10 ปี พิสูจน์รักแท้ ตู่-มาวิน ท้อแค่ไหนก็ไม่ทิ้งกัน ฝ่าอุปสรรค จนได้เข้าประตูวิวาห์

ตู่-มาวิน คู่รักมาราธอนใช้เวลา 10 ปี พิสูจน์รักแท้ ท้อแค่ไหนก็ไม่ทิ้งกัน จับมือกันร่วมฝ่าอุปสรรค จนได้เข้าสู่ประตู่วิวาห์

เรียกว่าเป็นอีกคู่รักที่คบกันมายาวนานถึง 10 ปี สำหรับผู้จัดละครคนสวย ตู่ ปิยวดี มาลีนนท์ กับนักแสดงหนุ่ม วิน มาวิน ทวีผล โดยระหว่างที่คบกันทั้งคู่ต้องเจอกับกระแสสบประมาทต่างๆ นานา แต่ในที่สุดก็ฝ่าฟันกันมาจนถึงวันที่ใกล้จะแต่งงาน เดินทางจับมือกันมาสู้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานา งานนี้ทั้งคู่ได้มาเปิดใจถึงเส้นทางรักของ ตู่-มาวิน  ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแบบหมดเปลือก ..

ตู่-มาวิน

ตู่ นับเป็นหัวใจของคนที่บ้าน พอมีข่าวนี้ออกมาที่เราคบกันกับมาวิน มีแรงกระทบมาจากครอบครัวไหม ??

ตู่ : มีค่ะ ที่บ้านก็เรียกไปคุยว่าจริงหรือเปล่า คบกันจริงหรือเปล่า แต่ที่บ้านไม่เคยมีใครคบกับคนในวงการเลย ส่วนมากเป็นคนที่อยู่นอกวงการหมด เรานี่เป็นผู้บุกเบิกสิ่งนี้ให้กับที่บ้านเลย เพราะก่อนที่เขาจะมาจีบคือไม่มีคนในวงการมาจีบเราเลย พอมีข่าวว่าเขามาจีบ ก็มีดารามาจีบเราเยอะมาก เพื่อนของเขาก็มาจีบค่ะ คงเพราะก่อนนั้นเขาอาจจะไม่กล้า

มาวิน : เหมือนที่ผมพูด ผมเหมือนมาปลดล็อคเขาจริงๆ แต่ตอนนั้น ตู่ เขาก็บอกผมครับว่ามีใครมาจีบเขาบ้าง

ตู่ : เพราะอย่างที่เราบอกว่าเราสลับอะไรแบบนี้ไม่เป็น แล้วพอมีเพื่อนเขาส่งข้อความมาถามว่าหลับแล้วหรือยัง เราอยู่กับเขาพอดีเราก็เอาให้เขาดูว่าเพื่อนเธอถามว่าฉันหลับหรือยัง

มาวิน : ช่วงนั้นคือ คู่แข่งเยอะมาก แต่ผมก็บอกเขาอยู่เสมอว่าสิทธิ์ในการเลือกอยู่ที่เขา ผมเลือกที่จะเข้ามาให้เขาเลือกเอง ถ้าเขาเลือกผมคือ โชคดี ถ้าเขาเลือกคนอื่นผมก็ยินดีด้วย เพราะผมบอกว่าผมเป็นใคร เขาเป็นใคร จะให้ผมมานั่งหึงหวงเขา ไม่ใช่ ผมต้องเจียมตัว

ตู่ : แต่ก็มีช่วงลองคุยนะคะ 5 คน แต่เรารู้สึกเหนื่อยมากๆ เลย แล้วเราก็ไม่ได้ปิดด้วยนะคะ ว่าเราคุยกับหลายคน แต่เรารู้สึกว่ากว่าจะคุยวนมาจนครบทุกคน เรารู้สึกว่าชีวิตเราทำไมเหนื่อยแบบนี้ เราเลยตัดสินใจบอกอีก 4 คนว่าเราตัดสินใจว่าเราจะคุยกับคนนี้แล้ว

ตู่ : แต่เราก็คบกันแบบเงียบๆ นะคะ เพราะ 8 ปีแรกที่บ้านไม่ถามถึงเขาเลยสักคำ ที่บ้านทำเหมือนเราโสด เหมือนเราไม่มีแฟน เหมือนเราไม่ได้มีเขา เขารู้แต่เขาไม่พูด

