ภารกิจเก็บรักษาความทรงจำแห่ง เพอราณากัน (Peranakan)
The Keeper of Peranakan Heritage พัชรพล เหล่าดี ภารกิจเก็บรักษาความทรงจำแห่ง เพอราณากัน (Peranakan)
“อาจารย์เอ็ม–พัชรพล เหล่าดี” นาฏศิลป์ชำนาญงาน สำนักการสังคีต กรมศิลปากร จากศิลปินโขนผู้เติบโตมากับศิลปวัฒนธรรมไทย ก้าวเข้าสู่บทบาทนักสะสมและนักค้นคว้าเครื่องแต่งกายของชาวเพอรานากัน ด้วยความตั้งใจเก็บรักษาทั้งเสื้อผ้าและเรื่องราวเบื้องหลัง เพื่อตอบแทนบุญคุณบ้านเกิดและส่งต่อองค์ความรู้ถึงคนรุ่นต่อไป

จากความสงสัยสู่ความผูกพัน
“พื้นเพของผมเป็นคนใต้ เกิดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงมีโอกาสเห็นคนภูเก็ตใส่ชุดเคบาย่า หรือที่เราเรียกกันเล่นๆ ว่า ‘ชุดบาบ๋า-ย่าหยา’ แบบดั้งเดิมมาตลอด ทำให้รู้สึกสนใจและเกิดคำถามว่า จริงๆ แล้วเขาแต่งตัวกันอย่างไร เพราะมีทั้งแบบผ้าลูกไม้และเสื้อสีสันต่างๆ ผมจึงเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง ทั้งจากการพูดคุยกับคนภูเก็ตดั้งเดิม และศึกษาภาพถ่ายโบราณ ยิ่งศึกษาลึกลงไปก็พบว่า เสื้อผ้าเคบาย่าในอดีตมีการนำเข้าผ้าจากหลายพื้นที่ ทั้งยุโรป อินโดนีเซีย อินเดีย หรือแม้แต่ญี่ปุ่น เคบาย่าจึงไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ มาแต่เก่าก่อน
“เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว เท่าที่ผมทราบยังมีคนเก็บและนำเรื่องราวการแต่งกายของชาวเพอรานากันออกมาเผยแพร่หรือให้ความรู้แก่คนทั่วไปไม่มากนัก เช่น ‘ป้าแดง – จรูญรัตน์ ตัณฑวณิช’ แห่งบ้านชินประชา ที่ทำเรื่องนี้อยู่ ผมจึงกลับมาถามตัวเองว่า เราควรเก็บไหม เพราะถ้าเราไม่เก็บ วันหนึ่งของพวกนี้อาจกระจัดกระจายและค่อยๆ สูญหายไป แล้วคนรุ่นหลังจะไม่มีโอกาสเห็นเลยว่า ชาวเพอรานากันในอดีตแต่งตัวแบบไหน มีวิถีชีวิตอย่างไร หรือของออริจินัลจริงๆ มีหน้าตาเป็นอย่างไร”

เก็บของ…เก็บความรู้
“ผมทำงานด้านเสื้อผ้ามาโดยตลอด ทั้งชุดไทย ชุดโขนละคร และชุดไทยราชสำนัก ตั้งแต่สมัยเป็นนาฏศิลป์โขนพระของกรมศิลปากร ได้ร่วมแสดงโขนพระราชทานที่โรงละครแห่งชาติ รวมถึงเดินทางไปแสดงในต่างประเทศ นอกจากนี้ผมยังเคยออกแบบชุดไทยสำหรับภาพยนตร์ ละคร และงานโฆษณา ด้วยพื้นฐานเหล่านี้ ทำให้ผมเริ่มสนใจเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายดั้งเดิมของชาวเพอรานากันอย่างจริงจัง
