เบื้องหลังแนวคิดของ ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ผู้บริหารหญิงคนแรกของ BJC ในรอบ 140 ปี
จากการเห็นคุณพ่อคุณแม่ทำงานทุกวันไม่เคยหยุดนิ่ง สู่การเป็นผู้บริหารหญิงคนแรกในรอบ 140 ปี ของ BJC ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ที่เชื่อว่าความสำเร็จไม่ได้วัดแค่ผลประกอบการ แต่คือการมอบสิ่งที่ดีต่อสังคม
เมื่อปี 2023 บริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือที่รู้จักกันในชื่อบีเจซี (BIC)ยักษ์ใหญ่ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ ได้แต่งตั้งผู้บริหารหญิงคนแรกในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ในรอบ 140 ปี
ผู้บริหารหญิงคนนั้นคือ “คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล” เพียงหนึ่งปีหลังจากนั้น ชื่อของ “คุณโอ๊ะ – ฐาปณี” ก็ติดอันดับ 1 ใน 100 Fortune’s Most Powerful Women Asia 2024 และต่อเนื่องมาจนถึงปี 2025 จากวิสัยทัศน์การบริหารองค์กรที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความยั่งยืนและสร้างคุณค่าให้สังคมผ่านหลาย ๆ โครงการของ BJC และ Big C
นี่คือเบื้องหลังความคิดของผู้บริหารหญิงที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กรเก่าแก่ของไทย ผู้ให้ความสำคัญทั้งการเติบโตของธุรกิจและสังคมควบคู่กัน

ย้อนกลับไปในวันที่คุณโอ๊ะเข้ามารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดในฐานะผู้หญิงคนแรก รู้สึกกดดันไหมคะ
“ไม่เลยค่ะ เพราะโอ๊ะมีโอกาสร่วมงานกับทีมบริหารทั้ง BJC และ Big C
มาก่อนหน้านั้นราว 10 ปีแล้ว จึงใกล้ชิดกับทีมผู้บริหารทุกท่านเป็นทุนเดิม เมื่อดำรงตำแหน่งประธานของ BJC ที่ต้องดูแล 5 กลุ่มธุรกิจ ทั้งกลุ่มสินค้าบรรจุภัณฑ์อุปโภคบริโภค เวชภัณฑ์ ธุรกิจค้าปลีก รวมถึงสินค้าที่ส่งจำหน่ายต่างประเทศ ซึ่งโชคดีที่ทุกกลุ่มธุรกิจมีผู้บริหารอยู่แล้วค่ะ โอ๊ะทำหน้าที่ติดตามภาพรวม ดูตัวเลขในแต่ละเดือนว่าเป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ รวมถึงดูแลโปรเจ็กต์ใหญ่ที่ต้องร่วมมือกันระหว่างกลุ่มธุรกิจในเครือ
“ส่วนในฐานะผู้หญิงเมื่อขึ้นเป็นผู้บริหารไม่ได้รู้สึกถึงความกดดันนะคะ อาจเพราะมีโอกาสทำงานกับคุณพ่อและคุณแม่ (คุณเจริญ – คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี) มาตลอด อย่างคุณแม่จะอยู่ในทุกวาระโอกาสของชีวิต ตั้งแต่ที่บ้านจนถึงโต๊ะทำงานในห้องประชุม เพราะท่านรับตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ด้วย คุณพ่อเองก็ให้เกียรติคุณแม่มาก ท่านจะรับฟังคุณแม่เสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อโอ๊ะขึ้นมาเป็นผู้บริหารจึงได้รับเกียรติจากหลาย ๆ ท่านเช่นกัน
