แง้มกระเป๋าสตางค์ “เมย์ After You” สาวเก่งพันล้านกับวิธีใช้เงินที่ไม่เหมือนใคร

เมย์ After You
เมย์ After You

“เมย์-กุลพัชร์  กนกวัฒนาวรรณ” หรือที่ใครๆ ต่างพากันเรียกเธอว่า “เมย์ After You”  ซีอีโอสาวแห่งร้าน After You ที่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานความอร่อยจนใครๆ ก็ยอมต่อคิวยาวเหยียดเพื่อมานั่งกินฮันนี่โทสต์ จนขึ้นแท่นธุรกิจพันล้าน ดังนั้นเมื่อมีโอกาสดีๆ ทั้งที แพรวดอทคอม จึงพลาดไม่ได้ที่จะพาไปดูกระเป๋าสตางค์ของนักธุรกิจสาวคนนี้ ซึ่งเธอยอมเปิดให้ทุกคนได้เห็นกันเป็นครั้งแรก พร้อมเล่าถึงวิธีการใช้เงินสุดชิล แต่แฝงด้วยวิธีคิดแปลกใหม่ตามสไตล์ของเธอ

เมย์ After You

กระเป๋าใส่บัตรก็พอ

“สมัยวัยรุ่นเมย์เคยมีกระเป๋าสตางค์ทรงยาว ตอนนั้น ชอบมากเพราะถือแล้วรู้สึกเท่ แต่พอโตขึ้นกลับรู้สึกว่ามันหนัก แล้วความที่ไม่ค่อยพกเงินสด ไม่รู้ว่าจะมีไว้ทำไม จึงเปลี่ยนมาใช้กระเป๋าใส่การ์ดของ Cèline ซื้อจากเกาหลีเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ใช้ดีมาก สามารถเสียบการ์ดได้หลายช่อง พกง่าย น้ำหนักเบา แต่ก็ยังมีปัญหาว่าใส่เงินสดหรือเหรียญไม่ได้ สุดท้ายจึงใช้ กระเป๋าใส่เศษเหรียญของชาเนล ใบไม่ใหญ่มาก สามารถพับแบงก์ใส่ไว้ได้ด้วย จบเลย”

นักบัญชีส่วนตัวคือคุณแม่

“เงินทุกบาทที่ได้มาเมย์ยกให้คุณแม่ดูแลหมดเลยค่ะ เพราะที่บ้านเมย์มีกระเป๋าสตางค์เดียว คือ กระเป๋าสตางค์คุณแม่ ท่านจะคอยใส่เงินในบัญชีให้สม่ำเสมอ ดูแลเงินเก็บเงินลงทุนสำหรับกองทุนต่าง ๆ เพราะเราไม่ชอบวุ่นวายเรื่องตัวเลข บอกคุณแม่แต่ไหนแต่ไรแล้วว่าเมย์จะหาเงินให้อย่างเดียวนะ แล้วที่เหลือจัดการเลย ซึ่งท่านไม่ได้ทำงานมานานแล้ว อาชีพหลักตอนนี้คือดูแลจัดการเรื่องเงินให้ลูกโดยเฉพาะ รวมทั้งดูแลเรื่องเครดิตการ์ดให้ด้วย เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่ซื้อของมีราคา เมสเสจก็จะไปเด้งขึ้นที่โทรศัพท์คุณแม่ ท่านก็จะโทร.มาแซว ซื้ออีกแล้วนะ” (ยิ้ม)

ไม่พกเงินสด

“การโอนเงินผ่านแอพคือความสุขที่สุดในชีวิต (หัวเราะ) เพราะเมย์เป็นมนุษย์ไม่พกเงินสด เนื่องจากไม่ระมัดระวัง เช่น บางทีก็เผลอเปิดกระเป๋าไว้ ล่อตาล่อใจให้โดนขโมยมาก แม่จึงเตือนเสมอว่า ถ้าเงินหายไป ไม่ใช่ความผิดของคนขโมย แต่คือความผิดของเราที่ไปเปิดล่อให้เขาดู ซึ่งโชคดีที่ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนั้น เพราะเหตุนี้จึงพกเงินในกระเป๋าไม่เกิน 3,000 – 5,000 บาท ไว้ใช้ตอนฉุกเฉิน นอกจากนั้นเมย์ใช้บัตรเครดิต ซึ่งเวลารูดบัตรก็จะได้สะสมพ้อยต์เอาไปแลกไมล์สำหรับการเดินทางได้ด้วย

“แต่ก็เคยมีเหตุการณ์ประเภทเงินขาดจนต้องควานหาทั่วรถเหมือนกันนะ ตอนนั้นเมย์อายุ 18 ยังไม่มี Easy Pass วันนั้นต้องอ้อนวอนเขาว่าขอกลับมาจ่ายได้ไหม เพราะเราไปกลับทางนี้ประจำ โชคดีที่เขาจำหน้าได้ เพราะยิ้มให้กันทุกวัน เลยรอดตัวไป”

