ไม้ตรวจไข่คือไอเท็มคู่ใจ! ชีวิตหลังแต่งงานของ “พุฒ-จุ๋ย” คู่สามีภรรยาสุดน่ารัก

พุฒ-จุ๋ย
พุฒ-จุ๋ย

ไม้ตรวจไข่คือไอเท็มคู่ใจ! ชีวิตหลังแต่งงานของ “พุฒ-จุ๋ย” คู่สามีภรรยาสุดน่ารัก… “จากฝัน ก็กลายเป็นมากกว่าฝัน ฝันกลายเป็นจริงขึ้นมา” ประโยคเดียวกันนี้ถูกโพสต์ในอินสตาแกรมของ “พุฒ” เมื่อหลายเดือนก่อน ในขณะที่ขอ “จุ๋ย” แต่งงาน โดยข้อความนี้มาจากเนื้อเพลง คนในฝัน ที่ใช้ประกอบละครเรื่อง ฝันเฟื่อง ที่ทั้งคู่ได้เจอกันเป็นครั้งแรก ก่อนที่ความรักจะค่อยๆ เติบโต และฝ่าฟันอุปสรรคอีกไม่น้อย จนมาถึงวันแต่งงาน วันที่ฝันเฟื่องกลายเป็นฝันที่เป็นจริง

พุฒ-จุ๋ย

เช้าวันแรกหลังวันแต่งงานเป็นอย่างไรครับ

พุฒยิ้มกว้าง “ตื่นมาก็ชวนกันไปหาของอร่อยกินก่อนเลยครับ เพราะในวันงานเราแทบไม่ได้กินอะไรเลย ต้องตื่นมาแต่งหน้าตั้งแต่ตี 3 สำหรับงานเช้าถึงเที่ยง ช่วงบ่ายๆ แถลงข่าว เสร็จแล้วกลับมาส่งตัวเข้าหอ ตกดึกก็นับซอง (หัวเราะ) ทำบัญชีเคลียร์ค่าใช้จ่ายต่างๆ กว่าจะเสร็จก็ตี 2 เกือบน็อกรอบ 24 ชั่วโมง พอหัวถึงหมอนก็สลบยาวเลย”

ยังมีแรงนับเลขใช่ไหม

“ยังมีสติอยู่ (หัวเราะ) เรื่องตัวเลขต้องยกให้จุ๋ยที่เป๊ะมาก เขารู้ว่าต้องใช้อย่างไร จัดสรรปันส่วนและเก็บออมแบบไหน จุ๋ยทำได้ดีกว่าผมเยอะ”

จุ๋ยยิ้มรับ “เรื่องเงินไม่มีกระเด็นค่ะจริงๆ ก่อนหน้านี้จุ๋ยเหมือนเป็นเด็กคนหนึ่ง ที่พอทำงานมีเงินแล้วอยากได้อะไรก็ซื้อ แต่พอใกล้วันแต่งงาน จู่ๆ ความคิดก็เปลี่ยน ยิ่งคิดถึงแพลนการมีลูก ก็รู้สึกอยากวางแผนการใช้เงินให้ละเอียดรอบคอบมากขึ้น”

พุฒเล่าต่อ “เราแบ่งกันอย่างนี้ครับ แต่ละคนจะมีบัญชีส่วนตัวกับมีบัญชีกลางที่ใช้จ่ายเรื่องราวในชีวิตคู่ เช่น ตอนนี้กำลังทำบ้าน ถ้าผมหรือจุ๋ยไปทำงานอะไรมาจะโอนเงินส่วนหนึ่งเข้าบัญชีนี้ หรือถ้าเป็นงานที่ทำด้วยกันอยู่แล้ว อย่างมาถ่ายแฟชั่นกับ แพรว เราจะนำเงินทั้งหมดเข้าบัญชีกลาง ขณะเดียวกันเราก็จะไม่รบกวนบัญชีส่วนตัวของกัน เพราะคิดว่าแต่ละคนต้องมีความสุขในการใช้เงินกับสิ่งที่ตัวเองอยากได้ด้วย”

