เลี้ยงลูกให้เป็น จีเนียส แต่ใช้ชีวิตเหมือนเด็กธรรมดา ตามแบบฉบับ โอ๋-บุปผา

นอกจากเรื่องงานที่ทุ่มเทอย่างเต็มที่โดยไม่กลัวเหนื่อย เรื่องลูก และครอบครัว “โอ๋-บุปผา ธรรมบุตร กิ่งชัชวาลย์” เจ้าของร้านเพชร Sincere Jewelry ก็ให้ความสำคัญ และยกให้เป็นอันดับ 1 ของชีวิต

โอ๋-บุปผา

หากใครที่เกิดในยุค 90 คงจำเธอกันได้กับ โอ๋-บุปผา กิ่งชัชวาลย์ เจ้าของเพลงในตำนาน “เธอบอกให้ลืม” ที่แม้เวลาผ่านมา 30 ปี ก็ยังถูกนำโคฟเวอร์จนกลายเป็นเพลงฮิตฟังไม่มีเบื่อ ย้อนกลับไปในช่วงปี 1990 คุณโอ๋เรียกได้ว่าเป็นนักร้องหญิงที่ดังมากๆ แต่แล้วเธอก็ตัดสินใจแต่งงาน และสานต่อกิจการร้านเพชร Sincere Jewelry ของสามี “คุณต้อย กอบชัย กิ่งชัชวาลย์”

โอ๋-บุปผา

จากคนที่ไม่เคยรู้อะไรเลยเกี่ยวกับงานจิเวลลี่ คุณโอ๋ต้องฝึกฝนและเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด จนกระทั่งวันนี้ Sincere Jewelry กลายเป็นร้านเพชรที่ยืนหยัดอยู่ในวงการจิเวลลี่ไทยมาแล้วถึง 30 ปี

เรื่องงานคุณโอ๋ว่าเต็มที่แล้ว เรื่องลูกและครอบครัวเธอยกให้เป็นอันดับ 1 เหนือสิ่งอื่นใด ซึ่งลูกๆ ทั้งสามคนของคุณโอ๋ต้องบอกเลยว่านำความภาคภูมิใจมาให้คนเป็นแม่อย่างมาก พลอย เพชร พร้อม กิ่งชัชวาลย์ ถูกส่งไปเรียนประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 13 ปี ไกลหู ไกลตาที่บ้าน แต่ก็ไม่ทำให้คุณแม่ผิดหวังสักนิดเดียว ซึ่งคุณโอ๋มีวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไรให้กลายเป็น จีเนียส แต่พวกเขาก็ยังใช้ชีวิตเหมือนเด็กธรรมดาบนกองเงิน กองทอง ไปอ่านบทสัมภาษณ์ของเธอกันได้เลยค่ะ

ลูกๆ แต่ละคนตอนนี้เรียน หรือ ทำงานที่ไหนกันบ้างคะ

โอ๋-บุปผา

น้องพลอย จิตติกา กิ่งชัชวาลย์  จบชั้นประถมจากโรงเรียนบางกอกพัฒนา แล้วก็ไปเรียนต่อระดับมัธยมที่ประเทศอังกฤษชื่อว่า Wycombe Abbey School เป็นโรงเรียนประจำหญิงล้วนที่อยู่ในระดับท็อป 3 ของประเทศ จากนั้นน้องพลอยก็สอบเข้า University of Cambridge สาขา English Literature BA

เรียนจบปริญญาตรีพลอยก็ไปต่อโทที่มหาวิทยาลัย UCL พลอยเลือกเรียนด้าน Modern English ซึ่งมันเป็นความคิดของพลอยเองว่าอยากเรียนภาษาใหม่ด้วยเวลาทำงานอย่างการเขียนวรรณกรรม หรือเขียนอะไรก็ตามมันจะกว้างครอบคลุมพื้นที่การทำงานได้เยอะ

พลอยจบมาก็ทำงานอยู่ที่บริษัท PayPal ลอนดอน แต่ทำไปได้ปีหนึ่งก็ถึงเวลาที่ต้องกลับบ้านเพราะว่ากฏระเบียบอังกฤษมันเปลี่ยนไปเยอะ นักเรียนไทยอยู่ทำงานได้ 1 ปีหลังจากเรียนจบ จากนั้นต้องให้บริษัทที่จ้างเรายื่นเรื่องมากมาย เราต้องเก่งเกินคนฝรั่งไป 3 เท่า เพราะทุกที่เขาต้องให้การคนของเขาได้มีงานทำ

พลอยก็บอกแม่ว่าคิดจะกลับบ้าน แต่ก็หางานบริษัทผ่านเว็บไซต์ สุดท้ายก็ได้เข้าไปทำงานกับคนฝรั่งเศส ในตำแหน่ง Digital Marketing Analytics คือภาษาเขาดีนายก็เลยรับเขาล่วงหน้า 5 เดือน ซึ่งตอนนี้เซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว

โอ๋-บุปผา

คนที่ 2 ห่างจากพี่พลอย 4 ปี ชื่อน้องเพชร ชนิสา กิ่งชัชวาลย์ คนนี้ก็เรียนโรงเรียนประจำเดียวกับพลอย เพชรก็ได้ทั้งมหาลัยวิทยาลัยที่อังกฤษและอเมริกา แต่ใจเขาชอบโลกตะวันตกอยากไปอยู่อเมริกาเพราะว่ามันทันสมัยดีเขาก็เลือกของเขาเอง เพชรอาจจะเบื่ออังกฤษแล้ว เขาก็อยากจะค้นคว้าโลกของเขา เพชรก็เลยเลือกเรียนต่อที่ Vassar College สาขา Art History ที่ประเทศอเมริกา

คนที่ 3 ชื่อน้องพร้อม ฐิติภัทร กิ่งชัชวาลย์  ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ที่ Charterhouse School ประเทศอังกฤษ เป็นโรงเรียนประจำชายล้วน เรียนเหมือนพี่ๆ เขาที่เรียนโรงเรียนประจำมาเหมือนกัน

ส่งลูกไปเรียนเมืองนอก ต้องวางแผนอย่างไร

ไม่เคยวางแผนอะไรเลย ก่อนหน้านี้เราคิดว่าลูกเราจะเรียนโรงเรียนไทย โรงเรียนที่พี่จบ ปรากฏว่าวันหนึ่งเราไปดูโรงเรียนนานาชาติ (บางกอกพัฒนา) แล้วเราก็หลงรักโรงเรียนแบบนี้ เพราะมันมีห้องสมุดที่แบบเด็กๆ สามารถอ่านหนังสือจากทั่วโลกได้ มีภาษาไทยด้วย มีสอนภาษาไทยเป็นคาบอาทิตย์ละ 3 วัน พี่มองว่าถ้าลูกจะโตมาแบบภาษาอังกฤษก็ได้ ภาษาไทยก็ดี คิดแค่นั้นก็เลยเปลี่ยนเลย จากโรงเรียนไทยไปอยู่อินเตอร์ตั้งแต่อนุบาล

ทำไมต้องอายุ 13

อายุ 13 เป็นปีที่เขากำลังรับเด็กจากต่างประเทศให้ไปเริ่มเรียนประจำ ที่จริงเขารับตั้งแต่ 10 แล้วค่ะ เริ่มตั้งแต่อายุ 10 ขวบกับ 13 ปี แต่พี่ว่า 10 ขวบมันเด็กเกินไป ลูกจะเหนื่อย แต่พ่อแม่บางคนเขาก็จะส่งลูกไปเลย อย่างบางบ้านเขาอยากให้ลูกจบมัธยมก่อนแล้วถึงค่อยไป ซึ่งพี่มองว่า ลูกพี่เป็นหนอนหนังสือ เขาชอบอ่านหนังสือมาก เขาสามารถอ่านหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์เล่มหนาๆ จบภายในคืนสองคืน พี่ก็เห็นว่าเขาเป็นเด็กที่ชอบศึกษา แต่ถ้าอยากจะเข้ามหาวิทยาลัยระดับโลก ถ้าไปตอนโตแล้ว เราอาจจะติดเรื่องภาษา เพราะเราต้องไปแข่งกับฝรั่ง

โอ๋-บุปผา

บ้านไกลเวลาน้อย ใช้เวลาคุยกันให้มากที่สุด

พี่ใช้คอนเซ็ปต์บ้านไกลเวลาน้อย เพราะว่าลูกไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่อายุ 13 เด็ก 13 เนี่ยเพิ่งดัดฟันเอง ถ้าเป็นเด็กๆ เหมือนเราตอนอยู่เมืองไทยก็คงยังไม่ค่อยรู้อะไรมากมาย อายุ 13 พ่อแม่ก็ยังต้องไปรับไปส่งอยู่แล้ว แต่พวกเขาไปเมืองนอก ไปในที่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เวลาที่พี่ไปเยี่ยมลูกๆ ก็มีเวลาน้อย เวลาเขาหยุดทีอย่างมากก็ประมาณ 5 วัน บางครั้งนอน 3 คืนก็ต้องบินกลับแล้ว เพราะว่าเราก็ต้องกลับมาทำงานเหมือนกัน

