ไมค์-พิรัชต์

เปิดศึกเรื่องลูก! ซาร่า คาซิงกีนี VS ไมค์-พิรัชต์ คำตอบต่างคนต่างมุมมอง

ไมค์-พิรัชต์
ไมค์-พิรัชต์

คำตอบต่างคนต่างมุมมองของ ซาร่า คาซิงกีนี VS ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล เปิดศึกกันผ่านสื่อหลังจากที่มีปัญหากันเรื่องลูก! 

เรียกว่าเป็นประเด็นร้อนจริงๆ สำหรับกรณีของ ซาร่า คาซิงกีนี และ ไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ หลังจากที่มีปัญหากันเรื่องลูก หลังจากที่ฝ่ายชายต้องออกมาร้องต่อศาลเพื่อขอเป็นพ่อโดยชอบธรรมตามกฎหมาย เพื่อให้มีสิทธิ์ในการตัดสินใจในตัวลูกด้วยกัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็ได้สรุปออกมาเป็นประเด็นดังนี้

ประเด็นขอลดคุณภาพชีวิตลูก

ในมุมของซาร่า : ซาร่าเปิดเผยว่ายกเว้นช่วงแรกที่คุยไม่ลงตัว ไมค์ไม่ได้ดูแลเธอและลูก แต่หลังจากนั้นก็ช่วยเหลือและดูแลกันมาตลอด กระทั่งวันนี้เขาขอลดคุณภาพชีวิตลูก เธอจึงไม่อยากยอมรับ เลยคิดว่าอยากปกครองลูกแต่เพียงผู้เดียวดีกว่า

โดยคำชี้แจงในส่วนของค่าเล่าเรียนนั้นซาร่าเผยว่า ตามที่มีการแจ้งว่ามีค่าใช้จ่ายปีละเป็นล้านไม่เป็นความจริง นั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่ใช่ ซาร่าอ้างว่าค่าเทอมของลูกชายในปีแรก 5 แสนบาท ปีที่สอง 6 แสนบาท ปีที่สาม 7 แสนบาท ดังนั้นไม่ถึง 8 แสนอย่างที่เป็นข่าว ซึ่งล่าสุดไมค์ได้เสนอให้เหลือปีละ 1 แสนบาท ซึ่งเธอไม่โอเคที่คุณภาพชีวิตลูกจะลดลง ซึ่งเธอได้ย้ำหนักแน่นว่า “ถ้าวันหนึ่งเขาไม่ไหว หรือไม่อยากให้ต่อ ก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่เรายังอยากคุมคุณภาพชีวิตของลูก ซึ่งเราก็พร้อมเต็มที่ที่จะดูแลลูกของเรา”

นอกจากนี้ ซาร่ายังได้เล่าถึงการมาใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯว่า ไมค์อยากให้เธอและลูกอยู่ที่กรุงเทพฯ เขาบอกว่าพร้อมที่จะดูแล แต่วันหนึ่งเขาบอกว่าไม่ไหวที่จะจ่ายตรงนี้ เขาจะล้มละลายช่วงโควิด ซาร่าจึงได้บอกไปว่าถ้ามีปัญหาให้มาคุยกัน เพราะเธอเองก็พร้อมจะช่วยเหลือ แต่กลับกลายเป็นว่าเขาขอลดคุณภาพชีวิตลูก เช่นเรื่องที่พักเขาเสนอให้เราอยู่ห้องเดือนละ 4 พัน ขนาด 22 ตารางเมตร ทำให้เธอรู้สึกสงสารลูกและคิดว่าบ้านที่ภูเก็ตก็มีพื้นที่กว้างให้วิ่งเล่น ดังนั้นจึงคิดว่ากลับไปอยู่บ้านที่ภูเก็ตดีกว่า

ซาร่า คาซิงกินี

ในมุมของไมค์ : ไมค์บอกว่าเขาไม่ได้มีงานมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว ในขณะที่ค่าใช้จ่ายยังเหมือนเดิม และไม่รู้ว่าสถานการณ์แบบนี้จะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน ก็เลยไปปรึกษาเขาเพื่อวางแผนอนาคตลูก โดยเฉพาะเรื่องโรงเรียนที่บอกกับซาร่าไปว่าถ้าต้องจ่าย 8-9 แสนต่อปีคงไม่ไหวหรอก จึงได้ชวนให้ซาร่าลองหาที่อื่นดู และจากที่ดูมาทั้งหมดและคิดว่าจะให้แม็กซ์เวลล์เรียนที่เลิศหล้าเพราะที่นี่ค่อนข้างดี มีสอนทั้งภาษาไทย-ภาษาอังกฤษ และราคาสมเหตุสมผล โดยค่าเทอมประมาณ 150,000 บาท แต่เขาก็เสนอให้ผมไปดูที่อีกโรงเรียนหนึ่ง