“ช่วงแรกผมลงพื้นที่หาข้อมูลที่ภูเก็ต แล้วพบว่าเสื้อผ้าเคบาย่าสามารถบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคนคนหนึ่งได้เยอะมาก ทั้งวิถีชีวิต และตัวตนของเจ้าของ ยิ่งศึกษาก็ยิ่งรู้สึกสนุก จึงเริ่มสะสมผ้าปาเต๊ะเป็นอย่างแรก เพราะเป็นสิ่งที่คนภาคใต้ใช้กัน คิดว่าน่าจะยังพอหาได้ง่ายที่สุด จากนั้นจึงค่อยๆ หาเสื้อที่ใส่คู่กัน คือเสื้อบาบ๋า-ย่าหยา หรือเคบาย่า
“โดยเฉพาะวิธีจับคู่สีระหว่างเสื้อกับผ้าถุงอย่างไรให้ออกมาสวยและถูกต้องตามวัฒนธรรม เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้ผมหลงใหลมาจนทุกวันนี้ เพราะเขามีเทคนิคการจับคู่สี 2 รูปแบบ อย่างแรก ถ้าจะแต่งโทนสีเดียวกันทั้งชุด หากเลือกผ้าถุงโทนเข้มก็จะใส่เสื้อโทนอ่อน ส่วนอีกแบบคือ เลือกสีเสื้อตามสีลายดอกบนผ้าถุง อย่าง ผ้าถุงสีเขียวที่มีลายดอกไม้สีเหลือง ก็จะเลือกใส่เสื้อสีเหลือง

“นอกจากนี้ ถ้าจะใส่เสื้อเคบาย่าสีอะไร เสื้อชั้นในหรือบราควรเป็นสีเดียวกัน ไม่อย่างนั้นจะทำให้สีของเสื้อผิดเพี้ยนไป เพราะเนื้อผ้าของเสื้อเคบาย่าค่อนข้างบาง อย่าง ถ้าใส่เสื้อสีชมพู แล้วเลือกซับในสีขาว ก็จะทำให้โทนสีชมพูของเสื้อที่มองเห็นอ่อนลง
“ส่วนการแต่งกายในช่วงไว้ทุกข์ ตามธรรมเนียมดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา จะไว้ทุกข์นานถึง 3 ปี การจับคู่สีก็จะมีกฎเกณฑ์เฉพาะเจาะจงลงไป ปีแรกจะแต่งกายในโทนขาว-ดำ ปีที่สองปรับเป็นโทนบลูแอนด์ไวท์ จนเข้าปีที่สามจึงเริ่มมีสีสันมากขึ้น แต่ยังอยู่ในโทนเขียวขาว เขียวฟ้า หรือเขียวอมชมพู จนมาถึงยุคหลังระยะเวลาการไว้ทุกข์บางครอบครัวลดลงจาก 3 ปี เหลือ 3 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธรรมเนียมของแต่ละบ้าน อย่าง ตระกูลคหบดีหรือนายหัวก็อาจจะมีหลักปฏิบัติหรือจารีตที่เคร่งครัดกว่า”
จากความตั้งใจของอาจารย์เอ็มที่อยากเก็บองค์ความรู้ที่ถูกต้องเหล่านี้ไว้ ทำให้การสะสมของเขาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความชอบส่วนตัวอีกต่อไป แต่ค่อยๆ ส่งต่อองค์ความรู้ของวัฒนธรรมเพอรานากันของไทยไปในระดับนานาชาติ
“เมื่อสองปีที่แล้ว สมาคมเพอรานากันประเทศไทยได้เชิญผมในฐานะตัวแทนนักสะสมประเทศไทย ให้ไปช่วยสรุปข้อมูลเกี่ยวกับวิวัฒนาการของเสื้อเคบาย่าในไทย เพื่อนำข้อมูลไปเสนอต่อองค์การยูเนสโก จนเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียน ‘เคบาย่า’ เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในฐานะวัฒนธรรมร่วมของ 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน”

