เติมสีสันให้ชีวิตที่ MADRID (ตอนที่2)

เติมสีสันให้ชีวิตที่ MADRID (ตอนที่2)
เติมสีสันให้ชีวิตที่ MADRID (ตอนที่2)

1
พิพิธภัณฑ์ปราโด้รวบรวมคอลเล็คชั่นภาพวาดที่ฉันชื่นชอบที่สุดเอาไว้ เป็นภาพที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรสเปนจากยุครุ่งเรืองที่สุดจนถึงยุคตกต่ำ ราวศตวรรษที่ 15 สเปนร่ำรวยด้วยทองคำจากทวีปอเมริกาใต้ที่เพิ่งค้นพบ และสเปนก็เข้ายึดครอง ในยุคนั้นสเปนเป็นมหาอำนาจแห่งยุโรป ภาพวาดของศิลปินส่วนใหญ่จึงแสดงถึงความเรืองอำนาจของกษัตริย์สเปน ในช่วงศตวรรษที่ 16 สเปนเริ่มเข้าสู่ยุคเสื่อมถอยอย่างช้า ๆ แต่ในราชสำนักยังเป็นผู้อุปถัมภ์หลักของเหล่าศิลปิน

นับว่าฉันโชคดียิ่งที่ได้ชมภาพ “Las Meninas” ภาษาไทยน่าจะแปลว่า “นางสนองพระโอษฐ์” เป็นงานมาสเตอร์พีซของโลก โดยเดียโก เบลาซเกซ (Diego Velàzquez) จิตรกรคนสำคัญแห่งยุคบาโรก เทียบได้กับภาพโมนาลิซาแห่งลูฟร์ ภาพวาดสีน้ำมันภาพนี้จุดประกายให้นักคิดนักปรัชญารุ่นหลังขบคิด เป็นจุดเปลี่ยนของศิลปะในยุคนั้นที่ทำเพื่อราชสำนักเท่านั้น ศิลปินได้ซ่อนความหมายให้มองได้หลายแง่มุม ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ศิลปินในยุคต่อมา

ไม่ว่าใครจะเป็นนักชมศิลปะชั้นไหน การได้มาชมปราโด้ น่าจะทำให้การมามาดริดสมบูรณ์ขึ้น ปราโด้ของมาดริดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นที่สะสมงานชิ้นเอกของศิลปินสเปนตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 – 18 ไว้อย่างครบถ้วน ถ้ามีเวลาน้อย ก็ขอให้หยิบแผนผังแล้วมุ่งตรงไปดูเฉพาะของเด็ด ๆ ที่เขาพิมพ์แนะนำไว้ จะได้ไม่เสียเวลามากนัก
2
ฉันออกจากพิพิธภัณฑ์แล้ว ยังคงเดินอ้อยอิ่งอยู่แถว ถนนปาซิโอ เดล ปราโด้ (Pasio del Prado) ที่พาดผ่านอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ปราโด้ เพราะนี่เป็นถนนสายหลักที่สวย เดินเพลิน ๆ ไปจะพบแลนด์มาร์คทั้งหลายของมาดริดตั้งอยู่เรียงราย เหมาะอย่างยิ่งกับการเดินเล่นสบาย ๆ ชมมาดริดมหานครแห่งชีวิตชีวาและสีสัน ผังเมืองสวยงาม บรรยากาศโรแมนติก และบ่อเกิดวัฒนธรรม ฉันไม่แปลกใจเลยที่วรรณกรรมและศิลปะจะเบ่งบานและงดงามที่นี่