ส่วนเรื่องที่ผมเอาลูกออกจากโรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจโดยที่เขายังไม่รู้ เพราะพอไปถามโรงเรียนเขาบอกว่าถ้าจะ withdraw ให้ดำเนินการภายในวันนั้นเพราะมันเป็นวันสุดท้ายที่จะได้เงินมัดจำ 3 แสนบาทคืน  ในขณะที่ซาร่ายังไม่ตัดสินใจ แต่มันก็ใกล้ที่จะเปิดเทอม ไมค์จึงตัดสินใจยอมเสียเงิน 3 แสนเพื่อที่จะให้ลูกกลับไปเรียนที่เดิม แต่สุดท้ายซาร่าก็พาลูกบินไปอยู่ที่ภูเก็ต ไมค์รู้สึกว่าเหมือนเอาเงินไปละลายน้ำ ทั้งที่เงินจำนวนนี้น่าจะนำไปเป็นค่ามัดจำสำหรับโรงเรียนใหม่ของลูก และไมค์ยังบอกอีกว่าเคยคุยกับซาร่าเหมือนกันว่าอยากจะแชร์ค่าใช้จ่าย เพื่อจะได้ช่วยกัน แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบจนวันนี้ จนทุกวันนี้ไมค์เองก็ยังไม่รู้เลยว่าลูกเรียนโรงเรียนอะไร

เมื่อถามไมค์ถึงสิ่งที่ซาร่าออกมาเปิดเผยว่าเขาจะให้ลูกอยู่คอนโดเดือนละ 4 พันนั้น ไมค์บอกว่า คอนโดที่ซาร่าอยู่นั้นแท้จริงแล้วเป็นของพี่ชาย ไมค์ได้เช่าในราคาถูกกว่าปกติเนื่องจากพี่ชายของไมค์ก็คิดว่าให้หลานอยู่ แต่ด้วยพิษโควิดทำรายได้ไม่ดีเหมือนเดิม จึงคิดปล่อยห้องให้คนอื่น ซึ่งห้องซาร่าอยู่นั้นโอกาสมากที่สุด พี่ชายจึงให้ไมค์ไปคุยกับซาร่าว่าไหนๆ ย้ายโรงเรียนแล้วก็ย้ายไปอยู่ใกล้ๆ โรงเรียนเลยดีกว่า ไมค์จึงหาที่พักในแถบเกษตรนวมินทร์ ไมค์ยืนยันว่าไม่ได้บังคับให้ต้องอยู่ห้องเดือนละ 4 พันบาท แต่ให้ซาร่าดูหลายๆ ที่ ซึ่งแต่ละที่โอเคและราคาไม่แพง โดยวัดจากถ้าไมค์อยู่ได้ ลูกก็น่าจะอยู่ได้ โดยราคามีตั้งแต่ 4,800-13,000 บาท

ไมค์-พิรัชต์

ประเด็นไมค์ร้องต่อศาลเพื่อขอเป็นพ่อโดยชอบธรรมตามกฎหมาย เพื่อให้มีสิทธิ์ในการตัดสินใจในตัวลูกด้วย

ในมุมของซาร่า : ซาร่ามองว่าด้วยความที่เธอและหนุ่มไมค์ไม่ได้เป็นสามีภรรยาที่อยู่บ้านเดียวกัน อีกอย่างหนึ่งไมค์ก็อยู่ที่เมืองจีนเป็นหลัก ดังนั้นเวลาจะทำเอกสารต่างๆ ต้องรอให้เขามาเซ็นยินยอม ขณะที่ไมค์ก็ไม่ได้ว่างตลอด 24 ชั่วโมง เธอจึงมองว่าลูกจะมีปัญหากับชีวิตลูกจะรวน  ซาร่ายังบอกอีกว่าที่ผ่านมาเธอและหนุ่มไมค์ได้ทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องลูกด้วยกันมาตลอด ไม่ใช่เธอที่ตัดสินใจฝ่ายเดียว ก่อนจะทิ้งท้ายไว้ว่า “ความเป็นพ่ออยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่กระดาษ”