เรื่องเล่าจากเสื้อเคบาย่า
“ในคอลเล็คชั่นของผม เฉพาะเสื้อเคบาย่าวินเทจมีมากกว่า 2,000 ตัว เพราะผมพยายามตามเก็บจากทุกจังหวัดที่มีกลุ่มคนเพอรานากัน บางครั้งได้จากตามบ้าน บางครั้งมีคนมาเสนอขาย อย่าง คนขายของเก่าที่รู้จักกัน ก็เคยส่งข่าวว่า มีครอบครัวหนึ่งกำลังจะรีโนเวทบ้าน และอยากส่งต่อเสื้อเคบาย่าให้กับคนสะสม เมื่อเปิดตู้เสื้อผ้าดูก็พบเสื้อเคบาย่าเต็มตู้เลย แต่ละตัวอายุไม่ต่ำกว่า 80 ปี แต่ยังดูเหมือนใหม่ เพราะเจ้าของไม่ค่อยได้ใส่ และหลังจากใช้แล้วก็เก็บรักษาไว้อย่างดี
“ผมสะสมเสื้อเคบาย่าลินดา (Kebaya Linda) ที่เริ่มใช้กันในช่วงพ.ศ. 2463 เป็นเสื้อผ่าด้านหน้า ชายเสื้อเป็นทรงแหลมและประดับด้วยลูกไม้ (ภาษามลายูเรียกลูกไม้ที่ติดชายเสื้อ ว่า ลินดา) แต่คนบ้านเราเรียกว่าลันดา เพราะผ้าลูกไม้นี้นำเข้ามาจากประเทศฮอลันดา (หรือเนเธอร์แลนด์) โดยชายเสื้อจะอยู่เหนือระดับสะโพก แต่ถ้าชายเสื้อคลุมสะโพกจะเป็นชุดของเพอรานากันมุสลิม ส่วนแขนเสื้อจะยาวจรดข้อมือ
“ต่อมาเมื่อเริ่มมีจักรเย็บผ้าใช้กัน จึงเปลี่ยนจากการนำผ้าลูกไม้มาติด มาใช้เทคนิคฉลุลายบนตัวเสื้อโดยตรง เป็นที่มาของเสื้อเคบาย่า ยุคที่ 2 เรียกว่า เคบาย่าบีกู (Kebaya Biku) คำว่า บีกู ภาษามลายูแปลว่า การฉลุลายเล็กๆ นิยมในช่วง พ.ศ. 2473 เริ่มจากการฉลุลายก้นหอย ก่อนพัฒนาเป็นลายดอกไม้ เถาวัลย์ หรือสัตว์ต่างๆ
“เมื่อมีความเชี่ยวชาญในการใช้จักรเย็บผ้ามากขึ้น จึงเข้าสู่ยุคสุดท้ายของเคบาย่าวินเทจที่ได้รับอิทธิพลจากปีนังและมลายูคือ เคบาย่าซูแลม (Kebaya Sulum) ประมาณ พ.ศ. 2483 มีลักษณะเด่นคือการปักลวดลายดอกไม้กระจายไปทั่วบริเวณชายเสื้อ ส่วนปลายแขนจะปักลายขึ้นไปเป็นทรงสามเหลี่ยม และรูปทรงของเสื้อจะเข้ารูปมากขึ้น

นอกจากเสื้อเคบาย่าแล้ว ผ้าปาเต๊ะแต่ละผืนบอกเล่าถึงยุคสมัย และวิถีชีวิตของผู้สวมใส่
“ผ้าปาเต๊ะในคอลเล็คชั่นของผม มีตั้งแต่แบบดั้งเดิมที่เขียนลวดลายด้วยมือ เรียกว่า ปาเต๊ะตูลิส (Batik Tulis) จากเมืองลาเซ็ม ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าปาเต๊ะที่ชาวเพอรานากันรุ่นแรกๆ ของไทยนิยมใช้กัน จะมีโทนแม่สีแค่ 2-3 โทนเท่านั้น ถัดมาเป็นผ้าจากโรงเขียนฝรั่ง การใช้สีจะออกไปทางพาสเทล ส่วนลวดลายเป็นลายดอกไม้หรือนกแบบฝรั่ง แตกต่างจากงานของศิลปินเพอรานากันจากเมืองลาเซ็มที่นิยมใช้สีสันจัดจ้าน และเน้นลวดลายที่มีความหมายเป็นมงคล อย่าง นกฟีนิกข์ หงส์ มังกร และดอกโบตั๋น