“สำหรับโอ๊ะ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหญิงหรือชาย สิ่งที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ คือต้องมีคาแร็คเตอร์ที่สมดุล ยิ่งเป็นองค์กรใหญ่ ยิ่งต้องรับฟังและเปิดกว้าง แม้เราจะมีเป้าหมาย แต่ต้องยอมเปลี่ยนตามสถานการณ์ โอ๊ะคิดว่าจุดแข็งของ ผู้บริหารหญิงน่าจะเป็นเรื่องความอดทน คิดถึงความรู้สึกของผู้อื่น ผสมกับความเข้มแข็งเด็ดขาดค่ะ”
คุณโอ๊ะเด็ดขาดขนาดไหนคะ
“ตัดสินใจอะไรแล้วจะแน่วแน่มาก เรื่องนี้เหมือนคุณแม่ค่ะ และอาจเพราะโอ๊ะเกิดวันอาทิตย์ เป็นธาตุไฟ จึงใจร้อน ชอบความชัดเจน และลงรายละเอียดให้ความสำคัญกับเดดไลน์รวมถึงความรวดเร็ว เพราะรู้สึกว่าการรอคอยมีค่าเสียเวลาเพราะฉะนั้นจึงได้รับคำเตือนจากคุณพ่อเสมอว่า “ใจเย็น ๆ” (ยิ้ม) ขณะเดียวกันโอ๊ะเหมือนคุณพ่อตรงที่ถ้าแผนธุรกิจมีสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้นก็พร้อมจะปรับเปลี่ยน ค่อนข้างยืดหยุ่นค่ะ”
มีคำสอนข้อไหนจากครอบครัวที่คุณโอ๊ะยึดเป็นหลักการทำงานบ้างคะ
“คุณพ่อสอนเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนค่ะ เพราะจะนำมาทั้งโอกาสและความรู้ แม้ท่านเป็นผู้ใหญ่ก็ยังให้เกียรติรับฟังน้อง ๆ พนักงาน ทุกคนในทีมสามารถออกความเห็นได้ เพราะคุณพ่อถือว่าการอ่อนน้อมเป็นหนทางต่อยอดโอกาส ความรู้และยังทำให้เราได้รับความร่วมมือมหาศาล
“ส่วนแนวคิดการทำธุรกิจ คุณพ่อย้ำเสมอว่าต้องโตไปด้วยกัน อย่าดีเพียงคนเดียว เพราะถ้าสังคมดี เราก็จะดีด้วยค่ะ ท่านจึงสร้างเพื่อนมากกว่าศัตรู เช่นแต่ก่อนคุณพ่อมีความคิดจะสร้างธุรกิจโรงแก้ว แต่แทนที่จะเปิดธุรกิจผลิตเอง ท่านตัดสินใจซื้อบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด ซึ่งหนึ่งในธุรกิจของเขาคือการผลิตโรงแก้วอยู่แล้ว เพราะท่านไม่ต้องการเป็นคู่แข่งกับใคร ทำให้ทีมงานในบริษัทเดิม ยังเติบโตไปพร้อมกับเราได้ หรืออย่างการทำธุรกิจ Big C ถ้าเราเป็ดแฟรนไซส์ Mini Big C มากขึ้นยิ่งได้กำไรก็จริง แต่คุณพ่อเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น เพราะ ท่านเล็งเห็นแล้วว่าจะกระทบกับธุรกิจโชห่วยท้องถิ่น ถ้าเขาไม่มีรายได้ เคราฐกิจในประเทศยิ่งย่ำแย่
“นี่จึงเป็นที่มาของ ร้านโดนใจ โปรเจ็กต์ที่เราเข้าไปสนับสนุนโชห่วย ทั้งให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ ช่วยจัดการตกแต่งร้าน และดูแลระบบฐานข้อมูล คุณพ่อมองว่าเมื่อเขาร่ำรวยก็จะมีเงินจับจ่ายมากขึ้น ประเทศก็จะเจริญเติบโต เศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องดีกับองค์กรด้วย เพราะถ้าเราทำกิจการอย่างเดียวโดยไม่ช่วยเหลือใคร แม้ไม่ได้สร้างศัตรู แต่ก็ไม่ได้สร้างเพื่อนเช่นกัน” (ยิ้ม)
ด้วยแนวคิดการทำธุรกิจที่คำนึงถึงประโยชน์ของผู้อื่น ทำให้ BJC และ Big C ทำโครงการเพื่อสังคมเยอะเหมือนกันใช่ไหมคะ
