หมอโจ้

คุณหมอโจ้ กับทิปส์ “ผู้นำ” แห่งวงการความงามที่ยืนหนึ่งได้อย่างยั่งยืน

Alternative Textaccount_circle
event
หมอโจ้
หมอโจ้

ในวงการความงาม คุณหมอโจ้ – นายแพทย์ดิสพงศ์ ปณิฐาภรณ์ คือชื่อที่สาวๆ พากันมาฝากผิวหน้าให้ดูแล ไม่รวมลิสต์ยาวเหยียดของเหล่าเซเลบริตี้ที่ไว้ใจ “THE DEMIS CLINIC” ในรูปแบบของคนไข้ตัวจริงและมิตรสหาย ไม่ใช่เพียงในฐานะ “พรีเซ็นเตอร์”

ที่น่าจับตาคือเมื่อคลินิกความงามถูกสั่งให้เปิดๆ ปิดๆ จากพิษโควิด-19 ชื่อเสียงของ THE DEMIS กลับไม่ได้หยุดนิ่ง แต่สร้างปรากฏการณ์เป็นที่กล่าวถึงยิ่งขึ้นในชื่อของผลิตภัณฑ์ความงาม “DDC” แบรนด์ที่คุณหมอและทีมงานหว่านเมล็ดเอาไว้ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท แล้วงอกงามผลิดอกออกผลในช่วงเวลาแห่งความวิกฤติพอดิบพอดี

คุณหมอโจ้ กับทิปส์ “ผู้นำ” แห่งวงการความงามที่ยืนหนึ่งได้อย่างยั่งยืน

จุดเริ่มต้นของ DDC เกิดขึ้นได้อย่างไรคะ 

“ต้องเล่าก่อนว่าคนไข้ของเรามี 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือผิวดีอยู่แล้ว แต่มาเพื่อเรื่องความงามล้วนๆ อย่างการยกกระชับหน้า และอีกกลุ่มคือมาเพื่อแก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องสิว กลุ่มนี้เป็นกลุ่มหลักที่ทำให้คนรู้จัก THE DEMIS เพราะเขาไปพูดต่อกันว่ารักษากับเราแล้วสิวหายขาดจริงโดย ‘ไม่ต้องฉีดสิว’ เราจึงอยากทำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนช่วยในการรักษาสิวที่คงเอกลักษณ์นี้ โดยมีโจทย์ว่าต้อง ‘ไม่มีสเตียรอยด์’ ที่ทำให้ดื้อยาและกรดที่ทำให้เกิดอาการแสบแพ้

“ที่จุดประกายคือช่วงนั้นได้รู้จักกับคุณมด Cinnamongal จากคนไข้ที่ดูแลกันมานานจนสนิทสนม ซึ่งเธอประทับใจมากที่เราสามารถแก้ปัญหาสิวที่เคยเรื้อรังได้สำเร็จ ในช่วง 8 – 9 ปี คุณมดแทบไม่มีสิวขึ้นอีกเลย เราจึงอยากทำโปรเจ็กต์ร่วมกัน โดยใช้เวลาหาสูตรประมาณ 1-2 ปี กระทั่งมาลงตัวที่การใช้สมุนไพรไทยหลายอย่างรวมกัน ถือกำเนิดเป็น Herbal Acne Serum ตัวแรกที่สร้างชื่อให้เราแต่ตอนนั้นยังไม่มีชื่อแบรนด์”

 

ฟีดแบ็กของยาแต้มสิว ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของคุณหมอเป็นอย่างไรบ้างคะ

