อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม

เปิดมุมมอง “อแมนด้า ออบดัม” นางงามยุคมิลเลนเนียม เธอมีดีมากกว่าความสวย

Alternative Textaccount_circle
event
อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม
อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม

ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ และทำคนไทยทั้งประเทศลุ้นหนักมาก สำหรับ “อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม” ตัวแทนสาวงามจากประเทศไทย ที่สามารถไปได้ถึงรอบ 10 คนสุดท้ายในเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 69 (Miss Universe 2020) ที่ฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

แม้ไม่ได้คว้ามงกุฎมาครอง แต่อแมนด้าก็สร้างความภาคภูมิใจให้คนทั้งประเทศ ตลอดเวลาที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าเธอทำดีที่สุดแล้วบนเส้นทางสายนางงาม ที่ไม่ว่าจะหนักขนาดไหน เธอก็พร้อมสู้และเอนจอยไปกับทุกช่วงเวลาที่เลือกเอง อีกทั้งเธอยังมีความเป็นนางงามยุคใหม่ที่สมมง ซึ่งไม่ใช่แค่สวยเก่งเท่านั้น แต่เธอยังสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นด้วย นี่แหละคือมงลงที่แท้ทรู

เปิดมุมมอง “อแมนด้า ออบดัม” นางงามยุคมิลเลนเนียม เธอมีดีมากกว่าความสวย

อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม

หลุมดำของชีวิต

สิ่งหนึ่งที่มาคู่กับคนรักคือคำวิจารณ์ ดังนั้นกว่าจะมีวันนี้ อแมนด้าผ่านเรื่องราวดราม่าและคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ มาไม่น้อย แต่อแมนด้าบอกว่า คำพูดเหล่านั้นทำอะไรเธอไม่ได้ เพราะเธอเคยผ่านวิกฤติครั้งใหญ่ที่เหมือนตกอยู่ในหลุมดำของชีวิตมาแล้ว

“สมัยเรียนมหาวิทยาลัยโทรอนโตที่แคนาดา ด้าเคยเป็นโรค Eating Disorder คือลดน้ำหนักจนเข้าข่ายเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ช่วงเรียนน้ำหนักด้าขึ้นมาเยอะมาก ประมาณ 15 – 20 กิโลกรัมได้ พอกลับเมืองไทยช่วงปิดเทอมมีคนทัก ซึ่งเขาคงไม่ได้มีเจตนาร้าย แค่พูดประมาณว่า ‘ไปเรียนหรือไปกิน ทำไมอ้วนขนาดนี้’ พอโดนทักบ่อยๆ เข้าก็เสียความมั่นใจ และบอกตัวเองว่าเดี๋ยวกลับไปแคนาดาจะผอมให้ดู

“จากนั้นด้าก็หมกมุ่นอยู่กับการเข้ายิมออกกำลังกาย แล้วกินน้อยลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นไม่อนุญาตให้ตัวเองกินเลย คือมองว่าอาหารเป็นศัตรู มันคือแคลอรี ถ้ากินเข้าไปคืออ้วน ความผิดปกติคือเราเห็นอาหารแล้วหิวมาก แต่สมองบอกว่ากินไม่ได้ ห้ามกิน และไม่ว่าน้ำหนักจะลงแค่ไหน ด้าก็ยังรู้สึกว่าตัวเองอ้วนอยู่ ต้องลดอีก ช่วงแรกเพื่อนๆ เป็นห่วง เข้ามาถามว่าให้ช่วยอะไรไหม แต่ตอนนั้นด้ายังไม่ยอมรับ เหมือนยังไม่รู้ตัว ก็รู้สึกว่าพูดแบบนี้ได้ยังไง ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย จึงเริ่มเก็บตัว ไม่ไปหาเพื่อน เพราะถ้าออกไปก็ต้องกิน หรือกลัวว่าเพื่อนจะพูดอะไรอีกหรือเปล่า กลายเป็นเก็บตัวอยู่คนเดียว ออกห่างจากสังคมไปอีก

