สแตมป์ แฟร์เท็กซ์

รอยแผล รอยน้ำตา และหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ของ สแตมป์ แฟร์เท็กซ์

จากนักสู้สาวผู้สร้างประวัติศาสตร์ สู่ช่วงเวลา 2 ปีที่ต้องนับหนึ่งใหม่เพราะอาการบาดเจ็บหนักที่หัวเข่าเปิดใจ ‘สแตมป์ แฟร์เท็กซ์’ กับบทเรียนชีวิตนอกสังเวียน และเป้าหมายใหม่ที่จะไม่ยอมแพ้จนกว่าจะได้เข็มขัดคืน

ในโลกของสังเวียนต่อสู้ ไทม์ไลน์ชีวิตมักถูกบันทึกไว้ด้วยความเร็วของหมัดและหยาดเหงื่อ สำหรับ สแตมป์ แฟร์เท็กซ์” นักสู้สาววัย 29 ปีจากจังหวัดระยอง กราฟชีวิตของเธอเคยพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะผู้สร้างประวัติศาสตร์ เป็นแชมป์โลก ONE 2 ประเภทกีฬาคนแรกและคนเดียวของโลก

แต่แล้วในวันที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย อุบัติเหตุไม่คาดคิดก็ดึงเธอลงสู่จุดต่ำสุด โดยระหว่างการฝึกซ้อมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับไฟต์สำคัญ เสียง “เป๊าะ” ที่หัวเข่าตามมาด้วยความเจ็บปวด ผลการตรวจทางแพทย์กลายเป็นข่าวร้ายที่สุดในชีวิตนักกีฬา เมื่อหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาดในลักษณะพลิกกลับด้าน

การผ่าตัดใหญ่ครั้งนั้นบีบบังคับให้เธอที่เคยใช้ชีวิตบนสังเวียนมาตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ ต้องก้าวลงจากเวทีทันที ระยะเวลาการพักฟื้นที่ยาวนานเกือบ 2 ปี กลายเป็นช่วงเวลาที่ทดสอบสภาพจิตใจของเธอหนักหนาสาหัสที่สุด

ในวันที่เสียงเชียร์เงียบลง

บาดแผลทางกายจากการผ่าตัดอาจใช้เวลาประสาน แต่บาดแผลทางใจกลับทิ้งรอยลึกไว้ยาวนานกว่า ในช่วงเดือนที่ 6-7 หลังการผ่าตัด สแตมป์พยายามเร่งรัดตัวเองเพื่อกลับมาฝึกซ้อม แต่ร่างกายกลับส่งสัญญาณเตือนว่ายังไม่พร้อม จนเธอต้องแคนเซิลรายการแข่งขันทั้งหมด แล้วกลับไปนับหนึ่งใหม่กับการกายภาพบำบัดอีกครั้ง

“ตอนนั้นคิดค่ะ คิดเหมือนแบบว่าถ้าจะกลับมามัน 100% หรือเปล่า จะกลับมาแล้วฝีมือเราเหมือนแบบเราหายไป 2 ปี อายุเราก็เพิ่มขึ้น แล้วเราไม่ได้ขยับมา 2 ปีกว่า แล้วก็กล้ามเนื้อที่หัวเข่าด้วย คิดว่าถ้ามันจะกลับมาแล้วมันจะเหมือนเดิมไหม จะป๊อปปูลาร์เหมือนเดิมไหม แฟนๆ จะติดตามไหม… หนูอ่ะพอมันเกิดอุบัติเหตุแบบปุ๊บปั๊บ ไปผ่าตัดก็ยังไม่ร้องไห้นะ จนออกมาแล้วอ่ะได้ 2 เดือนเพิ่งมาคิดได้ว่าจะร้องไห้ หนูก็ร้องไห้แบบ ทำไมต้องมาเกิดกับหนูในเมื่อแบบหนูกำลังขึ้นอยู่ในช่วงนั้น”

ความบอบช้ำทางจิตใจส่งผลให้เธอเริ่มมองหาทางเลือกสำรอง ในชีวิต หากสังเวียนมวยไทยและ MMA ไม่ใช่พื้นที่ของเธออีกต่อไป ภาพของชีวิตใหม่เริ่มถูกคิดไว้ในหัว ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปดูแลสวนทุเรียนที่บ้านเกิด หรือการเก็บเงินเพื่อเปิดยิมสอนมวยในอนาคต

“ก็คิดว่าถ้าสมมติเราไม่ต่อยมวยแล้วเราจะทำอะไร ก็มีหลายชอยส์ค่ะที่ที่แบบอนาคตว่าเราจะไปทางนี้หรือทางนั้น หรือทางสวนทุเรียนหรืออะไรก็แล้วแต่ ตอนนั้นคิดแค่ว่าถ้ามันไปไม่ไปไม่สุดในทางทางที่เราเลือก ก็คงจะคิดก็คงจะกลับมาทำสวนมาดูแลสวนสักปี 2 ปีก่อน แล้วในอีกอีกชอยส์หนึ่งหลังจากทำสวนแล้วมันโอเคแล้วอ่ะ คงจะคิดจะเปิดยิม อาจจะประเทศไทยหรืออาจจะเมืองนอก”

