กรรชัย กำเนิดพลอย

เบอร์หนึ่งโหนกระแส! กรรชัย กำเนิดพลอย ผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2564

account_circle
event
กรรชัย กำเนิดพลอย
กรรชัย กำเนิดพลอย

ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์ เบอร์หนึ่งโหนกระแส กรรชัย กำเนิดพลอย ผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2564 อดีตดาราขึ้นหน้าหนึ่ง ที่ตอนนี้กลายเป็นคนข่าวแถวหน้าของประเทศไทย

หากพูดถึงคนดังบนหน้าจอทีวี ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในปีนี้ และเรียกได้ว่าเป็นปีทองของเขาเลย คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก กรรชัย กำเนิดพลอย พิธีกรรายการโหนกระแส ที่ล่าสุดติดโผสำรวจขึ้นแท่นอันดับหนึ่ง ผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2564 ของ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต  และครั้งนี้แพรวจะพาคุณไปย้อนอ่านบทสัมภาษณ์พิธีกรเบอร์หนึ่งโหนกระแสคนนี้กันค่ะ

เบอร์หนึ่งโหนกระแส! กรรชัย กำเนิดพลอย ผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี 2564

งานแรกในวงการบันเทิงของพี่หนุ่มคือนายแบบมาก่อนใช่ไหมคะ?

เป็นนายแบบเนี่ยแหละ คือบังเอิญว่าพี่ไปรู้จักพี่คนหนึ่ง แล้วพอดีพี่ไปเที่ยวแล้วก็ไปเจอ พี่ป๋อ-องอาจ นิรมล แกเลยชวนพี่ให้ไปเดินแบบ จึงไปเดินแฟชั่นโชว์ของพี่ป๋อ-องอาจ ก่อนจะมาเป็นนักแสดง”

จริงๆ แล้วมีอีกบทบาทหนึ่งที่คนไม่ค่อยรู้คือการเป็นนักร้อง?

“ก็เคย แต่อย่าไปโฟกัสมันเลยเพราะว่าจริง ๆ แล้วเป็นคนที่ร้องเพลงไม่เป็น แต่ว่าถูกเพื่อนชวนไป แล้วตอนนั้นพี่ก็บ้า ๆ บอ ๆ คือแบบเขาชวน ก็เอาวะ ลองดู แต่ส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบร้องเพลง ร้องไม่เป็น แต่ชอบฟังเพลงเพราะรู้สึกว่าเสียงเรามันร้องแล้วมันเสียงหลง ร้องไม่ได้ แต่ว่าถ้าอยากให้ร้องกูก็ร้องก็แล้วกัน แต่ทุกวันนี้ก็อาย เวลาใครเปิดก็จะอาย”

เรื่องข่าวความเจ้าชู้ของพี่ถ้าใครจะบอกว่าหนุ่มกรรชัยเจ้าชู้เนี้ยไม่มีอีกแล้วใช่ไหม?

“ไอ้เรื่องคำว่าเจ้าชู้สำหรับตัวพี่เองพี่ว่ามัน ถ้าย้อนหลังกลับไปหรือแม้กระทั่งวันนี้เนี่ยคนมันก็ยังจำกันได้อยู่แหละ ถูกไหมฮะ เพราะข่าวพี่มันค่อนข้างจะดัง แล้วก็ไปอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์เรียกว่าหน้าหนึ่งแบบโอ้โหเป็น 7 วัน 8 วัน ติด ๆ กันก็มี มันก็เป็นเรื่องที่มันกลับไปแก้ไขไม่ได้นะ แต่วันนี้มากกว่าที่เราจะทำยังไงให้มันดีที่สุด”

แล้ว ณ วันที่อยู่ในบทบาทพิธีกร ผู้ประกาศข่าวจุดเริ่มต้นมันมาจากอะไร?

