แอลลี่ อชิรญา

กว่าจะเป็น #ลูกสาวแห่งชาติ “แอลลี่ อชิรญา” เคยกดดัน ไม่มั่นใจ ท้อจนเกือบถอย

แอลลี่ อชิรญา
แอลลี่ อชิรญา

เพิ่งอายุครบ 17 ปี ไปไม่นาน (วันเกิดแอลลี่ คือ 17 มีนาคม พ.ศ. 2547) สำหรับ #ลูกสาวแห่งชาติ แอลลี่ อชิรญา นิติพน ที่เราเห็นเธอมาตั้งแต่ยังเด็กๆ กระทั่งกลายเป็นสาวแรกรุ่นสวยสะพรั่ง แถมพ่วงตำแหน่งศิลปินสุดฮ็อตที่ครบเครื่องทั้งความน่ารักและความสามารถ ซึ่งการประสบความสำเร็จด้วยวัยเพียง 17 ปี ถือว่าไม่ง่ายเลย เธอทั้งเคยกดดัน เคยไม่มั่นใจ และเคยท้อจนเกือบถอยมาแล้ว

กว่าจะเป็น #ลูกสาวแห่งชาติ “แอลลี่ อชิรญา” เคยกดดัน ไม่มั่นใจ ท้อจนเกือบถอย

แอลลี่ อชิรญา

ย้อนกลับไปก่อนที่จะเป็นศิลปิน แอลลี่ในวัยเด็กเป็นอย่างไรคะ

“สมัยเด็กหนูชอบกิจกรรมแอดเวนเจอร์มากๆ ชอบเข้าป่า มุดต้นไม้ คือในบ้านมีสวนอยู่ หนูชอบเล่นถ่ายหนังแบบวิ่งหนีสัตว์ประหลาด หาหีบสมบัติ ประมาณนั้นค่ะ (หัวเราะ) ทำอาหารกับปลูกผักก็ชอบเล่นนะคะ

“จำได้ว่าตอนนั้นหนูปลูกต้นพริก พอออกผลก็เอาพริกใส่ซองซิปล็อก บอกคุณแม่ว่าอยากเอาไปขายที่ตลาด ซึ่งในนั้นมีอยู่ 5 เม็ดเอง (หัวเราะ) อ๋อ ที่ชอบมากๆ อีกอย่างคือเล่นขายซีดีเพลงในบ้านค่ะ เพราะที่บ้านมีซีดีเยอะมาก ทั้งหนัง เพลง หนูจะหยิบมาเรียงไว้บนโต๊ะ แล้วก็มีโทรศัพท์ของเล่นเครื่องหนึ่ง ทำท่าเป็นคุยรับออร์เดอร์จากลูกค้าว่าซื้อกี่แผ่นดีคะ แล้วก็ขายซีดีให้ทุกคนในบ้าน (หัวเราะสนุก)

“แต่ถ้าถามว่าเด็กๆ ดื้อหรือเปล่า คิดว่าไม่เรียบร้อยแน่นอนค่ะ แต่ไม่ถึงกับดื้อหรือไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ แต่แค่บางครั้งยังไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ซึ่งป๊ะป๋า (อ่ำ อัมรินทร์) กับคุณแม่ (จอย อัจฉริยา) จะเลี้ยงแบบไม่ห้าม เพราะท่านเคยบอกว่าถ้าห้ามแล้วเดี๋ยวแอลลี่จะกลัว ไม่กล้าลองอะไรใหม่ๆ ใช้วิธีให้ลองและเรียนรู้ด้วยตัวเอง”

เริ่มรู้ตัวเองตอนไหนคะว่าอยากเป็นนักร้อง

“หนูชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ ชอบเต้น ตอนนั้นจำได้ว่าชอบร้องเพลง Nobody ของ Wonder Girls มาก ซึ่งหนูคิดว่าเพลงนี้เป็นเพลงไทยมาตลอด เพิ่งจะมารู้ตอนที่โตขึ้นอีกนิดนึงว่าเป็นเพลงเกาหลี ซึ่งตอนนั้นหนูร้องเป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้นะคะ คือร้องตามเสียงที่ได้ยิน เป็นเรื่องเป็นราวเลยค่ะ(หัวเราะเขิน) ซึ่งตอนนี้พอนึกย้อนไปก็ยังจำเสียงที่ตัวเองร้องได้อยู่เลยนะคะ แต่ไม่รู้ว่าออกเสียงว่าอะไร