อ้อมกอดของครอบครัว

ท่ามกลางมรสุมความสับสนและแรงกดดันที่แบกไว้บนไหล่ทั้งสองข้าง พลังเดียวที่ดึงสแตมป์กลับมาจากความสิ้นหวังคือ “ครอบครัว” ยามที่แม่เห็นลูกสาวต้องทนทุกข์ทั้งกายและใจ พวกท่านไม่ได้มองเห็นแชมป์โลกที่ต้องคว้าชัยชนะ แต่มองเห็นเพียง “ลูกสาว” เดินเข้ามาหาเธอพร้อมน้ำตา และเอ่ยประโยคที่ปลดล็อกความรู้สึกทั้งหมดของสแตมป์

“ประโยคของพ่อ แม่ แล้วก็แฟน มันคือประโยคเดียวกันเลยค่ะ… คือ ยังไงพวกเขาก็พร้อมซัพพอร์ตอยู่ตรงนี้เสมอ ต่อให้แตมจะเลิกชกมวยก็ตาม “ถามว่าใกล้ชิดกันมากขึ้นไหม… มากขึ้นระดับหนึ่งเลยค่ะ เพราะแม่จะขึ้นมาอยู่ด้วยตลอด เวลาแตมมีรายการหรือมีงานอะไร ท่านก็จะคอยดูแล ส่วนพ่อเนี่ย… อารมณ์เหมือนคนเหงาเลยค่ะ (ยิ้ม) เพราะน้องชายหนูก็ไปเรียน พ่อต้องอยู่บ้านคนเดียว ทุกอาทิตย์พ่อเลยจะขับรถมาหา เพราะเป็นห่วงเรื่องเข่า แล้วก็กลัวว่ากำลังใจในตัวเรามันจะหมดไป”

“ไฟต์ที่ผ่านๆ มา หนูรับแรงกระแทกและความกดดันไว้เยอะมาก พ่อกับแม่เขารู้ว่าที่หนูยังพยายาม fight ต่อ เพราะหนูอยากดูแลพ่อแม่ให้ดีกว่านี้ เมื่อก่อนครอบครัวเราแค่พอมีพอกิน แต่ทุกวันนี้ชีวิตดีขึ้น มีเหลือกินมีใช้ก็เพราะมวย… แม่เลยเดินมาร้องไห้แล้วบอกว่า ไม่ต้องคิดมากนะลูก ถ้าแตมจะเลิกมวย แม่รู้ว่าลูกกดดันมาหลายปีแล้ว ไม่ต้องพยายามเพื่อพ่อแม่ไปมากกว่านี้แล้ว ทุกวันนี้ที่มีได้ก็เพราะลูก ตอนนี้มันโอเคมากแล้ว ถ้าแสตมป์อยากเลิก… เลิกได้เลยนะ’”

ทวงคืนเข็มขัด และการสู้จนหยดสุดท้าย

แม้วันนี้สภาพร่างกายที่ผ่านการเคี่ยวกรำอย่างหนักตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จะเริ่มส่งสัญญาณสึกหรอ และสแตมป์มองว่าเธออาจมีเวลาบนสังเวียนอาชีพเหลืออีกประมาณ 2-3 ปี แต่เป้าหมายในใจของเธอยังคงแจ่มชัด นั่นคือการฟื้นฟูร่างกายเพื่อกลับไปคว้าเข็มขัดแชมป์โลก MMA ที่เธอจำใจต้องสละไปในช่วงบาดเจ็บคืนมา

 “หนูคิดว่าคงต่อยได้อีกสัก 2-3 ปีด้วยอายุและร่างกายค่ะ เราเล่นกีฬานี้มาตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ มันสะสมมาเรื่อยๆ ต่อให้บำรุงดีแค่ไหน ร่างกายมันก็มีความสึกหรอ ยอมรับว่ามีความกลัวเรื่องสุขภาพในระยะยาวเหมือนกัน แต่ ณ ตอนนี้… ร่างกายเรายังแข็งแรงและพร้อมสู้ต่อ”

 “เป้าหมายต่อไปคือการเอาเข็มขัด MMA กลับมาค่ะ ตอนนั้นเราเจ็บเข่า รักษาไม่ทัน ก็เลยจำใจต้องสละเข็มขัดให้เพื่อนไป… ปรากฏว่าผ่านไปไม่ถึงปี เพื่อนก็สละตามอีก กลายเป็นตำแหน่งแชมป์ว่างซะงั้น! (หัวเราะ) หนูเลยรู้สึกว่า ‘อ้าว แล้วจะให้สละทำไมเนี่ย!’ รอบนี้เลยตั้งใจว่าจะกลับไปเอาเข็มขัดเส้นนั้นกลับมาเป็นของตัวเองให้ได้ค่ะ”

ทุกรอยแผลและรอยน้ำตา ไม่ใช่สัญญาณของความพ่ายแพ้ หากแต่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่หล่อหลอมให้หัวใจของเธอกล้าแกร่ง และพร้อมจะกลับมาทวงคืนบัลลังก์อย่างสมศักดิ์ศรีอีกครั้ง