GUCCI STORIA บทใหม่ของ Gucci ที่เล่าผ่านพื้นที่ใน Palazzo Gucci
Gucci เปิดอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของแบรนด์กับ “Gucci Storia” นิทรรศการใหม่ล่าสุดภายใน Palazzo Gucci ใจกลางเมืองฟลอเรนซ์ เมืองต้นกำเนิดของเฮาส์ ที่ครั้งนี้ถูกเล่าใหม่ผ่านมุมมองของครีเอทีฟไดเรกเตอร์ Demna
GUCCI STORIA บทใหม่ของ Gucci ที่เล่าผ่านพื้นที่ใน Palazzo Gucci

สิ่งที่น่าสนใจคือที่นี่ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็น “พิพิธภัณฑ์” แบบตรงไปตรงมา แต่เหมือนการรวมโลกหลายใบเข้าไว้ด้วยกัน แต่ละห้องมีอารมณ์และจังหวะของตัวเอง ไล่ตั้งแต่แกลเลอรี่ภาพพอร์ตเทรต ห้องจัดแสดงเสื้อผ้า ไปจนถึงพื้นที่ที่เปิดให้เห็นทั้งงานคราฟต์และเทคโนโลยีของแบรนด์แบบใกล้ชิด
การเดินผ่านแต่ละโซนให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในฟลอเรนซ์ และในเวลาเดียวกัน ก็เหมือนกำลังไล่ดูหลายยุคของ Gucci ที่ถูกตีความใหม่แบบไม่ยึดติดกับอดีต
Palazzo Gucci ตั้งอยู่ในอาคารประวัติศาสตร์ Palazzo della Mercanzia ที่มีมาตั้งแต่ปี 1337 บริเวณ Piazza della Signoria โดยพื้นที่นิทรรศการจะอยู่บนชั้นหนึ่งและชั้นสอง ขณะที่ชั้นล่างเป็นบูติก และมี Gucci Osteria รวมถึง Gucci Giardino คาเฟ่และค็อกเทลบาร์อยู่ใกล้ๆ
Room 1: The Thread of Time

ห้องแรกเปิดด้วยภาพเล่าประวัติ 105 ปีของ Gucci ผ่านผ้าทอขนาดใหญ่ที่เรียงรายเต็มผนัง งานแต่ละชิ้นได้แรงบันดาลใจจากศิลปะยุคเรอเนสซองซ์ แต่ถูกตีความใหม่ด้วยเทคโนโลยีภาพร่วมสมัย เรื่องราวถูกถ่ายทอดเป็น 4 ฉาก ไล่ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของ Guccio Gucci ในฐานะพนักงานยกกระเป๋าที่ The Savoy ไปจนถึงยุคของครีเอทีฟไดเรกเตอร์แต่ละคน ก่อนจะปิดท้ายด้วยภาพของ Demna ที่กำลังกำหนดทิศทางใหม่ของแบรนด์
Room 2: La Galleria

พื้นที่นี้มาในฟีลแกลเลอรี่ภาพพอร์ตเทรตแบบดั้งเดิม ผนังบุด้วยสิ่งทอและล้อมด้วยภาพจากโปรเจกต์ La Famiglia ที่ถ่ายโดย Catherine Opie ภาพทั้งหมดสะท้อนหลายแง่มุมของ “ความเป็น Gucci” ตั้งแต่ความนิ่ง ความมั่นใจ ไปจนถึงเสน่ห์ที่ดูธรรมชาติ โดยมีแนวคิดเรื่อง sprezzatura หรือความเนี้ยบแบบไม่ต้องพยายาม เป็นแกนสำคัญของห้องนี้
Room 3: Archivio


ห้องนี้ถูกออกแบบให้เหมือนคลังเก็บข้อมูลเชิงธรรมชาติ ที่เน้นการสะสม จัดหมวดหมู่ และการสังเกต ภายในเต็มไปด้วยลิ้นชักที่เก็บไอเท็มหลากหลาย ตั้งแต่กระเป๋าเทนนิส ชุดโกนหนวด ไปจนถึงผ้าพันคอและวัตถุหายากอื่นๆ การจัดวางไม่ได้เรียงตามลำดับเวลา แต่เปิดให้เห็นความหลากหลายของแนวคิดการออกแบบที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วง
Room 4: The Cinema


ห้องฉายภาพยนตร์ที่นำเสนอวิสัยทัศน์ของ Demna ผ่านวิดีโอคอลเล็คชั่นและภาพยนตร์ของ Gucci พื้นที่มาในโทนโมโนโครม พร้อมม่านกำมะหยี่ขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบ ให้บรรยากาศเหมือนโรงภาพยนตร์แบบคลาสสิค แต่ยังคงความนิ่งและเข้มในแบบร่วมสมัย
Room 5: Generation Gucci