“เราทดลองขาย 30,000 หลอดแรก ปรากฏว่าหมดภายในสัปดาห์เดียว ต้องเล่าก่อนว่าเป็นความโชคดีที่เราเป็นคลินิกและมีคนไข้น่ารัก พอถามเขาว่าอยากลองใช้ยาแต้มสิวที่กำลังทำอยู่ไหม เขาก็ยินดีร่วมมือลองและให้ฟีดแบ็กจนเราสามารถพัฒนาสูตรที่ดีที่สุดได้ ซึ่งกว่าจะได้เป็นสูตรที่เสถียรอย่างทุกวันนี้มาจากการลองใช้ในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจาก 300 – 400 คน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับมากว่า 90 เปอร์เซ็นต์บอกว่าไม่มีผลข้างเคียงเลย ไม่แพ้ ประทับใจที่สุดคือสิวยุบเร็วมาก โดยไม่มีอาการผิวแห้งแสบ ยาบางตัวอาจทำให้แสบ  เพราะมีกรดเป็นส่วนประกอบโดยกรดจะเข้าไปทำให้หัวสิวยุบลง แต่ของเราสามารถพัฒนาสูตรโดยไม่ต้องใส่กรดใดๆ

“ที่เซอร์ไพร้ส์กว่านั้นคือไม่ใช่แค่สิวยุบ แต่รอยแดงและรอยดำที่มีก็จางลงด้วยเรายังค้นพบอะไรใหม่ๆอีก เช่น ตุ่มยุงกัด ตุ่มคัน เป็นผด ปกติยาสิวบางตัวแก้ได้แค่สิวอักเสบ สิวอุดตันบางตัวก็แค่สิวผด แต่ของเราพอทดลองกลุ่มใหญ่เรื่อยๆจาก 1,000 เป็น 1,500 คน ปรากฏว่าครอบคลุมหมดเลย ทั้งสิวผด สิวอุดตัน สิวอักเสบ ตอบทุกโจทย์ใช้เวลาติดตามแต่ละคน 2-3 เดือน มีข้อมูลจากกลุ่มทดลองจนมั่นใจแล้วว่าถ้าพันกว่าคนใช้แล้วเวิร์คก็น่าจะใช้กับคนในวงกว้างได้

“วันแรกที่เปิดตัว ผม คุณมด หมอหลิน (พญ.นิโลบล เจริญวุฒิ) หุ้นส่วนประกาศทางไลน์ตอนสองทุ่มว่าเรามี 30,000 หลอด เพียงคืนแรกคืนเดียว คนซื้อกัน 5,000 – 6,000 คนแล้ว เรียกว่ากดตอบไลน์กันจนมือหงิกจำได้ว่าพอถึงตี 2 มือถือทุกคนน็อก เพราะตอนนั้นเรายังไม่มีระบบ ไม่คิดว่าผลตอบรับจะแรงขนาดนี้ หลังจากนั้นก็สอบถามเข้ามาทางไลน์เป็นหมื่นๆ คนต่อวัน จนเราตอบกันเองไม่ไหวต้องเซตทีมแอดมินขึ้นมารับมือจริงจัง ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เราทั้งตกใจและดีใจไปพร้อมกัน”

หมอโจ้

แบรนด์ DDC จึงเกิดขึ้นมาจากเซรั่มแต้มสิวสุดฮ็อตตัวนี้ใช่ไหมคะ

“ใช่ครับ พอเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Herbal Acne Serum ได้ 3 เดือน เราก็ติดตามผลทุกวัน กลุ่มลูกค้าที่ซื้อไปใช้ก็ส่งรูปมารีวิวและคุยกันตลอดเพื่อให้เราเก็บข้อมูล ปรากฏว่าจากที่เคยเป็นสิวที่เดิมซ้ำๆ ก็ไม่เป็นอีกเลย ที่สำคัญ เซรั่มตัวนี้ทำให้ผิวเขาดีขึ้นด้วย บางคนถึงกับใช้โบกหน้าแทนมาสก์ข้ามคืน ไม่น่าเชื่อว่าเซรั่มหลอดเล็กๆ จะทำให้ผิวหน้าของเขาดีขึ้นจริงๆ หลายคนส่งอินบ็อกซ์เข้ามาว่าอยากมารักษากับผม แต่ไม่มีเงินพอจะทำเลเซอร์ จึงลองใช้สกินแคร์ที่ผมทำพร้อมกับส่งรูปมาอัพเดต เห็นผิวเขาดีขึ้น เราก็มีความสุข