ชีวิตหลังแต่งงานของคุณสามีกับภรรยาบ้านนี้เป็นอย่างไรครับ

“สนุกสนานดีนะคะ ถ้าถามว่ามีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิมบ้าง จริงๆ ไม่มาก แต่อาจรู้สึกสบายขึ้นในหลายๆ เรื่อง เช่น เราเป็นคู่ที่แสดงความรักต่อกันเป็น เรื่องปกติ ด้วยความที่บ้านจุ๋ยเวลาเจอกันจะกอดและหอมแก้ม ฝั่งพุฒก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นพุฒกับจุ๋ยจึงมองเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่การที่เรามีชื่อเสียงก็อาจมีคนบอกว่า เฮ้ย ยังไม่แต่งงานกันเลย เพราะฉะนั้นเมื่อวันนี้แต่งงานกันแล้ว ก็รู้สึกว่าสบายใจมากขึ้นที่สามารถแสดงความรักกันได้เปิดเผย”

เวลาคู่นี้ทะเลาะกัน…ใครชนะ

พุฒตอบก่อน “แล้วแต่สถานการณ์ครับ ถ้าตีกันเล่นๆ ผมก็ยอมๆ เขาบ้าง”

จุ๋ยแซวคืน “บางทีจุ๋ยก็แกล้งยอมแพ้เหมือนกัน ประมาณว่า อุ๊ย…ยอมแล้วจ้า เค้าผิดเอง คือให้เขารู้สึกได้เป็นผู้ชนะบ้าง (หัวเราะ) แต่เรายังไม่เคย ทะเลาะกันแบบหนักๆ เลยค่ะ”

พุฒ-จุ๋ย

การแต่งงานทำให้แผนในชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิมไหมครับ

“เปลี่ยนนิดหนึ่งนะครับ ผมคิดถึงอนาคตมากขึ้น วางแผนรับงานมากกว่าเดิม ซึ่งปกติก็ค่อนข้างแน่นอยู่แล้วละ ทั้งถ่ายละคร จัดรายการวิทยุ รับอีเว้นต์บ้าง หรือมีรายการทีวีที่ถ่ายยาวเป็นซีซั่น แต่เป็นปริมาณงานที่ผมค่อนข้างโอเค แต่หลังจากนี้ตั้งใจทำงานเยอะเท่าที่ทำได้ เพราะไม่ได้มีแค่ตัวเราคนเดียวแล้ว ยังมีภรรยา และต่อไปจะมีลูก ผมจะคิดถึงอนาคตแค่ 1-2 ปีเหมือนเดิมไม่ได้ ต้องมองออกไปไกลกว่านั้น เช่น จะมีเงินเลี้ยงดูลูกไปจนถึงเขาเรียนจบไหม สิ่งเหล่านี้คือความรับผิดชอบที่มากขึ้น ทำให้ผมรู้สึกว่าต้องโตขึ้นไปอีกสเต็ปหนึ่ง ยังเคยคิดว่าในช่วงที่จุ๋ยตั้งท้อง ผมอยากให้เขาโฟกัสไปที่ลูกอย่างเดียว คงหยุดงานสักพัก ส่วนผมจะทำงานอย่างบ้าคลั่ง”

จุ๋ยทำตาซึ้งให้พุฒ “ใครบอก จุ๋ยจะเป็นคนท้องที่ทำงานจนกว่าจะอุ้ยอ้ายหรือเดินไม่ไหวจริงๆ อยากหาเงิน เก็บไว้ให้ลูก”

พุฒตอบภรรยา “ใครให้เธอทำงาน…แต่เดี๋ยวรอให้ท้องก่อน แล้วค่อยมาสัมภาษณ์กับ แพรว อีกครั้ง จุ๋ยยังอยากทำงานอยู่ไหม” (จุ๋ยหัวเราะชอบใจมุกสามี)

เล่าถึงแผนการมีพุฒจุ๋ยจูเนียร์หน่อยครับ ช่วงนี้คุยอะไรกันบ้าง

พุฒ “ช่วงนี้คุยกันบ่อยว่าเดือนนี้จะท้องปะ (หัวเราะ) ด้วยความที่ชอบเด็กและอยากมีลูกด้วยกันทั้งคู่ จึงไม่เคยกังวลว่าต้องใช้ชีวิตกันสองคนอีกสักพักก่อน เราอยากมีลูกเลย แล้วจุ๋ยเป็นสายมูเตลูนิดหนึ่ง เขาไปดูดวงมาว่าถ้ามีลูกปีนี้ซึ่งเป็นปีหมูทอง ลูกจะเสริมดวงปีเสือของผม แต่ถ้าเขาเกิดปีหน้าก็จะ เสริมดวงของจุ๋ย เราจึงคุยกันว่าอยากมีลูกสัก 3 คนในช่วง 2 ปีนี้ จะได้เสริมดวงทั้งพ่อและแม่ตามที่จุ๋ยต้องการ แต่เบื้องต้นขอให้คนแรกมาก่อน (หัวเราะ) เราก็ไม่รู้ว่าถ้ามีแบบธรรมชาติแล้วเขาจะมาเลยไหม เพราะมีเคสของเพื่อนๆ หลายคนที่อยากมีลูกแต่ไม่มา ขณะที่บางคู่อยากรอก่อนแต่มาเลย