“ตัวพี่เองก็ได้รับโอกาสจากทางช่อง 3 กับทาง คุณจิ๋ม-มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช ให้เล่นละครจนกระทั่งมาโอกาสครั้งที่ 2 ที่ได้จากช่อง 3 ก็คือพี่เองได้มีโอกาสมาเป็นพิธีกรจากรายการดาวล้านดวง หลังจากนั้นพี่ก็เริ่มชีวิตความเป็นพิธีกรมาจนกระทั่งวันหนึ่งพี่มีโอกาสได้ไปทำรายการ เมืองไทยวาไรตี้ ทีนี้พอทำดูพี่ก็ตัดสินใจหยุดการเล่นละครไปเลย หลังจากตกผลึกในความคิดว่า การที่เราจะทำอะไรให้มันแบบจริงจังสักอย่างหนึ่ง มันคงจะต้องทิ้งอีกอย่างหนึ่ง เพื่อให้ความชัดความคมมันเกิดขึ้นในตัวเราเอง และอีกอย่างหนึ่งอายุพี่เริ่มมากขึ้นให้พี่มานั่งเล่นละครตลอดเวลาเนี่ยมันคงไม่ไหว มันก็เลยมาเป็นพิธีกรอาชีพนะฮะ แล้วก็เริ่มต้นรายการที่เป็นประเด็นในการนั่งสัมภาษณ์คนจากรายการเมืองไทยวาไรตี้ เราเริ่มรักรายการแบบนี้แหละคือมีการนั่งทอล์คเรื่องราวของประเด็นสังคมเรื่องราวของความรู้รอบตัว เราเริ่มชอบ และก็ไปทำรายการที่ว่าบอกเก้าเล่าสิบก็เนี่ยนั่งสัมภาษณ์ แต่ครั้งนั้นทำกับมดดำ จนกระทั่งพี่ได้มีโอกาสมาทำรายการชื่อ ปากโป้ง หลังจากนั้นก็ได้แยกย้าย หยุดทำรายการ ปากโป้ง ไปจนกระทั่งเอารายการโหนกระแสมาเสนอที่ช่อง 3″

กรรชัย กำเนิดพลอย

อะไรที่ทำให้พี่หนุ่มคิดว่าเราสามารถทำงานในบทบาทนี้ได้ดีคะ จนทำให้เรารู้สึกว่าเรารักที่จะเป็นผู้ประกาศข่าว?

“พี่เป็นคนชอบเสือกเรื่องชาวบ้าน พี่อยากรู้เรื่องนั้นเป็นยังไงเรื่องนี้เป็นยังไงมันก็อาจจะเป็นที่มาที่ไปของการที่เราอยากจะรู้เรื่องและก็ไปนั่งซักถามคนในรายการ เราก็ต้องมีความตั้งใจด้วย ถูกไหมฮะเพราะว่าโดยพื้นฐานแล้วเราก็ไม่ใช่คนที่ทำข่าวมาตั้งแต่แรก เราเป็นคนที่อยู่ในวงการบันเทิงก็เลยต้องขยันมากขึ้นนะครับ ประกอบกับช่วงแรกมันก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาเยอะแยะมากมาย จนบางครั้งทำให้เราก็ท้อเหมือนกัน ก็อย่างว่าล่ะครับมีคนรักมีคนเกลียดล่ะเนอะ สุดท้ายเราก็แค่กลับไปมองในมุมกลับว่าโอเค ไอ้สิ่งที่เขาว่าเราเนี่ยว่าเราเป็นสื่อเทียมเราทำไม่ดี เราแค่เอามาเป็นจุดผลักดันตัวเราเอง สักวันกูต้องทำให้ดีกว่ามึง แต่วันนี้เขาก็ยังไม่ยอมรับพี่ก็มี พี่ก็รู้ บางครั้งเราอาจจะไม่ได้มาจากสายนี้โดยตรงคือเราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงความคิดเขาได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือทำมุมมองของตัวเราเองนี่แหละให้ใครแข็งแรงที่สุด”

ทุกวันนี้รายการโหนกระแสก็เป็นกระแสทุกวันเลย ว่าวันนี้หนุ่มกรรชัยจะสัมภาษณ์ใคร จะถามอะไรยังไง พี่หนุ่มรู้สึกยังไงบ้าง?