“คิดว่ามาเริ่มชัดเจนกับตัวเองก็ตอนที่ได้เห็นศิลปินดังร้องเพลงบนเวที รู้สึกว่าเราชอบสิ่งนี้นะ ทำไมไม่ลองดูล่ะ จากนั้นก็มีโอกาสเจอกับอากึ้ง (เฉลิมชัย มหากิจศิริ) ได้คุยกันว่าคุณอาจะเปิดค่ายเพลง แล้วหนูรู้สึกว่าเจ๋งมากๆ จึงอยากลอง เพราะรู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีค่ะ

“ตอนนั้นก็ปรึกษาคุณพ่อคุณแม่เรื่องจะไปออดิชั่นเป็นเด็กฝึกที่เกาหลี ซึ่งใจหนูอยากไปสุดๆ อยู่แล้ว (ยิ้ม) แต่หนูยังไม่เคยเรียนเต้นและร้องเพลงแบบจริงจัง มีแต่ฝึกร้องตามความเข้าใจของตัวเองกับแกะท่าเต้นมาเต้นกับเพื่อนๆ ในห้องน้ำที่โรงเรียน”

แอลลี่ อชิรญา

คุณพ่อให้คำแนะนำเรื่องร้องเพลงบ้างไหมคะ

“ก่อนหน้านี้คุณพ่อไม่ค่อยให้หนูฟังเพลงของท่านเท่าไรนะคะ ไม่รู้ทำไม (หัวเราะ) ซึ่งก่อนจะเดบิวต์คุณพ่อไม่เคยสอนอะไรเลย เพิ่งจะมีหลังจากที่ปล่อยซิงเกิ้ลแล้วนี่แหละ ช่วงที่ทำเพลง ดาว คุณพ่อก็แนะนำว่าตรงนี้ยังร้องไม่ดีนะ ต้องเพิ่มตรงนั้นตรงนี้ เริ่มมีคำแนะนำมากขึ้นเรื่อยๆ”

ก่อนหน้านี้แอลลี่เคยเล่าว่าสมัยเด็กมั่นใจในตัวเองมาก กระทั่งเจอคอมเม้นต์ต่างๆ ในออนไลน์ ทำให้ความคิดเปลี่ยนไป

“ใช่ค่ะ เมื่อก่อนค่อนข้างมั่นใจมาก ซึ่งหนูแค่ทำตามความเข้าใจของตัวเอง คืออยากทำอะไรก็ทำ ถ้าไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิด แล้วตอนนั้นยังไม่ได้มีประสบการณ์ในชีวิตเยอะ ก็มั่นใจในตัวเองไว้ก่อน กระทั่งช่วงประมาณ ป.1 – 2 เริ่มอ่านภาษาไทยออก ก็เห็นคอมเม้นต์ที่ไม่ค่อยดีในโลกออนไลน์

“ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมเขาพูดถึงเราแบบนี้ ทั้งที่เขาไม่รู้จักเรา แต่เขาคอมเม้นต์เหมือนรู้จักหนูในชีวิตประจำวัน คือตอนนั้นค่อนข้างสับสนค่ะ และกลายเป็นว่าทำให้หนูไม่มั่นใจและไม่กล้าเป็นตัวเอง ช่วงนั้นหนู Blank มากๆ ชอบอยู่คนเดียว ไม่อยากคุยกับใคร หรือใครเข้ามาคุยด้วยก็จะเงียบๆ ไม่ค่อยร่าเริง

“ซึ่งความมั่นใจของหนูเพิ่งจะกลับมาไม่นานนี้เองค่ะ ช่วงที่ได้เดบิวต์ ความมั่นใจกลับคืนมาบ้าง แต่ก็ยังไม่เท่าตอนเด็กๆ อย่างเวลาหนูเห็นรูปตัวเอง ตอนที่เพิ่งเดบิวต์ ช่วงนั้นตรงแก้มมีเบบี้แฟตเยอะ ก็รู้สึกไม่มั่นใจ ไม่อยากโดนถ่ายรูป จะคอยกดหน้าลงตลอด จะได้ไม่เห็นแก้ม และหนูไม่ค่อยชอบช่วงกราม ขณะที่ภายนอกหนูต้องแสดงว่าตัวเองโอเค แฮ็ปปี้ร่าเริงตลอดเวลา”

