จากลูกนายไม่กล้าจีบ สู่ 8 ปีของคู่รักมาราธอน ” ปิยวดี มาลีนนท์ – มาวิน ทวีผล “

ปิยวดี มาลีนนท์
ปิยวดี มาลีนนท์

จากนักแสดงหนุ่มที่เคยแอบมองรุ่นพี่คนสวย  ลูกสาวของเจ้านาย กลายเป็นความรักมาราธอนที่แม้ต้องฝ่าฟันกับข่าวมากมาย  แต่ก็สามารถจับมือกันเดินทางเข้าสู่ปีที่ 8 ได้อย่างมั่นคง  นี่คือเรื่องราวความรัก ของตู่ – ปิยวดี  มาลีนนท์  ผู้จัดละครมากความสามารถของช่อง 3 กับ  วิน  -มาวิน  ทวีผล  นักแสดงที่ผันตัวมาซัพพอร์ตทุกอย่างที่เธอต้องการ

แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ

ปิยวดี มาลีนนท์

เมื่อเอ่ยถึงวันแรกเจอกันคุณวินเริ่มด้วยประโยคเด็ด  “วันแรกที่เรา เจอกัน  คุณวดี(คุณตู่) คลานเข่าเข้ามาหาผมเลยครับ ศิโรราบ”  คุณตู่อมยิ้มแบบรู้ทันแล้วต่อความว่า  “เวลาพูดเรื่องนี้  เขาจะเล่าแบบนี้ตลอด คือตู่คลานเข่าเข้าไปหาเขาจริงๆค่ะ  เพราะวันนั้นเป็นวันครอบครูของ ช่อง 3  ทุกคนนั่งกับพื้น  จะลุกไปไหนมาไหนก็ต้องคลานเข่า”

“ความจริงผมเล็งเขามาหลายปีแล้วครับ  แอบส่องลูกนาย  ชอบจังเลย  แต่ไม่กล้ายุ่ง”

คุณวินเล่าต่อ  “ความจริงผมเล็งเขามาหลายปีแล้วครับ  แอบส่องลูกนาย  ชอบจังเลย  แต่ไม่กล้ายุ่ง  เพราะตอนนั้นทั้งผมและเขามีแฟนอยู่แล้ว  อีกอย่างผมรู้สึกว่าไกลเกินเอื้อม  กระทั่งวันหนึ่งในงานครอบครู ตอนนั้นผมโสดแล้ว  ก็สะกิดรุ่นน้องให้ดูว่าคนนี้โคตรน่ารักเลย  แล้วเขา หันมาพอดี  ผมก็ได้แต่ก้มหน้า  ไม่กล้าสบตา  ปรากฏว่าพอครอบครูเสร็จ เขาก็คลานเข้ามาหาผมเพื่อชวนไปเล่นละคร  ผมทั้งตกใจทั้งตื่นเต้น ยกใหญ่  เลยได้คุยกันต่อ  สุดท้ายก็ได้พินบีบีมาครับ (ยิ้ม)  แล้ววันนั้น เราถ่ายรูปคู่กัน  คุณตู่ให้เลขาฯถ่ายให้  พอกลับบ้าน  คุณตู่ก็ส่งรูปคู่มาให้อีก ผมก็เพ้อเลย  ลืมนึกไปว่าเขาคงทำกับทุกคน” (คุณตู่พยักหน้าบอกว่า ‘ใช่’)  “ผมไฟลุกโชติช่วงมากว่าโอกาสของเรามาแล้ว  หลังจากนั้นก็คุยบีบีกับเขา ทุกวัน  ถือคติว่าถ้าไม่หล่อ  เราต้องตลก”

รักต้องเปิด พอตัดสินใจคบกัน  สารพัดเรื่องราวก็ไหลมาเทมา

ปิยวดี มาลีนนท์

คุณตู่เล่าถึง ช่วงแรกๆที่เป็นข่าวว่า  “พอเราเริ่มไปไหนมาไหนด้วยกันก็เริ่มเป็นข่าว ที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนเลยคือตอนที่มีข่าวกอสสิปลงรูปเราเดินอยู่ในห้าง ด้วยกัน หลังจากนั้นมีผู้หญิงโทร.หาตู่เยอะมาก ส่วนใหญ่โทร.มา เตือนด้วยความเป็นห่วง แล้วก็เล่าเรื่องวินให้ฟังใหญ่เลย บางคนถึงขนาด จะนัดเจอเพื่อมาคุย ไม่ใช่แค่นี้ แม้กระทั่งผู้ใหญ่ในช่องก็พากันเป็นห่วง”