“ถามว่ากดดันไหม กดดันครับ คือบางครั้งสิ่งที่มันกำลังเกิดขึ้น ณ วันนี้เราก็เหมือนกับเราติดกับตัวเองเหมือนกัน ก็ต้องบอกเลยว่าโหนกระแสเนี่ยพยายามดูเรื่องราวที่มันค่อนข้างจะแมสจริง ๆ เรื่องการเป็นกระบอกเสียงเราก็ไม่ได้ทิ้ง เพราะมันเป็นนโยบายของเราอยู่แล้ว ประเด็นสังคมที่มันอยู่ในกระแสเราก็ไม่ได้ทิ้งนะเราก็จำเป็นที่จะต้องทำเป็นคู่ขนานกันไป เพราะฉะนั้นถามว่าย้อนกลับมาถามว่าพอมันเป็นที่จับตาของประชาชนว่าวันพรุ่งนี้จะมีอะไรเนี่ย อันนี้มันคือเป็นกับดักของตัวรายการเอง เพราะพรุ่งนี้เราก็ไม่รู้จะเอาอะไรเหมือนกันที่มันจะต้องดีกว่าวันนี้ นึกออกมั้ยฮะ เพราะฉะนั้นเนี่ยสิ่งที่เราวาดหวังที่สุด ไม่ได้หวังว่าพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้หรอกเอาแค่มาตรฐานเดิมก็พอแล้ว”

ในโลกโซเชียลมีเดียคนส่วนใหญ่ที่เขาดูเวลาที่พี่หนุ่มเป็นพิธีกร ถามแขกรับเชิญเขาบอกว่า คือพี่เป็นพิธีกรแบบสายปั่น?

“พี่แค่รู้สึกว่าการถามอะไรคนสักคนหนึ่งอ่ะ ไม่จำเป็นต้องอารัมภบทอะไรมากมายคือเราถามตามที่เราอยากรู้แล้วบังเอิญพี่เป็นคนชอบเสือก เพราะฉะนั้นคำถามที่มันตรงไปตรงมาแค่นั้นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่คำตอบ คำถามดีคำตอบก็จะได้กลับมาดี บางทีคำถามดีแต่คุณตอบไม่ดีมันไม่ได้เป็นผลเสียกับรายการ แต่เป็นผลเสียของคุณเอง เพราะฉะนั้นเนี่ยมันเป็นหลายครั้ง ที่ในโลกโซเชียลมีเดียหรือสังคม เอาไปบอกว่าใครมารายการนี้ตายหมดนะ ตายหมดนะ”

หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย

และยอมรับไหมคะว่าเป็นพิธีกรสายปั่น?

“ก็ไม่ได้ปั่นนะ ก็ไม่ได้ปั่นนะ เพียงแต่ว่าคนสัมภาษณ์คนแต่ละคนเนี่ย พิธีกรที่สัมภาษณ์แต่ละคนเนี่ยมันก็ไม่เหมือนกัน วิธีการจะไม่เหมือนกัน พี่ก็เป็นแนวหนึ่งแต่บังเอิญว่าพี่เป็นคนโชคดี กว่าคนที่ทำฮาร์ดทอล์คเหมือน ๆ กันอย่างหนึ่งที่ว่า ตัวพี่เองเป็นนักแสดงมาก่อนแน่นอนการละลายพฤติกรรมมันเกิดขึ้นในตัวมันเอง สุดท้ายวันทำให้คนที่มาออกรายการเขาทัชพี่ได้เขารู้สึกว่าเตะพี่ได้ เขาอาจจะรู้สึกว่าพี่เป็นคนที่คุยกับเขาได้”

อย่าเรื่องที่เป็นประเด็นสังคม ประเด็นใหญ่ ๆ ที่ทุกคนให้ความสนใจ และเป็นเรื่องเซนซิทีฟ เวลาที่พี่หนุ่มถาม อันนี้ถามจริง ๆ เลยนะคะ มีอารมณ์ไหมว่าแบบโกรธมั้ยหรือว่าเฮ้ย?