“ใช่ค่ะ เรามีโครงการช่วยเหลือสังคมนับร้อยโครงการ ขึ้นอยู่กับความถนัดของทีมงานในแต่ละองค์กรว่าเขาสนใจเรื่องไหน เราให้ความช่วยเหลือทั้งเรื่อง สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน ศิลปวัฒนธรรม และการศึกษา โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา โอ๊ะให้ความสำคัญมาก เพราะเป็นรากฐานของชีวิต เรามอบทุนการศึกษาให้เด็ก ๆ ตั้งแต่ระดับประถมไปจนจบมหาวิทยาลัย รวมถึงสร้างโรงเรียนในหลายๆ แห่ง
“อีกเรื่องที่โอ๊ะให้ความสำคัญคือเด็กเล็กค่ะ เพราะเป็นคุณแม่ลูกสามจึงเข้าใจเรื่องนี้ดี เป็นเหตุผลที่ BJC และ Big C ทำโครงการเพื่อสังคมโดยร่วมมือกับยูนิเซฟประเทศไทยเป็นปีที่ 3 แล้ว โดยเราได้กันพื้นที่ขายส่วนหนึ่งในห้าง Big C สร้างเป็น Biggy’s Club เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กตั้งแต่อายุ 1 – 8 ขวบ อยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมจากยูนิเซฟ มีห้องให้นมแม่และพื้นที่พักผ่อนสำหรับผู้สูงอายุ สามารถเข้ามาใช้บริการได้โดยไม่ต้องเสียสตางค์ ซึ่งเรามีมากกว่า 20 สาขาแล้ว และจะทยอยทำต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ
“ส่วนในพื้นที่สำนักงานเราได้จัดตั้งเนิร์สเซอรี่สำหรับบุตรพนักงาน โดยมีบุคลากรมืออาชีพคอยดูแลทั้งโภชนาการและพัฒนาการ เพราะโอ๊ะมีผลวิจัยว่าเด็กๆ ช่วงตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงอายุ 3 ขวบ เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สมองจะพัฒนาจนเกือบสมบูรณ์ แต่คุณแม่ส่วนใหญ่ลาคลอดได้ไม่เท่าไรก็ต้องกลับไปทำงาน ไม่มีคนช่วย ดูลูกเล็ก จึงห่วงหน้าพะวงหลัง ยิ่งเมืองไทยมีศูนย์รับฝากเด็กเล็กน้อยมาก โอ๊ะเข้าใจหัวอกคุณแม่ลูกอ่อน จึงตั้งใจทำเนิร์สเซอรี่นี้ขึ้นมาเพื่อช่วยดูแลลูก ๆ ของพนักงาน ให้คุณแม่สามารถทำงานได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวล
“อีกโปรเจ็กต์คือโครงการ Healthy Checkout Lanes ในฐานะที่ทำธุรกิจ ร้านค้าปลีกและส่วนตัวก็ให้ความสำคัญเรื่องโภชนาการเป็นอันดับต้นๆ เพราะเชื่อว่าอาหารที่ดีเป็นรากฐานของสุขภาพที่ดี
โอ๊ะจึงปรับช่องทางชำระเงินให้มีจุดวางจำหน่ายอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อให้หยิบกลับบ้านง่ายขึ้น อย่างที่รู้กันว่าจุดชำระเงินเป็นพื้นที่ทองคำของการขาย ช่วยจูงใจให้คนหยิบสินค้าในนาทีสุดท้าย คงจะดีมากถ้าคุณพ่อ คุณแม่ที่พาลูกมาช็อปปิ้งได้หยิบอาหารสุขภาพกลับบ้านไปด้วย ซึ่งเราได้รับคำแนะนำจากยูนิเซฟในการคัดสรรสินค้าเพื่อสุขภาพวางจำหน่ายในเลนดังกล่าว ทั้งนม ไข่ ผลไม้ โดยเราปรับให้มี Healthy Checkout Lanes ทั้งหมด 1 เลนใน Big C ทุก ๆ สาขา ยกเว้นสาขาเอกมัยที่เราได้นำร่องปรับทุกเลนให้เป็น Healthy Checkout Lanes หมดเลยค่ะ”