คุณวินรีบพูดต่อ  “แต่ผมบอกเลยว่าไม่ทันกินหรอก เพราะก่อน ที่จะเป็นข่าว เราคบกันมา 3 เดือนแล้ว ระหว่างนั้นผมใช้เวลา 3 วัน ในการเล่าทุกเรื่องในชีวิตตั้งแต่มัธยมจนถึงวันที่เราเจอกันแบบหมดเปลือก เพราะผมอยากให้เขารู้จากปากผมเอง ถ้าเขารับได้ เราก็คบกัน ถ้ารับไม่ได้ ก็เป็นเพื่อนกัน ดังนั้นคุณตู่มีวัคซีนแล้วเรียบร้อย”

คุณตู่เห็นด้วย  “ก็จริงของเขานะคะ เพราะทุกเรื่องที่ผู้หญิงแต่ละคน โทร.มาเล่าให้ฟังไม่มีอะไรเซอร์ไพร้ส์เลย เป็นเรื่องที่ตู่รู้แล้ว จึงถามตัวเองว่าเราจะเชื่อวินหรือไม่เชื่อ ถ้าไม่เชื่อก็เลิกคุย จบ แต่ถ้าเชื่อ ก็ต้องลองให้โอกาสเขา จึงตัดสินใจไม่รับโทรศัพท์ใครอีก”

คุณวินขออธิบายบ้าง  “คือแต่ก่อนผมมีข่าวนู่นนี่นั่นเยอะ พอเป็นข่าวแล้ว ผมก็เลือกที่จะไม่พูดอีก คิดว่าปล่อยให้เงียบไปเอง ภาพที่ออกไป จึงกลายเป็นว่าผมผิด บางครั้งแค่เดินไปส่งใครที่รถก็เป็นข่าว แต่กลายเป็นว่ายิ่งปล่อยเงียบยิ่งมีชนักติดหลังเต็มไปหมด”

คุณตู่สารภาพ  “ใช่ ช่วงนั้น ข่าวเยอะมาก เราเองก็ต้องมีภูมิต้านทานสูงเหมือนกัน ตู่ใช้วิธีตั้งสติ ถ้าเรื่องไหนไม่สบายใจก็จะถามตรงๆ ถาม ให้เคลียร์ จะได้ไม่เก็บไปคิดมาก ซึ่งสุดท้ายเราก็ผ่านมาได้ค่ะ”

คุณวินแซวกลับบ้างว่า  “แต่ช่วงนั้นตู่ก็ฮ็อตมากนะ มีดาราจีบเยอะ เหมือนทุกคนคิดว่าถ้าวินจีบได้ พวกเขาก็มีสิทธิ์ ถามว่าผมรู้สึกไหม รู้สึกมาก แต่ทำอะไรไม่ได้ ผมรู้ตัวว่าต้นทุนเรามีแค่นี้ ถ้าคนอื่นดีกว่า เขาก็ไปได้ เพราะเรื่องความรู้สึกคงห้ามกันไม่ได้ แต่โชคดีที่เขาเลือกเรา” (ยิ้ม)

จริงจัง- จริงใจ

ปิยวดี มาลีนนท์

ผ่านด่านแรกไปแล้วก็เข้าสู่ด่านที่สอง  คือสารพัดคำถามถึงความต่างของทั้งคู่คุณวินบอกว่า  “แน่นอนว่าต้องมีคำครหาอยู่แล้ว สามปีแรกนี่ โดนตลอด ประดังมาทุกทิศ แต่ผมโชคดีที่ตู่เข้าใจและยอมรับ คือผมมาจากครอบครัวปานกลาง  มีบ้าง  แต่ไม่มากขนาดจะไปห้าดาว กับเขาได้  ตู่ก็จะคอยให้กำลังใจตลอดว่า  ‘หมู  สู้ๆนะ’  ช่วงนั้นเราใช้วิธีเก็บตัว  ออกไปเจอผู้คนให้น้อยที่สุด  อยู่ด้วยกันให้มากที่สุด  พอเข้าปี ที่ 4 – 5  เรื่องก็ค่อยๆ ซาไป  ยิ่งตอนนี้ 8 ปีเข้าไปแล้ว  ไม่มีใครว่าอะไรแล้วครับ”

