เดียร์น่า ฟลีโป LISA

จับเข่าคุยมิตรภาพข้ามประเทศ เดียร์น่า ฟลีโป และ ลิซ่า BLACKPINK

account_circle
event
เดียร์น่า ฟลีโป LISA
เดียร์น่า ฟลีโป LISA
ทำความรู้จักนางเอกมากฝีมือ เดียร์น่า ฟลีโป นักแสดงหน้าฝรั่งหัวใจไทย พี่สาวคนสวยของ “ลิซ่า BLACKPINK” กับมิตรภาพที่ไม่เคยเลือนหาย
หากพูดถึงเกิร์ลกรุ๊ปต่างชาติที่ได้รับความนิยมในเมืองไทยมากที่สุดในตอนนี้คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก “แบล็กพิงก์” (BLACKPINK) โดยเฉพาะสาวไทย “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” กลายเป็นขวัญใจและเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กไทยที่มีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นศิลปินเกาหลีและถึง “ลิซ่า” จะบินไปเป็นเด็กฝึกที่เกาหลีใต้ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เธอก็มีเพื่อนที่สนิทหลายคนในเมืองไทย ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่เสมอ เรียกว่าถึงจะโด่งดังระดับอินเตอร์แต่ก็ไม่เคยลืมมิตรภาพและเพื่อนเก่าที่เมืองไทยเลย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “เดียร์น่า ฟลีโป” นางเอกช่อง 3 วัย 27 ปี ที่ “ลิซ่า” แสดงความสนิทด้วยการโพสต์รูปของเธอลงบนอินสตาแกรม ซึ่งมีจำนวนผู้ติดตามหลายสิบล้านฟอลโลวเวอร์ ล่าสุดแพรวดอทคอมมีโอกาสได้สัมภาษณ์สาวเดียร์น่าถึงมุมการทำงาน มุมชีวิต รวมถึงมิตรภาพของเธอกับสาวลิซ่า จึงอยากนำเรื่องราวนี้มาแชร์ให้แฟนคลับได้รู้กัน