การไม่พูดเหมือนกับการไม่ยอมรับหรือเปล่า

ตู่-มาวิน

มาวิน : ใช่ครับ เขาไม่ยอมรับครับ ชัดเจนเลย

ตู่ : ใช่ค่ะ เขาไม่ได้ห้าม แต่เขาไม่ถามถึง ไม่พูด ไม่ชวนไปกินข้าว ทริปครอบครัวไม่มี ถามว่าเราอึดอัดไหมที่เราต้องอยู่ตรงกลาง ต้องบอกว่ายังดีที่เขาเข้าใจด้วย ว่ามันเป็นไปได้ เพราะตอนนั้นข่าวที่ออกมาเกี่ยวกับเขามันแรงด้วย เขาก็เข้าใจว่าที่บ้านคงต้องใช้เวลา

เวลาที่เราคุยกันใน Club Friday จะมีอยู่อย่างหนึ่งในดาราที่ความรักจะเดินหน้า คือ เรื่องฐานะ แล้วในวันที่เกิดวิกฤติตอนนั้น ตู่ คิดยังไงบ้าง ??

ตู่ : คือ ต้องบอกว่าตอนนั้นมันลุ่มๆ ดอนๆ มาก คือ บางทีมันก็สู้ บางทีมันก็ท้อ เวลามันไม่มีคือไม่มีจริงๆ เขานะคะ ไม่มีจนถึงขนาดที่ ตู่ต้องกำหนดให้เขาเลยว่า วันหนึ่งเขาต้องใช้เงินเท่าไหร่ แล้วเธอใช้เงินเท่านี้ต่อวัน เงินในบัญชีที่เธอมีอยู่ เธอจะอยู่ไปได้เท่านี้แล้วในระยะเวลาเท่านี้เธอต้องคิดทำอะไรให้ได้เพื่อให้มีเงินให้ได้

อย่างตอนนั้นตู่ถามว่าเธอมีทรัพย์สินอะไรบ้าง เขามีคอนโด ตู่บอกขายเลย เอาเงินมาก่อน เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีงานเข้ามาเมื่อไหร่ ระหว่างนั้นเราก็เอาเงินที่ขายคอนโดมาพยายามตั้งหลักในช่วงนั้น

หลายๆ คนบอกว่าไม่เป็นไรเป็นแฟนกันให้กันได้ ตู่มีมากกว่าอยู่แล้ว เคยคิดไหมไม่เป็นไรเดี๋ยวเราช่วย

ตู่ : คือตู่คิดว่าถ้าเขาจะดูแลชีวิตเรา ตู่บอกเขาว่าไม่ต้องดูแลตู่ก็ได้ เพราะเราแค่เอาเงินต้องนี้ไปโยกฝากที่นี่ ดอกเบี้ยนู้นนี่ !! เราก็มีเงินใช้แล้ว แต่อย่างเขามันยากกว่าเรา เราบอกเขาว่าขอให้เขาดูแลตัวเองได้แค่นั้น ส่วนเราก็ดูแลตัวเองเช่นกัน

เราไม่จำเป็นต้องให้เขามาดูแลให้เขามาให้เงินเดือนเรา ทุกวันนี้เราหารครึ่งทุกอย่างค่ะ กินข้าวก็หารครึ่ง จริงๆ บางคนจะคิดว่าตู่เป็นคนออก แต่จริงๆ เราจะมีเงินกองกลาง ตู่จะเป็นคนถือ พอไปกินข้าวเราก็จ่าย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ มันเป็นเงินของเราสองคน

ตู่ : ช่วงแรกๆ ที่เราคบกัน ไม่ได้ไปกินข้าวกับเพื่อนเลย เพราะว่าเขาจ่ายไม่ไหว อย่างเวลาเราไปกินข้าวกับเพื่อนที 2-3 พัน แล้วเรารู้ว่าเขาจ่ายไม่ไหวเพราะเขาใช้ได้วันละ 2-3 ร้อยเอง เพราะอย่างที่บอกเราไม่ได้จ่ายให้เขา

และถ้าเขาไป เขาก็จะอึดอัด ทุกคนจะอึดอัด เราเลยรู้สึกว่าถ้าพร้อมเดี๋ยวค่อยไป ก็ 2 ปีที่ไม่ได้ไปทานข้าวกับเพื่อนเลย และเมื่อเขาพร้อม เขาเข้ามาในสังคมเพื่อนเรา เพื่อนทุกคนคือรักเขามาก เพราะเขาเป็นคนชอบเล่าเรื่องและทุกคนก็ฟังเขา เวลาที่เขาไม่ไปมันเหมือนวงสนทนาเงียบไปเลย

