ถอด 6 กลยุทธ์ “เวียดนาม” (Vietnam) … จากผู้ตามสู่ดาวรุ่ง
ถอดรหัสเบื้องหลังความร้อนแรงของ “เวียดนาม” (Vietnam) จากประเทศที่เคยบอบช้ำจากบาดแผลสงคราม สู่ดาวรุ่งเศรษฐกิจดวงใหม่ที่กำลังถูกสปอตไลท์ระดับโลกส่องถึง
หลายปีที่ผ่านมาชื่อของเวียดนาม มักปรากฏบนหน้าสื่อบ้านเราในทำนองว่า เวียดนามแซงไทย แน่นอนว่าสิ่งที่เราอยากรู้กันก็คือเวียดนามทำได้อย่างไร ผศ. ดร.มรกตวงศ์ ภูมิพลับ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวียดนามศึกษาที่วิเคราะห์การเมืองและเศรษฐกิจเวียดนาม จะมาให้คำตอบ ว่าเพราะอะไรเวียดนามจึงเนื้อหอมมากในขณะนี้

1.โด่ยเหมย…เปลี่ยนใหม่
“จุดเปลี่ยนสำคัญคือการสร้างนโยบายเศรษฐกิจที่มีความสำคัญมากอย่าง โด่ยเหมย ซึ่งแปลว่าการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนใหม่ โดยเริ่มใช้ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจนี้ตั้งแต่ปี 1986 คือตั้งแต่ 40 ปีที่แล้ว ซึ่งอาจดูนานสำหรับคนไทย แต่ถ้าเราย้อนดูประวัติศาสตร์แล้ว เวียดนามเป็นประเทศที่ต้องเผชิญกับภาวะสงครามมาตลอด เพราะฉะนั้นการใช้เวลา 40 ปีพัฒนาตัวเองจนก้าวกระโดดได้ขนาดนี้ถือว่าเร็วมาก
“ขอย้อนประวัติศาสตร์ถึงจุดกำเนิดนโยบายโด่ยเหมยสักนิด หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เวียดนามเกิดสงครามอินโดจีนครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 และยุติลงในปี 1975 ตอนนั้นเวียดนามเหนือซึ่งเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ชนะ หลังจากรวมประเทศสำเร็จก็ได้ใช้เศรษฐกิจแบบสังคมนิยมราว 10 ปี ตั้งแต่ปี 1975 – 1986 และค้นพบว่าเศรษฐกิจแบบ สังคมนิยมนำไปสู่วิกฤติทางเศรษฐกิจ ไม่ตอบโจทย์ปากท้อง ทำคนอดอยาก กลายเป็นโจทย์สำคัญว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนมีปากท้องดีขึ้น เพราะรัฐบาลรู้ดีว่าถ้าเศรษฐกิจดีอำนาจทางการเมืองก็จะมั่นคง นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดโด่ยเหมย
“สิ่งที่เกิดขึ้นคือการปรับกฎหมายให้ยืดหยุ่นเหมาะกับโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจ และตลอด 40 ปี ที่ผ่านมา เขาก็อัพเกรดยุทธศาสตร์มาเรื่อยๆ ซึ่งช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นักข่าวตั้งชื่อนโยบายนี้ว่า ‘โด่ยเหมย 2.0’ เพราะปรับนโยบายให้ความสำคัญเรื่องดิจิทัลและเทคโนโลยีมากขึ้น”
“อีกหนึ่งจุดขายสำคัญของเวียดนามคือ ‘แรงงานราคาถูก’ เขาพยายามปิดจุดอ่อนนี้ แม้จะยังไม่ได้ผลในเร็ววัน แต่วางแผนไว้แล้วว่าในอนาคตราคาแรงงานในเวียดนามจะไม่ถูกอีกต่อไป เขาจะพัฒนา ศักยภาพแรงงานให้เก่งขึ้นเหมือนเกาหลี ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ และด้วยความที่เวียดนามมีจำนวนประชากรเกิน 100 ล้านคนเป็นชาติที่ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หากพัฒนาศักยภาพประชากรได้ เศรษฐกิจก็จะเติบโตขึ้นอีกมาก”

2.เบื้องหลังการเติบโตของ GDP 8%
“การเติบโตของเวียดนามช่วงนี้คล้ายกับเมืองไทยในยุค 70 -80 ในยุคสงครามเย็น ช่วงนั้นอเมริกาเข้ามาทำให้เศรษฐกิจดึกคัก ก่อนที่ช่วงหลังกราฟการเติบโตจะค่อยๆ ลดลง นี่คือวัฏจักรของประเทศที่กำลังโตเวียดนามกำลังขึ้นสู่จุดสูงสุด มีวัยแรงงานมาก ค่าจ้างราคาต่ำ ระบบการเมืองมั่นคง จึงช่วยกระตุ้นให้คนมาลงทุนเยอะขึ้น
