เปิดกันจะๆ! กระเป๋าสตางค์ “แอมป์-พิธาน” ไฮโซหมื่นล้านกับไลฟ์สไตล์การเงินที่ไม่ธรรมดา

แอมป์-พิธาน
แอมป์-พิธาน

สำหรับ แอมป์-พิธาน องค์โฆษิต ซึ่งใครๆ ต่างก็เรียกเขาว่า “ไฮโซแอมป์” ทั้งที่เจ้าตัวปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ได้เป็นไฮโซมาจากไหน แต่เป็นผู้ชายธรรมดาที่ขยันทำงาน มีชีวิตติดดิน แค่มีดีกรีเป็นซีอีโอบริษัทเคซีอี อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) เท่านั้น

แหม! ก็แบบนี้แหละค่ะที่เรียกว่าไม่ธรรมดา จน แพรวดอทคอม อดที่จะอยากรู้ไม่ได้ว่า กระเป๋าสตางค์ของคนที่มีเงินเป็นหมื่นล้าน แต่ถ่อมตัวขนาดนี้จะเป็นอย่างไร ครั้งนี้จึงนับเป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่ไฮโซหนุ่มคนนี้ยอมเปิดกระเป๋าสตางค์ให้ชาวแพรวได้ดูกัน พร้อมเผยไลฟ์สไตล์การบริหารจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ในแบบฉบับของตัวเองให้ทุกคนได้รู้กันด้วย

แอมป์-พิธาน

กระเป๋าหนังจระเข้ Herme`s ให้โชค

“ผมซื้อกระเป๋าสตางค์ใบนี้เอง ระหว่างรอคุณแม่ซื้อของไม่รู้จะทำอะไร เลยเดินเข้าร้านแอร์เมสเล่นๆ แล้วพนักงานหยิบให้ดู ชอบก็ซื้อเลย เป็นกระเป๋าสตางค์หนังจระเข้สีน้ำตาล ใช้มา 2-3 ปีแล้ว พยายามใช้ให้นานที่สุด เพราะถ้าเป็นกระเป๋าสตางค์ที่ดี หาเงินได้ เราต้องพยายามใช้ให้นานที่สุด (หัวเราะ) ผมเป็นคนที่ชอบอะไรแล้วจะใช้ไปเรื่อยๆ ขนาดกระเป๋าสะพาย Proenza Schouler ที่น้องสาวให้เป็นของขวัญตอนเรียนหนังสือ จนทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่ จนน้องถามว่าไม่ซื้อกระเป๋าใหม่บ้างหรือ ใช้จนเยิน ‘ออม’ (สุชาร์ มานะยิ่ง) ยังบอกว่าเน่ามาก แล้วช่วยไปส่งร้านซักทำความสะอาด กลับมาสภาพดีขึ้นเยอะเลย (หัวเราะ) ผมชอบที่เป็นกระเป๋าใบเล็กก็จริง แต่เวลาไปต่างประเทศสามารถพับเสื้อหนาวใส่ได้ ใส่โน้ตบุ๊กได้อีก ซึ่งใบอื่นทำไม่ได้ ทุกวันนี้เวลาเดินทางไปต่างประเทศก็ยังใช้”

แอมป์-พิธาน

เครื่องรางดูดทรัพย์

“สิ่งที่ผมพกในกระเป๋าสตางค์คงเหมือนปกติที่ทุกคนมี คือเครดิตการ์ด 4-5 ใบ บัตรประชาชน ใบขับขี่ ส่วนตัวผมไม่ได้เชื่อเรื่องไสยศาสตร์หรือโชคลาภมากนัก แต่ถ้าใครให้ของนำโชค ผมจะเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์ตลอด”

คุณแอมป์ค่อย ๆ หยิบของ นำโชคที่พับเก็บในช่องเล็ก ๆ ออกมาวาง พร้อมกับอธิบายว่า “เกือบสิบปีที่แล้วผมไปไหว้พระที่ฮ่องกง มีคนให้แบงก์ปลุกเสก 100 เหรียญฮ่องกง ผมก็พับเก็บไว้ในกระเป๋า ส่วนแบงก์อีกใบเป็นเงินญี่ปุ่น เชื่อกันว่าทำให้กิจการรุ่งเรือง ส่วนซองสีแดง ผมเก็บไว้นานมาก (ลากเสียงยาว) คนให้เขาไม่ให้เปิดดูว่าในซองมีอะไร ผมจึงไม่เคยเปิดดู ส่วนลูกคิดสีเงินมีเชือกห้อยคอ ช่วยให้ธุรกิจรุ่งเรือง เฮงๆ รวยๆ เรียกว่าใครให้อะไรมา ผมไม่เคยทิ้ง เก็บไว้หมด เหมือนเขามอบความโชคดีมาให้เราเก็บไว้” (ยิ้ม)