ไปเป็นเด็กฝึกที่เกาหลีทั้งที่ยังไม่มั่นใจ เป็นอย่างไรบ้าง

“ตอนนั้นยังไม่กล้าพูด เวลาร้องเพลงก็หันหลังใส่ทุกคน ยิ่งเวลาก่อนจะร้องเพลงหนูจะสั่นมากๆ แบบสั่นเป็นเรื่องเป็นราว (หัวเราะ) ตอนเต้นก็ไม่มั่นใจ กลัวลืมท่า เครียดมากๆ ค่ะ แต่พอฝึกไปเรื่อยๆ วันหนึ่งเพราะอะไรก็ไม่รู้ หนูรู้สึกว่าเราก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ

“โดยเฉพาะเวลาที่ได้ดูวิดีโอตัวเองในแต่ละสัปดาห์แล้วเห็นว่าเต้นได้ดีขึ้น หรือร้องได้ดีขึ้น ก็ทำให้ค่อยๆ มีกำลังใจมากขึ้น เพราะตอนนั้นหนูไม่ได้มีคนที่ซัพพอร์ตอยู่ข้างๆ ที่จะคอยให้กำลังใจ หรือบอกว่าแอลลี่เก่งขึ้นมากเลย หรือแอลลี่ทำดีแล้วนะ หนูพึ่งการดูวิดีโอว่าพัฒนาการของเราดีขึ้นหรือยัง เพื่อประเมินผล ซึ่งหนูก็กดดันตัวเองมากๆ นะคะว่าเราต้องทำให้ดีขึ้นๆ เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะเฟล เสียใจอีก จึงต้องพยายามทำให้ดีขึ้นทุกๆ ครั้ง เพื่อให้มีความมั่นใจ เวลาร้องเพลงและเต้นค่ะ”

แอลลี่ อชิรญา

เรื่องอะไรที่เจอแล้วรู้สึกว่าหนักและกดดันที่สุดคะ

“กดดันเพราะหนูเป็นคนแรกของบริษัทที่ได้มาฝึก ถ้าทำไม่ได้ ทุกคนก็จะผิดหวัง ทุกอย่างจึงอยู่ที่หนูต้องทำให้ดีขึ้นทุกสัปดาห์ ทุกคนเสียเวลากับหนูแล้ว หนูต้องทำให้คุ้มค่าที่สุด ต้องพัฒนาตัวเองให้เร็ว บางวันเต้นจนปวดขา แต่ก็พยายามบอกตัวเองว่าอย่ายอมแพ้ ทั้งที่ในใจบอกว่าไม่เอาแล้ว

“แต่ถ้าถามว่าหนักที่สุดคืออะไร จริงๆ หนักทุกสัปดาห์เลยค่ะ (หัวเราะ) มันยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าต้องเจาะจง คิดว่าสัปดาห์แรกค่ะ สิ่งที่ยากที่สุดคือการตะโกน เพราะเสียงหนูเบา เวลาพูดเสียงจะเป็นแบบลมๆ ตลอดเวลา แต่คุณครูให้หนูตะโกน ครูสมมติสถานการณ์ว่าถ้าเพื่อนจะโดนรถชน แอลลี่จะตะโกนยังไง หนูก็นึกแป๊บนึง แล้วพูดออกไปว่า เฮ้ (เสียงเบา) ครูบอกว่าถ้าพูดแบบนี้ เพื่อนโดนรถทับแน่ (หัวเราะ) ตอนนั้นการต้องตะโกนก็ยาก เต้นก็ยาก พื้นฐานต่างๆ ที่ต้องเรียนยากหมดเลยค่ะ”

จากสถานการณ์โควิด ทำให้ยังกลับไปทำงานเพลงที่เกาหลีไม่ได้ การทำงานที่ไทยเหมือนหรือต่างกันไหมคะ

“ทั้งที่เกาหลีและไทยมีความยากและง่ายทั้งคู่ค่ะ ตอนอยู่ที่เกาหลี ช่วงการฝึกซ้อมจะโดนจับตามองหนักมาก ซึ่งทำให้หนูเกร็งพอสมควร แต่ข้อดีคือ Close to Perfect ทุกอย่างจะเป๊ะมาก ซึ่งพอทำงานที่ไทยก็ต้องถ่ายวิดีโอส่งไปให้คุณครูที่เกาหลีดู แต่ความง่ายในการทำงานที่ไทยคือหนูได้พูดภาษาไทย (ยิ้ม) ซึ่งก็ทำให้หนูกล้าพูดมากขึ้น เพราะที่เกาหลีหนูจะติดเรื่องภาษา คือฟังออก แต่ยังพูดไม่คล่อง กลัวพูดผิดค่ะ”