“พูดแล้วก็เขิน จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้จะมาถึงตัวเองนะ คือก่อนหน้านี้มีคำสอนจากรุ่นพี่หลายคนที่มีลูกยากว่า ถ้าวันไหนภรรยาไข่ตก ไม่ว่าผมทำอะไรอยู่ก็ตาม ให้รีบกลับมาทำการบ้าน เพราะเป็นวันดีที่สุดในรอบเดือนที่จะมีโอกาสมีลูก ตอนนั้นผมฟังแล้วยังคิดว่าต้องขนาดนั้นเลยเหรอ แต่พอแต่งงาน วันนั้นก็มาถึง เมื่อคุณภรรยาบอกว่าซื้อที่ตรวจไข่มาแล้วนะ ตัวเครื่องมีสัญลักษณ์หน้ายิ้มปกติกับยิ้มแบบกะพริบ ซึ่งหมายถึงไข่ตก โดยเดือนหนึ่งจะมีช่วงดีที่สุดประมาณ 48 ชั่วโมง ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนในชีวิต เหมือนได้เปิดโลก (หัวเราะ) ช่วงนี้ผมจึงเห็นจุ๋ยถือไม้ตรวจไข่เข้าไปห้องน้ำทุกเช้า”

จุ๋ยหัวเราะ “เรียกน่าเกลียดอะ เขาเรียกเครื่องตรวจฮอร์โมน ลักษณะเหมือนที่ตรวจครรภ์ แต่มีขนาดใหญ่กว่า แล้วจุ๋ยก็ทำตามเอกสารแนบว่าต้องตรวจด้วยปัสสาวะแรกของวัน”

พุฒเล่าต่อ “ถ้าตรวจแล้วไข่ไม่มา จุ๋ยจะเงียบๆ แต่ถ้าสัญลักษณ์ขึ้นหน้ายิ้มแบบกะพริบจะวิ่งเอามาให้ผมดูว่าวันนี้พีคนะ ไข่ตกชัวร์”

พุฒ-จุ๋ย

เราจะไม่ถามต่อแล้วกันว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น

จุ๋ยขำ “ช่วงปลายปีที่ผ่านมาเราไปทำงานที่ญี่ปุ่น ไม้ตรวจฮอร์โมนก็ส่งสัญญาณยิ้ม แต่เราเหนื่อยกันมาก แทบไม่มีเวลาเลย สรุปว่าตอนนี้ประจำเดือนก็มาปกติ (หัวเราะ) ความจริงเราวางแผนจะมีลูกกันเลย แต่หลังแต่งงานยังติดพันงานหลายอย่าง ทั้งถ่ายแบบเอย ถ่ายโฆษณาเอย ก็เลยไว้ก่อนละกัน”

พุฒถามจุ๋ย “แล้วรีบซื้อที่ตรวจไข่มาทำไม ก่อนเจอ แพรว วันนี้ก็เตรียมพร้อมมาเป็นเดือน แล้วตรวจทุกวัน”

จุ๋ยยิ้ม “ก็อยากรู้วิธีการไง อยากรู้ว่าเวลาสัญลักษณ์หน้ายิ้มขึ้นมาจะเป็นอย่างไร เพราะเรามีเวลาแค่ 48 ชั่วโมง จะได้รู้ว่าเราควรปฏิบัติภารกิจในช่วงเวลา นั้น…เอ๊ ว่าแต่ทำไมเราต้องลงรายละเอียดเรื่องนี้ขนาดนี้ด้วยคะ” (จุ๋ยถามพุฒแล้วหัวเราะทั้งคู่)

ดูแล้วคุณวรัทยาค้นคว้าข้อมูลแน่นมาก

พุฒพยักหน้ารัวๆ ก่อนที่จุ๋ยจะเล่าต่อ “จุ๋ยพาพุฒไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลด้วย จะได้รู้ว่าควรกินอะไรเสริมบ้าง แม้อาจยังไม่ถึงช่วงที่มั่นใจว่าจะท้องได้ แต่กินไว้เพื่อให้ร่างกายมีความพร้อมที่สุด”