เคยมีสักครั้งไหมที่จะยอมแพ้

ตู่-มาวิน

ตู่ : ตู่ไม่เคยมีความคิดที่จะยอมแพ้นะคะ

มาวิน : ผมก็ไม่เคยคิดจะยอมแพ้ครับ

ตู่ : แต่ตู่จะกดดันเขาหนักมาก ทุกวิธี บางทีด่าเขาจนแบบ ให้เขาเดินให้ได้สักที

ซึ่งเพราะตู่เป็นคนทำงานหนักมาก มาวินเลยหาตัวช่วยแก้เครียดมาให้ คือ แมว

ตู่ : (หัวเราะ) คือ ตอนนั้นเขาไม่มีงาน เพราะจากคนที่มีงานเดินแบบทุกวัน แล้วพอไม่มีงานเขาก็อยู่บ้าน เขาก็ฟุ้งซ่าน แล้วก็เครียด และวันๆ ก็รอว่าตู่ประชุมแล้วก็มาหาเขา คนที่ไม่มีงาน ไม่มีเงิน มันเครียดจริงๆ นะคะ คือ น้ำตาไหล แล้วเขาก็ไม่ได้ขอเงินที่บ้านด้วย

พอเขาเครียด เราก็บอกเขาว่าเธอชอบอะไร เขาก็บอกว่าเขาชอบแมว ตู่ซื้อแมวเลยค่ะ เธอเลี้ยง เขาบอกว่าเขาเคยประกวดได้ Grand Champion เราก็บอกเขาว่านี่คือ แมวของฉันนะ งั้นเธอก็เลี้ยงแมวตัวนี้ให้ได้ Grand Champion คือ ตอนนั้นเราแค่รู้สึกว่าอยากหาอะไรให้เขาทำก็เลยซื้อแมวมา 2 ตัว

มาวิน : แล้วทั้งคู่ก็ได้ถ้วยพระราชทาน ตัวหนึ่งเป็นแชมป์เอเชียเลยค่ะ เราก็ศึกษาจริงๆ ทั้งในเรื่องการกิน การอยู่ การใช้ชีวิตกับเขาสองตัว ตอนนั้นกลายเป็นแมวพลิกชีวิตอีกครั้ง คือ แมว งานเยอะมาก ผมไม่มีเลยนะครับ แต่แมวงานชุกมาก เป็นพรีเซนเตอร์อาหารแมว เรียกว่าแมวพลิกชีวิต แมวดูแลเราด้วย ผมนี่ให้แมวเลี้ยงมา 5 ปี เลยนะครับ (หัวเราะ)

ตู่ : คือก่อนที่เราจะเลี้ยงแมว เคยนั่งมองหน้ากัน แล้วเขาก็น้ำตาไหล เพราะคิดไม่ออกว่าจะไปทางไหน อย่างตู่ เราโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ เราก็จะคิดทำอะไรๆ แต่เขาโตมาแบบตั้งแต่เด็กๆ เขาก็จะเป็นนายแบบตั้งแต่เอแบค มีคนมาจ้างทำ คือ เขาไม่เคยคิดทำธุรกิจ ลงทุน

มีสักครั้ง หรือ มุมหนึ่งไหมที่โกรธคนที่แฉ เข้ามาคว่ำชีวิตเราวันนั้นไหม

มาวิน : ณ วันนั้นโกรธครับ แต่ ณ วันนี้ต้องขอบคุณเขา ถ้าไม่มีวันนั้นก็ไม่มีวันนี้

ตู่ : ตู่ว่าบางอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเขา ทำให้เขาเหมือนเจอปัญหาอะไร ตอนนี้กลายเป็นเรื่องเล็กไปแล้ว

มาวิน : บางสิ่งบางอย่างที่ทำบางครั้งอาจจะทำเพื่อความสะใจ แต่ไม่รู้เลยว่าอาจจะทำให้คนหนึ่งเกือบตายเหมือนกัน

ตัว วิน เองรู้ไหมว่าใน 8 ปี ที่ครอบครัวเขาไม่ถามถึงเราเลยแปลว่าเขาอาจจะมีอะไรในบางมุมแรกที่ไม่ยอมรับ

