ชวนคนรักผิว…ทำความรู้จัก Deusaderm LIDO คอลลาเจนเจลชนิดฉีดที่ผสมลิโดเคน
หากพูดถึง Skin Aging หรือการเปลี่ยนแปลงของผิวตามวัย ‘คอลลาเจน’ ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างผิว เพราะเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ทั้งปริมาณและคุณภาพของคอลลาเจนจะค่อยๆ ลดลง ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ความกระชับ และเริ่มเห็นริ้วรอยหรือความหย่อนคล้อยได้ชัดเจนขึ้น ปัจจุบันจึงมีทางเลือกในการดูแลผิวที่มุ่งเน้นถึงระดับโครงสร้างมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ ‘Injectable Collagen’ หรือ ‘คอลลาเจนชนิดฉีด’ ที่กำลังได้รับความสนใจ
แพรว จึงชวนทำความรู้จักกับ ‘Deusaderm LIDO คอลลาเจนเจลชนิดฉีดที่ผสมลิโดเคน’ ผ่านการพูดคุยกับ พญ.ปัณณ์ธีรา อรุณศิริธนภรณ์ (ว.44020) และ พญ.รมณ นันทธเนศ (ว.46283) แพทย์จาก V Square Clinic ที่มาแชร์ความรู้ดีๆ ให้กับคนรักผิวแบบจัดเต็ม

Q : ทำไมคอลลาเจนในร่างกายจึงลดลงเมื่ออายุมากขึ้น และเมื่อคอลลาเจนลดลง จะเกิดอะไรขึ้นกับโครงสร้างใต้ผิวหนัง
A : พญ.ปัณณ์ธีรา “จริงๆ แล้วคอลลาเจนในร่างกายของเรามีกระบวนการสร้างใหม่และสลายอยู่ตลอดเวลาค่ะ แต่เมื่ออายุมากขึ้น สมดุลของกระบวนการนี้จะค่อยๆ เปลี่ยนไป ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ได้น้อยลง ขณะที่คอลลาเจนเดิมก็เริ่มเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ นอกจากเรื่องอายุแล้ว ยังมีปัจจัยภายนอกที่เข้ามาเร่งกระบวนการเสื่อมของผิวและคอลลาเจนด้วย ไม่ว่าจะเป็นแสง UV การสูบบุหรี่ มลภาวะ รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่าง
“ถ้าให้นึกภาพง่ายๆ คอลลาเจนก็เปรียบเสมือนโครงตาข่ายที่ช่วยพยุงผิวให้แข็งแรง กระชับ และมีความยืดหยุ่น เมื่อโครงสร้างนี้เริ่มบางลงหรือไม่แข็งแรงเหมือนเดิม แรงพยุงของผิวก็จะลดลง ส่งผลให้ความกระชับและความสามารถในการคืนตัวของผิวลดลงตามไปด้วย
“เพราะฉะนั้น Aging ที่เราเห็นจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอย ผิวที่บางลง หรือความหย่อนคล้อย จริงๆ แล้วส่วนหนึ่งเป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างภายในผิวด้วยค่ะ”
Q : การดื่มหรือรับประทานคอลลาเจนเพียงอย่างเดียว เพียงพอที่จะช่วยดูแลเรื่องความอ่อนเยาว์ของผิวหรือไม่ และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาเจนมีข้อจำกัดอะไรบ้าง
A : พญ.ปัณณ์ธีรา “การรับประทานคอลลาเจนเปปไทด์อาจมีส่วนช่วยในเรื่องความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิวได้ค่ะ แต่หมอไม่อยากให้มองว่าเพียงแค่ดื่มหรือรับประทานคอลลาเจน ก็จะสามารถป้องกันหรือย้อนกระบวนการ Skin Aging ได้ทั้งหมด เมื่อเรารับประทานคอลลาเจนเข้าไป ระบบทางเดินอาหารจะย่อยคอลลาเจนให้มีขนาดเล็กลงเป็นกรดอะมิโนและเปปไทด์ ก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมและนำไปใช้ในกระบวนการต่างๆ ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่าคอลลาเจนทั้งหมดที่เรารับประทานเข้าไปจะถูกส่งตรงไปที่ผิวหนัง
“ผลลัพธ์ที่ได้ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งชนิดและปริมาณของคอลลาเจน ระยะเวลาที่รับประทาน รวมถึงสุขภาพโดยรวมและการดูแลตัวเองในด้านอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนอย่างเหมาะสม การปกป้องผิวจากแสงแดด และในบางคนอาจเลือกใช้หัตถการทางการแพทย์เข้ามาช่วยดูแลปัญหาที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น”
Q : คอลลาเจนชนิดฉีดแตกต่างจากฟิลเลอร์กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA) และการฉีดโบทูลินัมท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin Type A) อย่างไร