“หรือแม้กระทั่งเรื่องงานที่ผมไปเป็นครีเอทีฟในออฟฟิศของตู่ เพื่อดูแลเรื่องการทำบทละคร ช่วงแรกๆ ก็มีคำถามว่าเส้นหรือเปล่า ซึ่งผมยอมรับว่าในจุดเริ่มต้นนั้นตู่เป็นคนให้โอกาส แต่ตู่บอกเสมอว่า ถ้าตู่ให้ทางแล้ว วินต้องเดินเองให้ได้ด้วยนะ ถ้าเดินไม่ได้ เขาก็ช่วยไม่ได้ ซึ่งผมว่าเวลาเป็นตัวพิสูจน์ว่าไอเดียในการคิดพล็อตมาจากเราเยอะ

ตราบใดที่เราทำงานได้จริง  ทุกคนก็จะค่อยๆยอมรับ  พอเราเดินได้ด้วยตัวเองแล้ว  ก็ทำให้เราเดินอยู่ข้างๆ เขาได้อย่างสบายใจ”

ตู่เสริมบ้าง  “แต่วินก็ช่วยเปลี่ยนตู่ไปในทางที่ดีขึ้นด้วยนะคะ เขาช่วยสอนตู่ในเรื่องการใช้ชีวิตกับคนในกองถ่ายและการเป็นผู้จัดฯจริงๆ ด้วยความที่เขาเฟรนด์ลี่ คุยเก่ง  และเป็นนักแสดง  เคยทำงานมาหลายกอง รู้จักคนเยอะ  หน้า  ผม  สวัสดิการ  ครัว  ช่างไฟ  เขาก็จะไปสืบราชการลับ มาให้หมดเลย  ทำให้เรารู้ปัญหาจริงๆ ของงาน  ซึ่งเราไม่มีทางเข้าถึง  ยังคิดอยู่เลยว่าถ้าไม่ใช่วินจะเป็นใคร”

ด่านสุดท้ายคือการพิสูจน์ตัวเองกับครอบครัวของฝ่ายหญิงที่น่าจะหนักไม่แพ้กัน  เรื่องนี้คุณวินสารภาพเต็มปากเต็มคำ  “กดดันแบบมหากดดันเลย วันแรกที่ไปบ้านเขา คิดว่าจะโดนตีตั้งแต่หน้าบ้าน แต่ก็ผ่านได้โดยไม่มีอะไร ยอมรับว่าช่วงแรกผมตลกไม่ออก เจอหน้าผู้ใหญ่ก็ก้มหน้าอย่างเดียวเลย แต่หลังๆ ผมก็ใช้ความตลกเข้าสู้ พอเนียนๆ ไปได้”

คุณตู่เล่าต่อว่า  “ช่วงแรกที่บ้านก็มีถามเหมือนกันค่ะ ถึงครอบครัว เราจะทำงานบันเทิง แต่ยังไม่เคยมีใครมีแฟนเป็นนักแสดงเลย จึงต้องใช้เวลา โดยที่บ้านสังเกตจากตัวตู่เป็นหลัก ดูว่าเราเอนจอยไลฟ์ไหม งานเสียไหม ซึ่งพอคบกับวินไปเรื่อยๆ เขาก็เห็นว่าเรามีความสุข รับผิดชอบงานได้ และสามารถทำงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เห็นว่าการคบกันไม่มีอะไรเสียหาย  ที่บ้านจึงเริ่มเปิดใจจากตรงนั้น”

“ตอนหลังพอเริ่มมีงานที่บ้าน เขาก็บอกให้ลองชวนวินมาทุกวันนี้ คุณแม่จะพูดตลอดว่า วินมาหาแม่ที่บ้านบ้างนะ มาคุยกับแม่ เวลามางานรวมญาติ แม่ก็จะบอกให้วินนั่งกับแม่ ตู่ก็จะแซวว่า  เดี๋ยว…ดูลูกด้วย หรืออย่างพี่สาวตู่ก็รักวินมาก  เวลาเจอกันเขาคุยกับวินมากกว่าคุยกับตู่อีก วินเขาน่ารักตรงที่เข้ากับคนรอบข้างของเราได้หมด  เพื่อนๆ เราก็ชอบเขา”(ยิ้ม)

จูนให้ติด

ปิยวดี มาลีนนท์

เมื่อเอ่ยถึงเรื่องความรักต่างวัย  คุณตู่ยอมรับตรงๆ ว่า  “ตู่ไม่ได้ตั้งใจจะคบเด็กแต่ส่วนใหญ่จะมีแต่คนที่เด็กกว่าเข้ามา อย่างคนก่อนหน้านี้ก็อ่อนกว่าตู่ 7 ปี ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม”