แอมป์-พิธาน

ใช้ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ที่หามาได้

“คุณพ่อ (คุณบัญชา) สอนผมเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและการใช้เงินมาตั้งแต่เด็ก จนกลายเป็นวิถีชีวิตและวิธีใช้เงินของผมในปัจจุบัน ความที่ครอบครัวเราเป็นคนจีน ท่านมักสอนว่าคนจีน ‘นั่งเหมือนภูเขา กินเหมือนเสือ’ ความหมายคือ คนจีนนั่งนิ่ง กินเร็วๆ เพื่อกลับไปทำงานต่อ เพราะฉะนั้นผมไม่ชอบนั่งกินอาหารนานๆ ทีละ 6-7 คอร์ส หรือตามไปกินร้านได้มิชลินที่ต้องเข้าคิวรอ ชอบกินอาหารง่ายๆ เร็วๆ พวกข้าวหรือก๋วยเตี๋ยวมากกว่า อีกคำสอนคือ ‘อย่าใช้เงินเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ที่หาได้’ และนำเงินที่เหลือไปลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ เช่น ซื้อหุ้น พันธบัตร ซึ่งเป็นทรัพย์สินซื้อขายคล่อง ต่างจากการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายได้กำไรดีจริง แต่เนื่องจากเป็นทรัพย์สินราคาสูง กว่าจะขายได้ก็ใช้เวลานาน

“เรื่องที่คุณพ่อสอนบ่อยคือ ‘Paranoid Survive’ หมายถึง คนขี้กลัวมักรอด คนไม่กลัวไม่รอด ไม่ว่าจะเรื่องเงิน การใช้ชีวิต หรือเรื่องอื่นๆ ก็ตาม ให้รู้จักระมัดระวัง สมัยก่อนคุณปู่ทำธุรกิจที่ประเทศลาว แต่พอเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทุกอย่างถูกยึดหมด ท่านเสียใจมาก และเสียชีวิตในเวลาต่อมา คุณพ่อจึงสอนเสมอว่า ให้เก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ตลอด ถ้าจะลงทุนต้องรู้จักลงทุนสิ่งที่ขายกลับมาเป็นเงินได้ง่าย ท่านไม่ชอบให้ใช้ของฟุ่มเฟือย แต่ชอบให้แต่งตัวดีๆ เพราะเรากู้เงินธนาคารจำนวนมาก ถ้าแต่งตัวไม่ดี เขาจะไม่ให้กู้ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นผมจะดูแลเรื่องเสื้อผ้านิดหนึ่ง ส่วนของฟุ่มเฟือยอย่างอื่นไม่ค่อยได้ใช้ ยกเว้นของบางอย่างที่ชอบ ซื้อมาแล้วราคาไม่ตก เป็นกึ่งๆ การลงทุน เช่น นาฬิกา Patek Philippe ภาพวาด และรถซูเปอร์คาร์”

แอมป์-พิธาน

แบ่งเงินเป็นสัดส่วน จะได้ไม่ใช้เกินงบ

“ผมแบ่งเงินเป็น 3 ส่วนหลัก 1. เงินใช้ในชีวิตประจำวัน ได้จากเบี้ยประชุมกรรมการบริษัท เดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งผมใช้บวกลบไม่เกินเดือนละหมื่นกว่าบาท 2. เงินลงทุน ได้จากเงินเดือน ผมนำไปใช้ทำธุรกิจ ซื้อหุ้น ซื้อพันธบัตร 3. เงินกองกลางสำหรับซื้อของที่ชอบ เป็นกำไรจากการลงทุน เช่น ถ้าหุ้นตัวไหนได้รีเทิร์นกลับมา 100 เปอร์เซ็นต์โดยที่ไม่ได้คาดคิด ผมจะเจียดเงินกำไรนั้นมาไว้เงินกองกลาง ไว้ซื้อของซึ่งเป็นกึ่งๆ การลงทุน เช่น ซื้อนาฬิกา Patek Philippe ปัจจุบันผมมีสิบกว่าเรือน เก็บไว้ใช้เองบ้าง ให้พี่ชายและน้องสาวบ้าง ที่ผ่านมาซื้อนาฬิกาไม่ขาดทุนแน่นอน