“ไม่มี คือพี่จะ คือถ้าอยู่ข้างนอกในการที่เราไม่ทำหน้าที่ถามว่าในความเป็นพ่อรู้สึกไหม รู้สึก พี่เชื่อว่าต่อว่าไม่ได้เป็นพ่อทุกคนก็รู้สึก แต่เมื่อไหร่ที่เราเข้าไปนั่งอยู่ในเวที นั่งสัมภาษณ์คนๆ หนึ่ง ซึ่งเขาก็นั่งอยู่ต่อหน้าเรา เราไม่สามารถเอาอารมณ์ส่วนตัวของเราเนี่ยเข้าไปถามเขาได้ สิ่งที่เราจะทำได้มากที่สุดคือ เอาอารมณ์ของสังคมต่างหากที่เข้าไปถามเขา เราคือตัวแทนของสังคม เราไม่สามารถเอาตัวเราเอง อารมณ์ของเราเองไปถามเขาได้ เพราะว่า มันก็จะไม่เป็นธรรมกับตัวเขา อย่างที่พี่นั่งสัมภาษณ์ “ครูจุ๋ม” อยู่ดี ๆ จะเปิดคลิปขึ้นมาถามจะเปิดได้ไหมเปิดได้นะ เปิดมาก็ขยี้จุ๋มเหมือนกัน แต่การเปิดคลิปขึ้นมาคืออะไร คือการพุชความรู้สึกประชาชนกับสังคม ต้องด่าแขกคนนี้ ต้องด่าจุ๋ม ต้องด่าจุ๋ม เพราะมุมหนึ่งเห็นหน้าจุ๋ม มุมหนึ่งเห็นพฤติกรรมของเขา พี่มองว่ามันไม่ดี พี่มองว่า ตรงนั้นมันเป็นพฤติกรรมที่เขาทำทุกคนรู้ ทุกคนรู้อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเห็นแล้วมันจบได้แล้ว เอาคุณกับผมนี่แหละตัวตัวมองตาแล้วถามกันเลย”

มดดำบอกว่า มาเฟียแห่งวงการบันเทิง มีเรื่องกับใครก็ได้แต่อย่ามีเรื่องกับกรรชัย?

“อย่าไปฟังมดดำอะไรแบบนั้น  จริงๆ เรื่องมันมีอยู่แค่ว่ามันเคยมีประเด็นแค่ว่า ครั้งหนึ่งพี่อ่ะไปคุยกับทางสปอนเซอร์ท่านหนึ่ง แล้วตอนแรกได้คุยกันว่าตกลงจะซื้ออะไรยังไงกันแล้วตกลงกันเรียบร้อย พอเสร็จปุ๊บปรากฏว่าอยู่ดี ๆ เงียบหายไปเลย พี่ก็บอกพี่ก็คุยกับสปอนเซอร์คนนั้นไปแล้วว่า ถ้าเกิดคุณจะซื้อจริง ๆ ผมจะได้แคนเซิลสปอนเซอร์ที่เป็นสินค้าเดียวกับคุณทิ้งไปนะ เพื่อจะเอาของคุณเข้ามาเขาก็รับปาก พี่ก็ทิ้งสปอนเซอร์อีกตัวหนึ่งไปเลยซึ่งเป็นคู่แข่งกันแล้วก็เอาเขา แต่สุดท้ายแล้วเขาไม่ซื้อ เท่ากับพี่เสีย 2 เสียคุณแล้ว และเสียคนที่ผมปฏิเสธไปด้วย พี่ก็เลยงอนเขา แล้ววันหนึ่งเขาไปรายการตีท้ายครัว รายการอื่น พี่จึงไม่พูดให้ พี่ไม่อยู่ด้วย พี่ไม่เอานั่นแหละ จนกระทั่งเขามาขอโทษพี่ มดดำก็เลยเอาตรงนี้มาล้อพี่ว่า มีเรื่องกับใครก็อย่ามีกับกรรชัย ไม่งั้นกรรชัยมันไม่ไปไม่ถ่ายให้เลยนะ แต่สุดท้ายกลายเป็นว่ามันกลายเป็นประเด็นเหมือนกับว่าเป็นผู้มีอิทธิพล ซึ่งมันไม่ใช่นะ ที่มาที่ไปมาจากเรื่องนี้นี่ไม่เคยบอกใครเลยนะ”

แล้วในฐานะของการเป็นพิธีกรข่าว ผู้ประกาศข่าวของช่อง 3 ถือได้ว่าตอนนี้พี่เป็นเบอร์หนึ่ง ของช่องได้หรือยัง?