ทำความรู้จัก เดียร์น่า ฟลีโป นักแสดงสาวฝีมือดี จากเรื่อง Help me คุณผีช่วยด้วย

เดียร์น่า ฟลีโป

ที่ผ่านมามักจะเห็นเดียร์น่ารับเล่นบทดราม่าเยอะ แต่กับผลงานละครเรื่องล่าสุด “Help me คุณผีช่วยด้วย” ค่อนข้างพลิกคาแรคเตอร์มาก?
“เดียร์น่าได้รับโอกาสจาก “อาปิ่น” (ณัฏฐนันท์ ฉวีวงษ์  ผู้จัดละคร) เสนอบทในละครเรื่องนี้ให้ โดยบอกว่าอ่านบทแล้วเขานึกถึงเดียร์จึงอยากให้มาร่วมแสดงในเรื่องนี้ ซึ่งพอได้อ่านบทแล้ว รู้สึกว่าเป็นละครที่พล็อตเแปลกใหม่ดี บวกกับคาแรคเตอร์ค่อนข้างพลิกจากบทบาทก่อนหน้านี้ เพราะที่ผ่านมาแฟนคลับก็มีทักมาว่าอยาก ให้เราลองเล่นบทบาทที่ดูสดใส ร่าเริง หรือแบบบทร้าย ๆ เปรี้ยว ๆ แซ่บ ๆ บ้าง จึงได้ตัดสินใจรับงานแสดงเรื่องนี้ โดยบทบาทที่ได้รับแสดงเป็น ยูทูบเบอร์ชื่อ “มุทิตา” รับรีวิวทุกอย่างบนโลกใบนี้ เป็นคนเอ็นเนอร์จีเยอะมาก เวลาจะถ่ายแต่ละฉากต้องพกพลังจากบ้านไปเต็มที่มากๆ ค่ะ มุทิตาจะเป็นคนพลังเยอะ เวลาใครอยู่ด้วยจะให้ความสดใส มีพลังบวก มีความโก๊ะ และเป็นคนกลัวผีแต่ต้องมาเป็นเพื่อนกับผีอีก คือพี่เต๋อ (ฉันทวิชช์ ธนะเสวี) คอยช่วยเหลือผี ถือเป็นคนมีน้ำใจมาก เพราะช่วยเหลือผีทุกเรื่อง คอยเป็นธุระให้ คอยไปคุยกับเมียของผีให้ เป็นอะไรที่สนุก ท้าทายมากๆ”
ร่วมงานกับ “เต๋อ-ฉันทวิชช์” เป็นอย่างไรบ้าง?
“สนุกค่ะ เวลาเดียร์อยู่กับพี่เต๋อเราก็จะไร้สาระกันไปวันๆ คือคุยกันถูกคอมาก เดียร์ก็ได้มีปรึกษาเขาบ้างว่าควรจะเล่นยังไงดี เพราะว่าเดียร์ต้องเล่นเป็นพี่เต๋อตอนโดนวิญญาณอานนท์สิงร่าง ซึ่งมันไม่ง่ายเลย เดียร์ยอมรับว่าเครียด ด้วยความที่เราเป็นตัวเองสูงมากจะเล่นยังไงดีให้คนเชื่อว่าเราเป็นพี่เต๋อ เดียร์ก็เลยขอพี่เต๋อเล่นให้ดู และเดียร์ก็ขออัดคลิป เขาก็น่ารักเขาก็บอกว่าได้ และก็เล่นให้เต็มที่มาก เดียร์ก็ต้องก๊อบปี้ให้เนียน และตอนถ่ายทำเดียร์ก็ขอให้พี่เต๋อไปนั่งหน้าจอมอนิเตอร์ด้วยค่ะ เพื่อที่เวลาเดียร์เล่นเสร็จก็จะได้ขอคำแนะนำจากพี่เต๋อได้ ซึ่งพี่เขาก็ทำให้ ต้องขอบคุณมากๆ โชคดีมากๆ ที่ได้ร่วมงานกับพี่เต๋อ คือสนุกด้วยและได้เทคนิคจากพี่เต๋อมาเยอะด้วย”
คิดว่าละครเรื่องนี้จะให้ข้อคิดกับคนดูในแง่มุมไหนบ้าง?
“มันทำให้เรารู้ชีวิตมันก็ไม่แน่นอน คือบางทีคนที่เคยอยู่ข้าง ๆ เราวันนี้ วันพรุ่งนี้เขาอาจจะไม่อยู่แล้ว มันทำให้เดียร์ได้ตระหนักว่า เราควรจะทำทุกอย่างในทุก ๆ วันให้มันดีที่สุด พยายามบอกรักคนที่เรารักแบบในทุก ๆ วัน เพราะว่าในวันหนึ่งเราอาจจะไม่รู้ว่ามันสายเกินไปเปล่าที่จะพูด ดังนั้นเราควรทำทุกอย่างในวันนี้ให้มันดีที่สุด เราจะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลังว่า เป็นสิ่งที่สอนคนได้ดีมาก ๆ ค่ะ”