คิดเล่นๆ ว่าเมื่อถึงวันที่เครื่องตรวจฮอร์โมนส่งสัญญาณยิ้มแฉ่ง แต่พุฒติดงานทุกวัน…

จุ๋ยตอบทันที “พุฒต้องมาเจอจุ๋ยให้ได้ 48 ชั่วโมงถือว่ามีเวลามากพอ”

พุฒ “นี่ไงครับปัญหาของคุณผู้ชายทั้งหลาย สมมุติพุฒถ่ายละครอยู่ ก็ต้องบอกพี่ผู้กำกับครับว่า เอิ่ม…ผมขอกลับบ้านแป๊บเดียวนะครับพี่ ภรรยาไข่ตก ให้พูดแบบนี้เหรอ” (จุ๋ยหัวเราะชอบใจ)

กว่าจะมาถึงบทสนทนาเรื่องการมีลูก ที่ผ่านมาเส้นทางความรักของจุ๋ยกับพุฒก็ไม่ง่าย ช่วงหนึ่งมีกระแสแอนตี้เล็กๆ จากแฟนคลับพุฒ พอฝ่าฟันมาถึงวันนี้ได้ รู้สึกอย่างไรครับ

พุฒขอตอบก่อน “พอมองย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้น เหตุการณ์ที่ผ่านมา ทั้งมรสุมและเรื่องราวหนักๆ เป็นช่วงที่ผมกับจุ๋ยให้กำลังใจกัน จับมือและดูแลความรู้สึกกันมา ตอนนั้นเราคุยกันว่าเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง แต่เราต้องอดทนรอหน่อย เมื่อมาถึงวันนี้ พอมองย้อนกลับไป สำหรับผมมันกลายเป็น ประสบการณ์ขำๆ ที่ทำให้เราสตรองขึ้น รวมทั้งเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งให้เราได้อยู่ด้วยกันตรงนี้ ได้วางแผนว่าจะมีลูกและสร้างครอบครัวที่แข็งแกร่งในวันข้างหน้า”

จุ๋ยยิ้ม “จุ๋ยคิดคล้ายๆ กัน อยากตอบเหมือนกัน เหมือนอย่างที่พุฒบอกว่า สิ่งที่ผ่านมากลายเป็นเรื่องที่เรายิ้มได้ หลายคนอาจมองว่าความรักของเราไม่ราบรื่น มีอุปสรรคในตอนคบกันบ้าง แต่จุ๋ยกลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะทำให้เห็นถึงความรักและเป็นห่วงที่พุฒมีให้จุ๋ย เช่น การให้สัมภาษณ์ปกป้อง ทำให้ครอบครัวจุ๋ยเห็นเขาผ่านสื่อโดยที่เราไม่ต้องพาไปแนะนำตัว แล้วทุกคนก็ประทับใจในตัวพุฒมากที่ให้เกียรติเราตั้งแต่ต้น ถึงแม้ตอนนั้นยังไม่ได้วางแผนเรื่องความรักว่าจะลงเอยอย่างไร แต่พุฒก็ดูแลความรู้สึกจุ๋ยมาตลอด”

พุฒ-จุ๋ย

พุฒกับจุ๋ยเจอกันครั้งแรกในละครเรื่อง ฝันเฟื่อง มาถึงวันนี้คงต้องเรียกว่าฝันเป็นจริง

จุ๋ยกับพุฒพยักหน้าแล้วยิ้ม ก่อนที่พุฒจะตอบคำถามนี้ “ตอนที่ผมขอจุ๋ยแต่งงานก็โพสต์ภาพบรรยากาศของวันนั้นในอินสตาแกรม แล้วเขียนแคปชั่นว่า… จากฝัน ก็กลายเป็นมากกว่าฝัน ฝันกลายเป็นจริงขึ้นมา…ซึ่งเป็นเนื้อเพลง คนในฝัน ที่ใช้ประกอบละครเรื่อง ฝันเฟื่อง ด้วย (ยิ้ม) ละครเรื่องนี้ทำให้เราได้เจอกัน ทำให้ผมได้รู้จักตัวตนจริงๆ ของจุ๋ย ซึ่งไม่เป็นเหมือนภาพที่เคยคิดไว้ จะบอกว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ได้”

