นินิว ศุภฤกษ์

“นินิว – ศุภฤกษ์” จากศิลปิน…สู่นักการเงิน และนักศึกษา Harvard

“นินิว – ศุภฤกษ์” จากศิลปิน…สู่นักการเงิน และนักศึกษามหาวิทยาลัย Harvard ด้วยคะแนน IELTS ระดับ Top Score

“ถ้าฉันพูดแล้วเธอจะหายไป ก็ไม่พูดดีกว่า กลัวเธอตอบมา ว่าไม่ได้คิดอะไร” หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับเนื้อร้อง จากเพลงฮิตของ “นินิว – ศุภฤกษ์ บุณยานันต์” ศิลปินจากค่าย marr ในเครือ LOVEiS

ที่วันนี้เขาเลือกเดินบนเส้นทางใหม่ จากศิลปิน…สู่นักวิเคราะห์การเงิน ที่มาพร้อมความมุ่งมั่น ตั้งใจ พาตัวเองเข้าสู่รั้ว มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้สำเร็จ พร้อมด้วยคะแนนสอบ IELTS ระดับ Top Score

บทบาทใหม่ “นักวิเคราะห์การเงิน”

“ช่วงที่ผ่านมา มีหลายคนถามผมว่า หายไปไหน ยังร้องเพลงอยู่ไหม จริงๆ ผมยังไม่ได้เลิกเป็นศิลปินนะครับ (ยิ้ม) เพียงแต่ตอนนี้ขอพาตัวเองเติบโตไปในอีกเวอร์ชั่น นั่นคือ เรื่องการเงิน การลงทุน จริงๆ ผมมีความสนใจด้านนี้มานานแล้ว เพราะผมรู้สึกว่าทุกสิ่งรอบตัวเราคือ การลงทุน และเงิน ก็คือหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์

“ตอนเรียนมหาวิทยาลัย (คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้า) ผมได้เรียนหลายอย่างที่เกี่ยวกับธุรกิจ พอเรียนจบจึงเลือกไปเรียนต่อปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ Master in International Business Management, Oxford Brookes University ที่ประเทศอังกฤษ

“จากนั้นได้เข้ามาทำงานกับ พี่จิ๊บ (เทพอาจ กวินอนันต์ ผู้บริหารค่ายเพลง LOVEiS Entertainment และ CEO อีกหลายบริษัท) ในตำแหน่งFinancial Analyst นักวิเคราะห์การเงิน ที่บริษัท Royal Gateway (ผู้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ภายในประเทศ) ซึ่งการทำงานจริงทำให้ผมยิ่งชัดเจนกับตัวเองว่า ผมชอบและสนใจเรื่องการเงิน

“ต้องยอมรับว่าตอนเริ่มทำงาน ผมยังไม่มีประสบการณ์ด้านการเงินเลย ผมขอบคุณพี่จี๊บที่ให้โอกาส และขอบคุณตัวเองที่กล้าเปลี่ยนแปลง กล้าเรียนรู้สิ่งใหม่ ผมรู้สึกว่าถ้าเรามีความสนใจ มีความมุ่งมั่น และมีแพสชั่นกับสิ่งนั้นมากพอ จะทำให้เราไปถึงจุดที่เราต้องการได้แน่นอน

“พอทำงานได้ประมาณครึ่งปี ผมอยากศึกษาด้านการเงินเพิ่มเติม จึงส่งใบสมัครไป 2 ที่คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่อังกฤษ

“ระหว่างทำงาน ผมเรียนที่จุฬาควบคู่ไปด้วย แต่พอผ่านไปหนึ่งเทอมทางมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็ตอบรับกลับมา ตอนนั้นคิดว่าถ้าเรียนทั้ง 2 ที่คงไม่ไหวแน่ๆ จึงตัดสินใจเลือกเรียนที่ Master in Finance, Harvard Extension School, Harvard University ซึ่งเป็นการเรียนออนไลน์เป็นหลัก

“ความตั้งใจตอนนั้นคือ อยากพาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมสิ่งแวดล้อมที่ดี ได้เรียนรู้จากคนเก่งๆ ที่มีประสบการณ์ ผมเคยได้ยินมาว่าที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดไม่ได้เรียนจากหนังสือเป็นหลัก แต่เน้นเรียนจากผู้คน เพราะแต่ละคนมีแบล็คกราวน์ มีความคิด และประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองจากเพื่อนร่วมชั้นมากกว่าการเรียนรู้ในหนังสืออย่างเดียว”

IELTS ระดับ Top Score เข้า HARVARD University

“ก่อนเรียนต่อ ผมเตรียมตัวเยอะมากโดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เพราะต้องสอบภาษาอังกฤษทั้ง TOEFL , IELTS รวมถึงด้านคณิตศาสตร์  GMAT (Graduate Management Admission Test) ผมจึงต้องอ่านหนังสืออย่างหนักตั้งแต่เรียนปริญญาโทที่อังกฤษ

“แต่ต้องบอกก่อนว่า ผมไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็กนะครับ ก่อนจะไปเรียนปริญญาโท ผมสอบ  IELTS ได้ 6 คะแนน แต่พอไปเรียนที่อังกฤษ เราได้ฟัง ได้พูด และได้เขียนบทความทุกวัน ทำให้รอบที่ยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผมได้คะแนนสอบ IELTS 8.5 จากคะแนนเต็ม 9 คะแนน และ TOEFL iBT 112 คะแนน จากคะแนนเต็ม 120 ครับ (ยิ้ม)