แอลลี่ อชิรญา

จากตอนเด็กๆ ที่ทุกคนรู้จักแอลลี่ในฐานะลูกสาวของศิลปิน พอมาวันนี้ทุกคนรู้จักตัวตนของแอลลี่ในฐานะศิลปินเดี่ยว ความรู้สึกเปลี่ยนไปไหมคะ

“ก่อนหน้านี้หนูก็ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นนะคะ คิดแค่ว่าเป็นนักเรียนคนหนึ่ง จนถึงตอนนี้หนูก็ยังไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนดัง เป็นแค่เด็กอายุ 17 ที่ร้องเพลงได้ (ยิ้ม) หนูจินตนาการไม่ออกว่าคนดังคืออะไร ต้องมีคนรู้จักเยอะขนาดไหน หนูคิดแค่ว่าหนูร้องเพลงให้คนฟัง และขอบคุณมากๆ ที่มีคนคอยซัพพอร์ต ซึ่งหนู ไม่ได้อยากเรียกพี่ๆ ว่าเป็นแฟนคลับด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกว่าคำนี้ดูห่างเหิน หนูรู้สึกว่าพี่ๆ เป็นเหมือนคนรู้จัก คนสนิท ที่คอยให้กำลังใจ ติดตามการทำงานของหนูมากกว่าค่ะ

“ตอนแรกก็แอบคิดนะคะว่าจะมีใครติดตามหนูไหม เพราะก็ไม่รู้ว่าหนูจะเป็นแบบที่เขาชอบกันหรือเปล่า กังวลไปหมดเลยค่ะ แต่พอมีพี่ๆ ติดตาม คอยให้กำลังใจ ทำให้หนูรู้สึกว่าเราไม่ได้ต้องให้กำลังใจตัวเองคนเดียวแล้วนะ เพราะแค่อ่านคอมเม้นต์ของพี่ๆ ก็ทำให้รู้สึกดีว่ามีคนรอตามชมผลงานของเราอยู่ หรือบางครั้งหนูทำให้พี่ๆ มีความสุขได้นิดหน่อย หนูก็ดีใจมากๆ แล้วค่ะ” (ยิ้ม)

ในโลกออนไลน์มีทั้งข้อความที่ดีและไม่ดี แอลลี่จัดการกับความรู้สึกตอนนั้นอย่างไร

“ช่วงแรกๆ หนูไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องได้รับคอมเม้นต์แบบนี้ เวลาเห็นในโพสต์ของศิลปินคนอื่นหนูก็ไม่เข้าใจนะคะ เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรผิด ทำไมต้องต่อว่ากันขนาดนั้น ซึ่งหนูเคยรู้สึกแบบนี้มาแล้วตอนเด็กๆ มีช่วงที่เครียด ไม่กล้าพูดอะไรเลย พอโตขึ้นก็เลยพยายามปล่อย ไม่เก็บมาคิด

“อย่างช่วงที่หนูเดบิวต์ เวลาเห็นคอมเม้นต์ไม่ดีก็ปล่อยผ่านแล้วทำงานต่อ เพราะเป็นแค่ความคิดของคนหนึ่งคน คือถ้าเราทำผิดจริง แล้วไม่ได้ยอมรับผิด ไม่ขอโทษ อันนั้นพอเข้าใจว่าทำไมเขาว่าเรา แต่กลับกัน ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิด แค่เป็นตัวเอง ก็จะไม่เก็บมาคิดค่ะ

“หนูเคยเจอคอมเม้นต์หนึ่งที่ยังจำได้จนทุกวันนี้ ซึ่งหนูไม่เคยเล่าที่ไหนเลยนะ เขาบอกว่าทำไมแอลลี่ต้องขำเยอะจัง เอ่อ หนูก็งงเลย ขำไม่ได้เหรอ คนเราจะแฮ็ปปี้ไม่ได้ใช่ไหม และส่วนตัวหนูหัวเราะง่ายอยู่แล้วด้วย ยิ่งเวลาได้อยู่กับคนเยอะๆ สนุกๆ ก็จะขำเยอะหน่อย” (หัวเราะ)