มาวิน : ผมเชื่อว่าจะให้รับผมมันยากอยู่ครับ เรารู้ตัวทุกอย่างเลย รู้สถานะตัวเอง เราเจียมตัวตัวเองเลยครับ รู้ว่าเขาเป็นใคร เราเป็นใคร ผมแค่ได้เขามาก็ดีใจแล้ว ผมไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของบ้านเขาเลย บอกเขาแบบนี้เสมอ

แม้กระทั่งไปดูหนังหรือไปกินข้าวกัน ถ้าที่บ้านโทรมา ตู่ไปกินข้าวที่บ้าน เรายกเลิกหมดเลย ไปกับที่บ้านก่อน แล้วเราค่อยมาเจอกัน ค่อยนัดกันวันหลังให้ที่บ้านเป็นอันดับหนึ่งของเขาไปเลย ไม่มีน้อยใจเลยครับ เราดีใจด้วยซ้ำที่เขาไปอยู่ข้างๆ โกนะ ไปอยู่กับม๊าๆ นะ ถึงที่บ้านจะไม่ยอมรับเราแต่เราได้อยู่ข้างๆ กัน เขาอยู่ข้างผม ผมอยู่ข้างๆ เขาแบบนี้ผมดีใจมากแล้วครับ เราร้องไห้ด้วยกันหลายครั้งมาก ผมกลัวเขาทิ้งผมนะ

มีเหตุการณ์ที่เหมือนฟ้าเปิดเพราะที่บ้านอยู่ๆ เอ่ยถึงชื่อมาวิน ขึ้นมา เกิดอะไรขึ้น

มาวิน : สุดท้ายวันของผมก็มา ฟ้าก็เปิดสักที (ยิ้มๆ) ไปงาน Outing กับบริษัทของ ตู่ พี่ลีน เขาเอาลูกไปด้วยตอนนั้นเขาอายุ 6 ขวบ ก็ได้เล่นเกมกับเขา แต่เราโตกว่า เราเลยเล่นสกิลสูงกว่าเขา หลานเลยติด เบรธ คือ ติดมากตอนนั้นเดินตามเป็นลูกเป็ดเลย พอหลังกลับจาก Outing หลานก็ถามถึงเราบ่อย พูดชื่อเราบ่อย อย่างไปเที่ยว หลานก็จะบอกว่าอยากให้อาวินมาด้วยจัง จะได้มาเป็นเพื่อนเล่นกับ เบรธ ก็เลยสนิทกันมากกับหลานจนตอนนี้เขาเป็นหนุ่มแล้วก็ยังสนิทซี้กันเลย

ตู่ : ที่บ้านก็จะได้ยินชื่อเขาตลอดเวลา พอได้ยินชื่อบ่อยๆ ตรุษจีนปีหนึ่งค่ะ ลองชวนเขามากินข้าวกับที่บ้านไหม เราก็บอกเขาว่าพี่สาวฉันชวนเธอไปกินข้าวที่บ้าน

มาวิน : ตอนนั้นเราบอกว่าจริงเหรอ กลัวๆ เพราะว่ารวมญาติ ทุกโต๊ะคือ มาลีนนท์ ผมไม่รู้จะอยู่ตรงไหน ตอนนั้น ไม่ได้เตรียมตัวเลยครับแต่ใส่เสื้อสีแดงเข้าใส่อย่างเดียวเลย พอไปแล้วเราสวัสดีทุกคนเรียบร้อย ก็นั่งที่โต๊ะไม่กล้าลุกอีกเลย ไม่กล้าคุยกับใครเลย กินของที่โต๊ะไม่เหลือเลย

ตู่ : แต่วันนั้นกลายเป็นเรื่องที่บ้านพูดกันว่ามาวินมันกินได้ขนาดนี้เลยเหรอ (หัวเราะ) แต่พอหลังๆ จากที่หลานถามถึงกลายเป็นแม่เริ่มถาม แม่เริ่มชวนเขามาสิ ปกติที่บ้านจะกินข้าวด้วยกันทุกวันอาทิตย์ค่ะ แม่ก็บอกว่าชวนเขามาสิ เกาหลีไม่มาเหรอ