A : พญ.ปัณณ์ธีรา “ทั้ง 3 อย่างเป็นหัตถการด้านความงามที่หลายคนอาจเข้าใจว่าให้ผลลัพธ์คล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วมีทั้ง Active Ingredient กลไกการออกฤทธิ์ และวัตถุประสงค์ในการดูแลที่แตกต่างกัน สิ่งที่เหมือนกันคือ ทั้ง 3 หัตถการสามารถช่วยจัดการกับริ้วรอยได้ แต่เป็นคนละประเภทของริ้วรอยและตอบโจทย์คนละปัญหาค่ะ
“Injectable Collagen คือคอลลาเจนที่ฉีดเข้าไปเพื่อช่วยทดแทนหรือเสริมโครงสร้างในบริเวณที่มีการสูญเสียคอลลาเจน จึงสามารถช่วยในเรื่องการพยุงโครงสร้างผิว ปรับคุณภาพผิว และเติมเต็มบริเวณที่มีการยุบตัวในบางตำแหน่งได้
“ส่วน HA Filler มีส่วนประกอบหลักคือ Hyaluronic Acid ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการอุ้มน้ำและเพิ่มวอลุ่มจึงเหมาะกับการเติมร่องลึกหรือใช้ปรับสัดส่วนและโครงสร้างของใบหน้า ขณะที่ Botulinum Toxin จะออกฤทธิ์โดยยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาท Acetylcholine บริเวณปลายประสาท ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นทำงานลดลงชั่วคราว จึงเหมาะกับริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า หรือใช้ลดการทำงานของกล้ามเนื้อบางตำแหน่ง เช่น กล้ามเนื้อกราม เพื่อช่วยให้รูปหน้าดูเรียวขึ้น
“เพราะฉะนั้นเวลาผู้รับบริการมาหาหมอ สิ่งแรกที่หมอจะดูไม่ใช่ว่าควรฉีดอะไร แต่จะเริ่มจากการวิเคราะห์ก่อนว่าปัญหาจริงๆ ของแต่ละคนคืออะไร แล้วจึงเลือกหัตถการที่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่สุดค่ะ”

Q : ฟิลเลอร์คอลลาเจนชนิด Cross-linked มีประโยชน์และข้อดีอย่างไร
A : พญ.ปัณณ์ธีรา “คำว่า Cross-linked หมายถึงการทำให้โครงสร้างของคอลลาเจนมีจุดเชื่อมโยงระหว่างกันมากขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยให้โครงสร้างมีความแข็งแรงและคงตัวมากขึ้น รวมถึงช่วยชะลอการสลายตัวเมื่อเทียบกับคอลลาเจนที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการ Cross-link
“อีกเรื่องที่สำคัญคือ Rheology หรือคุณสมบัติทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น ความยืดหยุ่น ความหนืด และความสามารถในการคงตัว เพราะหากผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติทางกายภาพที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้แพทย์สามารถควบคุมตำแหน่งและชั้นผิวที่ฉีดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น สามารถกระจายตัวในบริเวณที่ต้องการ และช่วยพยุงโครงสร้างผิวได้อย่างเหมาะสม
“อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่ายิ่ง Cross-linked มาก หรือยิ่งเนื้อเจลแข็งจะยิ่งดี เพราะสุดท้ายแล้วแพทย์ต้องเลือกผลิตภัณฑ์และเทคนิคให้เหมาะกับตำแหน่งที่ฉีด รวมถึงปัญหาและโครงสร้างผิวของผู้รับบริการแต่ละคนค่ะ”
Q : เทคโนโลยี Triple Process ของ Deusaderm ช่วยเพิ่มความบริสุทธิ์ ความเข้ากันได้ทางชีวภาพ และความคงตัวของคอลลาเจนได้อย่างไร
A : พญ.ปัณณ์ธีรา “Deusaderm เป็น Injectable Collagen ที่ใช้คอลลาเจนจาก Specific Pathogen Free และมีเทคโนโลยีเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับทั้งกระบวนการเตรียม การจัดโครงสร้าง และการเพิ่มความคงตัวของคอลลาเจน
“ส่วนแรกคือ Telopeptide Removal Technique เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดส่วน Telopeptide ซึ่งอยู่บริเวณปลายของโมเลกุลคอลลาเจน เนื่องจากส่วนนี้อาจเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน การลด Telopeptide จึงมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดโอกาสที่ร่างกายจะเกิดการตอบสนองต่อคอลลาเจนที่ฉีดเข้าไป
“ส่วนที่สองคือ Multi Fiber Induction Technology ซึ่งช่วยจัดเรียงเส้นใยคอลลาเจนให้รวมตัวกันเป็นโครงสร้างที่มีความแน่นและคงรูปมากขึ้น จึงช่วยให้คอลลาเจนสามารถพยุงโครงสร้างผิวบริเวณที่ฉีดได้อย่างเหมาะสม
