20 ปี MOLLY จากเด็กหญิงในจินตนาการ สู่คาแรคเตอร์ที่มีชีวิตของตัวเอง
จากเด็กหญิงหน้าบึ้ง ดวงตาที่เหมือนกำลังทอดมองออกไปไกล ริมฝีปากเชิดขึ้นเล็กน้อย และไฝเม็ดจิ๋วใต้ตาซ้าย วันนี้ MOLLY (มอลลี่) เดินทางมาไกลกว่าการเป็นเพียงคาแรคเตอร์หนึ่งในโลก Art Toy
20 ปี MOLLY จากเด็กหญิงในจินตนาการ สู่คาแรคเตอร์ที่มีชีวิตของตัวเอง

นับจากปี 2006 มอลลี่ค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับ Kenny Wong จากเด็กหญิงที่เขาสร้างขึ้นหลังพบเด็กคนหนึ่งกำลังวาดรูปในงานการกุศล วันนี้เธอมีแฟน ๆ ทั่วโลก และปรากฏตัวในรูปลักษณ์ใหม่ ๆ มากมาย ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา Kenny ได้เห็นมอลลี่เปลี่ยนไปจนบางครั้งเขาเองก็รู้สึกว่า เด็กหญิงที่เขาสร้างขึ้นคนนี้มี “ชีวิต” เป็นของตัวเองแล้ว

ในโอกาสที่ มอลลี่ เดินทางมาถึงปีที่ 20 แพรวมีโอกาสได้พูดคุยกับ เคนนี่ หว่อง ตั้งแต่วันที่เขาเริ่มรู้สึกว่าคาแรคเตอร์ที่ตัวเองสร้างขึ้นมีโลกของตัวเอง ไปจนถึงสิ่งที่เขายืนยันว่าจะไม่มีวันเปลี่ยนในตัว มอลลี่ รวมถึงมุมมองต่อกระแส Art Toy ช่วงเวลาที่ยากที่สุดในชีวิตการทำงาน และการเปิดประสบการณ์ใหม่ผ่านการร่วมงานกับศิลปินไทย
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งตัวคุณและ มอลลี่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และเมื่อไรที่รู้สึกว่าเธอเริ่มมีชีวิตของตัวเอง
เมื่อถามถึงจุดที่ทำให้เขาเริ่มรู้สึกว่า มอลลี่ ไม่ได้เป็นเพียงคาแรคเตอร์ที่ตัวเองวาดขึ้นอีกต่อไป เคนนี่ หว่อง ตอบกลับมาด้วยประโยคสั้นๆ ที่ทั้งเรียบง่ายและชัดเจน

“ครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า มอลลี่ มีชีวิตของตัวเอง คือวันที่ผมพบว่าเธอมีเพื่อนมากกว่าผมเสียอีก”
จากคาแรคเตอร์ที่เริ่มต้นอยู่ในโลกของผู้สร้าง มอลลี่ ค่อยๆ เดินทางออกไปพบผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด โลกของเธอก็กว้างเกินกว่าจะเป็นเพียงเรื่องราวของศิลปินคนหนึ่งอีกต่อไป
ไม่ว่า มอลลี่ จะถูกตีความหรือเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปแค่ไหน อะไรคือหัวใจสำคัญที่ไม่มีวันเปลี่ยน
แม้ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราจะได้เห็น มอลลี่ ในรูปลักษณ์และคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับ เคนนี่ หว่อง มีรายละเอียดอยู่ 3 อย่างที่เขามองว่าเป็นแก่นสำคัญของคาแรคเตอร์นี้