“ไม่หรอกครับ คือพี่ไม่อยากให้ไปแบ่งว่า คนนี้เบอร์หนึ่งคนนู้นเบอร์สองคนนี้เบอร์สามอะไร คือพี่เชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจเหมือนกันแล้วก็ทำงานเหมือนกันนะฮะ พี่เองก็ต้องไปศึกษาจากคนอื่น ๆ เขาด้วย ถ้าเกิดบอกว่าวันนี้พี่เป็นเบอร์หนึ่ง แล้วคนที่พี่ไปปรึกษาจากเขาเขาเป็นเบอร์อะไรคือมันไม่มีอ่ะ มันจะใช้คำนั้นไม่ได้ไง เพราะพี่ปรึกษาหมด คุณ-ไก่ภาษิต พี่ก็ถามเขาว่าไก่อันนี้พี่ต้องทำยังไง ไก่เขาก็สอนพี่ เอ่อพี่หนุ่มต้องแบ่งยังงี้นะคือแกก็สอนพี่นะ หมวยพี่ก็ถาม แท้กระทั่งพี่สรยุทธ สุทัศนะจินดา พี่ก็ถามคือพี่ถามทุกคน เออคือเราไม่เคยทำไง เพราะฉะนั้นคนเหล่าเนี่ย คนที่เป็นพิธีกรผู้ประกาศข่าวช่อง 3 ส่วนหนึ่งเหมือนอาจารย์พี่นะ เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกวันนี้ ถ้าจะบอกว่าการใช้เป็นเบอร์หนึ่งของช่อง 3 อ้าว แล้วอาจารย์พี่ที่พี่ไปขอความรู้เขามา เขาเป็นเบอร์ไหน เพราะฉะนั้นไม่มีใครเป็นเบอร์หนึ่งทุกคนเป็นพี่น้องกัน เป็นคนที่ทำงานเพื่อช่อง 3 เหมือนกัน”

ถ้าถามว่าชีวิตของหนุ่มกรรชัยณวันนี้พีคสุดแล้วหรือยัง?

“ชีวิตพี่พีทุกวัน พี่ไม่เคยมองแบบนั้น เพราะพี่รู้สึกว่าถ้ามองแบบนั้นมันคือการติดกับดักตัวเอง คือวันพรุ่งนี้เราจะไม่มีการพัฒนาตัวเองเลยทันที ทันทีเลยนะ พี่ไม่สามารถให้ชีวิตที่ไปติดกับตัวเองได้ มันต้องมีอะไรที่มันต้องดิ้นออก เพราะฉะนั้นถามว่าพีไหมหลายคนอาจมองแบบนั้น แต่พี่จะบอกเลยว่าสิ่งที่คุณกำลังมองมาว่ารายการพีมากนั่นอ่ะคือความกดดันของพี่”

แล้วการที่อยู่ในวงการบันเทิงเวลาเราเห็นข่าวอะไรก็ตาม ที่มันทำให้พี่รู้สึกว่ามันมีขอบเขตการวิจารณ์ไหม?

“ยากขึ้น ยาก ๆ พี่ว่ายากขึ้น เพราะว่าสมัยเนี่ยความละเอียดอ่อนมันมีมากขึ้น พี่เชื่อว่าสังคมเข้าใจพี่ ว่าพี่ทำงานเป็นสื่อกลางจริง ๆ พี่ว่าเขาเข้าใจวิถีการทำงานของพี่ ของพี่เนี่ยมันเป็นการทำงานในบริบทของข่าวโดยตรง เพราะฉะนั้นบนความละเอียดอ่อนในการชี้ข้อเท็จจริงลงไป หรือชี้นำสังคมมันเกิดขึ้นแน่นอน”

ในวงการบันเทิงยังมีอะไรอีกบ้างไหม ที่รู้สึกว่าอยากทำแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำเลย?

“ทำมาหมดแล้วครับ แต่ยังไม่เคยเป็นผู้กำกับละคร”

แล้วมีความคิดไหมว่าจะทำ?

“ไม่มี ละครยังไม่คิดจะกลับไปเล่นเลย”

แสดงว่าหลงเสน่ห์กับการเป็นคนข่าวแล้ว?