จุ๋ยย้อนเล่าถึงวันวาน “ช่วงแรกที่รู้จักกัน พุฒกลัวว่าตัวเองเป็นนักแสดงใหม่ ขณะที่จุ๋ยทำงานในวงการบันเทิงมานาน ตัวแม่แบบนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ คือพุฒอาจเคยเจอคนที่หยิ่ง ไม่ได้น่ารักกับเขาเวลาทำงาน ประสบการณ์นั้นทำให้เขาใช้ตัดสินคนต่อๆ ไป ตอนแรกจึงคิดว่าจุ๋ยเข้าถึงยาก เช่นเดียวกับหลายๆ คนที่เห็นเราในละครหรือรูปภาพแล้วคิดว่าจุ๋ยหน้าดุ คงไม่เป็นมิตรเท่าไร”

พุฒยอมรับ “ผมคิดแบบนั้นจริงๆ มองแล้วรู้สึกว่าวรัทยาเป็นผู้หญิงนิ่งๆ ดูหยิ่ง มีความเป็นเทพอะไรอย่างนี้ แต่พอได้รู้จักจริงๆ อ้าว…ไม่เหมือนภาพที่คิดไว้ ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าเราไม่สามารถตัดสินคนจากภาพที่เห็นโดยยังไม่ได้รู้จักหรือคุยกับเขาได้”

จุ๋ยพูดต่อ “จุ๋ยคิดว่าหลายคนเคยอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกัน เช่น รู้สึกไม่ถูกชะตากับคนนี้ จริตไม่ตรงกันเลย นักแสดงคนนี้ต้องเป็นเหมือนที่ข่าวบอกแน่ๆ เคยเล่นละครแย่งสามีคนอื่น ตัวจริงก็คงแย่งเก่งเหมือนกัน ในสังคมมีคนที่คอยตัดสินคนอื่นอยู่ตลอด จุ๋ยก็เคยตัดสินใครบางคนมาเหมือนกัน แต่ เมื่อโตขึ้น รู้จักเรื่องราวเหล่านี้มากขึ้น ก็ทำให้รู้ว่าการตัดสินแบบนั้นไม่ยุติธรรมกับอีกฝ่าย เพราะเขาอาจไม่ได้เป็นเหมือนที่คนอื่นพูดก็ได้

“เหมือนเรื่องที่เราผ่านมา อุปสรรคและความไม่ราบรื่นส่วนหนึ่งก็เกิดจากการตัดสินที่เขาอาจเข้าใจผิด หรือชื่นชอบในตัวพุฒแล้วไม่อยากให้คบกับจุ๋ย อยากให้คบคนที่เด็กกว่า ดีกว่า หรือคนที่เล่นละครกับพุฒในตอนนั้น ซึ่งจุ๋ยไปว่าอะไรเขาไม่ได้ แต่อยากพูดในฐานะคนที่เคยผ่านการถูกตัดสิน ในช่วงนั้นก็มีความทุกข์เกิดขึ้นแหละ แต่จุ๋ยผ่านมาได้แบบไม่ยากเท่าไร แต่เราไม่รู้ว่าคนที่เจอเหตุการณ์แบบนี้แล้วจะผ่านมาได้เหมือนกันไหม เขาอาจใช้ชีวิตลำบาก กลายเป็นภาวะซึมเศร้า หรืออาจตัดสินใจทำสิ่งร้ายแรงกับตัวเองได้

“ประสบการณ์นี้จะคอยเตือนเราเสมอว่าต้องมองคนให้ละเอียด ค่อยๆ ดู และพูดคุย อย่าตัดสินเขาเพียงเพราะความรู้สึกแรกหรือเพียงเพราะใครนำมาพูด ให้ฟัง เพราะข่าวหรือข้อความโซเชียลมีเดีย จุ๋ยคิดว่าถ้าคนไทยหรือคนในโลกลดการตัดสินคนอื่น สังคมก็น่าจะสงบสุขขึ้น”