“ตอนนั้นคือช่วงที่แย่ที่สุดในชีวิต เพราะเราเริ่มไม่รักตัวเอง ดูตัวเองในกระจกทีไรก็ไม่แฮ็ปปี้ อยากผอมกว่านั้น แล้วก็เสียความมั่นใจ ไม่มีสังคม คุยกับใครก็ไม่มีใครเข้าใจ เหมือนอยู่คนเดียวในโลก เหนื่อยมาก จนมาถึงจุดพีคตอนที่ด้าเห็นอาหารแล้วร้องไห้ รู้สึกอยากกินจังเลย แต่กินไม่ได้ ก็เลยเริ่มขอความช่วยเหลือจากคนรอบตัว แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่านี่เป็นเรื่องของสุขภาพจิต เขาก็จะตอบกลับมาว่าหิวก็กินสิ ทำไมไม่กิน กระทั่งด้ากลับมาซัมเมอร์ที่ประเทศไทย ได้กลับมาอยู่กับครอบครัวและเพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ซึ่งเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความรัก ทุกคนถามด้าอย่างจริงใจว่าโอเคไหม เป็นอะไร ทำให้คิดว่าคนรอบข้างรักเราขนาดนี้ แล้วทำไมเราจึงไม่รักตัวเอง เหมือนจู่ๆ ก็คิดได้เอง รู้สึกอยากลองเปลี่ยนให้ดีขึ้น อยากกลับมารักตัวเอง แต่ด้าทำไม่ได้ทันทีนะคะ ต้องใช้เวลา

“นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ด้าพลิกความคิด ต้องอธิบายว่า Eating Disorder คือ Mental Disorder เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสมอง ต้องค่อยๆ บอกตัวเองว่า ‘เธอกินได้ ไม่อ้วนหรอก อาหารจะทำให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อนะ’ ด้าบอกตัวเองแบบนี้ทุกครั้งที่ตักข้าวเข้าปาก เรียกว่าให้กำลังใจตัวเองเป็นวันๆ ไป คอยปลอบตัวเองตลอดเวลา เป็นช่วงที่ทรมานมาก แต่ก็ค่อยๆ ดีขึ้นทีละนิด ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะกลับมาเป็นปกติ แต่พอผ่านช่วงเวลาที่เราไม่รักตัวเองมาแล้ว และรู้สึกดีขึ้นแล้ว ด้าบอกกับตัวเองไว้เลยว่าจะไม่ให้คำพูดของคนอื่นมากระทบกับเราอีก ดังนั้นไม่ว่าจะมีดราม่าอะไรเกิดขึ้น หรือมีคอมเมนต์แย่ๆ เกี่ยวกับตัวเรา ด้าบอกเลยว่าทำอะไรเราไม่ได้ ด้าโอเคกับการพูดตรงๆ ของคนที่ไม่รู้จักเรานะคะ แต่ด้าจะไม่เก็บมาคิดให้ไม่สบายใจอีกแล้ว ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ ด้าจะปรึกษาครอบครัว เพื่อนสนิท และคนใกล้ชิดมากกว่า”

อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม

จงสวยแบบรักตัวเอง

ในฐานะคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในเรื่องรูปลักษณ์มาแล้ว อแมนด้าบอกว่า ไม่เคยกลับไปไดเอตอีกเลย แต่ขอเลือกสวยสตรองแบบสุขภาพดีทั้งภายใน และภายนอก “พอกลับมารักตัวเองแล้ว อยากกินอะไรก็กิน ขนาดช่วงเก็บตัว ประกวดมิสยูนิเวิร์ส เขามีสเต๊กทุกวัน ก็กินทุกวันเลยค่ะ (หัวเราะ) แค่ระวังเรื่อง ปริมาณ เพราะที่อเมริกาเขาเสิร์ฟอาหารจานใหญ่ ปริมาณมาก ด้าใช้วิธีถ้ารู้สึกอิ่ม แล้วก็หยุด และจะไม่กินมื้อใหญ่หลัง 6 โมงเย็น ถ้าหิวจริง ๆ ก็กินขนมหรือช็อกโกแลตนิดหน่อย ไม่อดค่ะ ถ้าวันไหนกินเยอะหน่อยค่อย ออกกำลังกายตามวิดีโอในยูทูบสัก 10 นาทีก่อนนอน แต่ก่อนไป ประกวดด้าอาจจะเล่นถี่หน่อย คือจะเล่นเวตเทรนนิ่งตามยูทูบ ที่บ้านสัก 15 – 20 นาทีต่อวัน ประมาณ 4 – 5 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ตอนเข้ากองประกวดจะทำได้น้อยหน่อย เพราะเหนื่อยมาก ๆ เลยค่ะ กว่าจะถึงห้องก็อยากนอนแล้ว

