เปิดอาณาจักรหลังใหม่สุดอลังของ “เจ้าพ่อบิวตี้ บุฟเฟ่” ซีอีโอพันล้านกับบ้านหรูมีสไตล์

นอกจากบทบาทในการเป็นซีอีโอพันล้านของธุรกิจความสวยความงามแบรนด์ดังอย่าง “บิวตี้ บุฟเฟ่” นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ หรือหมอวิน ก็ยังมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงนักสะสมตัวยง ไม่ว่าจะเป็น ที่ดิน รถคลาสสิก หรือซูเปอร์คาร์นับสิบคัน ฯลฯ อีกด้วย ซึ่งวันนี้แพรวจะพาไปเปิดบ้านเยี่ยมชมอาณาจักร หรือบ้านหลังใหม่ของหมอวิน ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ได้ไม่ถึงปีนี้มาฝากกันค่ะ

บ้านหลังใหม่…ดีกับใจ

คุณหมอยิ้มต้อนรับพลางเดินนำชมบ้านที่จัดวางของสะสมต่าง ๆ มากมายไว้อย่างเป็นระเบียบสวยงาม เขาเกริ่นเล่าว่า

“เดิมผมอยู่บ้านในละแวกรามอินทรานี้มาตลอด บ้านหลังแรกเป็น ทาวน์เฮ้าส์ หลังที่สองเป็นบ้านเดี่ยวในหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งผมมีไอเดีย มานานแล้วว่าชอบบ้านแบบไหน แต่เวลาไปซื้อบ้านก็จะได้บ้านที่เป็น แบบสำเร็จ เราทำได้แค่ตกแต่งภายใน พอถึงจุดหนึ่งผมจึงหาซื้อ ที่ดินเปล่าแล้วสร้างบ้านหลังนี้ขึ้น ซึ่งตอนแรกได้ที่ดินมา 2 ไร่ครึ่ง พอวางแปลนเรียบร้อย จู่ ๆ ข้างบ้านบอกขายที่ จึงได้ที่ดินงอกอีก 1 ไร่ ถือโอกาสทำโรงจอดรถให้ใหญ่ขึ้น เพราะผมมีรถเพิ่มพอดี บ้านนี้ใช้เวลา สร้างนาน เพราะผมลงเสาเอกก่อนน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ราว 3 – 4 เดือน แต่ผมเพิ่งเข้าอยู่ได้ไม่ถึงปี

“ตอนสร้างบ้านผมฝันไว้ว่า อยากได้บ้านแบบโปร่ง ๆ โล่ง ๆ เพดานสูง ๆ ซึ่งก็คือแนวโมเดิร์นที่ปัจจุบันนิยมทำบ้านแบบนี้กัน แต่ผมก็ไม่อยากได้บ้านเหมือนคนอื่น ๆ ที่มีฟังก์ชันเป็นกล่องเป็นเหลี่ยม มีกระจกเยอะ ๆ พอใคร่ครวญถึงความชอบของตัวเองจริง ๆ ที่ชอบเก่า ของวินเทจ สะสมไว้เยอะจนบ้านเดิมอยู่ไม่ได้ ถึงอยากทำบ้านที่โชว์ของ พวกนี้ได้

“ผมตัดสินใจเลือกสถาปนิกที่ถนัดบ้านแนวโมเดิร์นมาออกแบบ เพราะต้องการฟังก์ชันของบ้านแนวนี้ สรุปกับสถาปนิกว่า น่าจะทำเป็น กึ่งโมเดิร์นกับบ้านที่เป็นคอตเทจ คือเหมือนโรงนาฝรั่ง แต่เป็นโรงนา ที่ใหญ่ แล้วผสมโมเดิร์นเข้าไปเพื่อให้ของสะสมอยู่ได้ ฟังก์ชันก็ได้ด้วย แถมผมยังอยากได้บ้านที่มีอารมณ์แบบบ้านพักตากอากาศที่อยู่แถวเขาใหญ่ หรือต่างประเทศ จึงต้องหาไอเดีย ทั้งซื้อหนังสือบ้านแนวนี้และดูใน อินเทอร์เน็ตเยอะ แล้วเก็บเป็นข้อมูลอ้างอิงไว้คุยกับคนออกแบบ