“ในช่วงรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 คหบดีหรือตระกูลบาบ๋า-ย่าหยาในภาคใต้ของไทย รวมถึงราชสำนัก จะนิยมสั่งซื้อผ้าเขียนมือจากเมืองลาเซ็มมาใช้ เวลาตระกูลคหบดีจะซื้อผ้าปาเต๊ะ คนขายผ้าจะนำผ้าปาเต๊ะที่ห่อด้วยผ้าขาวมากางให้เลือกถึงในบ้าน ถ้าไม่มีผืนที่ถูกใจก็สามารถออเดอร์ไว้ได้ สมัยนั้นผ้าปาเต๊ะจากเมืองลาเซ็มเปรียบเป็นของแบรนด์เนมเลยทีเดียว ทำให้เวลานุ่งจะให้โลโก้ของแบรนด์อยู่บริเวณเอว ใกล้ๆ กับจุดที่เหน็บผ้าเช็ดหน้า เพราะเวลาเปิดชายเสื้อเพื่อหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา คนอื่นก็จะได้เห็นว่า ฉันใช้ของแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศ เหมือนเป็นการบอกรสนิยมและฐานะของผู้สวมใส่ไปในตัว

“ส่วนผืนที่ถือว่าหายากที่สุดในคอลเล็คชั่นของผม คือ ผ้าปาเต๊ะสีฟ้า-ขาวที่ได้มาจากปีนัง เพราะตลอดเวลาที่สะสมมา ผมเพิ่งเคยพบเพียงผืนเดียวที่ผลิตในประเทศไทย โดยร้านชื่อ จีนไทย จังหวัดภูเก็ต บริเวณชายผ้ามีตัวอักษรเขียนว่า Bhuket ซึ่งเป็นการสะกดชื่อของภูเก็ตในสมัยก่อน และมีคำว่า Ranong Road (ถนนระนอง) รวมถึงมีรหัสตัวเลขระบุลำดับว่าเป็นผืนที่เท่าไร ตัวผ้ายังอยู่ในสภาพดีมาก เพราะเป็นผ้าสำหรับสวมใส่ในช่วงไว้ทุกข์ เจ้าของจึงไม่ค่อยได้นำมาใช้ในบรรดาของสะสมหลายพันชิ้น มีบางชิ้นที่สอนบทเรียนให้อาจารย์เอ็มจดจำจนทุกวันนี้
“ตอนเริ่มสะสมใหม่ๆ ผมคิดว่าตัวเองดูผ้าปาเต๊ะเป็นแล้วว่าผืนไหนสวยหรือไม่สวย วันหนึ่งไปซื้อผ้าปาเต๊ะกับอาม่าท่านหนึ่งที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ระหว่างเลือกซื้อ อาม่าบอกผมว่า “เธอดูไม่เป็น ผืนที่เธอเลือกไม่ได้สวยที่สุด ของที่สวยต้องเป็นแบบนี้” แล้วชี้ให้ดูผ้าที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษ และลายเซ็นพิมพ์ไว้บริเวณชายผ้า ตอนนั้นผมยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร”