“และส่วนที่สามคือ Dual Cross-Linking Technique เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเชื่อมโครงสร้างของคอลลาเจนให้มีความแข็งแรงและคงตัวมากขึ้น ทำให้คอลลาเจนสามารถคงอยู่ในบริเวณที่ฉีดได้นานขึ้น ก่อนที่ร่างกายจะค่อยๆ สลายไปตามธรรมชาติ
“ดังนั้นจุดเด่นของกระบวนการเหล่านี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องความบริสุทธิ์ของคอลลาเจนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการลดส่วนประกอบที่อาจกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน การจัดเรียงเส้นใยคอลลาเจนให้เป็นโครงสร้างที่เหมาะสม และการช่วยเพิ่มความคงตัวของคอลลาเจนหลังการฉีดค่ะ”
Q : พญ.รมณ คอลลาเจนชนิดฉีดช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของร่างกายหลังทำได้อย่างไร
A : “หมอจะมองผลลัพธ์ออกเป็น 2 ระยะค่ะ ระยะแรกคือช่วงหลังฉีด คอลลาเจนจะช่วยเติมเต็มและพยุงบริเวณที่มีการสูญเสียคอลลาเจนหรือมีการยุบตัวของผิว ทำให้สามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ตั้งแต่ระยะแรก เช่น ร่องดูตื้นขึ้น หรือผิวบริเวณนั้นดูเรียบเนียนขึ้น
“ส่วนระยะต่อมาคือช่วงที่เนื้อเยื่อบริเวณที่ฉีดค่อยๆ ปรับตัวและเกิดกระบวนการฟื้นฟู หรือที่เรียกว่า Tissue Remodeling หลังการฉีด เซลล์ Fibroblast ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการสร้างคอลลาเจน จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นบริเวณนั้น และช่วยสร้างคอลลาเจนใหม่ รวมถึงองค์ประกอบต่างๆ ที่ช่วยพยุงโครงสร้างผิว
“ดังนั้นผลลัพธ์ที่คาดหวังจึงไม่ได้มีเพียงการเติมเต็มหรือการพยุงโครงสร้างในระยะแรกเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผิวก็อาจค่อยๆ ดูแน่นขึ้น เรียบเนียนขึ้น และมีความยืดหยุ่นมากขึ้นค่ะ”
Q : ใครบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้คอลลาเจนชนิดฉีด
A : พญ.รมณ “กลุ่มที่หมอมองว่าน่าสนใจคือคนที่เริ่มมีภาวะ Collagen Loss หรือเริ่มสูญเสียโครงสร้างบางส่วนของผิวค่ะ ยกตัวอย่างเช่น คนที่เริ่มรู้สึกว่าผิวบางลง ความยืดหยุ่นลดลง มี Fine Lines มีร่องตื้นๆ หรือมีบางบริเวณของผิวที่เริ่มยุบตัว รวมถึงบางคนที่มีปัญหาผิวบริเวณรอบดวงตาบางลงและดูไม่กระชับเหมือนเดิม อีกกลุ่มหนึ่งคือคนที่มองหาผลลัพธ์ในแนว Natural Rejuvenation คืออยากให้ใบหน้าดูสดใสขึ้น ผิวดูมีคุณภาพและสุขภาพดีขึ้น แต่ไม่ได้ต้องการเพิ่มวอลุ่มหรือเปลี่ยนรูปหน้าอย่างชัดเจน”

Q : ในประเทศไทย ระหว่างคอลลาเจนชนิดฉีดกับคอลลาเจนชนิดรับประทานหรือเครื่องดื่ม แบบใดได้รับความนิยมมากกว่ากัน
A : พญ.รมณ “หมอมองว่าเป็นคนละส่วนกันมากกว่าค่ะ และถ้าเราไม่มีข้อมูลตลาดที่เปรียบเทียบกันโดยตรง หมอคงไม่อยากฟันธงว่าแบบไหนได้รับความนิยมมากกว่ากัน ถ้ามองในระดับ Mass Market แน่นอนว่าคอลลาเจนแบบรับประทานหรือเครื่องดื่มเป็นสิ่งที่คนไทยรู้จักกันมานาน เข้าถึงง่าย และสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันได้
“ส่วน Injectable Collagen กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในวงการ Aesthetic เพราะแพทย์สามารถนำมาใช้ดูแลปัญหาผิวเฉพาะจุดได้อย่างเจาะจงมากขึ้น เช่น ผิวบาง ร่องตื้น ผิวไม่กระชับ หรือบริเวณที่ต้องการดูแลเรื่องโครงสร้างคอลลาเจนโดยตรง
“ดังนั้นหมอไม่ได้มองว่าสองอย่างนี้จำเป็นต้องแข่งขันกัน หรือเราต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะทั้งวัตถุประสงค์และกลไกแตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจว่าผลลัพธ์ที่คาดหวังจากแต่ละวิธีนั้นไม่เหมือนกันค่ะ”
Q : ผู้ที่เหมาะสมสำหรับการดูแลผิวด้วยคอลลาเจนชนิดฉีดคือใคร