“ตอนแรกสถาปนิกก็งง เพราะไม่ค่อยมีใครทำบ้านสไตล์นี้ ช่วงแรก จึงมีการปรับแบบเยอะกว่าจะลงตัว โชคดีที่ผมมีข้อมูลอ้างอิงเยอะ ก็เปิด ให้เขาดูและอธิบายให้เข้าใจได้ พูดได้เลยว่า ผมมีส่วนในการออกแบบ บ้านหลังนี้ค่อนข้างมาก อาจเป็นเพราะความชอบด้วย เพราะลึก ๆ แล้ว ผมชอบด้านสถาปนิกกับอินทีเรียร์เป็นทุนเดิม ใจจริงอยากเรียนพวกนี้ แต่ ด้วยค่านิยมยุคนั้น ใครเรียนดีก็จะถูกคาดหวังให้เรียนแพทย์ ผมก็เช่นกัน (หัวเราะ) แต่พอเรียนจบแพทย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้ทุนแล้ว เปิดคลินิกเองอยู่ไม่กี่ปีก็เลิก มาทำธุรกิจ เริ่มจากทำเสื้อพรีเมียมสำหรับห้างร้านที่สั่งทำไปแจกลูกค้า พร้อมกับทำธุรกิจส่งชิ้นส่วนมอเตอร์ไซค์ไปขายที่ เวียดนาม จนถึงช่วงปีวิกฤติต้มยำกุ้งจึงเลิก แล้วคิดใหม่กับภรรยาว่าจะทำอะไรดี ซึ่งตอนนั้นหลายคนหยุดการลงทุน แต่ผมกลับมองว่า นี่เป็นโอกาสที่จะสร้าง ธุรกิจใหม่ได้ ก็มาลงตัวที่เรื่องเครื่องสำอาง ความงาม จึงทำมาตั้งแต่นั้น”

ของรักหลากสไตล์จากสองบุคลิก

ของสะสมมากมายที่ตั้งโชว์อยู่ในบ้าน หลายชิ้นมีดีไซน์แปลกตา มีที่มาจาก ความชื่นชอบของเจ้าของ

“คงมาจากดีเอ็นเอมั้งครับ (ยิ้ม) คุณพ่อผมชอบศิลปะ ชอบถ่ายภาพ และ งานดีไซน์ พี่ชายผมก็มีหัวศิลปะ เล่นดนตรี ส่วนตัวผมอาจเป็นการตอบสนองความชอบส่วนตัวที่ชอบศิลปะมานาน สมัยที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย เวลาเครียดจากการอ่านหนังสือสอบจะสลับไปอ่านหนังสือกลุ่มดีไซน์หรือ หนังสือประวัติศาสตร์ศิลปะยุคต่าง ๆ เป็นการคลายเครียดและตอบสนอง ความชอบ เหมือนเป็นความสุขทางใจอย่างหนึ่ง

“ผมเป็นคนสองบุคลิกที่ผสมผสานกัน ดูได้จากรถ อย่างคนเล่นรถ ถ้าใครเล่นรถแรงอย่างซูเปอร์คาร์ มักไม่เล่นรถโบราณ แต่ผมชอบทั้ง รถโบราณและซูเปอร์คาร์ แล้วสมัยก่อนผมชอบถ่ายภาพ ของสะสม จึงเป็นกล้องถ่ายภาพโบราณ รถโบราณ เรื่อยมาถึงเครื่องพิมพ์ดีด วิทยุ จักรเย็บผ้า แว่นตาโบราณ ซึ่งถ้าผมเห็นว่าสวยก็ซื้อ คือคนเล่น ของโบราณพวกนี้เขาเรียกว่า ‘ลาม’ เหมือนทำบ้าน ทำ ๆ ไปก็ลุกลาม เพิ่มนั่นเติมนี่