“นอกจากนี้ผมชอบลงทุนซื้อรถซูเปอร์คาร์ ต้องยอมรับว่าถ้าลงทุนอย่างอื่นอาจได้กำไรดีกว่า แต่เพราะผมชอบรถ จึงเลือกลงทุนกับ เฟอร์รารี่ เมื่อก่อนเคยซื้อรถสปอร์ตยี่ห้ออื่นซึ่งราคาถูกกว่า แต่พอขายกลายเป็นว่าขาดทุนเยอะ ตอนหลังผมจึงซื้อเฟอร์รารี่อย่างเดียวทั้ง 7 คัน บางรุ่นเป็นลิมิเต็ด ขายต่อแทบไม่ขาดทุนเลย ราคาไม่ค่อยตก คันแพงสุดที่ซื้อเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วคือ F40 ราคา 49 ล้าน เป็นรถที่ซื้อแล้วคุ้มกว่ายี่ห้ออื่น แต่คุณพ่อพูดเสมอว่า ‘รถ’ หมายถึง ‘ลด’ เพราะราคาลดแน่นอน ถ้าชื่อ ‘เพิ่ม’ เมื่อไหร่ค่อยซื้อเพิ่ม (ยิ้ม) เราจึงต้องหารถรุ่นที่ราคาลดน้อยที่สุดนั่นเอง

“หลักการซื้อรถซูเปอร์คาร์เพื่อการลงทุนของผมคือ ถ้าซื้อเพื่อเก็บยาวเป็นเงินออม ผมซื้อเงินสด ส่วนคันไหนไม่ชัวร์ เช่น ซื้อมาใช้แล้วคิดจะขาย ผมจะซื้อเงินผ่อน คนซื้อต่อจะจ่ายแค่เงินดาวน์ แล้วไปผ่อนต่อ ช่วยให้ขายง่ายกว่าเยอะเลย”

 

ไม่นิยม ATM

“เพื่อนๆ จะรู้กันว่าผมไม่ค่อยมีเงินสดติดกระเป๋ามากนัก ส่วนใหญ่มีหลักร้อยหรือไม่ก็หลักพันบาท (หัวเราะ) เพราะเวลามีประชุมกรรมการบริษัท ผมจะได้เงินค่าเบี้ยประชุมเดือนละหมื่นกว่าบาท ผมจะถือเงินสดแค่นั้น ใช้ไปเรื่อยๆ ให้ชนเดือน ซึ่งปกติก็ใช้ประมาณนั้น บวกลบบ้างนิดหน่อย จนขึ้นเดือนใหม่ มีประชุมกรรมการรอบใหม่ ก็จะได้เงินค่าเบี้ยประชุมรอบใหม่มาใช้

“ถ้าใช้เงินเกินค่าเบี้ยประชุม ผมจะจ่ายบัตรเครดิต ทั้งเดือนผมแทบไม่ได้กดเอทีเอ็มเลย ไม่ชอบด้วย ไม่อยากให้การใช้เงินแต่ละส่วนที่ผมแบ่งไว้แล้วปนกัน ยิ่งเบิกเงินออกมา ยิ่งใช้ง่าย ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ได้ใช้ เพราะไม่มีให้ใช้ (หัวเราะ) ปกติผมไม่ค่อยใช้เงินหรือไปไหนบ่อยอยู่แล้ว อย่างเวลาไปทำงาน ผมนั่งรถตู้ ที่ออฟฟิศมีอาหารกลางวันเลี้ยงผู้บริหาร ตกเย็นกลับมากินข้าวบ้าน ยกเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ จะเป็นวันที่ผมออกไปกินข้าวนอกบ้านกับเพื่อนๆ บางครั้งแชร์กันจ่าย หรือคราวที่แล้วเขาเลี้ยงเราแล้ว คราวนี้เราเลี้ยงเขา เราก็จ่ายบัตรเครดิต แต่ละสัปดาห์ผมแทบไม่ขับรถเข้าเมืองเลย อย่างมากสุดคือวันเสาร์-อาทิตย์ตอนเย็น ขับรถเฟอร์รารี่ไปซอยทองหล่อ ดื่มกาแฟ กินข้าวกับแก๊งเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ขับเฟอร์รารี่ด้วยกัน นานๆ ทีผมถึงจะไปสยามหรือพารากอนสักครั้ง”


 

ที่มา : นิตยสารแพรว ฉบับ 940

keyboard_arrow_up