“เราจึงคุยกันเองว่าที่ THE DEMIS ประสบความสำเร็จมาเป็นปีที่ 10 มีคนไข้ที่ไว้วางใจขนาดนี้โดยเราไม่ต้องโปรโมตมากมาย ก็เพราะเรารักษาแล้วคนไข้หายจริงอย่างยั่งยืน เราทำการรักษาไปพร้อมกับการสร้างผิวที่แข็งแรง ฉะนั้นเราต้องวางรากฐานผิวที่แข็งแรงให้เขาตั้งแต่สกินแคร์ที่ใช้ด้วย เราจึงยึดมั่นใจ จิตวิญญาณของเรา ทำในสิ่งที่ถนัด ผลิตภัณฑ์ที่เราคิดค้นขึ้นมา จะไม่ใช่ครีมหน้าใสทั่วไป แต่ต้องได้ผลลัพธ์เป็นผิวแข็งแรง  จึงเป็นที่มาของชื่อแบรนด์ DDC HEALTHY SKIN โดย DD มาจาก Doctor Demis ชื่อคลินิกของเราและ C มาจากชื่อคุณมด Cinnamongal”

 

ถ้าพูดถึงชิ้นเด็ดจาก DDC ที่สาว ๆ ไม่มีไม่ได้แล้วมีอะไรบ้างคะ

“ด้วยผลตอบรับที่ดีจากตัวแรก ปัจจุบันเซรั่มแต้มสิวขายได้หลายแสนหลอดแล้ว ผมยอมรับว่าเสพติดผลลัพธ์ เราแฮ็ปปี้มากกับผลลัพธ์ที่ 90 เปอร์เซ็นต์ซื้อไปแล้วติดใจว่าใช้ได้ผล จนเริ่มกดดันว่าจะทำอะไรให้ทุกคนมีความสุขเหมือนตัวแรกที่ใช้ เลยนึกถึงโปรดักต์ตัวหนึ่งที่สั่งจ่ายในคลินิกมาเป็นสิบปีแล้ว นั่นคือครีมกันแดดขวดเล็กๆ สังเกตว่าเวลาสั่งจ่ายไปแล้ว 1 ขวด ทุกคนจะกลับมาซื้ออีกทีหลายขวด เพราะกันแดดตัวนี้เราคิดสูตรขึ้นมาเอง แล้วทำกับโรงงานที่ทำครีมกันแดดสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เป็นกันแดดเนื้อเซรั่มทาแล้วซึมเลย ไม่ขาววอก ที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงกันแดด ทุกคนจะถามทันทีว่าแพ้ไหม อุดตันไหม แต่ตัวนี้ไม่เคยมีใครแพ้หนักๆ และมีฟีดแบ็กดีมาตลอด 10 ปี จึงพัฒนาออกมาขายจริงจังในชื่อ DDC Sun Drops ซึ่งมีแพ็คเกจที่ใช้ง่าย สามารถเทออกมาได้เป็นหยดๆ ไม่เลอะเทอะ และกลายเป็นว่าคนซื้อเยอะ จนเราต้องเพิ่มปริมาณมาเป็นขวดใหญ่ 40 มิลลิลิตร

“สำหรับไลน์ที่สามคือไปสู่การเป็น ‘คอสเมติกส์’ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณมดมีแพสชั่น แต่เราก็ไม่อยากทำแบบทั่วๆ ไป DDC จะเป็นคอสเมติกส์ที่สร้างผิวแข็งแรงได้หรือเปล่า ที่ผ่านมาไม่มีเมคอัพตัวไหนที่สร้างผิวแข็งแรงได้จริง จึงลองคิดว่าสำหรับผู้หญิงอย่างน้อยคือต้องทาแป้งและรองพื้น ผมเองเคยเตือนเวลารักษาคนไข้ที่ผิวกำลังมีปัญหาว่าอย่าเพิ่งแต่งหน้า เพราะแป้งหรือเครื่องสำอางส่วนใหญ่มีส่วนผสมจากซิลิโคน ซึ่งอาจอุดตันรูขุมขนทำให้เกิดสิวได้ แต่อย่างไรคนก็อยากสวยอยากหล่อ ห้ามไม่ให้แต่งหน้าคงยาก