“ส่วนเรื่องสุขภาพจิต ด้ารู้สึกเลยว่าพอเปลี่ยนวิธีพูดหรือ เลือกคำพูดบอกตัวเอง เราจะเริ่มมองโลกบวกขึ้น คือสมัยก่อน ด้ามักใช้คำพูดที่ค่อนข้างรุนแรงกับตัวเอง เช่น ทำไมไม่ดีเลย ทำไมทำแย่ได้ขนาดนี้ แต่พอเราค่อย ๆ เปลี่ยนตัวเองช่วงที่พยายาม รักษาตัวจาก Eating Disorder หันมาใช้คำพูดที่ใจดีกับตัวเอง มากขึ้น อย่างสมมติวันนี้เรายังทำได้ไม่ดีก็ไม่เป็นไร บอกตัวเอง ว่าพรุ่งนี้เริ่มใหม่ได้ พออะลุ่มอล่วยกับตัวเองมากขึ้น จิตใจก็ ค่อย ๆ กลับมาโอเค ถ้าวันไหนรู้สึกไม่โอเค ด้าจะใช้วิธีคุยกับเพื่อน หรือคุณพ่อคุณแม่ พอเราปรับความคิด ทุกอย่างก็ค่อย ๆ ดีขึ้นเอง

“พอความคิดดีแล้ว ก็จะสามารถดูแลตัวเองได้เต็มที่ อย่าง เรื่องความสวยความงาม ถ้าให้แชร์บิวตี้รูทีนของด้าในฐานะนางงาม ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษคือการล้างเครื่องสำอางให้เกลี้ยงก่อนนอน เพราะด้าแต่งหน้าทุกวัน ถ้ามีสิ่งตกค้างอาจทำให้อุดตันจนมีผดผื่น หรือเป็นสิว จากนั้นค่อยบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ ซึ่งด้ามี ผิวผสม คือทีโซนมัน แต่บริเวณอื่นแห้งมาก จึงเน้นมอยส์เจอ- ไรเซอร์ที่เพิ่มความชุ่มชื้นและไม่มีน้ำหอม แต่ช่วงประกวดได้นอน น้อย ต้องเสริมด้วยมาสก์หน้าแบบแผ่น หรือถ้าวันไหนหน้าแห้ง หนักมากจริง ๆ ก็จะใช้เฟซออยล์เสริมด้วย ถ้าปล่อยให้ผิวแห้ง จะแต่งหน้าไม่ติด เช่นกันกับผิวตัวที่ด้าเน้นบำรุงเพิ่มความชุ่มชื้น ด้วยโลชั่นเนื้อครีมหรือบัตเตอร์ที่เนื้อหนักหน่อย โดยทาทันที หลังอาบน้ำ เพราะช่วยดูดซับความชุ่มชื้นได้ดีกว่า และมีสครับ ผิวบ้างสัปดาห์ละครั้ง

“ส่วนเรื่องแต่งหน้า ด้าเน้นดวงตาเป็นพิเศษ เพราะเรา สามารถสื่อความรู้สึกออกมาทางสายตาได้ เทคนิคของด้าคือคิ้ว ทรงโก่งและการเบลนด์อายแชโดว์ให้เนียน ไม่ให้เป็นก้อน โดย ต้องมีแปรงที่ไม่มีสีอายแชโดว์ไหนติดอยู่เลยมาใช้เบลนด์ จึงจะ เนียนสวยค่ะ แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องเสริมด้วยการกรีดอายไลเนอร์ ด้าจะใช้แบบดินสอกรีดที่ขอบตาด้านในก่อน แล้วใช้แปรงเบลนด์ ให้ฟุ้ง ๆ นัว ๆ ติดขนตา ตามด้วยอายไลเนอร์แบบปลายแหลม กรีดทับรอยเส้นขนตาปลอมอีกที เป็นอันเป๊ะเฉี่ยว (ยิ้ม) อ้อ ที่ขาดไม่ได้เลยคือลิปกลอส ต้องมาทุกลุค ด้าชอบให้ปากดูสวยฉ่ำสุขภาพดี (ยิ้ม) ส่วนผมนี่ความจริงด้าพอทำเองได้นะคะ แต่ถ้าขึ้นเวทีประกวด ขอพึ่งช่างผมมืออาชีพดีกว่า ทรงสวยรอดปลอดภัยของด้าคือแสกกลางมวยต่ำ หรือปล่อยยาวสลวยค่ะ

“แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ด้ามองว่าผู้หญิงสวย คือคนที่มั่นใจมาจากภายใน สวยโดยไม่ต้องแคร์ว่าคนอื่นคิดอย่างไร จงสวย ด้วยความรู้สึกและความคิดที่ดีต่อตัวเอง ถ้าเรารู้สึกดีแล้ว ลุคข้างนอกจะตาม มาเองค่ะ” (ยิ้ม)

อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม

โลกต้องการ “ผู้ฟัง”

ในฐานะที่เคยต่อสู้กับโรค Eating Disorder อแมนด้าจึงอยากช่วยเหลือ ผู้ป่วยทางสุขภาพจิตผ่านโปรเจ็กต์ “Have You Listened” โครงการด้านสุขภาพจิตที่เน้นการรับฟังผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อันเป็นแนวทางในการเข้าใจปัญหา เพื่อช่วยเหลือ ผู้ป่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม

“แคมเปญ Have You Listened เกิดมาจากการที่ด้า เคยเผชิญกับโรค Eating Disorder ซึ่งตอนนั้นด้าเคยขอความช่วยเหลือ แต่ ความที่คนอื่นไม่เข้าใจว่าเราเป็นโรคอะไร จึงพูดกลับมาว่าหิวก็กินสิ ซึ่งไม่ใช่ การรับฟัง ทำให้ตอนนั้นด้ารู้สึกว่าโดนปฏิเสธการร้องขอความช่วยเหลือ ทำไม ไม่มีใครฟังเลยว่าเรากำลังขออะไร นั่นจึงเป็นที่มาของแคมเปญนี้

“ด้ายกประเด็นเรื่อง Eating Disorder ขึ้นมาเพราะอยากให้คนในสังคมเข้าใจ ปัญหาด้านสุขภาพจิตมากขึ้น เพราะถ้าไม่เข้าใจ คงไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร เราอาจ ไม่รู้หรอกว่าใครกำลังต้องการความช่วยเหลือบ้าง แต่ถ้าหยุดรับฟัง เราอาจจะเป็น คนหนึ่งที่ได้ช่วยเขา คืออยากให้ทุกคนหันมารับฟังซึ่งกันและกัน ซึ่งตั้งแต่ด้า ออกมาพูดเรื่องนี้ก็มีหลายคนเข้ามาร้องไห้กับด้า บอกว่าขอบคุณที่พูดเรื่องนี้นะ เพราะเขาก็เคยเป็น ด้าจึงอยากเป็นกระบอกเสียงช่วยอธิบายว่า Eating Disorder เป็นความผิดปกติทางสมองและทางจิต มีหลายแบบ อาการของโรคแตกต่างกันไป ซึ่งปัจจุบันสามารถไปปรึกษาคุณหมอได้ อยากให้รู้ว่าการป่วยทางจิตเป็นเรื่องปกติ เหมือนไม่สบายทั่ว ๆ ไป มันเกิดขึ้นได้ ขอให้เริ่มต้นด้วยการกล้าพูดคุย กล้าบอก ว่าวันนี้รู้สึกไม่ดีอย่างไร ขณะเดียวกันด้าก็อยากให้คนรอบตัวของผู้ป่วยรับฟังด้วย ความเห็นอกเห็นใจ ถามกันดี ๆ ว่าต้องการความช่วยเหลือไหม เราอยู่ตรงนี้นะ พร้อมรับฟังและช่วยเหลือ หลายคนมักชอบบอกว่าไม่เป็นอะไรหรอก ทั้ง ๆ ที่ ยังไม่ได้ฟังเลยว่าเขาเป็นอะไร