ตลาดซานมิเกล (Mercado de San Miguel) ที่สุดแห่งอาหารและขนม
เหตุผลหลักนอกจากมาดูมาดริดแบบละเอียดยิบแล้ว ฉันยังอยากมากินอาหารและขนมที่นี่ด้วย จะเป็น
ที่ไหนไปไม่ได้ นอกจากที่ ตลาดซานมิเกล เหมือนกับว่าที่นี่มีฟู้ดเฟสติวัลกันทั้งปี เป็นตลาดที่ถูกอกถูกใจเหล่าทัวริสต์ทั้งหลายมาก เพราะเปิดทั้งวัน ตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนถึง 4 ทุ่ม ไม่มีหยุดเซียสต้าเหมือนร้านปกติ อาหารประเภททาปาส (Tapas) มีให้เลือกมากมาย แต่ที่ฉันให้ห้าดาวกินซ้ำได้ทุกครั้งคือ ทาปาสหน้าปลาค็อดฉีก คู่กับขนมปังอบใหม่สด ๆ ทั้งหอม ทั้งอร่อย อาหารทะเลสด ๆ จากมหาสมุทรแอตแลนติก ปรุงใหม่ ๆ ก็พลาดไม่ได้ กลิ่นหอมฉุยของหอยแมลงภู่อบ กระเทียม กุ้งย่างเกลือ ขายคู่กับไวน์ขาวทั้งแบบธรรมดาและแบบแช่เย็นเฉียบ ทั้งชีสและฮามอนแฮมของสเปนแบบเฉือนเป็นชิ้น ๆ หรือแบบใส่ในสลัดคู่กับขนมปังกรอบก็มีให้เลือก เผื่อที่ว่างในท้องไว้สักนิด เพราะขนมอบหวานสไตล์สเปนอร่อยหอมมันที่สุด
3
ฉันกับบัดดี้เอ็นจอยกับการยืนเกาะตามเคาน์เตอร์หน้าร้าน สั่งอาหารไป ยืนกินกันไป หมดร้านหนึ่งก็ไปอีกร้านหนึ่งเรื่อยไปจนอิ่มถ้าเดินเลยไปด้านหลังตลาดก็จะเจอร้านขายขนมที่หน้าตาเหมือนทองหยิบทองหยอดของบ้านเรา

อีกหนึ่งอย่างที่ฉันไม่มีวันพลาด ชูร์โร (Churro) ปาท่องโก๋สเปนร้านเด็ด ช็อกโกลาเตเรีย ซาน กิเนส (Chocolater a San Ginès) เดินจากปลาซ่า มายอร์ ตัดเข้าซอยไปไม่ไกล ร้านเก๋ากึ้กตั้งแต่ปี 1894 เป็น a must แห่งมาดริด ชูร์โรแท้รสดั้งเดิมเส้นแป้งยาวทอดจนเหลืองกรอบ จิ้มกับช็อกโกแลตอุ่น ๆ แกล้มกับเอสเปรสโซอร่อยเข้ม
มันสุดยอด!
4
ความสุขทุกองศา หาได้ที่มาดริด
วันเวลาในมาดริดผ่านไปอย่างรวดเร็ว อยู่มาดริดเมืองเก๋เท่แห่งนี้ไม่เหงาเลย จะมีอะไรที่เหมาะไปกว่าการเดินควงแขนกันเที่ยวตามจัตุรัสต่าง ๆ ซอกแซกเตร็ดเตร่ไปทุกซอยหลงทางบ้างอะไรบ้าง พอให้ชีวิตฉูดฉาดร่าเริง มีสีสันขึ้นมา

ฉันทักทายกับ เทพีซิเบเลส ที่ประจำการอยู่ตรงน้ำพุซิเบเลส (Fuente de Cibeles) แลนด์มาร์คสำคัญอีกหนึ่งของเมืองนี้ นางเป็นเทพีแห่งแผ่นดิน แห่งการเกษตรกรรมและความอุดมสมบูรณ์ และเมื่อไรก็ตามที่ทีมเรอัลมาดริด ทีมฟุตบอลของเมืองนี้ได้แชมป์ลาลีกาสเปน ทั้งทีมและผู้คนจะต้องยกโขยงมาชูถ้วยแชมป์และเฉลิมฉลองกันที่นี่
5
บริเวณนี้เป็นจัตุรัสขนาดใหญ่ เป็นที่เชื่อมถึงกันของถนนสายหลักอุดมด้วยอาคารเก่าแก่ที่งดงามด้วยสถาปัตยกรรมและบรรยากาศเหมาะเจาะพอดี เราขึ้นไปชมวิวยามเย็นย่ำของมาดริดบนระเบียงชั้นบนอาคารไปรษณีย์เก่า เพราะชั้นบนนี้ดัดแปลงให้เป็นร้านอาหาร วิวพานอรามาของถนนแกรนเบียช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดินสวยสะกดสายตาฉันบอกไม่ถูกว่าอาหารค่ำมื้อนี้อร่อยแค่ไหน รู้แต่เพียงว่าเหมือนดั่งมีมนตร์สะกดให้เราสองคนค่อย ๆ อิ่มเอมกับอาหารตรงหน้า ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศรอบตัว มีความสุขกับภาพที่เห็น
6madrid
สิ่งที่ฉันเห็นคล้ายกันแทบทุกครั้งของการเดินทางคือ สายตาที่มีความสุขและแพชชั่นในสิ่งที่พบเจอระหว่างทาง และมันก็ส่งพลังความสุขนั้นกลับมาให้ด้วยเสมอ

ที่มา : คอลัมน์สารคดีท่องเที่ยว นิตยสารแพรว ฉบับที่ 857 ปักษ์วันที่ 10 พฤษภาคม 2558

keyboard_arrow_up