คุณวินได้ทีจึงแซวว่า  “เพราะตู่ดูเครียดๆ มั้ง  ทำให้คนวัยเดียวกัน อาจจะไม่ค่อยกล้าเข้ามา  แต่เด็กคิดน้อยไง  สำหรับคู่เรา  ความต่างของ อายุมีผลนะ  ผมกับตู่ห่างกันแค่ 3 ปีก็จริง  แต่ตอนเจอกันเขาทำงานจริงจังแล้ว  ส่วนผมยังเรื่อยเปื่อย  พอคุยกันจะเห็นเลยว่ามีความต่างกันเยอะ ทั้งในแง่ความคิดและการใช้ชีวิต อย่างช่วงแรกที่เจอกัน ผมยังใช้ชีวิตกลางคืนตื่น 5 โมงเย็น แล้วยาวไป  แต่ตู่ทำงานกลางวัน  พอคบไปสักพักเขาก็ถามว่า  ถ้าเป็นแบบนี้  เราจะใช้ชีวิตกันอย่างไร  จะคุยกันตอนไหน  ผมจึงบ๊ายบาย ชีวิตกลางคืน  แล้วเริ่มมาทำงานเป็นผู้เป็นคน  พอจูนกันได้แล้ว  จึงได้มาทำงานด้วยกัน

“ข้อดีอีกอย่างของตู่คือ  ปกติผู้หญิงเด็กๆ จะง้องแง้งหน่อย  แต่เขารุ่นใหญ่แล้ว  ใจโคตรนิ่งเลย  ทำให้เรารู้สึกว่าก็ดี  ได้คุยกันด้วยเหตุ และผลมากกว่าใช้อารมณ์  ยกเว้นเวลาลมเพลมพัด (หัวเราะ)  คือบางทีเขาเครียดกับอย่างอื่นมา  แล้วผมดันเดินผ่านไปพอดี  จึงอาจมีโดนของ เฮ้ย!  เราทำอะไรผิดวะ  บางทีนอนคิดทั้งคืนว่าไปทำไม่ดีตอนไหน  พอเช้ามา  เขาโทร.มาฮัลโหลเสียงใส  ผมนี่งงเลย  มีแค่เรื่องนี้แหละ”

คุณตู่หัวเราะพลางบอกว่า  “นี่แหละข้อดีของเขา  คือต่อให้เขาไม่ผิดเขาก็ไม่เพิกเฉยกับความรู้สึกของเรา  แล้วเขาจะมีวิธีง้อ  คือทำเหมือนแมว ที่ตู่เลี้ยงไว้  เวลาอ้อนก็จะเมี้ยวๆๆ (หัวเราะ)  เราก็จะขำ  ส่วนตู่เองรู้สึกว่าเราอายุห่างกันก็จริง  แต่จะคบกันได้หรือไม่  สำคัญอยู่ที่การสื่อสารกับคนก่อนๆ เหมือนเราไม่ได้คุยกัน  หรือคุยแล้วไม่พร้อมที่จะปรับ  แต่กับวินรู้สึกว่าเวิร์ค  เพราะเราเลือกที่จะคุยกันและปรับตัวเยอะมากเพื่อให้ไปกันได้  ทำให้ทิฐิเราน้อยลง”

วินเล่าบ้าง  “ตู่เองก็ปรับการใช้ชีวิตให้ผมเยอะเหมือนกันนะครับเพราะผมจะติดดินหน่อย  แต่บ้านตู่จะฟูลออปชั่นตลอด  อย่างแต่ก่อน เขากินส้มตำปลาร้าไม่เป็นเลย  แต่เดี๋ยวนี้ผมพาไปกินอะไร  เขาก็กินได้หมด”

คุณตู่ขอคุย  “เดี๋ยวนี้กินส้มตำไทยไม่ได้แล้ว  ไม่อร่อย  ต้องปลาร้า หรือเมื่อก่อนไม่กินหอยแครง  ไม่กินพวกเลือดๆ  เดี๋ยวนี้ได้หมด  ยังกิน ไม่ได้แค่ไข่มดแดง  คือด้วยความที่บ้านวินเป็นคนตราด  เวลาไปบ้านเขา ครั้งแรกก็เจอวิถีต่างจังหวัดเล็กๆ  อย่างอาหารที่เขากินกัน  เช่น  พล่าปลาหรือน้ำจิ้มพริกเกลือ (วินอธิบายว่า  ‘คือน้ำจิ้มซีฟู้ดของที่นั่นครับ  ใช้พริกกับเกลือมาโขลกกับกระเทียม’) ซึ่งแซ่บมาก  ตู่ชอบ” (หัวเราะ)