เราไปอยู่เป็นเพื่อนเขา เพราะว่าโรงเรียนปล่อยออกมา โรงเรียนที่นู่นปิดเทอมแล้วไม่ให้อยู่ที่โรงเรียน ทุกคนต้องกลับบ้าน เลยต้องมีกาเดี้ยน กาเดี้ยนคือผู้ปกครองที่เมืองนอก แต่พี่คิดว่าเราไม่จำเป็นต้องมี เราดูแลลูกเองได้ เราเป็นกาเดี้ยนให้ลูกได้ และเราก็ไม่รู้ว่าจะไปฝากลูกกับใครตอนนั้น พี่กับสามีเลยผลัดกันบินไปดูแลลูก

การที่บ้านไกลเวลาน้อยคือ เราต้องใช้เวลาอยู่กับลูก อย่างหยุด 3 วันนี้ต้องล้วงลึกให้หมด พี่จะไม่ใช้วิธีเป็นแม่ที่ดุอย่างเดียว ต้องทำอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนั้น หรือมีข้อที่ต้องทั้งหมด คิดว่าลูกจะมีความสุขไหมล่ะ มันจะต้องเป็นความทรมานมากเลยนะ เพราะว่าเราให้เขาอยู่โรงเรียนประจำแล้ว

พี่ก็เคยอยู่โรงเรียนประจำมาเหมือนกัน เคยเรียนที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย อย่างพ่อแม่พี่เอาจริงๆ ก็ไม่ใช่พ่อแม่หัวโบราณ แม่ห่างจากพี่ 19-20 ปี เอง เพราะฉะนั้นพี่ก็โตมาแบบแม่ที่เลี้ยงดูลูกๆ แบบเข้าใจมาโดยตลอด แม่ให้โอกาสเรามาก พี่ก็เลยอยากทำตรงนั้นให้ลูกพี่เหมือนกัน ไปที่นู่นพี่ก็คุยกับ อยากทานอะไร อยากได้อะไรบ้าง ใช้เวลาคุยกันให้มากที่สุด

น้องๆ ไปอยู่เมืองนอกตั้งแต่เด็ก มีการปรับตัว หรือเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

เปลี่ยนทุกอย่างเลย มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ ลูกได้ภาษา ลูกได้ซึมซับความรู้เร็ว เขาได้ค้นคว้า ได้เข้าห้องสมุดเหมือนกับเดินเรียน คล้ายกับเราเรียนมหาวิทยาลัยที่ไทย ที่นั่นจะเป็นการเดินเรียนตั้งแต่เด็กเลย ได้เรียนวิชาเฉพาะเหมือนกับการเรียนของผู้ใหญ่

ซึมซับวัฒนธรรมตะวันตกมามาก กลัวไหมว่าลูกจะลืมความเป็นไทย

การส่งลูกไปเรียน ข้อดีคือ ลูกก็จะได้ภาษา ฝึกการเป็นผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้ระบบการศึกษาที่เมืองไทยพัฒนาดีขึ้นมาก ตอนนั้นเราก็คิดแค่ว่าไปเรียนเหอะจะได้ไปฝึกวินัยด้วย แต่สิ่งหนึ่งคือวัฒนธรรมความเป็นไทยเราต้องเติมให้เต็ม พี่สอนนะ สอนมาตั้งแต่อายุก่อน 13 สอนไหว้ เราต้องนอบน้อมโดยเฉพาะเราทำงานด้านนี้ที่เจอผู้ใหญ่เยอะๆ ลูกก็จะเป็นคนไหว้เก่งมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ ลูกเราทุกคนไหว้ง่ายมาก เรื่องพวกนี้เราต้องปลูกฝังเอง

 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

 

โพสต์ที่แชร์โดย Buppa Kingchatchaval (@buppa_buppa) เมื่อ

ที่โรงเรียนของน้องพลอย ไม่มีคนไทยเลย พี่เลยต้องปลูกฝังความเป็นไทยมากว่าเด็กคนอื่น เราไม่ต้องการให้ลูกเราดัดจริตแบบฝรั่งจ๋า หรืออาจจะเป็นฝรั่งในความคิด เป็นฝรั่งในการศึกษา ยูอาจจะพูดภาษาฝรั่งสำเนียงดีมาก แต่ในขณะเดียวกันยูต้องเป็นคนไทยด้วยในจิตใจในหัวใจของหนูด้วย คนไทยอ่อนน้อมถ่อมตน ไปมาลาไหว้ ฝรั่งมันอาจจะแค่ฮายบายแล้วก็จบ และถ้าเราทำผิดก็ต้องขอโทษ

ถึงจะไปอยู่ที่นู่น แต่เราก็ต้องสอนให้เขาเป็นคนมีน้ำใจ อย่างน้องพร้อมที่เป็นเด็กไทยยังไปติวภาษาอังกฤษให้เพื่อนฝรั่งแท้ๆ ซึ่งคุณครูที่นั่นก็ยังงงว่า พร้อมนี้เหรอติวภาษาอังกฤษให้เพื่อนฝรั่ง เราก็บอกใช่ คือเราจะเก่งยังไงก็ได้แต่จะไม่ทำตัวว่าเราเก่ง คนจะรู้เราเองว่าเราเป็นคนที่มีอะไรอยู่ข้างใน เราต้องสอนเยอะมากในขณะที่ฝรั่งทุกคนสอนให้โชว์ออฟ คือจะโชว์อะไรก็โชว์ไปเลย แต่เรากับเขาประเพณีมันต่างกัน

