.50 GEL

การเดินทางในเมืองทบิลิซี วิธีที่สะดวกที่สุดคือ รถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งมี 2 สาย และผ่านสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญทั้งหมด ค่าโดยสารเที่ยวละ0.50 GEL แต่ต้องซื้อบัตรโดยสารแบบรายเดือน ค่าประกันบัตร 2.00GEL สามารถเลือกเติมเงินในบัตรตามที่ต้องการ เมื่อเลิกใช้ก็คืนบัตรและรับเงินค่าประกันคืน รถเมล์สีเหลืองมีหลายสาย ค่าบริการ 0.50GEL จ่ายด้วยบัตรหรือจ่ายด้วยเงินสดกับพนักงานขับรถ

นักท่องเที่ยวที่เป็นผู้หญิงอาจโดนตื๊อจนรำคาญ ส่วนการเดินทางออกนอกเมืองด้วยรถไฟแบบธรรมดาค่อนข้างอันตราย เนื่องจากชาวจอร์เจียในชนบทยังคงกดขี่ทางเพศจึงเข้ามาลวนลามนักท่องเที่ยวที่เป็นเพศหญิง

การเดินทางไปยังทะเลดำและเมืองอื่นทางตะวันตกและทางเหนือของจอร์เจียสามารถขึ้นรถตู้ได้ที่สถานีดิดูด(Didude Station)

การเดินทางข้ามไปยังประเทศอาร์เมเนียสามารถไปขึ้นรถตู้ได้ที่สถานีโอตาชาลา (Ortachala) ค่าโดยสาร 30 GEL (ประเทศอาร์เมเนียขอวีซ่าแบบ arrival โดยเสียค่าวีซ่า 20 GEL)

 

เรื่องและภาพ : Black Beauty

ที่มา : คอลัมน์สารคดีท่องเที่ยว นิตยสารแพรว ฉบับที่ 862 ปักษ์วันที่ 25 กรกฎาคม 2558

บทความนี้ถือเป็นทรัพย์สินของเว็บไซต์แพรว ห้ามผู้ใดนำไปคัดลอก ดัดแปลง หรือทำซ้ำ อนุญาตให้แชร์บทความนี้ได้จากลิ้งค์นี้เท่านั้น

keyboard_arrow_up