5 เหตุผล ทำไม กระเป๋า Hermès ตั้งราคาสูงเสียดฟ้าแล้วยิ่งเป็นที่ต้องการ

เชื่อว่า กระเป๋า Hermès จะต้องเป็นหนึ่งในลิสต์ของกระเป๋าแบรนด์เนม ที่สาวๆ อยากจะมีไว้สักใบ เพราะด้วยความลักซ์ชัวรี่ของแบรนด์ที่มีมาอย่างยาวนานกว่าร้อยปี ทำให้ไม่น่าแปลกใจมากนักที่แบรนด์จะยังได้รับความน่าเชื่อถือและยังเป็นที่ต้องการของเหล่าคนดังและคนมีเงินทั้งหลาย ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่เรารู้กันดีคือกระเป๋าแบรนด์ดังมีราคาแพงหูฉี่ ชนิดที่ว่ากระเป๋าบางใบ บางรุ่น มีมูลค่ามากกว่ารถยนต์คันหรูซะอีก แต่ทำไมล่ะ…ทำไมถึงยังคงขายดิบขายดี จนกระทั่งผลิตออกมาแทบจะไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า

วันนี้แพรวดอทคอมเลยหาข้อสรุปของแบรนด์มาขยายความให้เห็นภาพชัดๆ ว่าเพราะอะไรกระเป๋าสุดหรูราคาโหด ถึงเป็นที่ต้องการของตลาดมาอย่างยาวนานขนาดนี้ พร้อมแล้วไปหาคำตอบกัน

 

5 เหตุผล ทำไม กระเป๋า Hermès ตั้งราคาสูงเสียดฟ้าแล้วยิ่งเป็นที่ต้องการ

 

1. แบรนด์คลาสสิกตลอดกาล

Hermès ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1837 โดยเทียร์รี่ แอร์เมส ชาวฝรั่งเศส แม้จะผ่านไปเป็นร้อยปีแล้ว แต่ Hermès ก็ยังเป็นที่ต้องการของเหล่าคนมีเงิน เพราะความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ยังสามารถครองใจคนไว้ได้ อย่างความเป็นมาของกระเป๋าหนังรุ่น Kelly  ก็มีความพิเศษ เพราะกระเป๋ารุ่นนี้ดังเป็นพลุแตกขึ้นมาในปี 1956 เกรซ เคลลี่ หรือเจ้าหญิงเกรซแห่งโมนาโกได้ใช้กระเป๋า Hermès รุ่น Sac à dépêches ซึ่งเป็นชื่อเดิม ปิดพระครรภ์ของพระองค์เอาไว้ เมื่อภาพดังกล่าวถูกตีพิมพ์ออกไป ก็กลายเป็นกระแสฮือฮา ทำให้ได้รับความนิยมในหมู่แฟชั่นนิสต้า และไม่นานกระเป๋ารุ่นนี้ก็ถูกเปลี่ยนเป็นชื่อรุ่น Kelly ตามพระนามของเจ้าหญิงเกรซ เอาจริงๆ เป็นชื่อที่เรียกง่ายขึ้นเยอะเลย แถมยังจำได้ง่ายกว่าชื่อเก่าด้วย และในปัจจุบันกระเป๋ารุ่นนี้ก็ยังมีออกมาเรื่อยๆ แม้ว่าจะเปลี่ยนโฉมของหนังหรือสีมามากมาย แต่ทรงของกระเป๋ายังคงเป็นแบบเดิมและคลาสสิก ถือเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่กระเป๋าของ Hermès นั้นไม่เคยตกยุค

กระเป๋า Hermès

เกรซ เคลลี่ หรือเจ้าหญิงเกรซแห่งโมนาโก

 

2. คุณภาพชั้นเยี่ยมของสินค้า

ไม่มีกระเป๋าที่ทำจากงานฝีมือแล้วจะไร้ข้อบกพร่อง แต่กับ Hermès มีมาตรฐานและกระบวนการผลิตที่เข้มงวดที่สุด หนังของกระเป๋าปราศจากตำหนิ ตัวฮาร์ดแวร์จะไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนและความหมองคล้ำ เพราะผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นผ่านกรรมวิธีการผลิตอย่างพิถีพิถัน รวมถึงวัสดุชั้นดี กระเป๋าหนังทุกใบของ Hermès ได้รับการตัดเย็บด้วยมือ โดยหนังที่ใช้ต้องเป็นเกรดเอเท่านั้น ทั้งหนังวัว หนังนกกระจอกเทศ หนังตะกวด และหนังจระเข้ โดยจระเข้จะถูกเลี้ยงในบ่อหินอ่อน เพื่อให้ได้ผิวหนังเรียบเนียน ไม่ให้มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย นอกจากนั้นยังถูกแยกเลี้ยงบ่อละตัว เพื่อป้องกันไม่ให้จระเข้กัดกันด้วย