ในมุมของไมค์ : ไมค์มองว่าสาเหตุที่ซาร่ายกมาพูดน่าจะมาจากเรื่องเมื่อต้นปีที่แล้ว ที่เขามาขอลายเซ็นไปเพื่อทำพาสปอร์ตใหม่ให้กับลูก แต่ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่โควิดระบาดหนักที่สุด ผมไม่ได้จะไม่ทำให้ แต่ผมเพียงแค่ไม่อยากให้ลูกไปในช่วงนั้น ผมแค่สงสัยว่าทำไมต้องรีบบิน  รอให้สถานการณ์ดีขึ้นก่อนก็ได้

โดยทนายความได้ตอบแทนไมค์ในเรื่องนี้ว่า “การที่ยื่นคำร้องขอเป็นพ่อโดยชอบธรรมตามกฎหมาย เด็กไม่ได้เสียผลประโยชน์ คนเป็นพ่อต่างหากที่ต้องเสียเงิน เพราะศาลจะให้กำหนดรายจ่ายที่ต้องเสียเป็นรายเดือน นี่คือการทำเอกสารเพื่อมัดตัวไมค์นะ”

นอกจากนี้ ไมค์ยังได้ยืนยันด้วยว่าไม่ได้ขอสิทธิ์เอาลูกไป เพราะเขาคิดว่าลูกต้องการแม่และพ่อ จะขาดใครคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้ ยังไงก็ต้องมีแม่ และซาร่าก็คือแม่ของเขา มันเป็นอะไรที่เปลี่ยนไม่ได้

ประเด็นการขอรับรองบุตร

ในมุมของซาร่า : ซาร่าบอกว่าตั้งแต่เรื่องเกิดขึ้นฝ่ายชายไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย มีเพียงสื่อและข่าวที่ออกไป ย้อนกลับไป 5 ปีก่อนเธอและไมค์มีปัญหากันเรื่องนี้ ช่วงหนึ่งทุกคนได้รู้ว่า 1 ปีไม่ได้มีการรับรองเกิดขึ้น แต่เธอก็ไม่เคยเรียกร้องอะไร

ในมุมของไมค์ : ในเรื่องนี้ไมค์ยืนยันว่ามีการคุยกันตั้งแต่แรก ทำไมตนไม่อยากจะเซ็น เพียงแต่ว่าฝ่ายหญิงบอกกับเขาว่าอยากให้เขาให้เกียรติเธอและลูก เมื่อโตขึ้นแม็กซ์เวลล์จะเป็นคนตัดสินว่าเขาทำหน้าที่พ่อได้ดีหรือเปล่า ซึ่งไมค์ก็คิดเหมือนกันว่ามันอยู่ที่การกระทำและนั่นก็เป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น

ประเด็นที่ การที่จะได้เจอหน้าลูกค่อนข้างลำบาก

ในมุมของซาร่า : ซาร่าเล่าว่าปกติแล้วเธอใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวที่จังหวัดภูเก็ต แต่เมื่อคุยกับไมค์ลงตัวเธอจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ และให้ลูกชายเรียนที่นี่ด้วย เนื่องจากอยากให้พ่อกับลูกมีเวลาอยู่ด้วยกัน ซึ่งตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เธออำนวยความสะดวกให้กับคุณพ่อตลอด บางครั้งเธอไม่ว่างก็จะแจ้งหนุ่มไมค์ไป พร้อมกับยืนยันว่าที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายก็เข้าใจกันมาตลอด และเธอไม่ได้คิดพาลูกหนี โดยอ้างว่าถ้าติดตามมาตลอดจะทราบว่าทุกๆ ปีในวันเกิด เธอจะพาลูกไปภูเก็ต  ขณะเดียวกันก็ยังได้บอกว่าก่อนหน้านี้ได้ไปสอบถามกับไมค์แล้ว โดยฝ่ายชายอ้างว่าไม่สะดวกเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เธอจึงได้พาลูกกลับไป แต่เนื่องจากวันไม่ชัดเจน เธอจึงไปบอกไปคร่าวๆ ว่าเป็นภายในอาทิตย์นี้