A : พญ.รมณ “ในมุมของหมอ ไม่ได้พิจารณาจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าปัญหาของผู้รับบริการสอดคล้องกับคุณสมบัติและข้อบ่งชี้ของหัตถการหรือไม่ โดยทั่วไปจะเป็นคนที่มีภาวะ Collagen Loss มีริ้วรอย ผิวเริ่มบางลงหรือสูญเสียความยืดหยุ่น และต้องการผลลัพธ์ที่ค่อนข้างละมุนและดูเป็นธรรมชาติค่ะ
“อย่างไรก็ตาม ก่อนทำทุกครั้ง แพทย์ควรซักประวัติและประเมินสุขภาพของผู้รับบริการร่วมด้วย เพราะไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับการฉีดคอลลาเจน และในบางกรณีอาจมีข้อห้าม หรือมีหัตถการอื่นที่เหมาะสมกว่า
“เพราะฉะนั้น สำหรับหมอแล้ว ผู้ที่เหมาะสมสำหรับการดูแลผิวด้วยคอลลาเจนชนิดฉีด จึงไม่ได้หมายถึงคนในช่วงอายุใดช่วงอายุหนึ่ง แต่หมายถึงผู้รับบริการที่มีปัญหาตรงกับข้อบ่งชี้ของการดูแล และไม่มีปัจจัยที่ทำให้การดูแลมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมากกว่าค่ะ”
Q : ปัจจุบันตลาดความงามในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีปัญหาผลิตภัณฑ์ปลอมและผู้ฉีดที่ไม่มีใบอนุญาต ควรเลือกอย่างไรให้ปลอดภัย
A : พญ.รมณ “เรื่องนี้หมอมองว่าสำคัญมากค่ะ เพราะการทำหัตถการให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของ Product + Doctor + Technique ซึ่งทั้งสามองค์ประกอบต้องได้มาตรฐาน
“ก่อนทำ หมอแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ และได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. อย่างถูกต้อง โดยผู้รับบริการสามารถขอให้แพทย์แกะกล่องผลิตภัณฑ์ให้ดูต่อหน้า และตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ เลขล็อต และวันหมดอายุ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องและอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน
“สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือควรทำหัตถการโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม และทำภายในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตและมีมาตรฐาน เพราะหน้าที่ของแพทย์ไม่ได้มีเพียงการฉีดผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ต้องประเมินก่อนว่าผู้รับบริการมีปัญหาอะไร เหมาะกับการดูแลแบบไหน รวมถึงเลือกตำแหน่ง ชั้นผิว และเทคนิคให้เหมาะกับโครงสร้างของแต่ละคน
“หมออยากให้ทุกคนเข้าใจว่า แม้หัตถการด้านความงามในปัจจุบันจะพัฒนาไปมาก แต่ทุกหัตถการก็ยังมีข้อจำกัดและความเสี่ยงที่ควรทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจ ก่อนทำ แพทย์ควรอธิบายขั้นตอน ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ข้อจำกัด ความเสี่ยง รวมถึงการดูแลหลังทำให้ผู้รับบริการเข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อให้เขามีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ
“ดังนั้น สิ่งที่หมออยากฝากคือเราไม่จำเป็นต้องกลัวการทำหัตถการ แต่ควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน เลือกสถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ได้ และพูดคุยกับแพทย์อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย และทำให้เราได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด
“สำหรับเรื่องคอลลาเจน ไม่ควรมองเพียงว่าเราจะเติมให้เยอะที่สุด แต่ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่า จริงๆ แล้วเรากำลังต้องการแก้ปัญหาอะไรของผิว แต่ละคนมีสาเหตุของริ้วรอย ความหย่อนคล้อย หรือการสูญเสียโครงสร้างผิวที่แตกต่างกัน ดังนั้นการดูแลที่ดีจึงควรเริ่มจากการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าและสภาพผิวของแต่ละคนก่อน แล้วจึงเลือกวิธีการดูแลที่เหมาะสม
“ในมุมมองของหมอ เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ใบหน้าของทุกคนเหมือนกัน แต่คือการช่วยให้ผู้รับบริการดูสดใสขึ้น ดูดีขึ้นในแบบที่ยังคงความเป็นตัวเอง และในขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรกค่ะ”