ชีวิตครอบครัวของเดียร์น่า ฟลีโป

ถึงจะเป็นสาวลูกครึ่ง แต่กลับเห็นเดียร์น่าใส่ผ้าไทยบ่อยมากๆ อะไรที่ทำให้เราชื่นชอบในผ้าไทยมากขนาดนี่้?
“ที่บ้านทำธุรกิจผ้าไทย เดียร์เลยค่อนข้างคุ้นเคยมาตั้งแต่เกิด ซึ่งจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้เพราะคุณพ่อเดียร์ซึ่งเป็นคนฝรั่งเศสได้เดินทางมาเที่ยวที่เมืองไทย แล้วหลงใหลในผ้าไทย จากนั้นได้เจอกับคุณแม่ที่เปิดร้านขายผ้าอยู่ก็เลยได้สนิทกัน บวกกับคุณพ่อมีความอยากทำธุรกิจด้านสิ่งทอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้เจอกับคุณแม่เลยทำให้ได้ปรึกษากันบ่อยจนกลายเป็นแฟนกัน และท่านทั้งสองคนก็ได้ช่วยกันเปิดโรงงานผ้าไหมทำธุรกิจมาจนถึงทุกวันนี้เดียร์จึงได้ซึมซับมาตั้งแต่เด็ก”
“และยิ่งเราได้เห็นทุกขั้นตอน ก็ยิ่งรู้สึกรักผ้าไทยมีเอกลักษณ์และมีเสน่ห์มากๆ แต่ละผืนกว่าที่จะได้มาไม่ง่ายเลย ต้องทอมือย้อมสีเอง บางครั้งก็มีสีผิดเพี้ยนบ้าง แต่ก็เป็นเสน่ห์ของผ้าไทย รู้สึกว่าเป็นของที่มีคุณค่ามากๆ”
เป็นนางแบบเองอย่างนี้ คุณพ่อคุณแม่ให้ค่าตัวบ้างไหม?

“ไม่มีค่ะ ศูนย์บาทค่ะ คิดเหมือนกันนะว่าแบบใส่ตัวนี้แล้วขายได้ ขอ 10% ได้ไหม (ยิ้ม) แต่ก็ไม่ได้เอาหรอกค่ะเพราะว่ามันเล็กน้อย แต่ว่าทุกผืนที่เราใส่ขายได้หมดนะ เราก็ใส่ออกมาให้ดูใส่ง่ายมากที่สุดคนเลยเห็นภาพ”

อยากรู้ว่าวัยเด็กเดียร์น่าเป็นเด็กแบบไหน?

“ค่อนข้างอยู่ในกฎเพราะคุณพ่อดุมาก ค่อนข้างมีวินัยมาก ทุกคนในบ้านต้องมีหน้าที่ ลูกต้องทำความสะอาดห้องตัวเอง เหมือนต้องการสอนว่าการดูแลตัวเองมันต้องทำยังไงบ้าง ก็เป็นสิ่งที่ดีนะคะ เพราะว่าพอดียร์โตขึ้นมาดียร์ก็เข้ามาเรียนในกรุงเทพ เช่าหออยู่คนเดียวเลยไม่ได้ลำบากในการดูแลตัวเอง เหมือนเลี้ยงให้เอาตัวรอดได้ ดูแลตัวเองได้ ใช้ชีวิตคนเดียวได้ ขึ้นรถเมล์คนเดียวได้ ไปไหนมาไหนคนเดียวได้ โดยที่แบบไม่ได้เป็นคนบอบบางหรือว่าอ่อนต่อโลก ค่อนข้างที่จะมีเกราะป้องกันประมาณหนึ่ง ดียร์ก็ไม่ค่อยติดหรู ชอบอะไรที่แบบลุย ๆ ไม่ได้เป็นคนหวานเหมือนกับในภาพอย่างที่ทุกคนเห็นนะคะ”

อยากรู้ว่าการแสดงเป็นความฝันของพี่เดียร์น่าตั้งแต่เด็กเลยไหมคะ?

“ไม่ใช่ความฝันแต่เด็กนะคะ แต่ว่าจริง ๆ ถ้าเราย้อนกลับไป ก็รู้สึกว่าเราก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างที่จะชอบการแสดงเหมือนกัน อย่างเวลามีงานเต้นโรงเรียน ดียร์น่าก็จะร่วมเต้นทุกงาน พอเริ่มโตขึ้นมาก็ไม่ค่อยชอบแล้ว รู้สึกเขินไม่ได้อยากจะเต้น แต่จุดเปลี่ยนก็คือตอนอายุ 15 ปี มีแมวมองมาที่โรงเรียนแล้วก็อยากจะให้ดียร์ไปประกวดเป็นพรีเซนเตอร์ของเซ็นทรัล แล้วคุณครูเลยบอกว่าอยากให้ดียร์ประกวด ตอนแรกดียร์ก็บอกไม่เอา ดียร์ก็บอกว่าดียร์ไม่รู้จะทำอะไรไม่ถนัดเลย ครูเลยบอกว่าอยากให้ประกวดเพื่อโรงเรียนหน่อย สุดท้ายจึงไปประกวด แล้วดันได้ที่ 1 มันตลก เพราะเราไม่คิดว่ามันจะได้เลยไม่มีอะไรพร้อมเลยสักอย่าง แต่คุณแม่ก็ดีใจมาก จากนั้นมาเลยเริ่มมีงานเดินแบบแต่ต่อมาก็หยุดไปเพราะเข้ามาเรียนใน กทม.”