กลับมาที่เรื่องการบริหารบ้าง โลกยุคนี้แข่งขันยากกว่าอดีตมากไหมคะ
“ดุเดือดมากค่ะ เพราะโลกยุคนี้ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ขณะนี้เทรนด์ Health and Wellness กำลังมา ก็ต้องดูว่าจะปรับธุรกิจไปในด้านนี้ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเรื่อง Data สำคัญมาก ต้องหาเทคโนโลยีเข้ามาจัดการเรื่องข้อมูลหลังบ้านให้พร้อม
“เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจในยุคนี้ยิ่งต้องขยันเรียนรู้ค่ะ ผู้ใหญ่หลายท่านสอนโอ๊ะว่าต้องสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้และปรับตัวเร็ว น้อมรับการเปลี่ยนแปลงมากกว่าปฏิเสธหรือวิ่งหนี เพราะโลกเปลี่ยนทุกวัน อย่ายึดติดกับสิ่งที่คิดว่าใช่ แผนระยะยาวสร้างได้ แต่ต้องรีวิวผลงานไปด้วยว่าหลุดจากแผนไหม ต้องปรับตรงไหน เหมือนเราเก็บเกี่ยวดาวเพื่อไปยังพระจันทร์ค่ะ ยิ่งองค์กรไหนปรับตัวอยู่เรื่อยๆ ยิ่งรอด พยายามศึกษาคู่แข่ง สำรวจลูกค้า เพราะบางครั้งสิ่งที่เราคิดไว้เมื่อวาน พอมาถึงวันนี้อาจเปลี่ยนไปแล้ว
เรื่องท้าทายที่สุดในชีวิตการทำงานของคุณโอ๊ะคือเรื่องไหนคะ
“เรื่องที่โอ๊ะต้องยอมปิด Big C บางสาขา ซึ่งบางแห่งเปิดมานานกว่า 30 ปี ก่อนหน้านั้นเราพยายามยื้อ พยายามปรับตัวเพื่อรอดูตัวเลขใหม่ ปรับแผนบริหาร แต่เมื่อไปไม่ไหวก็ต้องตัดใจ แต่เราไม่เคยเลย์ออฟพนักงานนะคะ ให้เขาไปทำงานในสาขาใกล้เคียงแทน
“ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนกำลังเดินถอยหลัง เพราะการมีสาขาน้อยลงเป็นเรื่องเจ็บปวด แต่ส่วนตัวคิดว่าต้องยอมตัดใจ เพราะนี่คือภาวะของการซ่อมแซมตัวเอง และเราต้องยอมรับอย่างเปิดเผย เดินหน้าด้วยแผนใหม่ หันไปทำโครงการมิกซ์ยูสหรือไลฟ์สไตล์มอลล์มากขึ้น ถือเป็นโอกาสดีให้ลูกค้าได้เห็นสินค้ามากขึ้นและได้รับประสบการณ์ที่คุ้มค่ากว่าเดิม”
ผลลัพธ์จากการยอมถอยหลังเหมือนที่คิดไหมคะ
“ไม่เคยคาดหวังว่าทุกสิ่งต้องเพอร์เฟ็กต์ตั้งแต่ครั้งแรกค่ะ โอ๊ะคิดว่าแค่ได้ลองปรับก็ดีแล้วนะคะ เพราะทุกกระบวนการจะเจอความท้าทายใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา เป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ทั้งคู่แข่ง สภาพเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ออกมาผิดถูกไม่เป็นไรค่ะ ถ้าเปลี่ยนแล้วช่วยให้เราคล่องตัวและชัดเจนขึ้นก็ถือเป็นเรื่องดี”
เวลาเจอปัญหาปรึกษาครอบครัวด้วยไหมคะ
“คุยกับสามี (คุณอัศวิน เตชะเจริญวิกุล) ตลอดค่ะ เราชอบความเห็นต่างอยู่แล้ว จะได้ช่วยถกกัน ส่วนคุณพ่อจะให้คำแนะนำว่าควรไปปรึกษาใครเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลเยอะที่สุดและกว้างขึ้น เพราะบางเรื่องโอ๊ะต้องรีบตัดสินใจในเวลาที่มีจำกัด แต่ทุกวันนี้คุณพ่อจะปล่อยให้พวกเราพี่น้องซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 ของครอบครัวทำงานและตัดสินใจร่วมกันมากขึ้น”