“สำหรับผม มีอยู่ 3 อย่างที่เป็นแก่นของ มอลลี่ และไม่สามารถเปลี่ยนได้ อย่างแรกคือสายตาของเธอที่เหมือนมองออกไปไกลๆ อย่างที่สองคือความดื้อและความประหม่าที่แสดงออกผ่านริมฝีปากที่เชิดขึ้น และอย่างสุดท้ายคือไฝสีดำเม็ดเล็กใต้ตาซ้าย ซึ่งสะท้อนความอ่อนไหวทางอารมณ์ของเธอ สามสิ่งนี้คือหัวใจของ มอลลี่”
รายละเอียดเล็กๆ ไม่ได้บอกเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นสิ่งที่เขาใช้บอกนิสัยและอารมณ์ของ มอลลี่ มาตั้งแต่ต้น และไม่ว่าเธอจะถูกนำไปตีความอีกกี่ครั้ง สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงอยู่
ในวันที่ Art Toy กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Pop Culture อะไรทำให้ MOLLY ยังอยู่ในใจผู้คนมาอย่างยาวนาน
ตลอดช่วงที่ Art Toy กลายเป็นกระแสใหญ่ เราได้เห็นคาแรคเตอร์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ขณะเดียวกันก็มีคำถามตามมาว่า เมื่อกระแสเริ่มเปลี่ยน คาแรคเตอร์หนึ่งจะยืนระยะต่อไปได้อย่างไร สำหรับ เคนนี่ หว่อง สิ่งที่เขาสนใจจึงไม่ใช่การพยายามตามให้ทันทุกเทรนด์ แต่เป็นการสร้างงานที่สามารถอยู่ต่อได้แม้ช่วงเวลานั้นจะผ่านไปแล้ว

“ผมไม่ได้กังวลเรื่องเทรนด์มากนัก เพราะสิ่งที่ผมพยายามทำคือสร้างบางอย่างให้กลายเป็นคลาสสิก มีเพียงสิ่งที่เป็นคลาสสิกเท่านั้นที่จะไม่เลือนหายไป ผลงานที่ยิ่งใหญ่หลายชิ้นในโลกต่างก็เคยผ่านช่วงเวลาที่เป็นกระแสมาก่อน ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นงานคลาสสิกที่อยู่เหนือกาลเวลา และนั่นคือสิ่งที่ผมอยากทำ”
เมื่อถามต่อถึงแฟนชาวไทย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่ให้การตอบรับ มอลลี่ อย่างมาก เขามองเห็นบางอย่างที่คล้ายกันระหว่างคาแรคเตอร์ของ มอลลี่ กับผู้คนที่นี่
“มอลลี่ มีคาแรคเตอร์บางอย่างคล้ายกับคนไทย เพราะเธอเป็นคนที่เต็มไปด้วยแพสชั่นในการใช้ชีวิต”
แล้วในฐานะศิลปิน คุณมองว่าอุตสาหกรรม Art Toy และคนทำงานสร้างสรรค์ควรเดินต่อไปอย่างไร
เมื่ออนาคตของวงการเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดเดาได้ เคนนี่ หว่อง จึงเลือกกลับมามองในสิ่งที่ศิลปินควบคุมได้ นั่นคือผลงานของตัวเอง

“ผมไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นได้ ทุกอย่างมีเส้นทางของมันเอง แต่ในฐานะดีไซเนอร์และศิลปิน สิ่งที่ผมทำได้คือรักษาหัวใจดั้งเดิมของการออกแบบเอาไว้ และผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ศิลปินทุกคนควรทำเช่นกัน”
คำตอบนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เขาพูดถึง มอลลี่ ก่อนหน้านี้ เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกระแสหรือทิศทางของอุตสาหกรรม สิ่งที่ เคนนี่ หว่อง กลับมาให้ความสำคัญอยู่เสมอคือการรู้ว่าแก่นของงานที่ตัวเองทำคืออะไร
ในช่วงเริ่มต้นเส้นทางศิลปินที่คุณต้องเจอกับความท้าทายหลายอย่าง เคยมีช่วงที่รู้สึกอยากยอมแพ้ไหม และอะไรทำให้คุณตัดสินใจเดินหน้าต่อ
เส้นทางของ มอลลี่ ไม่ได้มีเพียงช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมเท่านั้น ย้อนกลับไปในวันที่ เคนนี่ หว่อง ยังมีทั้งข้อจำกัดเรื่องเงิน ทรัพยากร และคอนเน็กชั่น การทำงานแต่ละชิ้นไม่ใช่เรื่องง่าย