ถามการเตรียมการที่จะเขาแต่งงานเตรียมยังไงบ้าง

มาวิน : ผมเป็นคนที่เซอร์ไพร้ส์อะไรไม่เป็นเลยครับ เพราะคบเขา ผมจะไม่โกหก ไอจี หรืออะไรต่างๆ ของผม เขามีพาสเวิร์ดหมดคือ ผมจะขยับตัวยากมาก กลางคืนจะมีเวลาอยู่บ้านก็มันมีเวลาไม่พอเตรียมตัว โชคดีครับไปถ่ายซีรีส์แล้วต้องไปหัวหิน 5 วัน 5 วันแห่งการเตรียมการ ลูกพี่เราเขาเป็นคนจัดการเตรียมการ แต่เพื่อนอีก 50 คนรออยู่ในห้อง VIP คือ ทุกคนที่อดทนรอไม่ออกไปไหนเลยอยู่ในห้องนั้น ผมนี่มือเย็น หน้าไม่นิ่งไปหมด แต่พอเขามา เราก็ต้องเก็บอาการ

มาวิน : พอกล่องมาวางปุ๊บ เปิดออกมาสิ่งแรกที่ผมมองก่อนเลยคือ แหวนอยู่ไหน มองไม่เห็นเลยเราก็นึกในใจเอาแล้ว แล้วตู่ เขาก็ทักเราอีกว่าทำไมมือต้องสั่น เราก็เรียกเชฟมานี่ปลาอะไร (ใจจริงๆ จะถามว่าแหวนอยู่ไหน)

แต่เชฟป้อมก็ตอบจริงจังไปอีกแนะนำปลาไปอีก คือตอนนั้นที่เรากินปลาคือ ไม่รู้รสชาติอะไรล่ะ ห่วงแต่แหวน เราเลยเอามือลงไปจวกแหวนใส่สาหร่ายแล้วก็เลยหยิบมาให้เขาว่า นี่ๆ เขามีของแถมมาให้ด้วย

มาวิน : เป็นครั้งแรกที่เราทำเซอร์ไพร้ส์เขาสำเร็จ แล้วเราก็ส่งสัญญาณบอกให้เพื่อนออกมา

ตู่ : เราร้องไห้จริงจังมาก เพราะเราไม่คิดเลยว่าเราจะมีวันนี้ แล้วไม่คิดว่าเขาจะทำเซอร์ไพร้ส์อะไรได้เลย

มาวิน : อย่าว่าแต่เขาไม่เห็นปลายทางเลยครับ ขนาดตัวผมยังมองไม่ออกเลย แต่ต้องขอบคุณเขาที่อยู่กับผมมาจนถึงในวันนี้

ตู่ : เพราะว่าเขาทำให้ทุกวันเรามีความสุข มันก็เลยรู้สึกว่าอยู่แบบนี้มันก็โอเค ถ้าเลิกกับเขาไป อาจจะไปหาคนที่เขาพร้อม เราอาจจะไม่มีความสุขแบบนี้ก็ได้

ได้ฤกษ์แต่งงานที่ชัดเจน คือ วันที่ แล้วพอเป็นนามสกุลมาลีนนท์ คนต้องคาดหวังว่าสินสอดจะต้องเป็นแบบพันล้านหรือเปล่า

ตู่ : 20 ธันวาค่ะ หมั้น แล้วก็ฉลองแต่งงานคือ ปีหน้าเลย 28 กุมภาพันธ์

มาวิน : มาแต่ตัวกับหัวใจเลยครับ ผมโชคดีที่สุดในชีวิตครับที่ได้เขามาเป็นแฟนและมาเป็นคู่ของ ผม สินสอดทำที่เท่าที่ทำได้เพราะผมตัวคนเดียว ผมบอกที่บ้านเลยว่า ให้พี่ชายกับพี่สาวไปเลย บ้านผมฐานะปานกลาง แล้วเราทำมาด้วยกัน 2 คน ผมอาจจะไม่ได้มีเท่าคนอื่นเขา แต่ในชีวิตของผม ผมให้เขาเต็มที่แน่นอน

ตู่ : เราบอกเขานะว่าไม่ต้องซีเรียสนะเรื่องนี้ เพราะเป็นเหมือนสิ่งที่ทุกคนสนใจ เพราะว่าเราแต่งกับเขาไม่ได้เพราะเงินร้อยล้าน เราแต่งกับเขาเพราะรู้ว่าเขารักเรา


จากลูกนายไม่กล้าจีบ สู่คู่รักมาราธอน ” ปิยวดี มาลีนนท์ – มาวิน ทวีผล “

ผู้ชายแซ่บๆ ที่กินพริกเป็นว่าเล่น “มาวิน ทวีผล” เจ้าของเพจ Mawinfinferrr

Praew Recommend

keyboard_arrow_up
error: Content is protected !!