พุฒ-จุ๋ย

ภาพหนึ่งที่เห็นทั้งคู่โพสต์ในโซเชียลมีเดียเสมอคือการไปเยี่ยมครอบครัวของอีกฝ่าย

จุ๋ยยิ้ม “จุ๋ยโชคดีที่ได้อยู่ในครอบครัวที่ดี ตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่ของตัวเองที่สอนให้มีความสุขง่ายๆ ในแบบของเรา รวมถึงป๊าม้าของพุฒที่เป็นพ่อแม่สามี สายชิลมากๆ อย่างในงานแต่งงานของเรา ไม่ว่าจุ๋ยกับพุฒตัดสินใจอย่างไร ท่านโอเคหมด พ่อแม่จุ๋ยก็เหมือนกัน อนุญาตให้เราจัดการกันเอง ชอบอะไร สะดวกแบบไหนก็ทำแบบนั้น ท่านพร้อมซัพพอร์ตอยู่ข้างๆ ขอให้บอกว่าเขาต้องไปกี่โมงหรือต้องทำอะไรบ้างแค่นั้นเอง ซึ่งไม่ใช่ทุกครอบครัวที่จะให้อิสระเราแบบนี้ จุ๋ยโชคดีและมีบุญมากจริงๆ”

พุฒ “ผมรู้สึกคล้ายๆ กัน ทุกครั้งที่เจอพ่อแม่จุ๋ยจะรู้สึกได้รับความรักและความอบอุ่นกลับมา ไม่เคยรู้สึกว่าเราเป็นส่วนเกิน คือไปแล้วเหมือนเป็นคนในครอบครัวจริงๆ”

จุ๋ย “เวลาพุฒไปบ้านจุ๋ย เขาเป็นตัวเองได้เต็มที่ ไม่ว่าอยากทำอะไร อยากพูดอะไรก็ทำได้แบบชิลๆ แล้วเวลามาที่บ้าน พ่อจุ๋ยจะเรียกว่า ไอ้ลูกชายคนเล็กของพ่อมาแล้ว” (ยิ้ม)

ถ้าถามพุฒว่า ภรรยาคนนี้น่ารักอย่างไร

พุฒตอบก่อน “จุ๋ยเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรก ก่อนแต่งงานนิสัยอย่างไร หลังแต่งก็เป็นเหมือนเดิม แต่เหมือนผมได้รู้จักเขาในหลายมิติมากขึ้น และอนาคตที่ไกลกว่านี้ก็เชื่อว่าเราจะได้รู้จักกันในอีกหลากหลายแง่มุม ซึ่งผมยังไม่รู้ว่าจะเจออะไร…”

จุ๋ยฟังแล้วขอแทรกแบบขำๆ “คำถามคือจุ๋ยดียังไง ทำไมฟังดูแปลกๆ ไม่ได้ชื่นชมว่าจุ๋ยทำกับข้าวเก่ง เก็บเงินได้ ดูแลงานบ้านงานเรือนได้ ดีกับคนรอบข้างหรืออะไรแบบนี้”

พุฒหัวเราะ “ก็กำลังจะพูดต่อว่า ไม่ว่าในอนาคตจะดีกว่านี้หรืออาจไม่ดี สิ่งที่อยากบอกคือ ผมรับทุกอย่างที่เป็นจุ๋ยได้”

ขอฟังคำตอบจากจุ๋ยบ้างครับ

“จริงๆ ก็คิดคล้ายกันอีกแล้วค่ะ ตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน พุฒเป็นตัวของตัวเองมาตลอด มีความเสมอต้นเสมอปลาย แต่ยิ่งสนิทกันเท่าไรก็ยิ่งกวนมากขึ้น เท่านั้น ช่วงแรกๆ ไม่ค่อยเป็น…”

พุฒขอแทรกพูดบ้าง “อันนี้ดีหรือไม่ดีเนี่ย ชักเริ่มแปลกๆ แล้ว”

“ดีสิ” จุ๋ยหัวเราะแล้วพูดต่อ “ขอตอบแบบพุฒบ้างละกันว่า เราก็คงมีอีกหลายเรื่องให้เรียนรู้กัน และความที่เป็นปุถุชนธรรมดา ก็ต้องมีทั้งมุมดีและไม่ดี ไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์แบบ 100 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แต่การที่เราเลือกเขาเป็นสามี แน่นอนว่า 99 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปพุฒจะต้องดี แต่ 0.99 ที่เป็นหลักทศนิยมก็อาจมีเรื่องที่ไม่ดีบ้าง แต่เป็นสิ่งที่จุ๋ยรับได้ เท่าที่พุฒเป็นมาตลอด รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่ทำให้กันก็เพอร์เฟ็กต์แล้วสำหรับจุ๋ย”


 

ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 943

keyboard_arrow_up