“พอดีว่าวันหนึ่งรุ่นพี่พาไปกินข้าวที่ร้านของพี่เอ (ศุภชัย ศรีวิจิตร) แล้วพี่เอก็มาร้านพอดี พี่เอหันมามองเราแล้วยิ้มและขอเบอร์ติดต่อ อยากจะให้มาลองแคงานดู นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เข้าวงการได้เพราะว่าเจอพี่เอแบบบังเอิญ ละครเรื่องแรกคือ “สามีตีตรา” ละครดังมาก เราก็เลยโชคดี จังหวะได้ไปหมด”

แล้วพอได้มาทำงานละครจริงๆ จังๆ รู้สึกอย่างไรบ้าง?

“รู้สึกสนุกนะคะ อีกทั้งยังรู้สึกว่าเรามีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ มีวินัย มีความอดทน มีการปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ ๆ”

เดียร์มีช่วงเวลาชีวิตที่แบบยากลำบากไหมคะ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย?

“ก็คงเป็นตอนที่มาอยู่กรุงเทพตอนแรกค่ะ เดียร์ยังไม่ได้มีรถด้วย คือไม่ได้เอามาจากบ้านที่อุดรธานีเพราะคิดว่ามันยังไม่ได้จำเป็นมาก เดียร์จึงเลือกขึ้นรถเมล์ไปเรียนมหาวิทยาลัยเพราะอยากประหยัด คือก่อนหน้านี้เคยขึ้นแท็กซี่แล้ว ราคา 120 ซึ่งไปกลับก็ใช้เงิน 200 กว่าบาท รู้สึกแพงมาก ก็คิดว่าเอายังไงดีไม่อยากเสียเงิน 200 บาททุกวันจากการเดินทาง เดียร์ก็ไปถามคนรู้จักเขาก็แนะนำว่า ให้นั่งรถสองแถวไปลงที่สะพานใหม่ตรงหน้าบิ้กซี แล้วก็ขึ้นรถเมล์จากตรงนั้นไปมหาวิทยาลัย เดียร์ก็ทำยังงั้นมาสักพักเลยค่ะ เพราะค่าเดินทางถูกลงประมาณ 30-40 บาทต่อวัน แต่ทุกคนบอกว่าทำไมเดียร์ลำบากจัง แต่เดียร์รู้สึกว่าเดียร์แฮ็ปปี้ที่ได้แบบประหยัดเงิน เราไม่อยากเสียเงินกับสิ่งที่มันแบบเปล่าประโยชน์”

เห็นว่าตอนนั้นละครก็ออกอากาศแล้วด้วย?

“แต่คนก็จำยังไม่ค่อยได้นะคะเพราะยังเป็นเรื่องแรกอยู่ บางวันคนเยอะมากก็ต้องยืนตอนแรกก็แบบยืนไม่เป็นนะ มีเซ ๆ สักพักหนึ่งเริ่มเรียนรู้ว่าต้องยืนตะแคงข้างเพื่อให้เวลาเบรกเราจะได้ไม่เซ ”

“แต่โชคดีวันหนึ่งมีงานเลี้ยงของช่อง 3 ตอนนั้นแจกรางวัลเยอะมาก ปรากฏว่าเดียร์จับได้รางวัลได้รถยนต์มา เหมือนพระเจ้าเห็น เดียร์เลยได้รถยนต์ใช้เดินทาง”

พี่สาวคนสวยของ ลิซ่า BLACKPINK

ก่อนหน้านี้เดียร์น่าเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อถึงความสัมพันธ์กับลิซ่าเลยอยากรู้ว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้จักและสนิทกันเกิดขึ้นอย่างไร?