เป็นผู้บริหารที่ต้องดูแลหลายอย่างแบบนี้ แบ่งเวลาให้ครอบครัวอย่างไรคะ
“โอ๊ะเติบโตมากับคุณพ่อคุณแม่ที่ทำงานตลอดเวลาคือทำงาน 100 เปอร์เซ็นต์ งานกับชีวิตเป็นเรื่องเดียวกัน การใช้เวลากับลูกก็คือชวนลูกไปทำงานด้วย เพื่อให้เขารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ และได้เรียนรู้ว่าต่อไปเมื่อโตขึ้นต้องมาทำงานด้วยกันนะ (หัวเราะ) แต่ถ้าเขาต้องการเวลาส่วนตัวจากเราก็จะให้เขาค่ะ เพราะอย่างไรครอบครัวก็มาก่อน อย่างช่วงเย็นโอ๊ะกับสามีต้องกลับมาเจอลูกก่อนเข้านอน ซึ่งเรื่องนี้เราเห็นตัวอย่างจากคุณพ่อคุณแม่มาตลอด แม้ท่านจะออกงานสังคม แต่ไม่เคยดื่มต่อจะรีบกลับบ้านทันทีเพื่อมาเจอลูกๆ”

มีเวลาพักผ่อนของตัวเองบ้างไหมคะ
“มีบ้างค่ะ ส่วนใหญ่จะไปออกกำลังกาย ที่จริงอยากลองทำสมาธิหรือสวดมนต์นะคะ เพราะเห็นคุณพ่อสวดมนต์ทุกวัน วันละ 2 – 3 ชั่วโมงทุกเช้าที่ห้องพระ เห็นได้ชัดว่าการอยู่กับธรรมะทำให้ท่านสงบและมีสติซึ่งเป็นพลังมหาศาล ช่วงหลังโอ๊ะก็มีโอกาสเข้าวัดทำบุญบ่อยขึ้น เพราะตั้งแต่ลูกชายคนโตบวชที่วัดราชบพิธ ทุกเช้าตี 5 ครึ่งโอ๊ะจะไปประจำอยู่ในวัด ตักบาตรให้พระวันละเกือบ 100 รูป ทำอย่างนี้ทุกวันอยู่ 2-3 ปี พบว่าหน้าตาเราผ่องใสขึ้น สงบขึ้น แต่ทุกวันนี้ลดความถี่ลงบ้างแล้วค่ะ
“ส่วนถ้ามีเวลาว่างนาน ๆ เราจะไปเที่ยวต่างประเทศกันบ้าง เมื่อก่อนยังไม่มีประชุมผ่าน zoom ยังพอมีเวลาพักจากงานนาน ๆ ได้ แต่ทุกวันนี้ระบบออนไลน์ทำให้เราสื่อสารกันแบบไร้รอยต่อ มีบ้างเหมือนกันที่ต้องประชุมจากต่างประเทศ ก็จะรบกวนอากงอาม่าไปเที่ยวกับหลาน ๆ ก่อน พอโอ๊ะคุยงานเสร็จค่อยตามไปสมทบ เป็นเรื่องที่เคยชินอยู่แล้ว เพราะตั้งแต่เด็ก โอ๊ะเห็นคุณพ่อคุยงานผ่านโทรศัพท์ตลอดแต่ท่านก็จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวด้วย”
มีวันที่อยากนอนเฉย ๆ บ้างไหมคะ
“ไม่เลยค่ะ อาจเพราะตั้งแต่เด็ก ๆ ไม่เคยเห็นคุณพ่อคุณแม่อยู่เฉยเหมือนกัน หากให้นอนนิ่ง ๆ โอ๊ะชอบไปนวดสปามากกว่า เพราะอย่างน้อยยังเป็นการนอนที่ได้ประโยชน์และเป็นรางวัลของชีวิตด้วย (ยิ้ม) อาจดูเหมือนชีวิตเราทำงานตลอดเวลา หลายคนอาจรู้สึกว่าไม่สมดุล แต่โอ๊ะคิดว่านี่คือจังหวะชีวิตของตัวเอง เราเป็นครอบครัวทำธุรกิจ ถูกปลูกฝังวิถีชีวิตการทำงานตั้งแต่เด็ก โอ๊ะเห็นคุณพ่อคุณแม่ตื่นเช้ามาแต่ไหนแต่ไร และไม่มีวันไหนที่ท่านนอนเล่น จะต้องทำงานหรือคิดอะไรใหม่ๆตลอดเวลา ไม่เคยอยู่นิ่งเลยเพราะฉะนั้นงานจึงเป็นชีวิตของเราค่ะ”
สามารถอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ได้ในนิตยสารแพรว ฉบับ กรกฎาคม-สิงหาคม
เรื่อง Fai ภาพ วรสันต์