“จึงเป็นที่มาของ DDC Foundation Powder ซึ่งพัฒนาสูตรกันนานมากกว่าจะได้แป้งผสมรองพื้นที่ไม่มีซิลิโคน แต่สามารถเบลอรูขุมขนได้ด้วยเทคนิคเล่นแสง ตัวนี้ใช้เทคโนโลยีจากญี่ปุ่น ทาแล้วไม่เห็นรูขุมขนเลย และแน่ใจว่าสิวไม่ขึ้น กลายเป็นไอเท็มยืนหนึ่งจนถึงวันนี้ ที่ตามมาคือบลัชออน DDC Sculpting 3D Colors ที่ใช้ได้ทั้งแต่งหน้า แต่งตา และเฉดไล้กรอบหน้า และลิปสติกซึ่งเป็นโปรเจ็กต์พิเศษที่ได้น้องๆ เพื่อนๆ ซึ่งเป็นคนไข้ของเรา อย่างคุณโมเม คุณจูน สาวิตรี มาเป็นตัวแทนบอกต่อ ซึ่งได้ผลตอบรับที่ฮือฮาทีเดียว”

 

ล่าสุด DDC ยังพัฒนาก้าวข้ามไปถึงวงการอาหารเสริมด้วย

“ผมเองทานโพรไบโอติกส์อยู่แล้ว โชคดีที่ได้สามีของคุณหมอหลินซึ่งเป็นหมอด้านลำไส้โดยตรงมาเป็นไดเร็กเตอร์ให้ และช่วยพัฒนาสูตรร่วมกับทางไต้หวันจนออกมาเป็น Activ Pro เป็นโพรไบโอติกส์ที่ดูแลเรื่องลำไส้ นอกจากเราจะสร้างผิวหน้าให้แข็งแรงแล้ว การสร้างลำไส้ให้แข็งแรงขึ้นจะได้ทั้งผิวและสุขภาพ การขับถ่ายที่ดีจึงสร้างความแข็งแรงได้ทั่วทั้งร่างกาย อย่างบางคนเป็นสิวรอบปาก พอขับถ่ายดีก็หาย คือระบบขับถ่ายกับผิวนั้นเกี่ยวโยงกัน ถ้าขับถ่ายเป็นปกติก็ช่วยได้

“เราถือเป็นโพรไบโอติกส์เจ้าแรกก่อนที่เขาจะเริ่มฮิตกันทั่วไป โชคดีที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว 80 – 90 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเก่าที่พร้อมซื้อด้วยความไว้วางใจ ซึ่งกลายเป็นความกดดันอีกเหมือนกัน เพราะนั่นหมายถึง ‘ผิดพลาดไม่ได้’ สินค้าที่ไปถึงเขาต้องดีที่สุด แบคทีเรียทุกตัวที่นำมาทำโพรไบโอติกส์ เราเลือกแต่ตัวท็อปหมดเลยทั้ง 6 อันดับ ใส่จัดเต็มทุกอย่าง นอกจากลูกค้าซื้อไปแล้วได้ผล Activ Pro ยังทำให้ DDC โตขึ้นมหาศาล เป็นปรากฏการณ์เดียวกับ THE DEMIS ที่พอเรารักษาดีก็เริ่มพาพ่อแม่ญาติพี่น้องมา ถือว่าโตมาด้วยการบอกต่อเหมือนกัน” (ยิ้ม)

หมอโจ้

คุณหมอคิดว่าอะไรคือกุญแจสำคัญที่ทำให้ DDC ได้รับผลตอบรับที่ดีและเติบโตได้อย่างต่อเนื่องแม้เจอวิกฤติเศรษฐกิจจากโควิดคะ

“ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่าแบรนด์สกินแคร์จะโตได้ดีต้องมีดารามาเป็นกระบอกเสียงให้ ยังเคยมานั่งคิดกันเลยว่าจะจ้างดาราคนไหน ต้องใช้เงินเท่าไร แต่พอมาทำอาหารเสริมโพรไบโอติกส์ ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดเลย จากเดิมที่คิดจะจ้างดาราแพงๆ เราใช้เงินไปลงทุนกับสูตรแบบเน้นๆ ดีกว่า อย่างตัวนี้ผมลงทุนจ้างไต้หวัน ทั้งที่ต้นทุนมากกว่าผลิตที่เมืองไทย 10 เท่า เพราะลองแล้วเห็นผลอย่างชัดเจน จากที่เคยท้องผูก ท้องเสีย หรือขับถ่ายไม่เป็นเวลา พอกินเข้าไปแล้ว 2 – 3 วันก็กลับมาขับถ่ายเป็นปกติและเป็นเวลา จึงทำให้โปรดักต์อยู่ได้และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพียงปีกว่า Activ Pro ก็ขายได้เป็นล้านซองแล้ว”

 

การทำแบรนด์บิวตี้แตกต่างจากการทำคลินิกอย่างไร มีเรื่องอะไรที่ท้าทายเป็นพิเศษไหมคะ

“ความยากและความท้าทายของการทำผลิตภัณฑ์นั้นต่างจากการแพทย์ เพราะการแพทย์เราวิเคราะห์จากคนไข้ตัวต่อตัว ผมวางแผนได้หมดว่าจะรักษาอย่างไร  คอนโทรลได้ แล้วเห็นผลเลย เช่น อีกสัปดาห์มาเจอกัน คุณดีขึ้นหรือแย่ลง แต่กับผลิตภัณฑ์นั้นเรานำไปวางให้คนที่มีปัญหา แต่ไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร คนไข้เป็นใคร แตกต่างกันอย่างไร เราก็ไม่ทราบ เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมดว่าจะรักษาได้ผลหรือเปล่า

“จึงต้องมีแบ็กอัพแพลน โดยการมีคิวอาร์โค้ดที่หลังกล่อง ไม่ว่าใช้แล้วเป็นอย่างไรให้ทักมาเลย เรามีเภสัชกรคอยตอบ ใช้แล้วดีขึ้นหรือแย่ลง ส่งรูปมาให้วิเคราะห์ได้ ถ้าปัญหาที่ตอบไม่ได้จริงๆ เคสก็จะถูกส่งเข้ากรุ๊ปใหญ่ที่มีผมและคุณหมอหลินพร้อมตอบ ทำครบวงจรแบบนี้ ทุกคนเลยสบายใจและไว้ใจมากขึ้น ปัจจุบันทั้งไอจี ไลน์ และเฟซบุ๊กก็มีคนติดตาม 50,000 – 60,000 คนแล้วครับ”

 

ก้าวต่อไปของ DDC และ THE DEMIS CLINIC จะมีอะไรมาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้วงการอีกบ้างคะ

“ก้าวต่อไปของ THE DEMIS คงไม่มีอะไรมากไปกว่าการเป็นสองสาขาที่มีคุณภาพเหมือนเดิม สองสาขาซึ่งจะเป็นกระจกของกันและกัน สาขาหนึ่งมีอะไร สาขาสองก็ต้องมีเหมือนกันด้วย ทั้งหมอและเครื่องมือ ผมอยากมีแค่นี้จริงๆ เพื่อจะได้เข้าไปดูแลทั้งสองสาขาได้อย่างใกล้ชิดและคงคุณภาพให้ดีที่สุด ถ้าจะมีการขยายคงเป็นการขยายพื้นที่ให้มากกว่าเดิม มีห้องมากขึ้น มีแพทย์ต่อวันมากขึ้น มีน้องพนักงานที่ดูแลและเครื่องมือใหม่ๆ ที่ยังคงต้องอัพเดทอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง

“ปัจจุบันผมเองเริ่มผันตัวไปเป็นอาจารย์ ซึ่งได้พัฒนาทั้งในเรื่องเทคนิคและ Know How ได้ไปสอนกับอาจารย์ต่างชาติ ก็ทำให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้ กลับมาบอกหมอในคลินิกเรา กระทั่งมาถึงจุดที่เริ่มถ่ายทอดให้หมออื่นๆ ไม่ว่าอยู่คลินิกไหนก็ตาม