“และไม่ใช่แค่กับเรื่องนี้เท่านั้นนะคะ ด้าว่าการฟังเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญ โลกต้องการคนฟังมากขึ้น เพราะทุกวันนี้เราอยู่ในสังคมที่ทุกคนอยากจะพูดกันหมด ทั่วโลกจึงมีคนทะเลาะกันมากขึ้น ต่างคนต่างมีความเห็นของตัวเอง แล้วมองว่า ความเห็นคนอื่นผิด ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ฟังเลยว่าเพราะอะไรเขาจึงมีความคิดเห็น แบบนั้น แล้วเราจะเคารพความคิดเห็นเขาได้ไหม จึงอยากรณรงค์ให้ทุกคนหันมา รับฟังกันและกัน คือการพูดแสดงความคิดเห็นนั้นไม่ผิด แต่เมื่อพูดแล้วควรหยุด รับฟังคนอื่นบ้าง ถ้าเราสามารถบาลานซ์การพูดและฟังให้อยู่ 50/50 ได้ สังคม น่าจะดีขึ้น อย่างน้อยไม่ทะเลาะ โดยเฉพาะประเทศไทยที่เรายังมีความแตกแยก ทั้งที่เราอยู่บนแผ่นดินเดียวกัน ด้าว่าการคิดต่างไม่ใช่เรื่องผิด แต่เราต้องเคารพ ซึ่งกันและกันด้วย จึงจะเดินไปข้างหน้าได้ค่ะ”

อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม

นางงามยุคมิลเลนเนียม

สุดท้ายเมื่อถามถึงคุณสมบัติที่นางงามยุคใหม่ควรต้องมี อแมนด้าตอบทันทีว่า “ปัจจุบันนางงามสวยแค่ภายนอกไม่พอ แต่ต้องสามารถ Empower หรือสร้างพลัง ให้คนอื่นได้ จึงต้องมั่นใจและเชื่อมั่นในตัวเอง รักตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร รวมถึงเมื่อพูดออกมาแล้วสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นได้ พูดง่ายๆ ว่านางงามในปัจจุบันต้องเป็น Total Package คือมีความสามารถรอบด้านจริงๆ

“ส่วนตัวด้าเองเคยผ่านช่วงเวลาที่คิดมากและไม่รักตัวเองมาก่อน พอผ่านตรงนั้นมาได้ ทำให้รู้เลยว่าหากอยากทำอะไรแล้ว อย่าคิดเยอะ ลุยทำไปเลยค่ะ ใช้ชีวิตให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด ถ้าทำแล้วผิดหวังหรือผิดพลาดก็ไม่เห็นเป็นไร ดีกว่าผ่านไปแล้วมาคิดว่าทำไมฉันไม่ลองทำอะไรเลย อย่างน้อยก็ได้เคยลองทำแล้ว และทำอย่างดีที่สุดด้วย แม้จะได้ผลลัพธ์มาแค่นี้ แต่ก็ภูมิใจและดีใจกับตัวเอง ด้าอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนรู้จักรักตัวเองให้มาก เพราะบางทีเราชอบเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ ด้าอยากบอกว่าทุกคนมีค่า ไม่ว่าจะอยากทำอะไร ถ้าตั้งใจแล้ว ทุกคนทำได้ค่ะ

“ดังนั้นสำหรับใครที่มีความฝันอยากประกวดนางงาม หรืออยากทำอะไร ด้าขอแนะนำให้ทำเลย อย่ามัวแต่คิดว่าทำไม่ได้หรอก จงเป็นผู้หญิงที่พร้อมจะตามความฝัน ไม่กลัวอะไรไปก่อน นี่แหละคือผู้หญิงในยุคของเรา”


ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ นิตยสารแพรว ฉบับ 972

ภาพ : amanda.obdam

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ทุกโมเม้นต์ชนะใจคนไทย “อแมนด้า ออบดัม” บนเวที MU 2020 เธอเก่งที่สุดแล้ว

เปิดใจอดีตสาวคลั่งผอม อแมนด้า ออบดัม เผชิญโรคอะนอเร็กเซีย 2 ปีเต็ม

สื่อถึงอันดามัน! ราตรีสีน้ำเงิน ‘อแมนด้า’ ถอดแบบ ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์?

 

Praew Recommend

keyboard_arrow_up