“ผมไม่ได้มีเทคนิคพิเศษ แต่เน้นจดจำข้อมูลเป็นภาพ และนำภาพนั้นมาตีความในแบบที่เราเข้าใจ อย่างเวลาเขียนบทความ ผมจะนึกรูปแบบการเขียนเป็นภาพในหัว ทำให้เราเข้าใจว่าต้องเขียนอย่างไร รวมถึงการเรียนเรื่องการเงินก็เหมือนกัน ถ้าเราจำสูตรเป็นภาพในหัวได้ เราก็จะเข้าใจทั้งหมด

“อีกอย่างคือ ผมจะแบ่งเวลาในแต่ละวันชัดเจน เพราะต้องรับผิดชอบทั้งทำงานและเรียนไปด้วย เราต้องทำให้ดีที่สุดทั้ง 2 อย่าง อย่างตอนนี้ผมทำงานประจำวันจันทร์ถึงศุกร์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า – 6 โมงเย็น พอหลังเลิกงานผมจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสำหรับเรียนวันพฤหัสตอนตีห้าครึ่ง ซึ่งตรงกับเวลา 5 โมงเย็นที่อังกฤษ ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์ ถ้าไม่ได้มีธุระอะไร ก็จะพยายามแบ่งเวลาอ่านหนังสือให้เต็มที่ที่สุดครับ” (ยิ้ม)

ไม่เคยหยุด “พัฒนา”

“อย่างที่บอกว่า จริงๆ ผมไม่ได้จะเลิกร้องเพลงนะ เพียงแต่พอเราเลือกเดินเส้นทางนี้แล้ว ก็ต้องทุ่มเทเต็มร้อย ยอมรับว่าช่วงที่ตัดสินใจ มีทั้งความกลัวและกล้าไปพร้อมกัน

“ผมไม่กลัวว่าตัวเองจะถูกลืม แต่ผมกลัวตัวเองจะหยุดพัฒนาครับ”

“ผมเข้ามาวงการบันเทิงตั้งแต่อายุ 15 ค่อยๆ สะสมประสบการณ์มาเรื่อยๆ จนมาอยู่ค่ายเลิฟอิส ผมคิดว่าผมให้เวลาตัวเองพอสมควรแล้ว แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทำยังไปไม่ถึงจุดที่เราต้องการจริงๆ อย่างตอนที่เพลงเริ่มเป็นที่รู้จัก จู่ๆ ก็เกิดสถานการณ์โควิด ทำให้งานต้องหยุดชะงักไป

“ยอมรับว่าช่วงแรกที่เริ่มทำงาน ตอนอายุ 15 – 19 ปี ผมท้อมากนะ แต่พอโตขึ้นความคาดหวังมันเปลี่ยนไป รู้แล้วว่าชีวิตไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้ บางครั้งความฝันตอนเด็ก อาจไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของเราในตอนนี้ ผมจึงอยากสร้างความมั่นคงให้ตัวเอง ซึ่งการเงินเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผมสนใจและอยากเรียนรู้

“ซึ่งพอได้ทำงานเป็นนักวิเคราะห์การเงินเต็มตัว มีทั้งความสนุกและท้าทายครับ ความท้าทายในตำแหน่งนี้คือ การตัดสินใจ เพราะทุกการตัดสินใจถ้าเราเลือกแล้วมันถอยไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องคิดให้รอบคอบ ยิ่งเรื่องตัวเลขเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก

“ส่วนเรื่องสนุกที่สุดคือ การได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ผมเองยังใหม่กับวงการนี้ และทฤษฎีที่เรียนมาพอได้นำมาปฏิบัติจริง ยังมีอะไรที่เราต้องเรียนรู้อีกเยอะมาก ทำให้รู้สึกสนุกกับทำงานทุกวันครับ” (ยิ้ม)

การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

“ถ้าถามผมว่าลงทุนกับอะไรคุ้มค่าที่สุด….ผมคิดว่าลงทุนกับตัวเองครับ อย่างผมที่ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางจากการเป็นศิลปิน มาเป็นนักวิเคราะห์การเงิน ก็เหมือนเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง เพราะวันที่ตัดสินใจผมยังไม่มีต้นทุนอะไรเลย มีแต่ความตั้งใจที่จะเรียนรู้ เพื่อพัฒนาและเพิ่มทรัพยากรของตัวเองให้มากขึ้น

“รวมถึงการกล้าพาตัวเองไปอยู่ในสังคมใหม่ อย่างมหาวิทยาลัยฮาร์ดเวิร์ด เพื่อให้ตัวเองได้เรียนรู้จากคนเก่งๆ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไป ทุกอย่างในชีวิตมีความเสี่ยงหมดเลยนะ อยู่ที่เราจะกล้าลงทุนกับสิ่งนั้นหรือเปล่า

“ตอนนี้เป้าหมายถัดไปของผมคือ อยากมีความมั่นคงในชีวิต มีอิสระในการเงิน อิสระในการใช้ชีวิต อยากกินอะไรก็ได้กิน อยากไปไหนก็ได้ไป นี่แหละครับ…ความมั่นคงในแบบผม”