แอลลี่ อชิรญา

เคยคิดไหมคะว่าเราอายุแค่ 17 ปีเอง ทำไมต้องทำงานหนัก

“ไม่ได้คิดแบบนั้นค่ะ เพราะเป็นสิ่งที่หนูชอบ และการได้ทำสิ่งที่ชอบและรักเป็นอาชีพ มันดีมากๆ ค่ะ ไม่เคยรู้สึกเสียดายเวลาเลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดีมากค่ะ หนูได้เจอคนมากมาย ได้รู้จักคนใหม่ๆ ได้เรียนรู้อะไรเยอะ ทำให้โลกของหนูใหญ่ขึ้น และมีความรับผิดชอบมากขึ้น

“ทุกครั้งเวลาทำงาน หนูสนุกมาก เพราะตอนแรกหนูค่อนข้าง Introvert (เก็บตัว) ไม่ชอบอยู่กับคนเยอะ แต่ตอนนี้หนูอยากออกไปข้างนอก อยากรู้จักคนใหม่ๆ สนุกดีค่ะ ฟังดูเหมือนคนเหงาไหมคะ (หัวเราะ) มีบางช่วงที่พลังงานเริ่มหมด เหลือ 5 เปอร์เซ็นต์ แต่มันก็ฮึบขึ้นมาได้ เอาจริงๆ แค่ได้กินของหวาน ก็สดชื่นขึ้น มีพลังแล้วค่ะ” (หัวเราะ)

แอลลี่มองภาพตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไรคะ

“อีก 10 ปี ตอนนั้นก็อายุ 27 ปี โอ้ หนูจะทำอะไรอยู่นะ อยากเปิดร้านเบเกอรี่ของตัวเองค่ะ จริงๆ อยากรีโนเวตร้านของคุณยายให้เป็นคาเฟ่น่ารักๆ ที่ถ่ายรูปได้ เพราะชอบไปคาเฟ่ หนูยังได้แรงบันดาลใจมาจากหลายๆ ที่ จึงอยากทำร้านของตัวเองบ้างค่ะ (ยิ้ม)

“แต่ถ้ายังมีโอกาสร้องเพลง เป็นศิลปิน ก็ยังอยากทำอยู่นะคะ ส่วนงานแสดงอยากลองเหมือนกันค่ะ หนูอยากลองทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน ค่อนข้างเป็นคนที่ Multitask ได้ดี จนดูเหมือนอยู่นิ่งๆ ไม่ค่อยได้”

สุดท้ายถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากบอกอะไรกับเด็กหญิงแอลลี่ตอนเป็นเด็กฝึกหรือคนที่กำลังเริ่มต้นตามฝันของตัวเอง

“อยากบอกว่าอย่าหาข้ออ้างไม่ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ตอนนั้นมีบางวันที่หนูรู้สึกไม่อยากไปเรียน เครียด พยายามบิลด์ตัวเองว่าปวดหัว ตัวร้อน ขาเจ็บ เจ็บคอ เพื่อที่จะไม่ต้องเรียน แต่ก็ไม่เคยทำสำเร็จสักครั้งนะคะ (หัวเราะ) ฉะนั้นถ้าสามารถกลับไปบอกตัวเองได้ หนูจะบอกว่า แอลลี่ เธอเลิกหาข้ออ้างได้แล้ว ตั้งใจทำซะ! (ทำเสียงดุ) รวมถึงคนอื่นๆ ด้วยนะคะ หนูอยากบอกว่า สู้ๆ นะ อยากให้ทุกคนสู้จริงๆ สู้แบบสุดๆ ไปเลยค่ะ” (ยิ้ม)


ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 969

ภาพ : allynitibhon

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ทริคดูแลตัวเองของ “แอลลี่” ลูกสาวแห่งชาติ ครบเครื่องทั้งความน่ารัก และความสามารถ

แอลลี่-อชิรญา นิติพน ติดโผเข้าชิงการจัดอันดับ ผู้หญิงสวยที่สุดในโลก ปี 2020

เอาคำตำหนิมาเป็นแรงผลักดันจนมีวันนี้ ALLY อชิรญา นิติพน ลูกสาวแห่งชาติ

Praew Recommend

keyboard_arrow_up