เป็นทั้งแม่ และเพื่อนให้กับลูก

พี่เลี้ยงลูกให้อบอุ่น เราเป็นที่ปรึกษามากกว่าที่จะเป็นแม่ จริงๆ มันก็อาจจะไม่ดีนะ สำหรับบางบ้านอาจจะไม่เวิร์กก็ได้ แต่สำหรับลูกพี่เวลาเขาทำผิดก็แอบมาเล่าได้ เวลาในการใกล้ชิดกับลูกผ่านไปเรื่อยๆ อย่างคุณพ่อเขาจะเป็นคนเจ้าระเบียบ พี่ก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง คือเราต้องเลี้ยงลูกแบบช่วยกัน

สอนให้ประหยัด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ใช้เงินเกินตัว

ทุกอย่างอยู่ที่พ่อแม่มากกว่า ถ้าไม่ตู้ม ไม่เซ็นเช็คให้ หรือว่าเอาการ์ดไปรูดได้เลย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู เราต้องใช้เหตุผล ลูกเห็นเราลูกเข้าใจ ว่าเราใช้ชีวิตยังไง ไม่ใช่ใช้ชีวิตเพ้อเจ้อ เขาก็เห็น

การที่ลูกทำอะไรเขามองเราตลอด หลังงานแล้วจะกินอะไรก็ได้ เพียงแต่อาชีพของเราเท่านั้นที่เราต้องทำแบบนี้ ของทุกอย่างมันต้องดีเยี่ยมในธุรกิจ แต่เวลาในชีวิตจริงเราไปกินเยาวราชกันก็ได้ ลูกไม่ต้องเห็นว่าเงินคือทุกอย่าง ลูกพี่ไม่ใช้เงินเลย พลอยเนี่ยช้อปของจตุจักรตลอด ทุกวันนี้เรียนจบเมืองนอก แต่แบรนด์เนมเนี่ยนานๆ จะใช้ที เคยให้กระเป๋าไปใบหนึ่งก็ใช้จนพัง คือทุกอย่างมันอยู่ที่การเลี้ยงดู

หรืออย่างเพื่อนเขาที่อังกฤษจัดงานวันเกิดใหญ่โต แต่อย่างลูกเราก็แค่เลี้ยงไอศกรีมเพื่อนฝรั่งก็ได้ ไม่ต้องปิดโรงแรมจัดงาน ไม่ต้องล่องเรือในแม่น้ำเทมส์ เราต้องสอนให้เขาหาเงินได้ก่อน โตพอ พร้อมที่จะซื้อ ไม่ใช่ว่าเขาโตเป็นสาวก็ให้หมด นี่คือวิธีการเลี้ยงลูกของพี่

เด็กสมัยนี้มีความคิดเป็นของตัวเองสูง บางคนก็จะไม่ค่อยฟังพ่อแม่ มีวิธีฝากไปถึงพ่อแม่รุ่นใหม่ยังไงให้ลูกยังอยู่ในโอวาท

อันนี้มันก็อยู่กับความตั้งใจของพ่อแม่ตั้งแต่แรกเริ่มว่าเราจะเลี้ยงลูกแบบไหน ต้องมีการคุยกันว่าเราต้องการลูกไปในทิศทางไหน  การตามใจลูกมันก็อยู่กับขอบข่ายของพ่อแม่นั่นแหละว่าเราให้เขาไหม ถ้าเราบอกยูไม่ควรได้ยูเด็กเกินไปยูไม่ควรมี เราก็ควรมีวิธีพูดที่ไม่หักหาญน้ำใจ อีกอย่างเราต้องไว้ใจและให้เกียรติเขาด้วย

ทั้งนี้คุณโอ๋ยังเผยด้วยว่า หากลูกๆ อยากเดินตามความฝัน ทำในสิ่งที่รัก และไม่ต้องการสานต่อกิจการครอบครัว เธอก็ไม่ขัดข้อง ซึ่งคุณโอ๋ยังบอกอีกด้วยว่า เครื่องเพชรและจิเวลลี่ทั้งหมดในร้านก็ให้ไปแบ่งกันใส่ เพราะของแบบนี้ไม่มีวันเสื่อมสลายอยู่แล้ว


เรื่อง : Nitcha

ภาพ : IG : buppa_buppa, ployking.png

 

keyboard_arrow_up
error: Content is protected !!