เมย์ After You

ไม่สนโปรโมชั่น ไม่ง้อส่วนลด

“สไตล์เมย์จะไม่ตื่นเต้นกับส่วนลดหรือโปรโมชั่นใด ๆ ทั้งสิ้น จึงไม่ได้เป็นเหยื่อในการซื้อของลดราคา เราเอาเวลารอซื้อของเซลไปทำงานหาเงินเพื่อจะได้ซื้อของชิลๆ แบบไม่ต้องคิดเยอะดีกว่า ในชีวิตจึงไม่เคยมีวัน Shopping Day ให้ตัวเอง เวลาซื้อของจะใช้เงินเหมือนผู้ชาย อยากได้ซื้อเลย ซื้อง่าย ซื้อเร็ว และจะไปห้างเพื่อจะไปซื้อของที่ต้องการเท่านั้น ไม่เดินเรื่อยเปื่อย พุ่งไปที่เป้าหมายเลย เงินจึงไม่ได้หมดเรี่ยร่ายตามทาง และชอบเดินซื้อของคนเดียวด้วยเพราะเร็วกว่า

“ความแปลกอีกอย่างหนึ่งของเมย์คือ เวลาช็อปปิ้งไม่เคยลองของ แม้จะไปถึงร้านก็เถอะ เช่น เห็นเสื้อตัวนี้สวย กะแล้วว่าใส่ได้ก็ซื้อเลย เพราะไม่ชอบเสียเวลาลอง เช่นเดียวกับเวลาซื้อของทางออนไลน์ ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรารู้จักตัวเองดีว่าไซส์อะไร แล้วของทุกชิ้นที่ซื้อเมย์ใช้จริง ใช้จนคุ้มด้วย ของใหญ่ๆ อย่างกระเป๋าก็ใช้เกิน 10 ปี หรือของชิ้นไหนที่ใช้กับแม่ได้ก็จะไม่ซื้ออีก เพื่อไม่ให้เกิดของซ้ำซ้อนและเปลืองพื้นที่ในการจัดเก็บ อย่างเสื้อผ้าก็ใส่ธรรมดาทั่วไปเลย จิเวลรี่หรือนาฬิกาก็ไม่ใส่ พอไม่มีความต้องการเยอะ จึงไม่ค่อยเสียเงิน”

บริหารธุรกิจ คุณภาพสำคัญที่สุด

“ช่วงแรกของการทำธุรกิจ เมย์ใช้หลักง่ายๆ ไม่ซับซ้อน อย่างเรื่องราคาเมนูต่างๆ เมย์จะตั้งราคาที่เหมาะสม โดยดูจากกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าเป็นหลัก เช่น เราตั้งไว้ 199 บาท จากนั้นค่อยไปคำนวณต้นทุน ถ้าปล่อยเมนูนี้ออกไปแล้วไม่ขาดทุนก็จะยึดราคาตามนั้น แต่ถ้าขาดทุนสูงเกินราคาที่ตั้งไว้ก็จะไม่ขายเลย ถ้าจะให้ไปลดคุณภาพวัตถุดิบเพื่อให้ได้ราคาถูกลง เรียกคนเข้าร้านมากขึ้น เมย์ไม่ทำเด็ดขาด เพราะความอร่อยเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ”

กิน + เที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์

“ในหนึ่งวันเมย์สามารถอยู่โดยไม่ใช้เงินเลยก็มี เช่น เวลามาทำงานก็กินข้าวของออฟฟิศ แต่เมย์จะหมดเงินไปกับอาหารเยอะสุด เพราะเราทำงานด้านนี้ ประกอบกับเอนจอยกับการกินของอร่อยๆ ด้วย ซึ่งเมย์กินได้ทั้งร้านหรูและข้างทาง อย่างเวลากินส้มตำชอบกินร้านที่เป็นเพิง เพราะอร่อยจริงและถูก ส่วนร้านหรูก็กินตามโอกาสสำคัญค่ะ แต่เอาตามตรงนะ ตั้งแต่มีไลน์แมนก็สะดวกสบายขึ้น สั่งมากินที่บ้านได้เลย จึงประหยัดเรื่องการกินข้าวข้างนอกได้อีก เพราะถ้าออกไปกินข้าวนอกบ้าน อย่างน้อยสตาร์ตที่ 1,000 บาทขึ้นไป

“อีกเรื่องที่เมย์พร้อมจ่ายคือการเดินทางค่ะ เรียกว่าไม่มีลิมิต ไม่ได้ตั้งงบ เพราะถือว่าซื้อประสบการณ์ที่คุ้มค่าให้ตัวเอง หลักๆ จะหมดไปกับค่าโรงแรม ค่ากิน ตั๋วเครื่องบิน ส่วนเรื่องช็อป เวลาอยู่ต่างประเทศจะซื้อของเยอะกว่าตอนอยู่เมืองไทย ไม่ได้เป็นเพราะราคาของที่นั่นถูกกว่าหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะเรามีเวลาไปเดินดูของ รองลงมาคือใช้จ่ายไปกับสปานวดตัว เป็นเรื่องของการสปอยล์จิตใจตัวเองล้วนๆ”


 

ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 940

keyboard_arrow_up