ห้องนี้ถูกออกแบบให้เหมือนพื้นที่ของความคิด ภาพแคมเปญ Generation Gucci ขนาดใหญ่ถูกจัดวางแบบ immersive เต็มพื้นที่ เนื้อหาภายในหยิบโค้ดสำคัญของแบรนด์ตลอด 105 ปี มาตีความใหม่ในเรื่องเดียว ทำให้เห็นความเชื่อมโยงของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตในภาพเดียว ก่อนออกจากห้อง ผู้ชมจะได้เห็นจดหมายที่ Demna เขียนก่อนโชว์ Gucci Primavera ซึ่งเผยให้เห็นมุมมองและแนวคิดของเขาต่อแบรนด์
Room 6: La Manifattura

หนึ่งในห้องที่เล่าภาพรวมของ Gucci ได้ชัดที่สุด ผ่านการวางสองบรรยากาศที่แตกต่างกัน ฝั่งแรกโฟกัสที่งานฝีมือ ซึ่งมีรากฐานจากเวิร์กช็อปดั้งเดิมของ Palazzo Settimanni โดยนำไอเท็มไอคอนิกอย่าง Bamboo 1947, Jackie 1961 และ Horsebit 1955 มาจัดแสดงเหมือนไทม์ไลน์ของการสร้างสรรค์ พร้อมโต๊ะทำงานที่วางเครื่องมือจากอาร์ไคฟ์

อีกฝั่งเป็นพื้นที่ทดลองในบรรยากาศแบบห้องแล็บ แสดงกระบวนการใหม่ ๆ และเทคโนโลยีจาก ArtLab ของ Gucci รวมถึงแขนกลที่ใช้ทดสอบวัสดุ ทั้งสองส่วนทำงานร่วมกันเพื่อแสดงให้เห็นว่ารากฐานของแบรนด์และนวัตกรรมสามารถเดินไปพร้อมกันได้
Room 7: La Materia


พื้นที่จัดแสดงเสื้อผ้า Ready-to-Wear ของ Gucci ผ่านหุ่นที่ถูกจัดวางให้ดูเหมือนลอยอยู่กลางอากาศ การวางตำแหน่งในระดับสายตาช่วยให้ผู้ชมได้เห็นรายละเอียดของแต่ละลุคอย่างใกล้ชิด และมองเห็นพัฒนาการของเสื้อผ้าในแต่ละยุคอย่างต่อเนื่อง
Room 8: La Stanza della Verità

ห้องที่เล่นกับ “เรื่องเล่า” ของแบรนด์ ทั้งในสิ่งที่ถูกพูดถึงและสิ่งที่ไม่เคยถูกอธิบายอย่างชัดเจน บรรยากาศได้แรงบันดาลใจจากยุค 1980s และตำนานของ Galleria Gucci ในนิวยอร์ก ซึ่งเคยมีพื้นที่ลับสำหรับลูกค้าคนสำคัญ

ภายในมีทั้งภาพของ Guccio Gucci และตราสัญลักษณ์ของแบรนด์ พร้อมชวนให้ผู้ชมตีความเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยตัวเอง เป็นห้องที่ทิ้งคำถามมากกว่าคำตอบ และทำให้เรื่องราวของ Gucci ดูมีมิติขึ้น
Room 9: L’Oracolo

พื้นที่สุดท้ายมาในโทนโมโนโครมที่ให้ความรู้สึกเหมือนความฝัน อินสตอลเลชันรูปทรงเสาในห้องทำหน้าที่เหมือน “oracle” ที่ผู้ชมสามารถโต้ตอบได้ โดยระบบจะตอบกลับผ่านหมวดหมู่ต่าง ๆ ที่สะท้อนทั้งตัวตนของแบรนด์และตัวผู้ชมเอง เป็นการปิดท้ายที่มีลูกเล่น แต่ยังคงคอนเซปต์ของการตั้งคำถามเอาไว้
Gucci Storia ไม่ได้เล่าเรื่องราวของแบรนด์ในแบบเดิม แต่เลือกหยิบอดีตมาวางเคียงกับปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา ผ่านมุมมองของ Demna ที่ชัดและร่วมสมัยขึ้นมาก ใครที่อินทั้งแฟชั่น งานคราฟต์ และเรื่องราวเบื้องหลังของเฮาส์ บอกเลยว่าที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ควรไปเห็นด้วยตาตัวเอง