“หลังจากนั้นประมาณ 5 ปี ถึงได้รู้ว่าผืนที่อาม่าบอกว่าสวยที่สุดนั้นสวยจริงๆ เพราะตัวอักษรเป็นชื่อของเมืองปากาลองงัน (Pekalongan) แหล่งผลิตผ้าปาเต๊ะที่มีชื่อเสียงของอินโดนีเซีย ส่วนลายเซ็นเป็นของศิลปินผู้วาดลวดลาย แต่ตอนนั้นผมมั่นใจว่าผืนที่ตัวเองเลือกสวยแล้ว จึงไม่ได้ซื้อผืนนั้นกลับมา แต่สุดท้ายผมก็ตามหาจนได้ผ้าปาเต๊ะแบบที่อาม่าเคยบอกไว้ แต่ในราคาที่สูงกว่าตอนนั้นมาก ยังนึกเสียดายจนทุกวันนี้

“อีกสิ่งหนึ่งที่อาม่าให้ความรู้กับผมคือ วิธีการเก็บรักษาผ้าปาเต๊ะ อาม่าบอกว่า หลังใช้แล้วจะนำไปแช่แป้งทุกผืน โดยนำแป้งมันละลายกับน้ำอุ่น แล้วแช่ผ้าในน้ำสุดท้ายของการซัก เพื่อช่วยให้ผ้าอยู่ทรง เรียบสวย และดูเหมือนใหม่ ทำให้ผมเห็นอีกแง่มุมหนึ่งว่า เรื่องเล็กๆ อย่าง การเก็บรักษาผ้านั้น ที่ไม่ได้เป็นเพียงการเก็บสิ่งของ แต่คือการเก็บภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อนที่ซ่อนอยู่ในนั้นเอาไว้ด้วย”
อนุรักษ์อย่างไรให้ไปต่อ
“วัฒนธรรมต้องมีการสืบสานและต่อยอด คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้จากคนรุ่นเก่า ขณะที่คนรุ่นใหม่มีโอกาสเรียนรู้เพิ่มเติมจากตำรา เทคโนโลยี การเดินทาง และการแลกเปลี่ยนกับผู้คน บางอย่างที่ปีนังมี แต่ไทยไม่มี เราก็เรียนรู้จากเขา ขณะเดียวกันบางอย่างที่ไทยยังมี แต่ปีนังไม่มีแล้ว เราก็ถ่ายทอดกลับไปให้เขาได้ อย่าง เสื้อเคบาย่าบางทรงที่ช่างตัดในปีนังเสียชีวิตไปแล้วไม่มีใครสานต่อ แต่ภูเก็ตยังมีคนทำอยู่ คนภูเก็ตก็ถ่ายทอดความรู้กลับไปให้คนปีนัง การอนุรักษ์ในยุคใหม่จึงไม่ใช่การเก็บวัฒนธรรมไว้กับที่อีกต่อไป
“สุดท้ายแล้วก็เกิดคำถามว่า อะไรที่จะทำให้วัฒนธรรมหนึ่งอยู่รอดได้อย่างแท้จริง สิ่งแรกที่ต้องมีคือ “ความรัก” ถ้าไม่รัก ไม่ชอบ ต่อให้มีของอยู่ในมือก็อาจรักษาไว้ไม่ได้ บางคนมีของโบราณแต่ไม่ได้รักหรือไม่เข้าใจ จึงควรส่งต่อให้คนที่รักและรู้คุณค่าดีกว่า เพราะที่ผ่านมาเราเคยเห็นผ้าปาเต๊ะถูกทิ้ง หรือบางผืนถูกนำไปใช้เป็นผ้าเช็ดเท้า นั่นเพราะเจ้าของไม่รู้ว่าของเหล่านั้นมีคุณค่าแค่ไหน ในทางกลับกัน บางครอบครัวเก็บรักษาของไว้เพราะมีคุณค่าทางจิตใจ ตั้งใจจะส่งต่อเป็นสมบัติให้ลูกหลาน ซึ่งสิ่งของเหล่านั้นจะอยู่ต่อไปได้ก็ต่อเมื่อทายาทมีความรักในสิ่งนั้นจริงๆ