“ส่วน DDC จะมีอะไรให้ติดตามอีกเยอะเลยครับ โปรเจ็กต์ที่เราซุ่มทำมานานคือด้านเส้นผม แชมพูที่ออกมาไม่เคยหลุดท็อป 5 ในแง่ยอดขายตลอด 3 ปี เป็นแชมพูที่ดูแลเรื่องผื่นคัน รังแค หนังศีรษะมัน หัวเหม็น ทุกคนที่ซื้อไปบอกว่าใช้ 5 ครั้งหัวก็หายเหม็นแล้ว อย่างในเดือนตุลาคมก็จะมีเซรั่มที่ทำให้ผมขึ้นอย่างบ้าคลั่ง (หัวเราะ) ใช้ได้ทั้งคนที่กำลังประสบปัญหาผมร่วงหรือมีผมขาว เราสามารถสร้างผมดำทดแทนมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนผมขาวน้อยลงไปเอง ตัวนี้เราให้ลูกค้าทดลอง 200 – 300 คน ส่งรูปแบบสอบถามกลับและเก็บภาพมาได้เกือบ 6 เดือนแล้ว ทุกคนได้ผลลัพธ์ที่ดีหมด เรียกว่าได้เวลาสมควรในการเปิดตัว และเมื่อดูแลเส้นผมได้  งานดูแลขนตาก็จะตามมา (ยิ้ม)

“เราจะมีอะไรใหม่ๆ ที่ยังไม่มีใครทำในเมืองไทยอีกเยอะ อยากให้ติดตามครับ”

 

LEADERSHIP MINDSET

  • ในฐานะผู้นำ ผมมีหน้าที่ตัดสินใจเป็นคนสุดท้าย แน่นอนว่ากับเรื่องใหญ่ๆ ไม่ได้ราบรื่นทุกครั้ง แต่ผม สัญญากับทุกคนไว้เสมอว่าเมื่อตัดสินใจไปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะยังอยู่เพื่อช่วยแก้ปัญหาสเต็ปต่อไป
  • ในช่วงวิกฤติผมรู้ว่าทุกคนทั้งเหนื่อย ท้อ เครียด กดดัน กำลังใจจึงสำคัญที่สุด ที่ผมลองทำแล้ว ได้ผลมากในทุกเหตุการณ์คือทุกคนต้องการคำชมจาก ผู้บังคับบัญชา ผมเรียกเองว่าเทคนิค Well-Done ที่ผมได้มาจากการอ่านหนังสือ Whale Done! เป็นเทคนิคการเทรนวาฬโดยการให้คำชม มีอาหารเป็นรางวัลให้ ดังนั้นผมจะหาเรื่องชมทีมงานตามความเหมาะสม ชมน้อยชมมากก็ว่าไป ให้เขาเก็บออมคำชมไปเรื่อยๆ สะสมไว้เป็นกำลังใจ จนเขาทำงานได้ดีขึ้น
  • ชีวิตทุกคนต้องมีเป้าหมาย แต่ผมมักเลือกตั้งเป้าเล็กๆ ไว้ก่อนเพราะสามารถไปถึงได้เร็ว เราจึงให้กำลังใจตัวเอง ได้เร็วและมีความมั่นใจมากขึ้นเหมือนอ่านหนังสือ เล่มแรกจบแล้วเล่มที่สองก็ไม่ยาก เราก็รีบตั้งเป้าหมายต่อไป ผมว่าข้อดีของเป้าเล็กๆ คือช่วงวิ่งสั้นแค่แข่งกับตัวเองก็หมดเวลาแล้ว ทำให้ไม่ท้อ แต่ถ้า วางเป้าหมายใหญ่ยิ่งใหญ่เท่าไรระยะทางก็ยิ่งยาวขึ้นเท่านั้น และมักจะมีคนไปถึงก่อนเราเสมอ ทำให้ท้อ จากการเทียบตัวเองกับคนอื่นการตั้งเป้าเล็กๆ แล้วมุ่งมั่นทำไปเรื่อยๆ จะนำไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นเอง

 

Praew Recommend

keyboard_arrow_up