“พี่รักในอาชีพนี้ พี่ว่ามันช่วยเหลือคนได้ แต่มันก็ไม่ถึงขนาดที่ว่าสามารถช่วยทุกคนทั้งประเทศหรือทั้งโลกได้ แต่พี่มองว่าพี่แค่ได้ช่วย สมมติว่าประชาชนล้านคนพี่ช่วยแค่ 10 คน พี่ว่ามันก็เป็นการช่วยเหลือสังคมอย่างหนึ่งแล้ว เพราะว่ามันอาจจะมีคนอื่นเห็นในสิ่งที่เราทำ แล้วเขาก็หยิบในสิ่งที่เราทำไปทำตาม เขาก็จะได้ช่วยอีก 10 คน และคนต่อ ๆ ไปก็จะได้ช่วยอีก 10 คน 10 คน 10 คน ก็หวังว่าวันหนึ่งสังคมมันจะดีขึ้นคือพี่ก็ไม่อยากให้สังคมมันอยู่กันแบบเอ่อ อยู่ด้วยความที่ไม่มีแบบความปลอดภัย พี่ว่าทุกวันวันนี้มันต้องมีอภัย ทุกวันนี้เชื่อไหมว่าตัวพี่เองเมื่อก่อนนี้ เวลาพี่เห็นคนด่าพี่ในทวิตเตอร์ พี่จะร้อนรนพี่ต้องเข้าไปสวนเขา แต่เดี๋ยวนี้ไม่นะ เวลาที่คนมาด่าพี่ พี่จะเข้าไปที่ DM เขาล่ะพี่แบบพี่ขอโทษนะที่พี่ทำให้แบบไม่สบายใจอะไรแบบเนี่ย พี่ขอโทษจริง ๆ และก็อธิบายเหตุผลว่าเพราะอะไรมันถึงเป็นแบบนี้ เขาก็จะเข้าใจนะคือพี่ว่ามันทำให้เห็นอย่างหนึ่งว่ามนุษย์เราต้องการคำชี้แจงแบบความเข้าใจ ไม่ใช่การสวน ไม่ใช่การไปด่ากราดมันไม่มีประโยชน์ สุดท้ายมันจะเป็นการที่เอาน้ำร้อนสาดเข้าหากัน พี่ทำรายการคือพี่แค่หวังจะแบบเออพาสังคมไปได้ส่วนหนึ่ง ไม่มีทางที่พี่จะส่วนคนทั้งประเทศหรือคนทั้งโลกได้ ทุกวันนี้มีคนเข้ามาให้พี่ช่วยเยอะมากเลยนะส่งเข้ามา แต่อันไหนที่พี่ทำให้ได้พี่จะทำ อันไหนพี่ทำไม่ได้ พี่ก็ทำไม่ได้ คือพี่ไม่ได้ใจร้ายแต่ด้วยภาวะของพี่ พี่ไม่ซูเปอร์แมน หรือพี่อาจจะติดปลายนวมในการทำข่าวว่าโอเคครับคืออยากให้คุณตำรวจเข้าใจด้วยว่าวันนี้ไม่อยากให้ประชาชนเขามาคิดว่าต้องไปหากรรชัย ต้องไปหาสื่อนู้นสื่อนี้ ตำรวจคือที่พึ่งอันดับแรกของเขา เขาต้องไปหาคุณ คุณต้องช่วยเขา คือพี่พยายามที่จะบอกคือพี่ไม่ได้ไปว่า ไปแซะ ไปค่อนแคะ ไม่ใช่นะ แต่เป็นการขอร้องอ่ะ

จริง ๆ ได้ยินคำนี้มาสักพักแล้วว่าพี่หนุ่มเป็นพี่สรยุทธ 2

“ไม่ใช่หรอกครับ ไม่มีใครเป็นใครได้ แล้วพี่ก็ไม่สามารถเป็นพี่ยุทธได้ และพี่ก็เชื่อว่าพี่ยุทธเป็นพี่ไม่ได้ พี่ยุทธแกเป็นอาจารย์เป็นแบบอย่างที่ดี แกอยู่อีกจุดหนึ่งล่ะเพราะฉะนั้นแน่นอนว่าพี่ไม่มีทางเป็นแบบพี่ยุทธได้เลย ไม่มีทางเลย เพราะฉะนั้นเนี่ยทางคนต่างมีทางแนวทางแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน พี่ยุทธจะเป็นแบบอย่างของพี่ แต่พี่ไม่สามารถไปเป็นพี่ยุทธได้แบบอย่างของพี่ยุทธคือแบบอย่างที่ดีในมุมของทำอะไรเพื่อสังคม ฉะนั้นจึงไม่อยากให้มองว่าผมจะมาแทนพี่ยุทธ คือไม่มีใครแทนพี่ยุทธได้”


 

Praew Recommend

keyboard_arrow_up