“ผมเชื่อเรื่องการแทนที่ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีคนรุ่นต่อไปมารับช่วง ดูแล และไม่ปล่อยให้สูญหาย เหมือนการแสดงโขนของประเทศไทยที่มีมานับร้อยปี แล้ววันนี้คนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอดมากมาย สำหรับการสะสมเสื้อผ้าเพอรานากัน ผมเองก็ต้องมาช่วยดูแลต่อจากป้าแดงและนักสะสมรุ่นก่อนๆ และเชื่อว่า วันหนึ่งก็จะต้องมีคนรุ่นใหม่มารับช่วงต่อจากผมเช่นกัน ทำให้นอกจากจะสะสมแล้วผมยังพยายามฟื้นฟูด้วย ผมเคยส่งเสื้อเคบาย่าลินดาให้ช่างทดลองปัก จนวันนี้เขาสามารถทำได้ใกล้เคียงกับของเดิมมากที่สุด
“เมื่อเก็บเสื้อผ้าไปสักระยะหนึ่ง จึงคิดได้ว่า ถ้าอยากให้คนรุ่นหลังเข้าใจชีวิตของชาวเพอรานากันจริงๆ ผมไม่อยากให้เขาเห็นจากในภาพถ่าย แต่อยากให้เห็นของจริงว่า เมื่อก่อนคนกลุ่มนี้กินอยู่อย่างไร ใช้ชีวิตแบบไหน ทำให้บริบทอื่นๆ ตามมาด้วย ทั้งเฟอร์นิเจอร์ จานชาม หรือข้าวของเครื่องใช้
“ผมทุ่มเงินเก็บของตัวเองกับงานอนุรักษ์เยอะมากครับ (หัวเราะ) ไม่ได้นึกเสียดาย เพราะมองว่าสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์ต่อประเทศ แล้วที่สำคัญเป็นสิ่งที่ผมรัก ถ้าไม่รัก คงเลิกทำไปนานแล้ว”

ส่งต่อภูมิปัญญา
“ผมตั้งใจว่าในอนาคตจะรวบรวมองค์ความรู้เขียนเป็นหนังสือเกี่ยวกับชุดเคบาย่า โดยแยกตามวิวัฒนาการของเคบาย่า และทำเป็นหนังสือสองภาษา ทั้งไทยและอังกฤษ อาจต้องใช้เวลานาน แต่ผมวางเป้าหมายไว้ว่าจะทำให้สำเร็จภายในไม่เกิน 10 ปี
“แต่สิ่งที่ผมทำมาตลอดคือ การนำความรู้มาเผยแพร่ผ่านเพจ “Pranakan Bangkok by พัชรวดีฉิม” รวมถึงนำชุดที่สะสมไว้ไปจัดนิทรรศการหมุนเวียน เพื่อให้ความรู้ตามจังหวัดต่างๆ เพื่อให้คนที่สนใจได้เข้าใจเรื่องวิวัฒนาการของการแต่งกายเพอรานากันอย่างลึกซึ้ง
“นอกจากนี้ ผมกำลังศึกษาปริญญาเอกที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับละครบาบ๋า หรือ “วายังเพอรานากัน” (Wayang Peranakan) ในประเทศไทย ผมอยากพัฒนาให้มีรูปแบบและจารีตในการแสดงที่ชัดเจน ตั้งแต่การเปิดฉาก การดำเนินเรื่อง ไปจนถึงการปิดเรื่อง โดยได้แรงบันดาลใจจากการแสดงละครบาบ๋า ของปีนังและสิงคโปร์ แล้วนำมาปรับให้เป็นรูปแบบของไทย และแปลบทเพลงจากภาษามลายูเป็นภาษาไทย เพื่อให้สามารถนำมาแสดงและเผยแพร่ในกลุ่มคนบาบ๋าในประเทศไทยต่อไป
ท้ายที่สุด ไม่มีใครเป็นเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรมได้ตลอดไป เราต่างเป็นเพียงผู้รับช่วงมาดูแล เพื่อส่งต่อให้กับคนที่พร้อมจะ “รักษ์” ต่อไป
ข้อมูลจาก นิตยสารแพรว ฉบับที่ 1031 (กันยายน – ตุลาคม 2569)
เรื่อง : กิดานันท์
ช่างภาพ : วรสันต์ ทวีวรรธนะ
ผู้ช่วยช่างภาพ : ภัคนันท์ แนมขุนทด