“ต้องบอกว่าการที่เวียดนาม GDP โต 8% ได้ เป็นผลจากยุทธศาสตร์ที่รัฐวางแผนไว้ เวลาคิดตัวเลข GP เขาจะดูว่าตรงตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้หรือเปล่า ต้องทำให้สำเร็จในเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งเวียดนามทำได้หมดทุกข้อ จึงทำให้ตัวเลขเด้งขึ้น และเบื้องหลังเขาทำอะไรมาเยอะจริงๆ และนี่คือเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้ GDP ของเขาพุ่งสูงขนาดนี้
1. เน้นอุตสาหกรรมการส่งออก เวียดนามวางตำแหน่งตัวเองว่าจะเป็นจุดเชื่อมในห่วงโช่อุปทานโลกแทนที่จะสร้างฐานอุตสาหกรรมของตัวเอง เขาเลือกที่จะนำตัวเองไปอยู่ในเครือข่ายการผลิตระดับภูมิภาค ทำงานให้ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน โดยเฉพาะเกาหลี นักลงทุนอันดับต้น ๆ ในเวียดนามขณะนี้ เวียดนามใช้โอกาสนี้เรียนรู้กระบวนการผลิตเทคโนโลยีจากเกาหลี
2. ใช้ยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุก ไม่ยอมตกขบวนเทรนด์โลก เข้าร่วมเป็นสมาชิกข้อตกลงการค้าทวิภาคีจำนวนมาก การค้าโลกไปในทิศทางไหน เวียดนามพุ่งไปทันที เวียดนามเริ่มเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกจริง ๆ ตอนที่เป็นสมาชิกอาเซียน และเป็นสมาชิกขององค์กรการค้าโลก (WTO)
3. ยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีระดับสูงจากประเทศต่าง ๆ วางตัวเองเป็นศูนย์กลางการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าเวียดนามทำได้ สักวันหนึ่งเขาจะเหมือนเกาหลีใต้หรือจีน เพราะฉะนั้นตอนนี้เขาจึงเน้นธุรกิจผลิตชิ้นส่วนดิจิทัล รถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจฟินเทคและพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีทักษะทางเทคโนโลยีมากที่สุด
“สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับเวียดนามคือ เขาให้ความสำคัญเรื่องพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานสะอาด เพื่อให้เข้ากับเทรนด์โลก โดยไม่ทิ้งภาคเกษตร เพราะอาชีพการเกษตรยังเป็นอาชีพหลัก สิ่งที่ยาทำคือเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เน้นผลิตสินค้าเกษตรที่ตอบโจทย์ราคาของโลก ช่วงหลังเวียดนามเริ่มปลูกทุเรียนแข่งกับบ้านเราแล้ว ปีที่แล้วก็แย่งตลาดไทย ส่งออกทุเรียนไปจีนได้สำเร็จ

3.เก่งเรื่องแบรนดิ้ง
“เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลายคนตื่นเต้นกับเมกะโปรเจ็กต์ที่เวียดนามปล่อยออกมาทั้งหมด 200 โครงการ ทั้งการปฏิรูประบบข้าราชการ ลดจำนวน ขั้นตอนการทำเอกสารที่ยุ่งยาก โดยส่วนตัวคิดว่าเขาไม่ได้แค่เก่งในเรื่องปฏิบัติแต่เวียดนามเก่งในเรื่องมาร์เก็ตติ้งประเทศให้น่าสนใจในสายตาชาวโลก เพราะการที่รัฐบาลเวียดนามเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ได้สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุน
ชาวต่างชาติ
“แต่อีกฟากก็ยังมีจุดอ่อน เวียดนามออกนโยบายเมกะโปรเจ็กต์หลายตัวแต่ความท้าทายคือเขาจะทำได้จริงหรือเปล่า เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วเขาเคยประกาศโปรเจ็กต์สร้าง MRT ที่โฮจิมินห์ซิตี้ แต่สุดท้ายเลื่อนมา 10 ปี เพิ่งมาเปิดได้เมื่อไม่นานมานี้ และให้บริการเพียงรถไฟฟ้าสายเดียว หรือโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่วางแผนจะสร้างจากภาคเหนือลงภาคใต้ก็พูดมานานแล้วเช่นกัน แต่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง
4.การทูตไผ่ลู่ลม (แต่เชิงรุก)
“เวียดนามให้นโยบายถ่วงดุลอย่าง Bamboo Diplomacy ถ้าแปลเป็นไทย ก็คือการทูตไม่สู่ลม ไทยก็ใช้นโยบายนี้เช่นกัน เป็นสูตรการทูตสำหรับประเทศเล็กแต่เวียดนามต่างจากเราตรงที่แม้จะดูทิศทางลม ไม่เลือกข้าง แต่เขารุกและแอ็กทีฟเรื่องการแสดงจุดยืนเพื่อให้ตัวเองอยู่ในสปอตไลต์ของเหตุการณ์ระหว่างประเทศในระดับโลก เช่น ให้ความเห็นเมื่อมีประเด็นขัดแย้งได้ โดยที่ไม่เลือกข้างเพื่อความปลอดภัยและผลประโยชน์
“ตอนที่เวียดนามมีปัญหากับจีนเรื่องหมู่เกาะทะเลจีนใต้ เขาทะเลาะกันแต่ก็ยังพึ่งพาจีนได้ ขณะเดียวกันก็ยังมีปฏิสัมพันธ์กับทางอเมริกาอย่างใกล้ชิดเขาดูทิศทางลม โดยมีเป้าหมายว่าทำอย่างไรให้ตัวเองมีพื้นที่บนเวทีโลก เพราะเป้าหมายคือมหาอำนาจระดับกลาง
5.ทะเยอทะยานและไม่อายที่จะสปีคอิงลิช
“คนเวียดนามขยัน ทะเยอทะยาน และกล้าเสี่ยง ไม่เอื่อยเฉื่อยหรือรอโอกาสอย่างเดียว แต่จะพุ่งไปหาเลย นี่คือคุณลักษณะที่เหมาะกับการแข่งขันเพราะเผชิญความยากลำบากจากสงครามมาก่อน จึงต้องสู้เพื่อให้มีอยู่มีกิน เรื่องนี้ต่างจากเมืองไทยที่ไม่เคยอยู่ในภาวะหนีตายหรืออดอยากจากสงคราม แต่เวียดนามอยู่กับสงครามมาโดยตลอด เคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโบราณของจีนมาพันปี อยู่ภายใต้ฝรั่งเศสอีกร้อยปี แล้วก็ทำสงครามกับอเมริกาเกือบ 2 ทศวรรษ ยังไม่รวมการรบกันเองในประเทศอีก สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมว่า ถ้าไม่อยากลำบากก็ต้องขยัน เขาจึงมีมายด์เซตว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จ ก็ต้องลงมือทำ ต้องทำงานหนัก เรียนให้หนัก เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย
“สิ่งที่ทำให้คนเวียดนามโตเร็ว โดยไม่อายที่จะเรียนรู้หรือผิดพลาดคนเวียดนามไม่แคร์เรื่องพูดภาษาอังกฤษติดสำเนียงเวียดนาม แคร์แค่อีกฝ่ายเข้าใจหรือไม่ ปัจจุบันรัฐบาลผลักดันให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ 2 ของชาติเพราะมองว่าถ้าจะทำธุรกิจกับคนต่างชาติ ประชากรต้องสื่อสารภาษาของโลกได้โมเดลนี้คล้ายกับที่สิงคโปร์ทำ เพราะในยุค 60 – 80 สิงคโปร์ก็เคยมีปัญหาเรื่อง พูดภาษาอังกฤษเช่นกัน
6.ค่านิยมขงจื๊อ
“เวียดนามมีประชากรเยอะ เพราะค่านิยมขงจื้อ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากจีน ค่านิยมนี้ให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นหลัก มีความเชื่อว่าครอบครัวที่ดีและสมบูรณ์คือต้องแต่งงานแล้วมีลูก เพราะฉะนั้นคนเวียดนามจะแต่งงานเร็วมาก คือเรียนจบ แต่งงาน มีลูก ส่วนเรื่องการเงินไว้ทีหลัง เมื่อ 20 ปีที่แล้วได้มีโอกาสไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเวียดนามในระยะสั้น ๆ มีเพื่อนที่เรียนมหาวิทยาลัยปี 4เตรียมตัวแต่งงานแล้วนะ แล้วอีก 6 เดือนหลังจากนั้นเขาก็มีลูก
“สาเหตุการมีลูกเยอะยังเกี่ยวกับสงครามด้วย เพราะในยุคสงครามคนต้องหนีตาย ไม่มีเวลาอยู่นิง ๆ เพื่อสร้างครอบครัว แต่พอสงครามจบ เขามีเวลาพักสร้างครอบครัวมากขึ้น และขณะนี้ก็เป็นช่วงออกดอกออกผล กลายเป็นจำนวนประชากร 102 ล้านคน แต่ส่วนตัวคิดว่าจำนวนประชากรกำลังจะก้าวสู่ช่วงขาลงเพราะคนเรียนหนังสือมากขึ้น มีความสนใจเรื่องอื่นมากกว่าสร้างครอบครัว อีก 10 ปีข้างหน้าคุณจะเห็นกราฟจำนวนประชากรของเวียดนามเริ่มละ
ข้อมูล นิตยสารแพรว
เรื่อง Fai