“จริง ๆ รู้จักกันไม่นานมากค่ะ  รู้จักกันตอนคือรู้จักเพราะว่าครูก้อย วันหนึ่งตอนที่ยังเป็นศิลปินฝึกหัดลิซ่ากลับมาเมืองไทย น้องเขาเลยถามครูว่าตอนนี้กำลังสอนใครอยู่ซึ่งเดียร์เป็นหนึ่งในรายชื่อนั้น พอพูดชื่อออกมาน้องเลยบอกว่ารู้จัก เหมือนเขารู้จักเราจากละครเรื่องตามรักคืนใจ ซึ่งก่อนที่จะเดบิวต์เขาก็ได้อัดคลิปมุมน่ารักๆ มาให้ก็รู้สึกดีใจมาก จากนั้ยนมีโอกาสได้คุยกันมาเรื่อยๆ จนน้องมีคอนเสิร์ตที่ไทย เราก็ไปให้กำลังใจ เลยได้นัดกินข้าวกัน เป็นความสัมพันธ์ที่แบบดีต่อใจ”

2-3 ปี ที่ผ่านมาลิซ่าดังขึ้นเยอะมากๆ นอกจากชื่อเสียงก็ยังมีเรื่องดราม่าต่างๆ ด้วยอยากรู้ว่ามีให้กำลังใจอย่างไรบ้าง?
“เราก็ต้องส่งกำลังใจให้ทุกครั้ง เพราะว่าเหมือนก็อยากให้เขารับรู้ว่าจริง ๆ มันไม่ได้มีแค่ตัวเดียร์เองหรอก ทุกคนเป็นกำลังใจให้น้อง ซึ้งลิซ่ารับรู้ได้หมดว่าทุกคนเป็นกำลังใจให้เขา เดียร์ว่าทุกๆ ครั้งเขาผ่านไปได้เพราะว่าทุกคนเนี้ยแหละค่ะที่อยู่เคียงข้างเขาตลอด”
ในทางกลับกันลิซ่าเคยให้กำลังใจเราบ้างไหม หรือมีประโยคไหนที่ทำให้แบบเรารู้สึกใจฟูบ้างหรือเปล่า?
“ยังไม่ได้มีเรื่องอะไรที่น้องต้องให้กำลังใจ แต่ประโยคที่ทำให้ใจฟูคงเป็นคำพูดที่น้องบอกว่า “คิดถึงมากๆ เลย พี่คนสวย”เขาแบบน่ารัก เป็นคนขี้อ้อนใช้คำพูดแบบน่ารักตลอด”
ล่าสุดเห็นไปบ้านน้องลิซ่ามาด้วยเป็นอย่างไรบ้างคะ?
“ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว เป็นช่วงโควิด-19 ลิซ่าไม่ได้กลับบ้านเลยคุณแม่เลยชวนให้ดียร์น่ากับครูก้อยมาคริสต์มาสที่บ้าน รู้สึกโชคดีมากเหมือนนึกถึงกัน เราก็คิดถึงน้องกันทุกคนแต่ว่าน้องกลับมาไม่ได้ แต่น้องก็ยังคงคุยกับคุณแม่ตลอดนะคะ พอดีกับบ้านสร้างเสร็จพอทั้งสองทั้งเลยชวนมากินข้าวกันสนุก ๆ กัน คุณพ่อคุณแม่น่ารักมาก นึกถึงดียร์เสมอเลย แล้วน้องลิซ่าก็ฝากของขวัญให้ด้วยยิ่งรู้สึกประทับใจค่ะ”
เดียร์น่า ลิซ่า

 

Praew Recommend

keyboard_arrow_up