“ในช่วงแรกผมค่อย ๆ ซื้อ พอมีเงินมากขึ้นก็ซื้อเยอะขึ้น ยิ่ง ในช่วงทำบ้านหลังนี้ เจออะไรถูกใจก็ซื้อ ไปซื้อของบ่อยตามตลาดจตุจักร ตลาดยิปซี หรือตลาดขายของเก่าที่อื่น ๆ ติดต่อกัน 3 – 4 ปี จนพวก พ่อค้ารู้จักผมทุกคน และคิดว่าผมเป็นพ่อค้า ไม่คิดว่าจะซื้อมาแต่งบ้าน อาจจะดูเหมือนผมเจออะไรที่สวยก็ซื้อหมด แต่ความจริงผมคิดธีม การแต่งบ้านไว้แล้วว่าจะวางอะไรตรงไหน ถามว่าเคยถูกหลอกไหม ไม่เคยครับ เพราะผมดูเป็นและไปซื้อบ่อย พอไปซื้อ เขาจะบอกเลยว่าชิ้นไหนเป็นรีโปรดักชั่น ไม่ใช่ของแท้ ซื้อไปเป็นพร็อปได้ ชิ้นไหนใช้งานได้ หรือไม่ได้ ถ้าอยากใช้งานได้ต้องซ่อม บางชิ้นที่ผมชอบ แม้ใช้งานไม่ได้ แต่ดีไซน์สวยถูกใจ ผมก็ซื้อ เขาจะขายในราคาที่ใช้งานไม่ได้ ซึ่งของ พวกนี้มาจากหลายที่ เวลาผมไปต่างประเทศ ถ้ามีโอกาสไปเดินตลาด ขายของแนวนี้ก็ซื้อ เพราะฉะนั้นไม่เคยถูกหลอก มีแต่ซื้อซ้ำ (หัวเราะ) คือบางชิ้นผมซื้อแล้วฝากที่ร้านช่วยเก็บไว้ก่อน โดยเขาแปะชื่อผมหลบไว้ ด้านหลัง พอผมไปเห็นอีกก็จิ้มจะซื้ออีก คนขายต้องบอก หมอซื้อ ไปแล้วนะ (ยิ้ม) แต่บางชิ้นไปร้านอื่น เห็นเข้าก็ซื้อซ้ำแบบก็มี เพราะ จำไม่ได้

“ถ้าดูภาพรวมของบ้านจะเห็นว่าคุมโทน เพราะเฟอร์นิเจอร์ ของ ตกแต่งทุกชิ้นในบ้าน ผมสั่งทำและเลือกเองหมด แม้แต่ดอกไม้ประดับ ผมก็ซื้อจากตลาดนัดจตุจักรมาใส่แจกันเอง โดยไม่ได้จัดนะ ผม จัดไม่เป็น แต่ทำแบบฝรั่งที่จัดแบบธรรมชาติ คือเสียบอย่างเดียว ไม่มี ตัดแต่ง

“หลังจากทำบ้านหลังนี้เสร็จ ผมก็ชะลอที่จะซื้อของไว้ชั่วคราว แต่ตอนนี้เริ่มซื้อสะสมใหม่อีกรอบละ เพราะกำลังทำบ้านหลังใหม่ที่อัมพวา สไตล์ปราสาทในยุโรป (ยิ้ม)

“ผมชอบซื้อที่ดินตามแหล่งท่องเที่ยว แล้วสร้างบ้านพักผ่อนไว้หลายแห่ง สำหรับให้ครอบครัวและเพื่อน ๆ ได้ไปพักผ่อนกัน คงเพราะ ผมชอบดีไซน์บ้าน จึงเหมือนเป็นแรงผลักดันให้ซื้อที่ดิน ซึ่งผมว่าเป็น การลงทุนด้านทรัพย์สินอย่างหนึ่ง บางคนเขาซื้อที่ดินเก็บแต่เก็บเป็นที่ดินเปล่าปล่อยให้หญ้าขึ้นรก ขณะที่ผมซื้อแล้วสร้างบ้านน้อยแปลง ที่จะเก็บไว้เฉย ๆ ประกอบกับผมสนใจและศึกษาเรื่องการแต่งบ้านมานาน จึงมีไอเดียหลากหลาย เวลาไปซื้อที่ดินแต่ละแปลง นึกออกเลยว่าแปลงไหน น่าจะทำบ้านแบบไหน

“ทุกวันนี้เวลาผมออกแบบบ้าน ผมใช้โทรศัพท์มือถือเป็นที่เก็บ สำหรับรวบรวมสิ่งที่ผมคิด มีตัวอย่างบ้านแบบต่าง ๆ ไว้เป็นไอเดีย ทุกอย่างที่ทำ ผมจะมีข้อมูลอ้างอิง เพื่อจะได้คุยกับสถาปนิกและช่างแล้วไม่หลุด บางครั้งผมเองคิดว่าชอบอันนี้แล้ว แต่ไปค้นเจอสิ่งที่ชอบ มากกว่า คือหยิบอันโน้นมาผสมกับอันนี้แล้วกลายเป็นสไตล์ใหม่ที่ไม่เหมือน ใคร ซึ่งผมว่างานออกแบบนี้เป็นความสุขอย่างหนึ่งของผม

“แม้จะเหนื่อยในการคิด แต่ได้ความสุขทางใจ ถือเป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่งครับ” คุณหมอกล่าวปิดท้าย

ที่มา : คอลัมน์ STYLE EXCLUSIVE นิตยสารแพรว ฉบับที่ 899

 

keyboard_arrow_up