“มันเป็นช่วงเวลาที่ยากจริงๆ ตอนที่ผมกำลังทำโปสเตอร์และผลงานต่างๆ ผมมีทรัพยากรไม่มาก ไม่มีเงินมากพอ และก็ไม่มีคอนเน็กชั่น หลายปีนั้นจึงเป็นช่วงที่ยากมากสำหรับผม แต่ผมพูดกับตัวเองเสมอว่า ตราบใดที่ยังมีรอบต่อไป ผมก็จะสู้ต่อ และภรรยาของผมก็สนับสนุนผมมาตลอด เพราะคนที่ผมรัก ผมจึงรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถยอมแพ้ง่ายๆ ได้”
หากวันนี้ได้พบเด็กผู้หญิงตัวจริงที่เป็นแรงบันดาลใจให้ มอลลี่ อีกครั้ง คุณอยากบอกอะไรกับเธอ
เรื่องราวของ มอลลี่ เริ่มต้นจากเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง แต่หลังจากนั้น เคนนี่ หว่อง ไม่ได้มีโอกาสพบเธออีก เมื่อถามว่าหากวันนี้ได้เจอกันอีกครั้ง เขาอยากพูดอะไรกับเธอ คำตอบกลับไม่ได้เป็นเรื่องของการตามหาหรือพยายามเชื่อมโลกทั้งสองเข้าหากัน

“ผมคิดว่าเราเหมือนใช้ชีวิตอยู่กันคนละจักรวาล เธอนำความงดงามและจินตนาการเข้ามาสู่โลกของผม ส่วนเด็กผู้หญิงที่เป็น มอลลี่ ตัวจริง สิ่งที่ผมหวังก็คือ ขอให้เธอได้ใช้ชีวิตในโลกจริงของเธออย่างมีความสุข”
ครั้งนี้อะไรทำให้คุณตัดสินใจร่วมงานกับศิลปินและช่างฝีมือไทย เพื่อตีความ มอลลี่ ในมุมใหม่
แม้ เคนนี่ หว่อง จะเดินทางมาประเทศไทยแทบทุกปี และคุ้นเคยกับทั้งผู้คน อาหาร และธรรมชาติของที่นี่ แต่สิ่งหนึ่งที่เขายังไม่เคยทำมาก่อนคือการร่วมงานกับศิลปินไทยโดยตรง

“ผมคิดว่าการได้ร่วมงานกับศิลปินที่แตกต่างกันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ประเทศไทยเป็นสถานที่ที่ผมเดินทางมาทุกปี ผมชอบธรรมชาติ อาหาร และผู้คนที่นี่ แต่ที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยมีโอกาสทำงานร่วมกับศิลปินไทยเลย ผมจึงรู้สึกว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะมากที่จะได้ร่วมงานกัน ผมอยากเรียนรู้ว่าคนไทยจะตีความ มอลลี่ ออกมาอย่างไร รวมถึงอยากเรียนรู้เทคนิคต่างๆ ที่พวกเขานำมาใช้กับ มอลลี่ ด้วย”
และนี่อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ มอลลี่ เดินทางมาได้ถึง 20 ปี เพราะแม้จะมีองค์ประกอบบางอย่างที่ เคนนี่ หว่อง ยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยน แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เปิดพื้นที่ให้ศิลปินคนอื่นนำคาแรคเตอร์ที่เขาสร้างไปเล่าต่อด้วยภาษาและฝีมือของตัวเอง
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอด 20 ปี มอลลี่ จึงไม่ได้อยู่มาอย่างยาวนานเพราะการเปลี่ยนตัวเองตามทุกกระแส แต่เป็นการรักษาบางอย่างเอาไว้ พร้อมกับเปิดรับสิ่งใหม่ไปพร้อมกัน
จากเด็กผู้หญิงที่เคยอยู่ในจินตนาการของ เคนนี่ หว่อง วันนี้ มอลลี่ มีเพื่อนมากกว่าผู้สร้างของเธออย่างที่เขาพูดไว้จริงๆ และคงเป็นคำอธิบายที่ชัดที่สุดว่า คาแรคเตอร์ตัวนี้เดินทางออกจากโลกของศิลปินไปไกลแค่ไหนแล้ว