วินเสริมว่า  “ที่บ้านผมทุกคนชอบตู่มากครับ คือทุกคนรู้ว่าตู่เป็นใคร เวลาไปเที่ยวบ้านผมจะพาเขาไปกินอาหารทะเล  ไปเที่ยวเกาะ  เขาก็กินได้อยู่ได้  ยิ่งแม่กับพี่ๆ ของผมยิ่งโอเคกับตู่  เพราะพอมาคบกับตู่  ผมนิสัยดีขึ้น  ซอฟต์ลงไปเยอะ  แม่เลยแฮ็ปปี้กับตู่มาก”

คนที่ใช่

ปิยวดี มาลีนนท์

“คู่เราเพิ่งครบ 8 ปีไปเมื่อวานครับ”  คุณวินพูดก่อน  “สำหรับผม เขาคือคนที่ใช่แล้วนะ  พูดตรงๆว่าการคบกับตู่ทำให้ผมนิ่งและจริงจัง มากขึ้น  เวลามองไปข้างหน้าก็พอเห็นภาพว่าเราจะไปทิศทางไหนด้วยกัน ซึ่งผมไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน  เรื่องนี้แม่ผมรู้ดี  เพราะที่ผ่านมาผม คบใครก็พอผ่านๆ  ไม่เคยจริงจัง  แต่กับตู่ผมบอกรักเขาทุกวัน” คุณตู่ยิ้มหวาน  “เขาบอกรักตู่ทุกวัน  แต่ตู่ไม่ค่อยพูด  นานๆ พูดที ซึ่งเขาจะดีใจมาก  เขาบอกว่า  ‘เธอไม่ได้บอกรักฉันมาสองเดือนแล้ว!’ คือตู่อาจจะไม่ได้พูดมาก  แต่รู้สึกว่าคนนี้แหละใช่  เพราะเราอยู่กับเขาได้ ในทุกสถานการณ์  โดยที่เราไม่ต้องเป็นคนอื่นนอกจากตัวเอง”

ปิยวดี มาลีนนท์

“สิ่งหนึ่งที่ตู่รู้สึกว่าวินตอบโจทย์คือ  ตู่ติดแฟน  ซึ่งวินก็ให้เวลากับตู่มาก  ตารางของเรามาก่อนของเขาเสมอ  เขาสามารถนั่งรอเราทำผม  ทำเล็บ แต่งหน้าหลายชั่วโมงได้โดยไม่บ่น  หรือถ้าเราอยากให้ไปไหนด้วย  เขาก็ไปด้วยได้หมด  แล้วเขาจะเป็นมนุษย์ขั้นกว่าคือ  เวลาเรามีอะไรไม่สบายใจ เขาจะทุกข์กว่า  ต้องหาทางเคลียร์ให้เราให้ได้  หรือถ้าเราดีใจ  เขาก็จะดีใจกว่า  ดังนั้นไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไรในชีวิต  ตู่จะรู้สึกว่าไม่เป็นไร  อย่างน้อย ยังมีเขาที่เข้าใจและคอยเป็นแบ็กอัพให้เรา  ซึ่งตู่ว่ายากมากนะที่จะได้เจอคนแบบนี้”

คุณวินพูดบ้าง  “ผมไม่อยากเห็นเขาทุกข์  สงสาร  โดยเฉพาะเรื่องงาน เพราะเขาแบกรับคนไว้เยอะ  ถ้าช่วยอะไรเขาได้ก็อยากช่วย  แค่เห็นเขายิ้มได้ ผมก็โอเคแล้ว  ส่วนเรื่องอนาคต  มีคุยกันไว้บ้าง  แต่คงจะเป็นแบบนี้ไปอีกสักพักใหญ่ๆ  เพราะยังติดเรื่องงานทั้งคู่  ยังหยุดไม่ได้จริงๆ “สำหรับผม  แค่รู้วันนี้เขาคือคนที่ใช่ก็แฮ็ปปี้แล้วครับ”


ที่มานิตยสาร แพรว ปีที่ 39 ฉบับที่ 934  เรื่องจาก Tomalin ภาพ อิทธิศักดิ์ สไตลิสต์ up_kamphoo ผู้ช่วยช่างภาพ กรพินธุ์ บุญส่งทรัพย์, ชนิกานต์ ศรีม่วง สถานที่ Renaissance Bangkok Ratchaprasong Hotel โทร. 0-2215-5000

keyboard_arrow_up