ส่วนช่างตัดเย็บทุกคนต้องผ่านการฝึกฝนจนชำนาญในโรงงานที่ฝรั่งเศสเป็นเวลานาน 3 ปี ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ผลิตกระเป๋า ซึ่งแต่ละใบใช้เวลาราว 16 – 20 ชั่วโมง และจะต้องรับผิดชอบซ่อมแซมกระเป๋าตลอดอายุการใช้งาน ด้วยคุณภาพของหนังที่คัดเลือกมาอย่างดีที่สุด รวมไปถึงกรรมวิธีการเย็บหนังด้วยฝีเข็มคู่อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แอร์เมสเลยได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ราชวงศ์และชนชั้นสูงของฝรั่งเศส

กระเป๋า Hermès

 

3. หาซื้อยาก

กระเป๋าแบรนด์ดังที่ไม่ได้มีแค่เงินแล้วจะซื้อได้ เพราะต้องมีความอดทนในการรอสูง เนื่องจากสินค้าของแอร์เมสทุกชิ้นใช้เวลาในการผลิตเป็นเวลานาน และยังมี Waiting List ซึ่งเป็นอีกกลยุทธ์เด็ดของแบรนด์ ที่ทำให้กลายเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น กระเป๋าหลายต่อหลายรุ่นต้องจองชื่อกันข้ามปีกว่าจะได้มากอดไว้สักใบ ทั้งนี้ช็อปของแอร์เมสทั่วโลก มีเพียง 300 กว่าสาขาเท่านั้น ทำให้ความต้องการของลูกค้ามากเกินกว่ากำลังในการผลิต จึงเป็นเหตุให้ลูกค้าต้องลงชื่อจองและรอคิว ยิ่งถ้าเป็นรุ่นพิเศษ หรือลิมิเต็ด เอดิชั่น ด้วยแล้วยิ่งเป็นเรื่องยาก ต้องฟาดฟันกันสุดความสามารถ เพื่อที่จะให้ได้กระเป๋าใบนั้นมาครอง

กระเป๋า Hermès

 

4. กำหนดกลุ่มลูกค้า

ต้องบอกว่าใครที่ได้กระเป๋าแบรนด์นี้ไปครอบครองจะรู้สึกพิเศษขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะใช่ว่าใครจะสามารถซื้อกระเป๋าสุดหรูนี้ได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นลูกค้าประจำ หรือมีบุคลิกเหมาะสมกับกระเป๋าหรือไม่ พูดง่ายๆ คือต้องเป็นคนที่ทางแบรนด์มองเห็นแล้วว่าเหมาะสมและคู่ควร เพราะตั้งแต่ตอนแรกก็ได้มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์พุ่งตรงไปที่ระดับ A+ ทั้งหมด แต่ถึงเงื่อนไขจะเยอะ แลดูจุกจิกหน่อยๆ แต่แฟชั่นนิสต้าก็พร้อมที่จะจองกระเป๋าแบรนด์หรูนี้กันข้ามปีเลยทีเดียว

กระเป๋า Hermès

 

5. สามารถขายต่อเพื่อเก็งกำไรได้

ทุกวันนี้กระเป๋าแบรนด์เนมเปรียบเสมือนทรัพย์สินมีค่าไม่ต่างจากเครื่องเพชร ในอีกสองถึงสามปีข้างหน้าหากคุณเก็บกระเป๋าแบรนด์เนมใบโปรดไว้อย่างดี คุณอาจจะสามารถขายได้มากกว่าที่คุณเคยจ่ายไป ที่สำคัญแบรนด์หรูอย่าง Hermès ก็ยังคงอยู่ในความต้องการของผู้คนตลอดเวลา อย่างผลตอบแทนที่ได้จากการซื้อกระเป๋า Hermès Birkin ราคาขายคือสามารถทำกำไรได้ถึง 14.2% ต่อปีเลยทีเดียว โดยแบรนด์เนมที่ขายต่อแล้วจะได้ราคาสูงควรมีคุณสมบัติเหล่านี้ เช่น วัสดุที่นำมาผลิตเป็นหนังสัตว์จากธรรมชาติ , เป็นสินค้าที่มาจากช็อปของแบรนด์โดยตรง , กระเป๋ารุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น หรือรุ่นคลาสสิก และแบรนด์ของกระเป๋ามีความน่าเชื่อถือ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตรงกับแอร์เมสทุกอย่าง


ภาพ : www.purseblog.com

keyboard_arrow_up