ในมุมของไมค์ : ไมค์เล่าในอีกมุมที่แตกต่างกันนับตั้งแต่ไปขอซาร่าลดรายจ่าย ก็ค่อนข้างมีปัญหาในการเจอลูกมากขึ้น โดยมีเหตุการณ์ใหญ่อันหนึ่งที่รู้สึกไม่โอเคมากๆ คือวันที่ไมค์ไปรอลูกเก้อที่สนามบิน

คือเรื่องมันเกิดขึ้นวันที่ 8 ก.ค. 63 ไมค์บอกซาร่าว่าอยากไปรับลูกมาเป่าเค้กที่บ้าน เพราะใกล้วันเกิดลูกแล้ว และรู้ว่าซาร่าจะพาลูกกลับภูเก็ต เขาก็บอกว่าให้มาพรุ่งนี้ เพราะอีกวันจะเดินทาง ในวันที่ 10 ก.ค. 63 ไมค์พิมพ์บอกว่าจะไปรับลูกตอน 15.00 น. ซึ่งผมใส่ชุดสไปเดอร์แมนไปด้วย แต่กลับติดต่อไม่ได้ ก็รออยู่เป็นชั่วโมง จนเขาตอบกลับมาว่าเขายังไม่ได้ตกลงเลย แต่ก็ได้ยื้อกันจนสุดท้ายก็ได้เจอลูก แต่ก็อยู่ด้วยกันได้ไม่กี่นาที

เช้าวันถัดมา ซาร่าพิมพ์มาบอกไมค์ว่า “จะมารับลูกไหม?” แต่ว่าวันนั้นไมค์ติดงาน เขาจึงได้ถามเธอไปว่า “ต้องไปรับกี่โมง และไปส่งกี่โมง” เขาบอกมาแค่ว่าส่งถึงบ้าน 1 ทุ่ม แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดอื่นๆ ด้วยความที่ติดงานจึงไปดักรอที่สนามบิน ก็คิดเอาเองว่าถ้าเขาบอกให้ส่งถึงบ้านทุ่มนึง ก็น่าจะเป็นเที่ยวบินหลังจากนั้น  ก็เลยไปดักที่สนามบิน รอจนถึง 4 ทุ่มก็ไม่มีใครมา พอไปถามที่เคาน์เตอร์ก็ได้ทราบว่าเที่ยวบินสุดท้ายคือ 1 ทุ่ม และทำให้ไมค์ได้รู้ว่าลูกไม่ได้กลับภูเก็ตวันนี้ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องโกหกกัน

สุดท้ายของการให้สัมภาษณ์

อย่างไรก็ตาม เมื่อไมค์ถูกถามว่าถ้าแม็กซ์เวลล์เปิดมาเจอคลิปนี้ในอนาคตอยากจะบอกอะไรกับเขาในการที่พ่อ-แม่ออกมาทะเลาะกันแย่งลูก “อยากจะบอกลูกว่ามันเป็นเรื่องปกติ แด๊ดดี้เป็นดาราต้องเจอแบบนี้ยู่แล้ว และเราอยู่ในที่สว่างยังไงเรื่องเหล่านี้มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย การที่มันเป็นแบบนี้แด๊ดดี้ไม่อยากให้เอาไปเป็นปม แม่และแด๊ดดี้รักแม็กซ์ที่สุดอยู่แล้ว แต่ปัญหาของผู้ใหญ่วันนี้ก็แก้วันนี้ แม็กซ์ไม่ต้องคิดน้อยใจว่าทำไมชีวิตต้องเป็นแบบนี้ ต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ ทำไมครอบครัวเราไม่ปกติเหมือนคนอื่น อย่าไปน้อยใจ หลังจากนี้อยากให้แม็กซ์รู้ว่าไม่ว่าใครจะพูดอะไร จะคิดยังไง จะพูดให้ฟังยังไงก็แล้วแต่ ขอให้รู้เลยว่าวันนี้กระทั่งวันตายของแด๊ดดี้ก็รักและจะไม่ทอดทิ้ง ไม่ว่าแม็กซ์จะพูดอะไร แด๊ดดี้ไม่ถือสาและจะไม่เปลี่ยนความคิดนี้ และถ้าวันหนึ่งไม่ได้อยู่กับแม็กซ์ ที่ตรงนี้ก็ยังเป็นของแม็กซ์เสมอ สามารถกลับมาหาได้เสมอ”


ข้อมูล : รายการ โหนกระแส และ  Nine Entertain MCOT

Praew Recommend

keyboard_arrow_up
error: Content is protected !!